‘โมเมนตัม’ แห่งการทำงานอยู่ที่ไหน เมื่อต้อง Work From Home

Editor's Note
2 Apr 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

แอนนี ดิลลาร์ด นักเขียนความเรียงด้านชีววิทยาคนโปรดของผม เจ้าของหนังสือที่หยิบมาอ่านซ้ำได้ตลอดกาลอย่าง Pilgrim at Tinker Creek เคยบอกไว้ว่า ให้หลีกเลี่ยงห้องทำงานแสนสวยให้ไกลเลยทีเดียว

        เธอบอกว่า เวลาจะทำงานเขียนอย่างจริงจังนั้น มนุษย์เราต้องการเพียงห้องห้องหนึ่ง เป็นห้องที่ไม่มีวิวทิวทัศน์ เพราะอะไรรู้ไหมครับ – เธอให้เหตุผลว่า ในห้องเช่นนั้น จินตนาการจะได้มาพบกับความทรงจำในความมืด

        คำพูดของเธอทำให้ผมนึกถึง มาร์แซล พรูสต์ เจ้าของตำนานวรรณกรรมเล่มยักษ์อย่าง In Search of Lost Time อันถือเป็นหมุดหมายวรรณกรรมฝรั่งเศส พรูสต์ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตขังตัวเองอยู่ในห้อง และระดมความทรงจำของเขาผ่านผัสสะทั้งหลาย กระทั่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มใหญ่หลายเล่ม มันเหมือนกับเขาใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเพื่อค้นหาช่วงเวลาแรกเริ่มกระนั้น

        ที่จริงแล้ว ที่ทำงานสำหรับแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน

        สำหรับบางคน ห้องทำงานอาจต้องหรูหรา มีเครื่องมือเครื่องใช้ครบครัน พวกเขาอาจเป็นนักบริหารที่ต้องใช้ห้องทำงานเป็นทั้งที่ทำงานและที่แสดงสถานภาพไปด้วยในเวลาเดียวกัน สำหรับอีกบางคน การได้ทำงานอยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้สำหรับทำงานโดยเฉพาะ อันมีชื่อเรียกว่า ‘ที่ทำงาน’ ก็ดูจะเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อทุกคนในที่ทำงานลงมือทำงาน ตัวเราก็ต้องทำงานด้วย การนั่งเฉยๆ ให้ความรู้สึกคล้ายกินแรงผู้อื่น

        การทำงานในที่ทำงาน จึงช่วยให้เกิด ‘โมเมนตัม’ แห่งการทำงานขึ้นมาได้ และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ผู้บริหารคนใหม่ของยาฮูเรียกร้องให้คนกลับไปทำงาน ‘ร่วมกัน’ ในที่ทำงานมากขึ้นกว่าเดิม

 

        แต่ในตอนนี้ สิ่งที่หลายคนต้องทำ (และถือว่ายังโชคดีที่ได้ทำ) ก็คือการทำงานที่บ้าน

        มีคนอีกไม่น้อยที่ไม่โชคดีเช่นนี้ ในภาวะยากลำบาก หลายคนสูญเสียงาน หลายคนร่วงหล่นจากมาตรฐานแห่งชีวิตในแบบที่มนุษย์พึงเป็น และความแยแสสนใจของรัฐก็ดูเหมือนจะน้อยเต็มที แต่ถ้าคุณยังได้ Work From Home อยู่ เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนอาจเผชิญกับสภาวะคล้ายๆ อย่างนี้,

        เมื่อจะต้องนั่งลงเขียนหรือทำงาน มักอยากรู้สึกสดชื่น จึงขออาบน้ำก่อน ระหว่างอาบน้ำต้องเปิดเพลงฟัง อาบน้ำเสร็จขอฟังเพลงต่อให้จบก่อน ระหว่างฟังเพลงหยิบหนังสือมาอ่านอีก เพลงจบแล้วต้องขออ่านหนังสือให้จบตอนก่อน อ่านจบลุกมานั่งที่โต๊ะทำงาน แต่รู้สึกหัวทึบ ขอไปชงกาแฟมาก่อนจะได้หัวแล่น พอมานั่งจรดนิ้วอีกทีรู้สึกเมื่อย จึงขอลุกไปบริหารร่างกายด้วยท่าโยคะสักพัก ด้วยข้อแก้ตัวว่าจะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม เสร็จแล้วปรากฏว่าเหงื่อออกตัวเหนียว จึงต้องย้อนกลับขอไปอาบน้ำอีกครั้ง แล้ววนเวียนไปเป็นวัฏจักร

        แปลว่าทำได้ทุกอย่าง, ยกเว้นงาน!

 

        ในรายละเอียดแล้ว แต่ละคนอาจมีกิจกรรมย่อยไม่เหมือนกัน แต่ที่คลับคล้ายกันไม่น้อยก็คือเกิดอาการ ‘ผัดวันประกันพรุ่ง’ ขึ้นกับการทำงาน อันเป็นพฤติกรรมที่ยอม ‘แลก’ ความสุขเฉพาะหน้ากับความทุกข์ในอนาคตเมื่องานไม่เสร็จนั่นเอง

        ที่จริงแล้ว การทำงานตามลำพังต้องการ ‘วินัย’ ในการสร้าง ‘โมเมนตัม’ แห่งการทำงานที่สูงยิ่งกว่าการทำงานในที่ทำงานมากนัก คนที่อ่อนแอต่อการสร้างวินัยให้ตัวเอง จึงมักล้มเหลวในที่สุด

        ที่สุดแล้ว ผมยังเชื่อคล้าย แอนนี ดิลลาร์ด และ มาร์แซล พรูสต์ ตรงที่ถ้าจะทำงานกันจริงๆ แล้วละก็ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย ‘องค์ประกอบ’ นอกตัวเรามากมายนักหรอกครับ

        โมเมนตัมในการทำงานนั้นไม่ได้อยู่ข้างนอก มันอยู่ข้างในตัวเรา เป็นเราเองที่ต้องรู้จักเหวี่ยงลูกตุ้มนั้นให้แกว่งไป ผลักดันตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำงานในแบบที่พอเหมาะพอดีกับเวลา ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป

        หากมีวินัยมากพอ, อยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และกับใคร เราก็ทำงานได้เสมอ

        แม้เมื่อต้อง Work From Home โดยไม่รู้เลยว่าจะต้องทำเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหนก็ตาม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN 

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ