‘อยู่เพื่อทำความเข้าใจ’ ว่าเราไม่อาจทำอะไรกับความเสียใจได้เลย

Editor's Note
8 Jun 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

มีคนเคยถามว่า ผมเคยเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุดในชีวิต และมีวิธีจัดการความรู้สึกเสียใจนั้นอย่างไร

        ที่จริงแล้ว เรื่องเสียใจในชีวิตผมมีไม่มากนัก เพราะก่อนทำอะไร มักจะคิดแล้วคิดอีก ไม่ใช่คิดเพื่อให้เรื่องที่ทำมันพลาดไม่ได้นะครับ แต่คิดแล้วคิดอีกว่า – ถ้าหากทำสิ่งนั้นๆ ลงไปแล้ว มีหนทางที่เราจะ ‘สำนึกเสียใจ’ ในภายหลังบ้างหรือเปล่า

        และในบางเรื่อง แม้คำตอบจะคือ – เป็นไปได้ แต่สุดท้ายเพื่ออะไรบางอย่างก็ยังจำเป็นต้องทำ ซึ่งหากคิดแล้วว่าต้องทำ (เช่น การเปลี่ยนงาน ฯลฯ) – ต่อให้คนอื่นพยายามทำให้เราสำนึกเสียใจมากแค่ไหน ก็จะไม่มีวันสำนึกเสียใจ

        แต่เรื่องเสียใจก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่มีโอกาส ‘คิด’ กับมันล่วงหน้า และเป็นเรื่องที่เราควบคุมอะไรไม่ได้

        เรื่องเสียใจแรก เป็นตอนที่เริ่มโต แล้วพ่อให้นาฬิกามาเรือนหนึ่ง เป็นนาฬิกาข้อมืออย่างดีที่กันน้ำได้ ตอนนั้นจึงใส่นาฬิกาเรือนนั้นไปเล่นน้ำทะเลกับเพื่อน แต่ด้วยความที่นาฬิกาเรือนใหญ่เกินข้อมือเด็กที่เพิ่งเริ่มโต สายก็หลวม คลื่นก็แรง เล่นน้ำไปสักพัก นาฬิกาจึงหลุดหายไปจากข้อมือ

        ตอนที่นาฬิกาพลัดออกมานั้น ใจหายวูบ เพราะรู้เลยว่านี่คือขณะเวลาที่เราไม่สามารถยื้อคืนกลับมาได้อีกแล้ว มันหลุดออกไปแล้ว ล่องลอยหายสูญไป และเป็นไปได้ที่จะจากเราไปตลอดกาล หายไปในสายน้ำคลื่นถะถั่งรุนแรงใต้ฟ้าที่กำลังมืดครึ้มเพราะฝนกำลังจะตก

        เพื่อนๆ ช่วยกันหา แต่ทะเลก็คือทะเล เมื่อมันกลืนกินสรรพสิ่งไปแล้วย่อมไม่คลายคืนกลับ ไม่มีใครเจอนาฬิกาสีเงินเรือนนั้น – เรือนที่พ่อให้, ผมกลับขึ้นรถ เศร้าลึก ไม่ได้กลัวพ่อว่า แต่รู้สึกเป็นครั้งแรก – ว่าชีวิตของมนุษย์คือการสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก นี่คือครั้งแรก และจะมีครั้งต่อๆ ไปที่หนักหนาสาหัสกว่านี้รอคอยเราอยู่อีกไม่รู้จบ

        ดังนั้น ผมจึงยิ้มให้เพื่อน ขอบคุณและดีใจที่เพื่อนทุกคนช่วยกันหา และยิ้มให้กับความเสียใจครั้งนั้นจนเพื่อนต้องเอ่ยถามว่าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่ทำนาฬิกาหาย

        รู้สึกสิ – ผมตอบ, แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้

        เรื่องเสียใจที่สองที่นึกถึง ก็คือการจากไปของเจ้าของนาฬิกาเรือนนั้น คนที่ให้นาฬิกาเรือนนั้นกับผม

        ใช่ – พ่อของผมเอง

        ตอนตาย พ่อจากไปอย่างกะทันหัน มีเพียงโทรศัพท์มาบอกเล่าให้ออกเดินทางไปงานศพพ่อ

        ระหว่างขับรถยาวไกลไปนั้นเอง ผมร้องไห้ และรับรู้ถึงคลื่นความเสียใจมหึมาที่แล่นผ่านหัวใจ มันคือคลื่นเดียวกับคลื่นที่พัดนาฬิกาเรือนนั้นหายไป ผิดเพียงแต่ว่าคลื่นในทะเลซัดสาดไม่รู้จบ ทว่าคลื่นแห่งความเสียใจไม่ว่าจะใหญ่เพียงใด มันจะซัดมาเพื่อจะหายไป และหายไปเพื่อจะกลับมาใหม่ แต่ทุกครั้งที่กลับมา มันจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ

        ที่เหมือนกันอย่างที่สุด ก็คือคลื่นทั้งสองเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย ไม่ว่าจะให้หายเสียใจ – หรือจะให้เสียใจมากเท่าเดิม

        ทุกวันนี้ เรื่องเสียใจใหญ่หลวงเหล่านั้นยังเป็นเหมือนริ้วคลื่นเล็กๆ ที่กระเพื่อมกลับมาเสมอเมื่อนึกหรือฝันถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว และเตือนให้เรารู้ว่า – เราไม่อาจทำอะไรกับความเสียใจได้เลยจริงๆ เมื่อเกิดขึ้นมันก็จะเกิด และเมื่อหายไปมันก็จะหาย

        มีเพียงเราเท่านั้นที่อยู่ตรงนี้ ทำหน้าที่เป็นเพียงฉาก เพื่อรับรู้ถึงคลื่นอันควบคุมไม่ได้เหล่านั้น – เท่านั้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ