เมื่อรัฐล้มเหลวในการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ แล้วเราทำอย่างไรได้บ้าง?

Editor's Note
13 Mar 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

มนุษย์เคยผ่าน Pandemic มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ต้องใช้คำว่า uncontainable มากที่สุด

        ปกติเวลาเกิดการแพร่ระบาด สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการ ‘กัก’ การแพร่ระบาดนั้นให้อยู่ในวงแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐบาลของประเทศต่างๆ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะ ‘กัก’ หรือ contain โรคนี้เอาไว้ให้อยู่ในวงแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไวรัสโคโรนาอันเป็นต้นเหตุของ COVID-19 มีคุณสมบัติพิเศษ คือไม่ทำร้ายคนติดเชื้อในทันที ทำให้เชื้อสามารถแพร่ไปได้กว้างไกล หลุดรอดไปสู่ผู้คนในวงกว้างได้อย่างคาดไม่ถึง ประกอบกับการเดินทางยุคใหม่ที่ผู้คนติดต่อถึงกัน โลกแคบลง เชื้อโรคจึงถูกนำพาไปได้เข้มข้นกว้างไกลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Pandemic ครั้งใหม่จึงเกิดขึ้น

        ในไทย ความกลัวเรื่องไวรัสโคโรนาที่ก่อให้เกิดโรค COVID-19 กำลังสร้างภาวะเครียดและสับสนให้ผู้คนในสังคม

        คนไทยเชื่อมั่นในบุคลากรสาธารณสุข เชื่อมั่นในความสามารถของทีมแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่เรื่องย้อนแย้งก็คือ ทีมผู้บริหารประเทศกลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นนั้นให้กับคนทั่วไปได้

        มีการศึกษาในคู่แฝดจำนวนมาก พบว่าความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันนั้น ไม่เกี่ยวกับพันธุกรรม คือต่อให้เป็นคู่แฝดที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน แต่ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมแตกต่างกัน ก็อาจมีภูมิคุ้มกันแตกต่างกันได้

        จะว่าไป รัฐก็คือผู้สร้าง ‘สภาวะแวดล้อม’ ที่เราอยู่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข ระบบภาษี การสร้างสาธารณูปโภคทางปัญญา รวมไปถึงความมั่นใจ ดังนั้น ปัจจัยใหญ่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับประชาชน – ก็คือรัฐ

        แต่เมื่อรัฐล้มเหลวในการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้เรา สุดท้ายแล้ว ประชาชนตาดำๆ ก็ต้องหาวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง

        แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้าง?

 

        นิวยอร์กไทม์ส มีบทความแนะนำการสร้างภูมิคุ้มกันในภาวะที่ไวรัสโคโรนาแพร่ลุกลามเอาไว้น่าสนใจ เขาบอกว่า อย่างแรกสุดก็คือ เราต้องพยายาม ‘ลดความเครียด’ ของตัวเองลง

        ความเครียดแรกก็คือความ ‘นอยด์’ หรือความตื่นกลัวกังวลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจแย่ ตลาดหุ้นตก คนไม่ออกมาเดินตลาด ทำมาค้าขายไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ก็ยิ่งส่งผลต่อ ‘ความเครียดร่วม’ ของสังคมให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

        มีการศึกษาของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน บอกว่า คนที่เครียดมากกว่า เมื่อต้องเผชิญกับไวรัสไข้หวัดธรรมดาๆ จะมีอาการป่วยมากกว่า เช่นเดียวกับการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ที่บอกว่าคนเครียดกว่า เมื่อเกิดบาดแผลเล็กๆ ที่แขน จะหายช้ากว่าคนที่ไม่เครียดโดยเฉลี่ยถึงหนึ่งวันเต็มๆ

        นั่นแปลว่า ร่างกายของเราจะต่อสู้กับความป่วยไข้ได้มากกว่า ถ้าหากว่ามีความเครียดน้อยกว่า

 

        แต่คำถามก็คือ แล้วเราจะลดความเครียดได้อย่างไรเล่า ในขณะที่ต้องติดตามข่าวสารเรื่อง COVID-19 พร้อมกับเห็นข่าวการทำงานของผู้มีอำนาจที่บั่นทอนสุขภาวะทางใจของเรา

        บทความของ นิวยอร์กไทม์ส บอกว่า ยังมีอีกสองเรื่องที่ทำได้ นั่นก็คือการนอนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกินและการออกกำลังกายก่อนนอน แต่ให้ออกกำลังกายยามเช้าเป็นประจำสม่ำเสมอ

        ที่สำคัญที่สุดและคนไทยเราทำได้ง่ายๆ ก็คือ การสร้างวิตามินดีให้ร่างกาย ด้วยการออกไปรับลมรับแดดเสียบ้าง โดยเฉพาะในสวนสาธารณะยามเช้าหรือเย็นที่ผู้คนไม่หนาแน่นจนเกินไป เพราะมีงานวิจัยพบว่า คนที่มีวิตามินดีในร่างกายสูง จะมีปัญหาติดเชื้อทางเดินหายใจน้อยกว่าถึง 40% รวมไปถึงผลการศึกษาอื่นๆ อีก ที่บอกว่าวิตามินดีนั้นช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ โดยวิตามินดีร่างกายสร้างขึ้นได้เองจากการรับแสงแดด และการกินไขมันปลา

        บทความของ นิวยอร์กไทม์ส พาเราย้อนกลับไปสู่คำถามตั้งต้นที่ว่า – ก็ถ้าหากรัฐ, ซึ่งในอุดมคติแล้วควรจะสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดเครียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้กับเรา กลับเป็นหนึ่งในตัวการสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความเครียดให้เราเสียเอง แล้วเราจะทำอะไรได้อีกไหม,

        เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวของเราเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ