ทำไมเราถึงทำร้ายตัวเอง – ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Editor's Note
12 Oct 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

มีการสำรวจพบว่า คนหนุ่มสาว 1 ใน 10 คน เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน

        ไม่ใช่ทำร้ายด้วยเพียงความคิดหรือการตำหนิตัวเองเท่านั้น ทว่าลึกลงไปถึงระดับการทำร้ายตัวเองทางกายภาพด้วย

        การทำร้ายตัวเองนี้ไม่ใช่ความพยายามฆ่าตัวตาย แต่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างความรู้สึกรักและชังตัวเอง ไม่ใช่การทำร้ายตัวเองที่เกิดจากโรคซึมเศร้า หรือเห็นว่าโลกหม่นทึมจนไม่น่าอยู่อีกต่อไป เพียงแต่อยากให้การทำร้ายตัวเองนี้เพื่อระบายความเจ็บปวดที่เกิดภายใน

        มีศัพท์ทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Nonsuicidal Self-Infury หรือ NSSI ซึ่งคือพฤติกรรมที่มีปมปัญหาซับซ้อน โดยคนคนนั้นจงใจทำร้ายตัวเองแต่ไม่ได้มีเจตนาฆ่าตัวตายหรือทำให้ถึงแก่ชีวิต บางทีก็เรียกง่ายๆ ว่า Self-Harm ซึ่งก็คือการทำร้ายตัวเอง

        การทำร้ายตัวเองมักจะเกิดขึ้นเป็นวงจร นั่นคือคนคนหนึ่งอาจถูกกระทำจากภายนอก และ/หรือ ร่วมด้วยกับความคิดในตัวเอง ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย (Shame) หรือเสียใจ (Grief) หรือความรู้สึกอื่นๆ ที่ไปก่อให้เกิดอาการ ‘ด้อยค่า’ ตัวเองขึ้นมา

        เมื่อรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าแล้ว ก็จะเกิดความทุกข์ในแง่ของอารมณ์ (Emotional Suffering) ซึ่งถ้าหากการถูกกระทำที่ทำให้รู้สึกด้อยค่ายังเกิดต่อเนื่องต่อไป ความทุกข์ทางอารมณ์นี้ก็จะค่อยๆ ทับถมลงไปเรื่อยๆ

        ตัวอย่างเช่น เด็กที่ถูกครูดุด่าโดยไม่สมเหตุผลวันละเล็กละน้อยทุกวัน เด็กจะค่อยๆ เก็บสะสมความทุกข์ทางอารมณ์นั้นไว้จนกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดอาการ ‘ล้นเกิน’ ทางอารมณ์ เรียกว่า Emotional Overload ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต่อมาก็จะเกิดอาการ Panic แล้วนำไปสู่การทำร้ายตัวเองในที่สุด เมื่อทำร้ายตัวเองแล้วจะเกิดภาวะผ่อนคลายชั่วคราว (Temporary Relief) แต่หากยังอยู่ในสภาวะที่ถูกทำให้ด้อยค่าซ้ำๆ อีก เช่น ยังเรียนอยู่ในโรงเรียนเดิม พบเจอครูคนเดิมๆ (ซึ่งอาจเสริมความรุนแรงได้มากขึ้น ถ้าครูสังเกตเห็นบาดแผลแล้วคาดคั้น รวมทั้งนำไปประจานหรือประณามเพิ่มเติม) สุดท้ายก็จะวนกลับมาสู่ความทุกข์ที่ค่อยๆ ทับถม กลายเป็นวงจรอุบาทว์วนเวียนไปเรื่อยๆ

        ถ้าไม่มีอะไรเข้ามาหยุดหรือเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม ก็เป็นไปได้ที่วงจรนี้จะค่อยๆ เร่งเร็วขึ้น จนกลายเป็น Spiral หรือการหมุนวนลงไปสู่ก้นบึ้งแห่งความทุกข์ และในที่สุดสิ่งที่เป็นเพียง NSSI ก็จะนำไปสู่ภาวะอื่นๆ รวมไปถึงการอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นได้

        เคยมีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส (Rutgers University) เพื่อดูว่าการทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง โดยเชิญอาสาสมัคร 47 คน ที่เป็นคนหนุ่มสาว อายุ 15-21 ปี มาเข้าร่วมโครงการ โดยให้คนเหล่านี้ดาวน์โหลดแอพฯ ลงไปในมือถือ แอพฯ นี้จะคอยติดต่อกับอาสาสมัครวันละหลายๆ ครั้งแบบสุ่ม เพื่อขอให้พวกเขาบันทึกอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ รวมถึงความรู้สึกเจ็บปวดและอ่อนไหวกับความเจ็บปวดเหล่านั้น ทั้งขณะ ก่อนหน้า และหลังการทำร้ายตัวเอง

        การวิจัยนี้พบว่า ในช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ กับคนเพียง 47 คน เกิดการทำร้ายตัวเองรวมทั้งหมดถึง 140 ครั้ง ผลการศึกษาระบุว่า คนที่มีความรู้สึกเป็นทุกข์ทางอารมณ์และไม่มั่นคงนั้น จะใช้ความเจ็บปวดทางกายจากการทำร้ายตัวเองบ่อยครั้งกว่า และที่ทำอย่างนั้นก็เพื่อบรรเทาหรือปลดปล่อยความรู้สึกภายในนั่นเอง

        ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อทำร้ายตัวเองไปเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ที่ความรู้สึก ‘เจ็บ’ จากการทำร้ายตัวเองจะลดลง เพราะร่างกายเริ่มคุ้นเคยกับการถูกกระทำนั้นๆ แล้วไปเร่งการทำร้ายตัวเองให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น จนอาจทำให้คนเหล่านั้นค่อยๆ ดำดิ่งลงไปในวงจร จนไม่อยากขอความช่วยเหลือจากใคร พวกเขามักปิดปากเงียบ ไม่บอกใครว่าตัวเองมีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งก็จะเป็นเรื่องยากมากขึ้นที่คนอื่นๆ จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

        แม้มีการศึกษาพบว่า การทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นกับวัยรุ่น 1 ใน 10 คน (หรือราวๆ 10%) แต่งานวิจัยนั้นก็บอกด้วยว่า ตัวเลขจริงในสถานการณ์จริง อาจสูงถึง 20% ก็ได้ โดยสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น เพื่อน ครอบครัว โรงเรียน หรือองค์ประกอบเหล่านี้รวมกัน ทำให้บางคนมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองมากกว่าคนอื่นๆ

        ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คนนอกหลายคนมักคิดว่าการทำร้ายตัวเองเป็นการเรียกร้องความสนใจ ความคิดนี้ถือได้ว่าเป็น common stereotype หรือเป็นมายาคติหลักที่พบได้บ่อยครั้งมาก แต่อย่างที่บอกไปข้างต้น คนที่ทำร้ายตัวเองแบบ NSSI มักจะปิดปากเงียบไม่บอกใครว่าตัวเองมีปัญหา พวกเขาเพียงแต่อยากระบายความเจ็บปวดทางอารมณ์กับร่างกายของตัวเองเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะไม่ขอความช่วยเหลือหรือเรียกร้องจากใคร ดังนั้น NSSI จึงอันตรายกว่าการทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจมาก

        แม้การทำร้ายตัวเองจะเกิดมากในคนที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว แต่ไม่ได้แปลว่ามันเป็นอาการเฉพาะของคนหนุ่มสาวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนหรือเพศไหน หากถูกทำให้รู้สึกด้อยค่าขึ้นมา ก็มีความเสี่ยงที่จะหลุดเข้าไปในวงจรอุบาทว์ของการทำร้ายตัวเองได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนในความผิดพลาดบางอย่าง และใช้การทำร้ายตัวเองเป็นเครื่องมือในการลงโทษตัวเอง

        การพยายามหลุดออกมาจากวงจรนี้ทำได้ด้วยการลองเล่าหรือเปิดเผยปมปัญหาให้ใครสักคนฟัง และถ้าเป็นไปได้ ก็ควรพบกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำปรึกษา แต่อย่างที่บอกนั่นแหละครับ คนที่มีอาการ NSSI รุนแรง มักจะดำดิ่งอยู่กับตัวเองจนยากจะไว้วางใจคนอื่น และส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่หาคนรับฟังได้ยากด้วย

        ที่จริงแล้ว กว่าเราจะเริ่มต้นทำร้ายตัวเองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราล้วนชิงชังความเจ็บปวด แต่เพราะความเจ็บปวดบางอย่างภายในที่ก่อตัวทับถมจนเข้มข้นกว่า เราจึงยอมแลกความเจ็บปวดทางกายเพียงเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดภายใน แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นวงจรซ้ำๆ การหลุดออกมาจากการทำร้ายตัวเองจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN