ความปรารถนาจากส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณ ที่จะเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

Editor's Note
12 Apr 2019
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, อุษา นพประเสริฐ

ก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังจะหาแรงบันดาลใจในการทำงานเขียน ‘พี่แหม่ม’ – วีรพร นิติประภา เคยบอกเล่าให้ฟังถึงนิยายคลาสสิกเรื่อง On the Road ของ แจ็ก เครูแอก ว่ามันคือการออกเดินทางครั้งใหญ่ในชีวิต แล้วกลับมาก้มหน้าก้มตาเขียนต้นฉบับนิยายทั้งเล่มเสร็จในรวดเดียว จนล่าสุด เห็นเพื่อนนักเขียน ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ ได้แปลมันออกมาเสร็จสมบูรณ์ทั้งเล่ม ก็เลยนึกขึ้นมาถึงประเด็นเรื่องการเดินทางขึ้นมา

     สามสี่ปีก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งผมเกิดอยากออกเดินทางไกลๆ ขึ้นมา ด้วยจุดประสงค์อะไรก็ไม่แน่ชัด แค่รู้สึกอึดอัดคับข้อง และนึกภาพตัวเองอยู่ท่ามกลางดินฟ้าอากาศ ออกเดินทางแบบโรแมนติกมากๆ ในตอนนั้น ผมชอบเดินจากบ้านไปออฟฟิศเป็นประจำ ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร เล่าให้ใครฟังก็มักจะไม่ค่อยเชื่อ หรือบางคนก็บอกว่าผมเพี้ยนๆ

     ระยะทาง 15 กิโลเมตร แทนที่จะขับรถหรือนั่งรถเมล์ไปเหมือนปกติ ผมใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง คิดเป็นความเร็ว 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช้ากว่าการวิ่งเหยาะๆ นิดหน่อย ผมออกจากบ้านประมาณเจ็ดหรือแปดโมงเช้า เดินลัดเลาะฟุตพาทไปเรื่อยๆ ดมฝุ่นควันข้างถนน หลบหลีกร้านค้าแผงลอยและกองขยะ แล้วก็ไปถึงออฟฟิศตอนสิบโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาเริ่มงานพอดี เหงื่อโซมตัวแล้วก็นั่งตากแอร์สบายๆ ให้คลายเหนื่อย แต่ละครั้งที่ได้เดิน ก็รู้สึกดีกับตัวเองอย่างบอกไม่ถูก อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม

     พอดีจังหวะช่วงนั้นผมได้อ่านหนังสือหรือดูหนังหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทาง มีวันหนึ่งได้ตื่นแต่เช้ามานั่งจิบกาแฟดีๆ แล้วละเลียดอ่านหนังสือ The Unlikely Pilgrimage of Harold Fry เสร็จแล้วพอตกบ่ายก็ต่อด้วยการเปิดดูหนังเรื่อง Wild ที่เพื่อนสนิทอีกคน ชื่อ ‘บุ๊ย’ – มนตรี บุญสัตย์ แนะนำมาและคะยั้นคะยอให้ดู

     ก่อนจะมานั่งนึกทบทวนแล้วก็พบว่าทั้งสองเรื่องนี้มีประเด็นที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก มันเป็นเรื่องของการออกเดินทางเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่าง และไถ่บาปให้กับเรื่องราวบางอย่างในชีวิต

 

     The Unlikely Pilgrimage of Harold Fry ฉบับภาษาไทยแปลโดย ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ ชื่อว่า ความตายครั้งที่มีความหมายมากที่สุด เป็นเรื่องของชายชราใกล้ตายที่ออกจากบ้านแล้วเดินเท้าไปเรื่อยๆ เพื่อไปพบเจอกับใครบางคนเป็นครั้งสุดท้าย ส่วน Wild เป็นหนังนำแสดงโดย รีส วิเธอร์สปูน เรื่องของหญิงสาวที่ชีวิตพังทลายในทุกด้าน เก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางคนเดียว ท่องเที่ยวไปบนเส้นทางที่เรียกว่า Paciffiic Crest Trail

     ผมคุยเล่นๆ กับ บุ๊ย มนตรี พวกเราตั้งข้อสงสัยว่าทำไมป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัยเรามักจะมีโครงเรื่องเดียวกันแบบนี้ เริ่มต้นด้วยตัวละครเอกกำลังมีชีวิตที่เหลวแหลกพังทลาย พวกเขาละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้มเหลวไว้ข้างหลัง แล้วออกเดินทางไกลๆ สักครั้งในชีวิต ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้จะให้เหตุผลว่าอย่างไร

     บางทีนี่เป็นการสรุปเหมารวมด้วยสายตาของเราแค่สองคนหรือเปล่า บางทีมันอาจจะเพราะพวกเรากำลังสนใจประเด็นนี้ กำลังอยากออกเดินทางไกลๆ และกันดารยากลำบากแบบนี้สักครั้ง ก็เลยเลือกที่จะมองเห็นแต่สิ่งนี้รอบๆ ตัวก็เป็นได้

     หรือบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องทางสังคม พวกนักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาก็มีการศึกษานิทานพื้นบ้าน ตำนานชนเผ่า และเรื่องเล่าในทุกสังคม ล้วนแล้วแต่มีโครงเรื่องเดียวกันหมด คือพระเอกออกเดินทางเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อการสั่งสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับสมาชิกในกลุ่ม จากรุ่นสู่รุ่น

     หรือบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องทางจิตใจของปัจเจกแต่ละคน เพราะร่างกายคือกรงขัง และวิถีชีวิตที่ดำเนินไปแต่ละวัน คือความจริงที่มีขอบเขตจำกัดอยู่ในระดับแค่เนื้อหนังและสสารวัตถุ ผมคิดว่าจิตใจของมนุษย์เป็นอิสระและกว้างใหญ่กว่านั้นมาก มันจึงสร้างจินตนาการและโครงเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไกลขึ้นมา เพื่อทลายขอบเขตจำกัดของตัวตนให้เติบโต เปลี่ยนแปลง และขยายตัวออกไป

     หรือบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องทางศาสนา การเกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้จริงแล้วก็คือการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ คือการเดินทางของดวงวิญญาณของเราทุกคนผ่านมาชาติแล้วชาติเล่า การเดินทางที่ยาวนานชั่วกัปกัลป์ ทำให้วิญญาณของเรารับรู้ถึงการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของมิติเวลา และมันจะอดรนทนไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าในมิติของสถานที่ด้วย

 

     แต่ละวัน แต่ละปี ล่วงเลยไป ทำให้ตัวเลขอายุของเรานับเพิ่มขึ้น เราก็ต้องการชีวิตที่มุ่งไปข้างหน้าด้วยพร้อมกัน ดังนั้น ลึกๆ แล้วเราคุ้นเคยกับการเดินทางเป็นอย่างดี เราจึงจำลองมันออกมาเป็นโครงเรื่องแบบนี้ที่เหมือนกันทั้งโลก

     โครงเรื่องที่เริ่มต้นด้วยการที่เราทำอะไรผิดพลาดไป เรียนรู้ เติบโต สำนึกผิด ข้ามผ่านช่วงวัย ปล่อยวางและละทิ้งมันไว้เบื้องหลัง ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป เพื่อจะออกเดินทางรอบใหม่

     เมื่อมาปรากฏอยู่ในหนัง นิยาย เพลง และบทความมากมาย เราก็จะเห็นภาพการเดินทางว่าได้ให้ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ตัวละครเอกไปเผชิญอุปสรรคและผจญภัยต่างๆ เดินให้เหงื่อโซมกาย ตากแดดให้ผิวเกรียม นอนกลางดินกินกลางทรายจนผอมแห้ง ย่ำไปบนทางกันดารจนร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งขึ้น สัมผัสความจริงแท้ของโลกและชีวิต มองออกไปยังเส้นขอบฟ้า รับรู้ถึงความเล็กกระจิดริดของตัวตน สำนึกผิดกับสิ่งที่เคยกระทำ ให้อภัยกับตัวเอง ความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดในทุกย่างก้าวคือคำขอโทษ การไถ่บาป และกอบกู้ชีวิตที่ล่มสลายไปแล้วให้กลับคืนมา

     มันเป็นการเดินทางที่มีจุดประสงค์ที่ตัวการเดินทางเอง ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ปลายทาง ถ้าอธิบายแบบนี้อาจจะฟังดู cliche แต่มันเป็นเช่นนี้จริงๆ คำอธิบายถึงเหตุผลของการเดินทางนั้นไม่แน่ชัด และสิ่งที่ได้รับหรือผลพวงจากการเดินจึงไม่ซ้ำกัน แต่ละคนได้รับอะไรๆ แตกต่างกันไป นำมาบอกเล่าได้ไม่ตรงกันเสียทีเดียว รู้เพียงแค่ว่า จากจุดต้นเรื่องเคลื่อนไปสู่จุดจบของเรื่องราว ที่ตัวละครเอกมีสภาวะบางประการสูงขึ้นกว่าเดิม

 

     ผมนึกย้อนทบทวนตัวเอง ว่าการเดินจากบ้านไปออฟฟิศในช่วงนั้น วันละสามชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอะไรสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่การออกกำลังกาย ถ้าใครคิดว่านี่เป็นไอเดียการออกกำลังกายที่ดี ผมขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่ มันแตกต่างจากการฝึกฝนวิ่งมาราธอนหรืออะไรทำนองนั้น

     แต่มันส่งผลต่อจิตใจภายในอย่างมาก การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง นานๆ ไกลๆ ภาพทางฟุตพาทสองข้างทางคล้อยหลังไป เสียงในใจดังก้องตลอดเวลา ร้อน เหนื่อย เหม็น รำคาญ เกลียด กลัว วิตกกังวล ฯลฯ เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะถึง? จนถึงจุดหนึ่งเสียงนั้นมันค่อยๆ เบาลง ก่อนออกเดินและหลังออกเดิน รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

     อย่างน้อยที่สุด มันทำให้เรารู้สึกว่าได้บรรลุถึงอะไรบางอย่าง ไปถึงจุดหมายอะไรบางแห่ง ถึงแม้มันจะเป็นแค่ออฟฟิศซึ่งปกติเราก็ไปทุกวัน นี่อาจจะเป็นความคิดหรือความรู้สึกที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงปรารถนาจะสัมผัส เป็นความต้องการจากส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณของเรา ที่จะเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

เรื่องโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ