จาก New Normal สู่คำถามว่า อะไรกันหรือที่คือ ‘ความปกติ’ หรือ Normalness

Editor's Note
1 Jun 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

เวลาได้ยินคำว่า New Normal ทีไร สิ่งแรกที่ผมมักตั้งคำถามอยู่เสมอก็คือ – อะไรกันหรือ, ที่คือ ‘ความปกติ’ หรือ Normalness

       ในทางพฤติกรรมศาสตร์ ‘ความปกติ’ ของพฤติกรรม มีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า Normality ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือความ ‘ปกติ’ ในเรื่องเพศ เช่น คำว่า Heteronormality (หรือบางทีก็ใช้ว่า Heteronormativity กันให้วุ่นในทางภาษาเข้าไปอีก) หมายถึงความปกติของความเป็นรักต่างเพศ ซึ่งก็คือการที่ชายกับหญิงรักกัน แต่ไม่ใช่ชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือเพศอื่นๆ กับเพศอื่นๆ นอกเหนือไปจากชายกับหญิง

       นั่นอาจทำให้หลายคนสงสัย – คำว่า ‘ความปกติ’ ที่ว่า มันคืออะไรกันแน่?

       ที่จริงแล้ว คำว่า ‘ปกติ’ มีนิยามในทางพฤติกรรมว่าหมายถึงพฤติกรรมที่ ‘สอดคล้อง’ กับพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยพฤติกรรมที่ว่า – ก็คือพฤติกรรมที่พบได้มากที่สุด (most common behaviour) ในสังคมนั้นๆ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สังคมนั้นๆ ก็จะถือว่าคนคนนั้นมีพฤติกรรมที่ ‘ปกติ’ ไม่เบี่ยงเบนออกไปจากมาตรฐานใดๆ ของสังคม

       แต่คำถามถัดมาก็คือ แล้วอะไรเป็นพฤติกรรมที่พบได้มากที่สุดในสังคมเล่า

       เราใช้อะไรเป็นตัววัด

       เคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับความสวยหล่อของผู้คน งานวิจัยนั้นไปสำรวจ ‘เครื่องหน้า’ ของคนมากมาย เพื่อดูว่าเครื่องหน้าแบบไหนถูกมองว่าสวยหล่อบ้าง เช่น คิ้วต้องอยู่แค่ไหน ปากต้องอวบอิ่มหรือเรียวบางประมาณไหน ตำแหน่งที่ตั้งต้องอยู่ห่างจากจมูกหรือตาเพียงใด ฯลฯ

       ผลการวิจัยพบว่า คนที่คนส่วนใหญ่มองว่าหล่อหรือสวย คือคนที่มี ‘เครื่องหน้า’ อยู่ใน ‘ค่าเฉลี่ย’ ของคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเอาความห่างของตาสองข้างของคนทั้งโลกมารวมกันแล้วหารเฉลี่ยออกมา เราจะได้ค่านั้น คนที่จัดว่าตาสวยที่สุด จะมีความห่างของดวงตาใกล้กับค่าเฉลี่ยที่สุด เป็นต้น

       พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า คนที่หน้าตาสวยหล่อ จะต้องเป็นคนที่มี ‘เครื่องหน้า’ ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ซึ่งก็คือ ‘ความปกติ’ ของใบหน้ามนุษย์ที่ได้มาจากข้อมูลของคนทั้งโลกนั่นเอง

       แต่แล้วก็เกิดคำถามถัดมา – นั่นก็คือแม้คำว่า ‘ค่าเฉลี่ย’ จะเป็นสิ่งที่เฉลี่ยมาจากคนทั้งโลก แต่จะหาใครในโลกนี้ที่มีลักษณะบนใบหน้าที่ ‘ตรงเป๊ะ’ กับค่าเฉลี่ยได้ไหม?

       เรื่องนี้มีงานวิจัยอีกงานหนึ่ง ทำกับค็อกพิตหรือห้องนักบินที่ขับเครื่องบินโดยสาร คือเพื่อความประหยัด สมัยก่อนเคยมีแนวคิดในการออกแบบเก้าอี้สำหรับนักบินขึ้นมาโดยใช้ ‘ค่าเฉลี่ย’ จะได้ผลิตเก้าอี้แบบเดียว ขนาดเดียว งบประมาณในการผลิตก็จะลดลง

       แต่งานวิจัยนี้กลับพบว่า พอได้เก้าอี้ที่เป็น ‘ค่าเฉลี่ย’ ออกมาแล้ว กลับไม่มีนักบินคนไหนเลยที่มีสัดส่วนรูปร่างพอเหมาะพอควรกับเก้าอี้ค่าเฉลี่ยนั่น

       แต่ละคนมีอะไรต่างออกไปจากค่าเฉลี่ยทั้งสิ้น ถ้าไม่ต่างมากก็ต่างน้อย แต่ที่จะไม่ต่างเลยนั้นไม่มี

       นั่นก็คือ – ถ้าเราคิดว่า ‘ค่าเฉลี่ย’ ของคนในสังคมคือ ‘ความปกติ’ อย่างหนึ่ง สุดท้ายแล้วเราก็จะสร้าง ‘กรอบ’ บางอย่างขึ้น (เหมือนการสร้างเก้าอี้นักบินนั่น) แล้วพยายาม ‘ยัด’ ทุกคนลงไปในกรอบดังกล่าว

       ซึ่งก็แน่นอน – ไม่ประสบความสำเร็จ

       พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในสังคมที่ยึดถือ Normalness หรือ ‘ความปกติ’ อันตายตัวแบบใดแบบหนึ่งนั้น ไม่มีใครหรอกที่จะมีทุกอย่างเป็นไปตาม ‘ความปกติ’ ที่ว่าได้

       New Normal จึงอาจไม่มีอยู่จริง ไม่มีอยู่จริงพอๆ กับ Old Normal หรือ Normalness ไหนๆ ที่มนุษย์คิดว่าเป็นค่ากลาง ค่าเฉลี่ย หรือเป็นอุดมคติแห่งความสวยหล่อและดีงามอยู่จริงหรอก

       แน่นอน สังคมควรมี ‘ค่ากลาง’ เอาไว้เป็นหมุดหมายให้เราไปถึง แต่เราย่อมไม่สามารถตะบี้ตะบันจับคนยัดใส่ลงไปในกรอบแห่งค่ากลางนั้นทุกคนได้

       สิ่งสำคัญมากกว่า ‘ค่ากลาง’ ของ New Normalness (ซึ่งก็คือการพยายามกำกับควบคุมบอกทุกคนว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้) ก็คือการเดินตาม ‘ทางสายกลาง’ ด้วยการทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ – ว่าโลกเต็มไปด้วยความหลากหลายและแตกต่าง ผู้คนต่างกันไปคนละนิดละหน่อย บางคนอาจเข้ามาอยู่ในกรอบเกณฑ์ได้ แต่มีอีกหลายคนเลยที่ไม่

       ความพยายามจะ ‘ปกติ’ จึงเป็น ‘ความผิดปกติ’ อย่างหนึ่ง

       หากเราเข้าใจเรื่องนี้ได้ เราก็จะมีวิธีปฏิบัติที่เปิดกว้าง โอบรับ และเข้าใจถ่องแท้ว่าโลกนี้ไม่มีหรอก – ความปกติ

       ความปกตินั่นแหละที่ผิดปกติ

       และเป็นความผิดปกติอยู่เสมอต่างหากที่ปกติ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ