รักผู้อื่นก่อน และมากกว่าที่จะให้คนอื่นรักข้าพเจ้า

Editor's Note
17 Oct 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

        ได้ยินคนพูดว่า สิ่งที่ ‘ม็อบเด็กๆ’ ต้องพบเจอ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนเหล่านั้นเคยพบเจอในยุคที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มพันธมิตร หรือแม้กระทั่ง กปปส. ซึ่งต้องพบเผชิญกับแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริง จนมีผู้เสียชีวิตจริงๆ

        บางคนบอกว่า พวกเขาโดนกระทำจากสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่เช้าจนเย็น สิ่งที่เด็กๆ เจอ เป็นเพียงน้ำผสมสี หรืออย่างมากก็ผสมสารเคมีอย่างอ่อนๆ การที่ออกมาบ่นว่าเหล่านี้จึงเป็นเรื่อง ‘ดัดจริต’ ของคนเมืองกระดูกอ่อนผิวบาง ไม่แข็งแกร่งทรหดอดทนต่อสู้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครเป็น ‘อีแอบ’ อยู่เบื้องหลังไม่ยอมออกหน้า

        แน่นอน สิ่งที่คนเหล่านี้ต่อสู้ด้วย ก็คือยุคสมัยของรัฐบาลที่พวกเขาไม่ชอบ เช่น ในยุคที่นายกรัฐมนตรีมีชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

        สมมุติ – เราคิดว่ารัฐบาลของฝ่าย ‘ผีทักษิณ’ เป็นรัฐบาลที่แย่จริงๆ เลวทรามต่ำช้ากระทำกับผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรงจริงๆ และในอีกด้านกลับกันก็คือ รัฐบาลของนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่ดีงาม เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมความดีอย่างแท้จริง,

        คำถามก็คือ – ก็แล้วทำไมเราถึงกระเหี้ยนกระหือรืออยากให้รัฐบาลของคนดีล้นฟ้าเช่นนี้ ปฏิบัติกับม็อบเด็กๆ (หรือต่อให้ไม่ใช่ม็อบเด็กๆ ในเมือง แต่เป็นม็อบอื่นๆ จะม็อบคนจน กรรมกร คนเสื้อแดง ฯลฯ) ด้วยความรุนแรงเลวทรามอย่างที่เรามีความทรงจำฝังไว้ในมโนสำนึกว่ารัฐบาลของฝั่ง ‘ผีทักษิณ’ เป็นอย่างนั้นเล่า

        เราพูดว่า – โอ๊ย! นี่เป็นแค่การเล่นสงกรานต์ รัฐไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไรเลย ทุกอย่างที่รัฐทำเป็น ‘หลักสากล’ อย่ามาดัดจริตบ่นกัน อยากแส่หาเรื่องออกไปทำไม แต่คำถามก็คือ ถ้าหากว่าเราเป็น ‘คนดี’ อย่างที่เราคิดว่าตัวเองเป็น ถ้าหากว่าสิ่งที่เรายึดมั่นอยู่ในใจของเรา คือสิ่งที่เราคิดว่าประเสริฐ น้อมนำความเป็นพุทธมามกะเข้าไว้ในหัวใจ พุทธมามกะที่มีคติธรรมสำคัญว่า – เมตตาธรรมค้ำจุนโลก, แล้วเราตอบตัวเองได้อย่างถ่องแท้ไหม – ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ ‘สมควร’ แล้วต่อมนุษย์คนอื่นๆ

        ใช่ – บางคนตอบออกมาแล้วว่าไม่สมควร เพราะถ้าจะให้สมควร ต้องรุนแรงกว่านี้เข้าไปอีก

 

        ที่จริงแล้ว หลักสากลสำหรับการชุมนุมและสลายการชุมนุมนั้น มีแนวทางปฏิบัติของมันอยู่ โดยสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นมาเป็นหลักปฏิบัติที่เรียกว่า ‘กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง’ (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) โดย iLaw ได้นำมาอธิบายเอาไว้ให้เข้าใจง่ายว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและ ‘เพียงเท่าที่จำเป็น’ สำหรับสังคมประชาธิปไตย

        คำถามก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ‘เพียงเท่าที่จำเป็น’ หรือเปล่า

        หลักปฏิบัติว่าด้วยการใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำ (ที่หลายคนบอกว่า – โอ๊ย! แค่เล่นสงกรานต์ ฉ่ำชื่นบานใจ แต่คนที่โดนฉีดเข้าที่ศีรษะถึงขั้นต้องทำ CT Scan เพื่อดูว่าได้รับบาดเจ็บอย่างไรบ้าง) ควรใช้ในสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยอย่างร้ายแรง คือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส หรือการทำลายทรัพย์สินอย่างรุนแรงในวงกว้าง ‘เท่านั้น’ และไม่ควรใช้ยิงใส่บุคคลในระดับสูง (คือระดับศีรษะ) ในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระดับสอง (Secondary Injury)

        แค่เรื่องการใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำนี้ ก็เห็นได้แล้วว่าขัดต่อ ‘หลักสากล’ ที่สากลโลกอันมีอารยะและศิวิไลซ์ใช้กัน โดยมีข้อกำหนด กติกา และหลักปฏิบัติเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน

        ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าตัวเราเองเป็นคนดี รัฐบาลที่เราเชียร์เป็นรัฐบาลที่ดีงามโดยแท้จริง ก็แล้วไฉนเลยเราจึงจะ ‘เชียร์’ ให้รัฐบาลของเรา ทำสิ่งที่ชั่วช้าเลวทรามในแบบที่ตัวเราเคยถูกกระทำมาจากรัฐบาลที่เราเห็นว่าชั่วช้าเลวทราม อีกทั้งบางคนยังกระหน่ำซ้ำเชียร์ให้ใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

 

        เคยได้ยินบทภาวนาของนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซิซีไหม

        บทภาวนาที่บอกว่า…

ข้าแต่พระบิดา

ขอพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเป็นเครื่องมือของพระองค์เพื่อสร้างสันติ

ที่ใดมีความเกลียดชัง ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความรัก

ที่ใดมีความเจ็บแค้น ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำการอภัย

ที่ใดมีความแตกแยก ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความสามัคคี

ที่ใดมีความเท็จ ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความจริง

ที่ใดมีความสงสัย ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความเชื่อ

ที่ใดมีความสิ้นหวัง ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความหวัง

ที่ใดมีความมืด ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความสว่าง

ที่ใดมีความเศร้าโศก ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความยินดีเบิกบานใจ

 

ข้าแต่พระเป็นเจ้า

โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรเทา มากกว่าจะเป็นผู้รับการบรรเทา

เห็นใจผู้อื่น มากกว่าจะรับความเห็นใจ

รักผู้อื่นก่อน และมากกว่าที่จะให้คนอื่นรักข้าพเจ้า

ผู้ที่ให้เท่านั้น จะได้รับความอิ่มเอิบยินดี

ผู้ที่ลืมตนเองเท่านั้น จะพบตนเองในทางสันติ

ผู้ที่ยกโทษให้เท่านั้น จะได้รับการอภัยโทษ

ดังนี้เมื่อเราตาย จะได้ไปสู่พระราชัยของพระองค์ชั่วนิรันดร

 

        ถ้าเราสวดบทภาวนาเหล่านี้ไม่เป็น เข้าใจบทภาวนาเหล่านี้ไม่ได้ เราจะถือสิทธิอะไรกล่าวอ้างว่าตัวเองสามารถสาปแช่งก่นด่าผู้อื่นได้ในนามของคุณงามความดี เราจะถือสิทธิอะไรกล่าวอ้างว่าเราคือตัวแทนของคุณงามความดี และเราจะถือสิทธิอะไรบอกว่าสิ่งที่ฝ่ายของเราทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

        ทั้งที่มันไม่ได้เป็นไปตามหลักสากลด้วยซ้ำ

        เราเกลียดชัง เพราะเราเคยถูกกระทำมาก่อน เราจึงจะเผยแพร่ความความเกลียดชังนั้นต่อไปให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ทั้งที่เราแก่ชราลงแล้ว ริ้วรอยเหี่ยวย่นลุกลามขึ้นตามตีนกา ลำคอ และหนังมือ กาลเวลาโยกคลอนฟันของเรา ผมของเราหงอก หัวใจของเราตีบตัน ชั่วแวบเดียว เราก็พบว่าสิ่งที่เราเคยต่อสู้ยึดมั่นนั้นได้สูญสลายหายไป และเราก็แทบไม่เหลือเวลาของชีวิตอยู่อีก

        แต่เรากลับเต็มไปด้วยทิฐิมานะ ยึดมั่นอยู่กับอดีตและการไม่ยอมสาบสูญไปของอดีตเหล่านั้น ยื้อยุดมันไว้ราวกับไม่เคยเข้าใจคำว่า ‘อนิจจัง’ เลย ทั้งที่ปากประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธทั้งเนื้อทั้งตัว

        ยอมรับความจริงเสียเถิด – ว่าเราไม่ใช่เจ้าของอะไรสักอย่างเดียว กาลเวลาคอยกลืนกินสรรพสิ่งไปช้าๆ รวมถึงชีวิตของเราด้วย และดังนั้น มรดกเดียวที่เราจะมอบให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ ก็คือ ‘อนาคต’ ที่พวกเขามีโอกาสได้เลือกด้วยตัวเอง ในกรอบกติกาของการ ‘พูดคุย’ กัน เพื่อให้สอดรับกับโลกอดีตที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไป

 

        หากร่วมอ่านและเขียนอนาคตไปกับพวกเขา

        พวกเขาก็จะร่วมอ่านและทำความเข้าใจอดีตไปกับเรา

        แต่สิ่งที่หลายคนกำลังทำอยู่ ก็คือการมอบ ‘ความเกลียดชัง’ ให้เป็นมรดกตกทอดต่อคนรุ่นหลังต่อไป เพื่อจะให้พวกเขาได้ขมขื่น เจ็บช้ำ และแก่ชราเหี่ยวย่นลงกับประวัติศาสตร์แห่งความเกลียดชัง ชิงชังอดีต เกลียดชังอนาคต และไม่รู้จะอยู่กับปัจจุบันไปเพื่ออะไร เพราะมันไม่มีความหมายใดๆ กับชีวิตของพวกเขาเลย

        พวกเขาถูกบังคับให้มีชีวิตเหมือนที่คนรุ่นก่อนกำหนด – ทั้งที่โลกไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นมาตลอดสามพันปีอีกต่อไปแล้ว

        โปรดระลึกเถิดว่า – ส่งต่อความเกลียดชังสู่อนาคต ก็จะได้รับตอบกลับเป็นความเกลียดชังจากโลกอนาคตเช่นเดียวกัน

        และนั่นคือสิ่งที่เราปรารถนาจะให้เป็น – ในชีวิตแสนสั้นที่อาจหลงเหลืออยู่อีกไม่นาน, กระนั้นหรือ      

        เราต้องการเช่นนั้นจริงๆ ใช่ไหม…

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN