ฝนสีเทา

Editor's Note
28 Sep 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

คุณรู้ใช่ไหม – ว่าความเศร้าก็เหมือนสายฝนที่พรำลงมาเป็นสีเทา คล้ายฉากหลังอันเลือนรางมองแทบไม่เห็น แต่โดยเนื้อแท้แล้วคลี่คลุมชีวิตของเราเอาไว้เสมอ

             เป็นประโยคซ้ำซาก – ที่จะบอกว่า, สุดท้ายแล้วทุกคนต้องตาย

             แต่คุณเคยคิดถึงความตายของตัวเองอย่างจริงจังไหม

             ยิ่งมีชีวิตมากขึ้น เราก็ยิ่งรับรู้มากขึ้น ว่าสุดท้ายแล้ว ภารกิจแท้จริงเดียวที่เราต้องทำ ก็คือการรับมือกับความตาย

             เรื่องอื่นๆ จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก เรื่องยิบย่อย เรื่องระหว่างทาง ความทุกข์ของเรา การทะเลาะกันของเรากับเขาคนอื่นและใครคนนั้น หาได้เป็นอะไรอื่น นอกจากอณูเล็กจ้อยในเรื่องเล่าของชีวิต แต่เป็นกำแพงแห่งความตายทะมึนนั้นต่างหาก ที่กางกั้นขวางทางเราอยู่ที่สุดปลายอุโมงค์แห่งชีวิต เป็นกำแพงนั้นเองที่เราต้องต่อกรกับมัน

             โดยรู้ทั้งรู้ – ว่าเราจะพ่ายแพ้

             ความตายคือการสลายสูญถาวรแห่งฟังก์ชันทางชีววิทยาทั้งปวงของสิ่งมีชีวิต ฟังก์ชันเหล่านี้เคยทำหน้าที่พยุงเราไว้ให้รับรู้สรรพสิ่งผ่านผัสสะ เราเห็น ได้กลิ่น ได้ยิน รับรู้สัมผัส และรับรู้ได้ถึงความรัก ความอาทร ความเกลียดชัง ความหม่นเศร้า ความโกรธ และอารมณ์อื่นๆ อีกมากมายที่วูบไหวพรายเพริศขึ้นฉับพลันในแต่ละขณะของการมีชีวิตอยู่

             เป็นฟังก์ชันทางชีววิทยาเหล่านี้นี่เองที่กักขังเราเอาไว้กับโลกวัตถุ ทำให้เรารับรู้ว่าเวลาเดินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง รับรู้ถึงความเร็วแสง ความร้อนเย็นของอุณหภูมิ ผัสสะทั้งปวงคือทางเข้าของเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่จะหล่นลงไปงอกอยู่บนเนื้อดินภายในของเรา บางคราวมันก็งอกขึ้นมาเป็นต้นไม้น่ารักที่ผลิดอกไม้แสนสวย บางคราวเป็นไม้ใหญ่หยัดยืนเอื้อเฟื้อร่มเงาอันแสนเมตตาและสงบเย็นให้ผู้อื่น แต่บ่อยครั้งกว่านั้น ที่มันงอกต้นขึ้นอย่างอัปลักษณ์ โหดเหี้ยม แย่งชิง ปล่อยสารพิษออกมาทำลายผู้อื่น เมล็ดเหล่านี้ดกดื่นแพร่หลาย เราอาจพยายามถางถากมันทิ้งไป แต่ไม่นานนักมันก็จะงอกขึ้นใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า

             ชีวิตจึงคือท้องทะเลแห่งเมล็ดพันธุ์ ที่ถูกเนื้อดินภายในของเราเห่กล่อมบ่มเพาะ เนื้อดินดั้งเดิมของเราเป็นอย่างไร มันจะผสานรวมกับเนื้อแท้ของเมล็ดพันธุ์นั้นๆ จนเติบกล้า เนื้อดินมีหลากหลายแบบ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เนื้อดินยังคือการสืบทอดจากบรรพบุรุษ ผ่านพันธุกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงอีกด้วย

             เมล็ดพันธุ์บางอย่างก็ไม่เหมาะกับเนื้อดินบางอย่าง

             มันไม่อาจงอกขึ้นได้ – หากเนื้อดินไม่มีสารอาหาร

             เมล็ดพันธุ์อีกบางอย่างก็เหมาะแต่กับเนื้อดินบางอย่าง

             เนื้อดินที่เปี่ยมด้วยโทสะ ย่อมหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งโทสะ

             เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ย่อมงอกงามได้ดีบนเนื้อดินที่เปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา

             เราจึงคือส่วนผสมของเมล็ดพันธุ์อันหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด แต่กลไกทั้งหมดนี้จะสูญสลายไป – เมื่อความตายมาเยือน

             เรารู้อยู่แล้วว่าทุกคนต้องตาย แต่เมื่อใครบางคนที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ในหัวใจของเรามากๆ จากไปจริงๆ ก็ช่วยไม่ได้ที่สายฝนสีเทานั้นจะพรำสายลงมาอีกครั้ง

             มันพรำลงมาเพื่อจะบอกเรา – ใช่, ฉากหลังของชีวิตก็คือความเศร้า

             ความเศร้า ความตาย และการจากไป

             เราทำอะไรกับการจากไปนั้นไม่ได้เลย เว้นแต่ยอมรับมัน

             ไม่ – เราไม่ได้ยอมรับเพียงความตายของผู้จากไปเท่านั้น แต่การยอมรับนั้นก็คือการยอมรับไปด้วยพร้อมกัน ถึงศักยภาพแห่งความตายที่เป็นเหมือนเมฆสีดำลอยสูงอยู่เหนือศีรษะของเรา รอเพียงวันที่เมฆดำนั้นจะคลี่ลงคลุมชีวิตของเรา เหมือนมันเป็นมือขนาดใหญ่ที่ไม่เคยละเว้นใครเคย

             แต่คุณเคยคิดถึงความตายของตัวเองอย่างจริงจังไหม

             คิดถึงวันที่ลมหายใจไม่พรูพร่างอีกแล้ว เมื่อเลือดไม่ไหวไหล เมื่อเนื้อไม่กระตุกเต้น เมื่อดวงตามองไม่เห็นแสง ไม่รู้กลิ่น ไม่รับสัมผัส เมื่อผัสสะค่อยๆ ‘ดับ’ หายไปทีละอย่างๆ เมื่อความเย็นเยียบเริ่มเกิดขึ้นกับอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แล้วแผ่ลามไปทีละเล็กละน้อย จากปลายเท้าถึงต้นขา หรือจากท้องแล้วแผ่ซ่านไปหารยางค์ทั้งปวงแห่งร่างกาย

             ไม่ว่าเราจะค่อยๆ ตายลง หรือตายฉับพลัน

             ไม่ว่าเราจะตายอย่างทรมานหรือหลับใหลไปในความตาย – ก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันมากนักหรอก

             เพราะเป็นตอนนั้นเอง ที่เวลาจะหยุดนิ่งลง และสิ่งที่เคยมีความหมายกับเรา ไม่ว่าจะเป็นความรัก การงาน ความสัมพันธ์ และชีวิต – ต่างล้วนสูญสิ้นความหมายไปพร้อมกับการสูญสิ้นฟังก์ชันทางชีววิทยาของเรา

             หัวใจที่เต้น กล้ามเนื้อที่หดและคลายตัว จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำงานของอวัยวะเท่านั้น แต่ลึกลงไปแล้ว มันคือการสร้าง ‘ความหมายแห่งชีวิต’ ทุกอย่างให้กับเรา

             แต่คุณคงรู้ หรือไม่ก็จะได้รู้ – เมื่อถึงวันที่กาลเวลาหยุดนิ่ง ความหมายเหล่านั้นจะไม่มีความหมายใดอีกต่อไป

             ไม่มีความหมายเหมือนที่เคยมี เพราะไม่มีแม้กระทั่งผู้ให้และรับรู้ความหมาย

             และทั้งหมดนั่นไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากสิ่งที่เราเรียกมันว่า… ชีวิต

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN