คุณเคยได้ยินเสียงของต้นไม้ไหม?

Editor's Note
27 Jul 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

คุณเคยได้ยินเสียงของต้นไม้ไหม

        แน่นอน เราย่อมเคยได้ยินเสียงของต้นไม้ ง่ายที่สุด ยามลมพัด ใบไม้จะส่ายเสียด ส่งเสียงกราวๆ ซู่ๆ ออกมา ซึ่งไม่ต้องบอก – คุณก็คงรู้, ว่าเสียงของใบไม้ที่มีขนาดแตกต่างกัน ย่อมมีเสียงที่ต่างกันออกไป

        คำถามก็คือ หากเราได้ยินแต่เสียงของต้นไม้ เรา ‘แยกแยะ’ ออกไหม – ว่านั่นคือต้นอะไร

        นั่นคือการศึกษาของ เดวิด จอร์จ ฮาสเคล (David George Haskell) ที่เขาพยายามแยกแยะต้นไม้ประเภทต่างๆ ด้วยเสียงและ ‘บทเพลง’ ที่ต้นไม้กำลังร้องออกมาให้เราฟัง

        ที่จริงแล้ว ฮาสเคลสอนวิชา ‘ปักษีวิทยา’ (Ornithology) อยู่ที่มหาวิทยาลัยซีวานี (Sewanee) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในรัฐเทนเนสซี ดังนั้น ฮาสเคลจึงรู้และแยกแยะเสียงของนกประเภทต่างๆ ได้ แต่แน่นอน นกย่อมอยู่คู่กับต้นไม้ ดังนั้น การศึกษาเสียงของทั้งนกและต้นไม้ จึงช่วยบอกอะไรกับเราได้มากมายมหาศาล

        ฮาสเคลท้าทายนักศึกษาของเขาว่า นักศึกษาอาจจะรู้จัก ‘บทเพลง’ ของนกได้เป็นร้อยๆ ชนิด คือรู้ว่าเสียงแบบนี้ต้องเป็นนกอะไร แต่คำถามของเขาก็คือ นักศึกษาสามารถแยกแยะเสียงของต้นไม้ได้ไหม หากได้ยินเสียงแบบนี้ จะแยกออกไหมว่านี่คือเสียงของต้นโอ๊ก และนี่คือเสียงของต้นเมเปิล

        เขาให้นักศึกษาออกไปกลางแจ้ง แล้วพยายามใส่ใจกับการฟังของตัวเอง ค่อยๆ บ่มเพาะปลูกฝังการฟังเสียงของต้นไม้ ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ทว่ายังเป็นประโยชน์กับตัวตนภายในของนักศึกษาเองด้วย เนื่องเพราะในขณะเงี่ยหู จดจ่อ และพยายาม ‘ฟัง’ เสียงและบทเพลงของต้นไม้ประเภทต่างๆ นั้น นักศึกษาย่อมเห็นการสอดประสานกันของสายลม ผืนดิน ทุ่งหญ้า และการกวัดไกวของใบไม้ อันประกอบสร้างกันขึ้นมาเป็น ‘เสียง’ ของต้นไม้ประเภทต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน นั่นทำให้นักศึกษาเกิดสมาธิภายในในแบบที่ไม่มีวิธีอื่นทำได้ ทั้งยังได้กลายกลืนไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติด้วย

        ฮาสเคลยังบอกด้วยว่า ‘อะคูสติก’ ของต้นไม้ในแต่ละฤดูกาลนั้นแตกต่างกันออกไป เช่น เสียงของใบไม้อันสดใหม่เขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิของใบเมเปิล ย่อมแตกต่างไปจากเสียงสากกร้านหยาบแหบของใบเมเปิลที่แก่จัดเป็นสีน้ำตาลแดงในฤดูใบไม้ร่วง ความต่างนี้ทำให้ผู้ฟังได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านของวันวัย และสัมผัสได้ถึงชีวิตสดใหม่กับความตายที่กรายใกล้ การปลิดปลิว และการหมุนเวียนของวัฏจักรแห่งชีวิต

        ฮาสเคลเขียนหนังสือชื่อ The Song of Trees ซึ่งบอกเล่าถึงบทเพลงของต้นไม้ประเภทต่างๆ มันเป็นหนังสือธรรมชาติวิทยาที่งดงาม และได้รับรางวัล John Burroughs ในฐานะหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่นำเสนอเรื่องราวได้ยอดเยี่ยม งดงาม และน่าอ่าน

        ฮาสเคลสอนเราว่า แท้จริงแล้ว โลกนั้นเปิดกว้างและโอบกอดเราเสมอ เพียงแต่เราส่วนใหญ่ไม่ยอมก้าวเข้าไปในโลกเหล่านั้น เราไม่ยอมปล่อยให้ผัสสะของเราได้ทำงาน ได้ถูกลับให้แหลมคม เราใช้สวนสาธารณะเป็นเพียงที่วิ่ง ที่เดินเล่น ที่ผ่อนคลาย เราเข้าไปปิกนิก ตั้งแคมป์ และเปิดเพลงเสียงดังในป่า ไล่สัตว์ป่าให้กระเจิงเสียขวัญหนีไป แต่เราไม่เคยเปิดใจฟังเสียงของต้นไม้และโลกรอบตัวเรา แต่การพยายามแยกแยะเสียงของต้นไม้ออกจากกัน การที่เราทำเพียงแต่ ‘นั่งลง’ แล้วพยายาม ‘ฟัง’ เสียงต่างๆ ก็เท่ากับการพยายามปิด ‘แอพพลิเคชัน’ ทางสมองที่ถูกปลูกฝังอยู่ในร่างกายของเราลง ทำให้เราผ่อนคลาย และได้มองเห็นโลกในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

        ไม่ใช่แค่โลกรอบตัวเท่านั้น – แต่รวมถึงโลกภายในตัวเราเองด้วย

        ฮาสเคลยังบอกเราด้วยว่า ต้นไม้ไม่ได้มีลักษณะเป็นปัจเจกแยกขาดจากกัน ทว่าต้นไม้แต่ละต้นล้วนเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน รากดึงสารอาหารจากดินที่มีจุลินทรีย์คอยย่อยสารอินทรีย์ให้เป็นอนินทรีย์ ใบไม้สูดอากาศเพื่อรับรู้ความเป็นไปของต้นไม้เพื่อนบ้าน เช่น ต้นอะคาเซียในแอฟริกาที่จะปล่อยสารแทนนินให้ฟุ้งไปในอากาศยามถูกสัตว์มากัดกิน เป็นการส่งสัญญาณให้ต้นไม้เพื่อนบ้านผลิตสารที่มีรสขมเพิ่มขึ้น จะได้ไม่ถูกกัดกินมากเกินไปนัก ใบยังคอยชูช่อรับแสงแดดเพื่อนำแดดอุ่นเหล่านั้นมาปรุงเป็นอาหาร โดยมีไซเล็มและโฟลเอ็มหรือท่อเล็กจิ๋วในลำต้นคอยดึงน้ำขึ้นไปสูงลิบลิ่วโดยอาศัยกลไกทางฟิสิกส์และเคมีที่ซับซ้อน เหล่านี้คือกระบวนการเก่าแก่ยิ่งกว่ากำเนิดของมวลมนุษยชาติ และเป็นกระบวนการที่เกิดยั่งยืนมาจนปัจจุบัน

        ต้นไม้หนึ่งต้นจึงไม่ใช่เพียงต้นไม้หนึ่งต้น – ทว่ามันคือสายใยแห่งชีวิตอันงดงาม ประณีต สง่า และยิ่งใหญ่

        ดังนั้น เมื่อเห็นต้นไม้ในกรุงเทพฯ ถูกตัดฟันฉีกทึ้งอย่างไร้เยื่อใย หลายคนจึงรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่านั่นคือการกระทำที่เลวร้าย เนรคุณ และต่ำทราม

        ในอังกฤษ มีการประเมิน ‘มูลค่า’ ทางเศรษฐกิจของต้นไม้ออกมาเป็นตัวเงิน ต้นไม้ที่แพงที่สุดคือต้นเพลนทรี (Planetree) ในบาร์กลีย์สแควร์ (Berkeley Square) ที่อยู่ในย่านเมย์แฟร์ ใจกลางกรุงลอนดอน คือมีมูลค่าราวสามสิบล้านบาท 

        การประเมินมูลค่าของต้นไม้ออกมาเป็นตัวเงิน ทำให้ชุมชนที่อยู่รายล้อมต้นไม้นั้นๆ มองเห็นคุณค่าของต้นไม้แบบจับต้องได้เป็นรูปธรรม และในแต่ละปี ก็จะมีการประเมินมูลค่าของต้นไม้ใหม่ หากชุมชนดูแลต้นไม้ไม่ดี ต้นไม้มีสภาพทรุดโทรมหรือถูกตัดลิดกิ่งแบบไม่เหมาะสม มูลค่าของต้นไม้ก็จะลดลง

        นั่นแสดงให้เห็นความ ‘ใส่ใจ’ ต่อต้นไม้ในทุกมิติของชาวลอนดอน

        แต่คุณค่าที่จับต้องได้จริงๆ ของต้นไม้ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น 

        บทเพลงของต้นไม้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งด้วย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN