5 เรื่องที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้ออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของตัวเองผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไรต่อไป ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและจับตามอง กรุงเทพฯ วันนี้ย่อมต่างกับเมื่อวาน และอาจเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ในอนาคต ตามกฎธรรมชาติที่ไม่มีอะไรคงที่คงทน ผู้คนก็เช่นกัน–การเปลี่ยนแปลงยังเป็นนิรันดร์เสมอ ต่อให้ทำลืมๆ ไปบ้าง เราก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ยาก 

        ว่าแล้วก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา วันก่อนผู้เขียนไปสั่งส้มตำในร้านแถวบ้าน แล้วแอบได้ยินคุณป้าคนหนึ่งบ่นกับเพื่อนที่ขายของแถวๆ นั้นว่า เผลอแป๊บเดียว หลานของเธอก็จะ 3 ขวบแล้ว เด็กก็โตขึ้น ผู้ใหญ่ก็แก่ลง “ทำไมมันต้องมีความแก่ด้วยนะ ไม่ชอบเลย ” ชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่อง แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัด มันคือสัจธรรม

        ตราบใดที่ยังมีชีวิตที่เคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีใครไม่เจอกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลง สุดแท้แต่ว่าจะเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างไร เตรียมตัวมาดี เราก็ยอมรับความจริงได้ดี ไม่เตรียมตัวมาเลย ก็อาจจะซวนเซ ร่วงล้มกันไปกองบ้าง 

        ที่พูดนี่ไม่ได้มีเคล็ดลับมาบอกว่าตัวเองเก่งกาจในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอะไรนักหรอก แต่บังเอิญไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่สะกิดเตือนให้รู้ว่า ในโลกแห่งสรรพสิ่งที่ไม่คงที่ ยังมีความเป็นจริงอยู่ 5 ข้อ ที่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะไม่ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ มันจะเป็นความจริงเสมอ 

        5 เรื่อง ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Five Things We Cannot Change: And The Happiness We Find by Embracing Them-David Richo) คือชื่อหนังสือที่ตัวเองก็อยากขอบคุณอะไรก็ตาม ที่โยนเข้ามาในชีวิตได้ถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน ครั้งแรกที่กดฟังแบบหนังสือเสียงระหว่างที่ขับรถ ในวันที่กรุงเทพฯ ถูกฝนถล่มลงมาอย่างหนัก และบนท้องถนนมีแต่น้ำท่วมท้นล้นเอ่อ นับว่าเป็นวันที่เข้าใจบทเรียนเรื่องนี้แบบไม่มีข้อสงสัยเลยก็ว่าได้ 

        คุณเดวิด ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นนักจิตบำบัด และได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเราว่า ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ล้วนเจอแต่คำถามเดิมๆ และการดิ้นรนต่อสู้แบบเดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า และที่เราต้องดิ้นรนทนทุกข์แบบนั้นก็เพราะ ชีวิตได้มอบความจริงทั้งหมด 5 ข้อมาให้คนเราตั้งแต่แรก

        เป็นความจริงที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แถมมันยังมาเยือนชีวิตเราหลายต่อหลายครั้งในชีวิตอีกต่างหาก ซึ่งความจริงทั้ง 5 ข้อนั้นก็คือ 

        1. ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงและสิ้นสุดลง 

        นี่คือความจริงข้อแรกที่ชีวิตมอบให้เรา กวาดตาดูเถอะ ผู้คน ความสัมพันธ์ ความกระตือรือร้น หรือสิ่งใดๆ ในชีวิต ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปและสิ้นสุดลงเป็นธรรมดา ทุกๆ การเริ่มต้น ล้วนนำไปสู่จุดจบ ความสัมพันธ์ของเรากับใครก็ตาม ย่อมเป็นไปเช่นนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทุกคนผ่านช่วงเวลาที่สวยงาม ดิ้นรนต่อสู้ ไปจนถึงวันที่ทุกสิ่งแตกกระจายสลายลง ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ไม่จากเป็นก็จากตาย อย่างที่ใครๆ ว่า

        ในหนังสือบอกว่า แม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ชีวิตก็ได้มอบอารมณ์โศกเศร้า ให้เราไว้เป็นกลไกในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไว้แล้ว การที่เรามีความรู้สึกเศร้าโศกติดมาประสามนุษย์ ก็เพราะชีวิตรู้ว่า ต่อจากนี้เราจะต้องเจอกับความสูญเสีย การสิ้นสุด แต่เราก็จะผ่านมันไปได้เอง น้ำตาของเรานี่แหละ ที่ต้องมีเอาไว้บรรเทาเบาบางความทุกข์ เพราะชีวิตรู้แต่แรกแล้วว่า คนที่ร้องไห้น้ำตาท่วม ย่อมดีกว่าคนที่น้ำตาตกใน แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งแล้ว เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และก้าวเดินต่อไปให้ได้ ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่มีทางเปลี่ยนได้ 

        ส่วนความจริงข้ออื่นๆ ในหนังสือก็เช่น  2. สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไป 3. ชีวิตไม่ได้ยุติธรรมกับเราเสมอ 4. ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และ 5. ผู้คนไม่ได้น่ารักและซื่อสัตย์กับเราตลอดเวลา 

        เชื่อว่าแต่ละเรื่องคือสิ่งที่พวกเราผ่านกันมาแล้วทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะหลีกเลี่ยงมันอย่างไร แต่มันอยู่ที่ว่า เราจะยอมรับมันได้อย่างไรมากกว่า ในหนังสือเล่มนี้ เขาย้ำว่าเมื่อรู้ว่ามันเป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ แต่ควร say yes หรือตอบรับกับสิ่งที่ชีวิตให้มา ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ เข้าใจความทุกข์ จ้องตากับมัน เผชิญหน้าไปกับมัน 

        ยอมรับเถอะว่า มันมีบางอย่างในชีวิตที่เปลี่ยนไม่ได้จริงๆ  แต่เราเลือกได้ว่า จะตายไปพร้อมกับความไม่เข้าใจ หรือจะอยู่อย่างเข้าใจและยอมรับความจริงด้วยความเข้มแข็ง ส่วนวิธีคิดและวิธีรับมือ อยากให้ไปอ่านต่อในเล่มอย่างละเอียดกันอีกที เผื่อหลายๆ คนอ่านแล้วจะมีความคิดเห็นมาแลกเปลี่ยนกันต่อไป 

        ‘ทำไมต้องแก่’ ประโยคข้างต้นของคุณป้าคนนั้น จึงไม่ใช่ปัญหาที่เราตอบไม่ได้ ผู้เขียนว่า แม้แต่ตัวแกเองก็รู้คำตอบ 

        แต่แน่นอน มันอาจเป็นคำตอบที่ไม่มีใครอยากฟัง เป็นคำตอบที่มนุษย์อย่างเราๆ ยอมรับว่าเจ็บปวด แต่ลองย้อนกลับไปอ่านข้อ 4 ข้างบนนั่นอีกครั้ง 

        ‘ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต’ 

        เรื่องมันก็มีเท่านี้


เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม