I was among them / ข้าพเจ้าอยู่ในท่ามกลางพวกเขา

Editor's Note
20 Jul 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

ครั้งหนึ่ง ปาโบล เนรูดา กวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้ถือกำเนิดในชิลี ทว่าถูกไสส่งจากดินแดนบ้านเกิดไปอยู่ไกลโพ้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระเหระหนไปหลายแห่งด้วยเหตุผลทางการเมือง, เคยเขียนเอาไว้ว่า

 

        ผู้คนเดินขบวนโบกธงสีแดงฉาน

        ข้าพเจ้าอยู่ในท่ามกลางพวกเขา – บนก้อนหิน

        พวกเขาเนืองแน่นติดขัด ในการเดินทัพอันกึกก้อง

        และในบทเพลงสูงส่งต่อสู้

        ข้าพเจ้าเห็นพวกเขาได้ชัย – ทีละก้าว ทีละก้าว

 

        มันเป็นบทกวีที่เรานำมาอ่านซ้ำๆ ได้ ทุกคราวที่ได้เห็นการต่อสู้เพื่อปลดแอกผู้คนออกจากช่วงชั้นของอำนาจอันกดขี่อยู่

 

        นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

        วัฏจักรของอำนาจแสดงให้เราเห็นเสมอมา ว่าการกดทับและปลดแอก เป็นคล้ายคำสาปที่ถูกฝังอยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ เมื่อมีอำนาจ ผู้คนจะเถลิงถลุงมันอย่างถึงที่สุด ด้วยข้ออ้างแห่งความปรารถนาดีและต้องการความสงบสุข แต่โดยเนื้อแท้คือการรักษาสถานะแห่งอำนาจนั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

        ดังนั้น พวกเขาจึงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้อำนาจนั้นสถิตอยู่โดยไร้การตรวจสอบ ด้วยหมายใจคิดว่า เมื่อปราศจากผู้ตรวจสอบท้าทายเสียแล้ว ก็จะดำรงคงมั่นเรื่อยไป

        แต่แท้จริงแล้ว อำนาจที่ปราศจากการคาน ไร้การตรวจสอบ หรือสร้างระบบตรวจสอบปลอม ทั้งยังเต็มไปด้วยความกระสันใฝ่ในอำนาจอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่อาจเป็นอำนาจที่มั่นคงไปได้ อำนาจชนิดนี้คืออำนาจที่เปราะบางที่สุด มันได้พิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าแล้ว – ว่าพร้อมพังทลายลงทุกเมื่อ และเผด็จการผู้ทรงคุณ หรือ benevolent dictator ก็ไม่เคยมีอยู่จริง นั่นเพราะเมื่ออำนาจเข้าครองหัวใจแล้ว การรู้ตัวและยอมลงจากอำนาจจะกลายเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีปัจจัยซับซ้อนมากมายทั้งภายในภายนอกเข้ามาข้องเกี่ยว ส่วนใหญ่ก็มักเป็นไปในลักษณาการที่ทำให้ผู้ครองอำนาจมืดบอดเหมือนเปลือยกายเดินไปตามท้องถนนโดยเชื่อว่าตนใส่เสื้อคลุมล่องหนอยู่ เสื้อคลุมที่ทุกคนเห็นว่าเป็นภูษาพัสตราภรณ์อันงดงาม แต่แท้แล้วคือความโทงเทงเปื่อยเน่าของร่างกายที่ถูกบงการโดยอำนาจทั้งประเภทที่มองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้

        อำนาจดังนี้จึงทั้งถูกทำลายและทำลายตัวเองอยู่ตลอดเวลา

        มันคืออำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทว่ายังรั้งรอจะอยู่ในอำนาจไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เรียนรู้ ไม่หมุนผ่านไปตามกาลสมัย ไม่เติบโต ยั้งหยุดอยู่กับ good old days เพ้อคลั่ง ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรักอันเป็นสากล ปรารถนาจะเป็นดาวหางแห่งการทำลายล้างที่ค้างคาอยู่บนท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งสกปรกที่ระเหิดนิวเคลียสตัวเองออกมาเป็นหางจนแทบหมดสิ้นแล้ว

        อำนาจประเภทนี้มักไม่ยอมสถาปนาระบบตรวจสอบอำนาจ ดังนั้นบ่อยครั้งจึงหมักหมกความฉ้อฉลเอาไว้ใต้พรม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บางอย่างเป็นเพียงการตัดสินใจผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ อันเกิดจากความโง่และไม่รู้ ซึ่งหากยินยอมให้มีผู้คอยคัดง้างตรวจสอบและรู้จักรับฟังก็อาจไร้ปัญหา แต่บางอย่างก็เป็นความจงใจฉ้อฉล ทั้งฉวยโอกาสใช้รอยรั่วของระบบที่ฉีกขาด และการพยายามสร้างโอกาสและระบบแห่งการฉ้อฉลขึ้นมาเสียเอง ตั้งตัวเป็นผู้ตัดสิน หรืออยู่เบื้องหลังกรรมการผู้ตัดสินกติกา จนกลายเป็นระบบยุติธรรมจอมปลอม เพื่อจะได้ใช้ระบบนี้ตัดสินดีชั่วและแยกแยะถูกผิดในแบบที่กลับข้างดำให้เป็นขาว ทั้งยังใช้ประโยชน์จากความเชื่อเชิงวัฒนธรรมที่ฝังหัวเรื่องโลกดำขาวทวิลักษ์ ผลักผู้คนที่เห็นต่างให้เป็นศัตรู โยนคนเหล่านั้นให้ไปอยู่ ณ ดินแดนอื่นอันไกลโพ้น ราวไม่อยากรับรู้ว่ามีคนเหล่านั้นอยู่ในโลก

        ซึ่งไม่จริง – คนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย

        พวกเขาอยู่ตรงนี้ – ที่นี่, และเราทุกคนก็เป็นใครสักคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา

        I was among them…

        ผู้คนไม่ได้ถูกผลักและกดขี่เฉพาะด้วยมิติการเมือง แต่การเมืองที่เลวย่อมนำมาซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่เลว การปฏิบัติต่อกันอย่างชั่วช้าลี้ลับย่อมนำมาซึ่งโหดร้ายต่ำทรามภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มเปี่ยมเมตตา ความฉ้อฉลอย่างเป็นระบบย่อมนำมาซึ่งระบบอันฉกชิงกดทับ ทั้งยังพยายามบังคับกรอกปากให้ผู้คนต้องกลืนกินความชั่วช้าของระบบเช่นนั้น สมาทานมันเข้าไปในท้อง ยกมือไหว้ ก้มกราบ เห็นดีงามไปกับการแต่งตั้ง รับใช้ และผูกขาดดินแดนแห่งอนาคตให้คนอื่นๆ ไปชั่วลูกชั่วหลาน

        ผู้คนยอมทน กล้ำกลืน พวกเขารู้ว่ามีอะไรรอคอยอยู่ปลายทางหากลุกขึ้นมาขัดขืน

        แต่ความกล้ำกลืนของการถูกบังคับกลืนกินระบบอันสามานย์ย่อมมีขีดจำกัด กรดที่ถูกกรอกจะไหลย้อนออกมาเป็นไฟผลาญ พวกเขาต้องการอาหารที่ดีพอต่อความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครบางคนที่อยู่เหนือขึ้นไปได้สวาปามมูมมามไร้ที่สิ้นสุด แล้วทิ้งเศษซากกากเดนไร้คำอุทธรณ์เอาไว้ให้บริโภคตามมีตามเกิด

        เนรูดายังเขียนอีกว่า

 

   เป็นศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั่นแหละที่ลุกขึ้นต่อสู้

        มิว่าถูกบดขยี้เพียงใด มันก็จะตื่นขึ้น

 

        ใช่ – มันจะตื่นขึ้น สำนึกแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะตื่นขึ้น และเมื่อสิ่งนี้ตื่นขึ้น มันจะทรงพลังยิ่งกว่าอำนาจยิ่งใหญ่อันแสนเปราะบางใดๆ

        ในดินแดนที่ไม่มีทั้งศรัทธาและเสรีภาพ ความหวังจะเรืองรองขึ้นได้ด้วยตัวเองเสมอ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN