การเดินทางสิบปีอาข่า อ่ามา จากห้องเช่าสุดซอยหัสดิเสวี สู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

The Guest
22 Jun 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

กาแฟในถ้วยสีดำถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้า เรารับมันขึ้นมาพร้อมหันไปมองบรรยากาศในร้านกาแฟใต้อพาร์ตเมนต์ ที่ตั้งอยู่สุดซอยหัสดิเสวี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดูจากภายนอกนั้นไม่ต่างจากร้านกาแฟทั่วไปที่มีอยู่มากถึง 1,000 กว่าแห่งในจังหวัดนี้ จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีร้านกาแฟเยอะที่สุด และปิดตัวลงไปเยอะที่สุดเช่นกัน 

       แล้วอะไรกันที่ทำให้ร้านกาแฟท้ายซอย ขนาดไม่กี่ตารางเมตร ไม่เพียงแค่อยู่ได้ แต่ขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้านแรกท้ายซอย ร้านที่สองใจกลางเมือง เรื่อยมาจนถึงโรงคั่วกาแฟในอำเภอแม่ริม และการออกนอกบ้านครั้งแรกสู่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปีที่สิบนี้

       จิบกาแฟเคล้าสนทนายามเช้ากับ ‘ลี’ – อายุ จือปา ผู้ก่อตั้ง ‘อาข่า อ่ามา’ (Akha Ama) และ ‘เจนนี่’ – จันทร์จิรา หยกรุจิ ผู้ร่วมก่อตั้งที่ออกเดินทางกับลีมาตั้งแต่วันที่ยังเป็นนักศึกษา ส่วน ‘อาข่า อ่ามา’ ยังเป็นไอเดียอยู่บนกระดาษ 

       เจนนี่ยื่นแมคคาเดเมียที่ปลูกร่วมกับกาแฟที่บ้านของเธอ ในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แบ่งให้เราชิม เจนนี่บอกกับเราว่านี่เป็นอาหารเช้า และบทสนทนาของเราก็เริ่มจากตรงนั้น

       “มันเริ่มมาจากตรงนี้เลย”

       เจนนี่ชี้ให้ดูห้องสี่เหลี่ยมด้านหลัง “เราเลือกตรงนี้ เพราะพี่เจ้าของตึกเขาใจดี แบ่งส่วนหนึ่งของอพาร์ตเมนต์ให้เราเช่าราคาถูก”

       ลีหันกลับไปมองร้าน แล้วเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นไปตามหลัก 4P ของการตลาดพื้นฐานเท่าไรนัก ในการเลือกทำเลนี้เป็นที่มั่นของความฝัน 

       “ตอนนั้นมันไม่มีอะไรราบรื่นเลย เราเพิ่งออกจากงานด้านสังคม เจนนี่ยังเป็นนักศึกษา พ่อแม่อยากให้เราเรียนสูงๆ ไปต่างประเทศ ไปทำงานในเมือง น่าจะคล้ายกันในสังคมชนบท แต่ความฝันเรามันท้าทายกับความต้องการของครอบครัวที่ไม่อยากให้เรามาทำกาแฟ ทำเกษตร เขาอยู่ตรงนี้มานาน เขารู้ว่ามันไม่ง่าย อยากให้เราทำงานสบายๆ มากกว่า แต่พอเรายืนยัน ขอกาแฟพ่อแม่มาลองทำ เขาก็ถามว่า ‘จะทำได้กี่น้ำ จะขายได้กี่แก้ว’”

       “ช่วงแรกก็ขายได้สามแก้ว” ลีหัวเราะ เมื่อเล่าถึงช่วงแรกที่บางวันขายกาแฟได้ไม่กี่แก้ว ส่วนเจนนี่เองก็ต้องแบ่งเวลาเรียนมาเฝ้าร้าน เช้าเย็นสลับกันไปกับลี 

       “โชคดีที่เรามีพี่ๆ มูลนิธิเกื้อฝันเด็ก (Child’s Dream Foundation) ที่ขนาดเราออกมาแล้วก็ยังคอยสนับสนุน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิก็เป็นนายธนาคารมาก่อน ซึ่งพี่ต่าย (จารุวรรณ ไพศาลธรรม) ก็เป็นคนที่อุดมการณ์ทางสังคมชัดเจนมาก ส่วนผสมของธุรกิจและสังคมที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ช่วยให้เราสามารถเขียน proposal จนได้ทุนมาก้อนแรก”

       ลีเล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตจากเส้นทางสายสังคมสู่การเป็นนักธุรกิจ ที่เจนนี่ นักศึกษาด้านการบริหารธุรกิจนั้นเล่าว่า Business Plan ที่ลีเขียนนั้นต่างไปจากแผนธุรกิจใดๆ ที่เธอได้ร่ำเรียนมา “มันเป็นแผนธุรกิจที่ละเอียดมาก เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ทั้งยังพูดถึง Social Enterprise ที่เมื่อสิบปีที่แล้วนับว่าเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่มาก”  

 

10 years of Akha Ama

Scenario Planning แผนธุรกิจหลากหลายที่กระจายความเป็นไปได้

       “แผนที่ทำมันไม่ใช่แผนธุรกิจซะทีเดียว มันเป็น scenario planning มากกว่า การที่มีหลาย scenario มันช่วยให้เราไม่ยึดติดกับแผนใดแผนหนึ่ง เราพร้อมปรับทุกวัน เราไม่ได้ต้องกางแผนมาดูทุกวันนะ แต่มันอยู่ในความรู้สึก มันเป็นเนื้อเป็นตัวเราไปแล้ว”

       คนหนึ่งมีอุดมการณ์ด้านสังคม (social) อีกคนหนึ่งมีความรู้ด้านธุรกิจ (enterprise) สารตั้งต้นที่หล่อหลอมพื้นฐานของอาข่า อ่ามาให้แข็งแรง แม้ในช่วงแรกจะไม่มีอะไรเป็นไปตามแผน 

       “Business Plan ของพี่ลีมันไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจ แต่เป็นเป้าหมายเพื่อสังคม เขายืนหยัดในแผนมาก ชวนเราคุยทุกวันว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง ต้องแก้ตรงไหน ถ้าอะไรไม่เป็นไปตามแผน เขาไม่ท้อเลย แต่จะไปรื้อแผนมาดูใหม่ ปรับมัน แล้วทำต่อ”

       ลีเสริมเจนนี่ว่า มันไม่ใช่เพราะความมุ่งมั่นของเขาเสียทีเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดในแผนฉบับนี้ หากคือความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้คนมากมายที่ล่มหัวจมท้ายกับเขามาแต่เริ่ม 

       “แผนของเรามันไม่ได้มาจากเงินทุนพ่อแม่หรือการกู้ยืม แต่เป็นเงินทุนของคนที่ให้เรามา เราจึงมีวินัยเวลาจะใช้เงินมาก เพราะหากเราเฟลนั้นไม่เท่าไหร่ แต่เราไม่อยากให้คนที่เชื่อใจ ให้ทุนเรามาต้องเฟลไปด้วย”

       ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านกาแฟส่วนใหญ่นั้นเริ่มต้นจากความชอบในสุนทรียะการดื่มกาแฟ เราประหลาดใจไม่น้อยเมื่อลีบอกว่าเขาไม่ได้ชอบดื่มกาแฟแต่เริ่ม เจนนี่เองก็ไม่ได้ดื่มกาแฟด้วยซ้ำในช่วงแรก ความสนใจในกาแฟนั้นมาจากครอบครัวที่ทำไร่กาแฟเท่านั้น ในยุคสมัยที่เราเติบโตมากับคำแนะนำว่าต้องมีแพสชันเพื่อที่จะทำงานได้ดี แต่หากกาแฟไม่ไม่ใช่ ‘แพสชัน’ แต่แรกแล้ว อะไรกันคือสิ่งที่ทำให้เขาทั้งสองยังอยู่กับกาแฟได้จนถึงทุกวันนี้  

       “แพสชันของการอยากช่วย เรารู้ตัวตลอดว่าอยากทำงานเพื่อสังคม แม้จะออกจากมูลนิธิมา แต่ความรู้สึกนี้ไม่เปลี่ยน สิ่งนี้มันสำคัญ มันทำให้เราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วพร้อมจะทำทุกอย่างที่ท้าทายเพื่อเป้าหมายนี้”

ชื่อเสียงคือหนทาง หาใช่เป้าหมาย รางวัลมีไว้ยืนยันคุณภาพ ผลงานมีไว้การันตีมาตรฐาน

       แม้จะมีลูกค้าขาจรที่ผ่านมาสุดซอย และลูกค้าต่างชาติที่รู้จักพวกเขาผ่านงานคัดเลือกกาแฟระดับโลกอย่าง World Cup Tasters Championship บ้างประปราย แต่ยอดขายของเขาก็ยังไม่เติบโตขึ้นเท่าไหร่ในช่วงปีแรก จนเมื่อเริ่มมีสื่อให้ความสนใจ ช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราวลูกหลานชาวอาข่าที่ลงมาดูแลเส้นทางกาแฟเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่เป็นกรณีที่หาได้ยากในขณะนั้น 

       “ตอนนั้นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของสื่อกระแสหลัก เขาคงอยากลองเล่าเรื่องคนที่ไม่มีใครรู้จักบ้าง ก็เลยได้ไปออกรายการ VIP ของ พี่พอล ภัทรพล กับ พี่ตุ๊ก ญาณี” ลีเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาข่า อ่ามากลายเป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืน

 

10 years of Akha Ama

 

       “พอรายการออกอากาศ เช้าวันถัดมาคนเต็มร้าน จากไม่ถึงสิบเป็นสามร้อยแก้ว ตอนนั้นยังใส่ชุดนักศึกษามายืนขายอยู่เลย จนพี่เจ้าของตึกต้องมาช่วยเก็บ ช่วยล้างแก้วให้” เจนนี่เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศเช้าวันแรงงานแห่งชาติหลังรายการ VIP ออกอากาศ หลังจากนั้นมา อาข่า อ่ามาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก และร้านกาแฟสุดซอยหัสดิเถวีก็เริ่มคึกคัก มีผู้คนแวะเวียนเวียนมาพักผ่อนหย่อนกายไปกับกาแฟของพวกเขาไม่ขาดสาย  

       ลีและเจนนี่ไม่หยุดแค่ความดังเพียงข้ามคืน หากใช้โอกาสจังหวะที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ หาเวทีใหญ่เพื่อยืนยันคุณภาพกาแฟไทยต่อไปว่านี่ไม่ใช่ชื่อเสียงชั่วคราว หากเป็นคุณภาพระยะยาว 

       “ตั้งแต่ปีแรกเราตั้งเป้าไว้เลยว่าเราจะส่งกาแฟไปคัดเลือกระดับโลกให้ได้ อย่างครั้งแรกในปี 2010 เราได้รับคัดเลือกในงาน World Cup Tasters Championship ที่ลอนดอน มันก็ทำให้ต่างชาติเริ่มรู้จักเรา ตอนนั้นเรายังไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนไทยเลยด้วยซ้ำ”

       ใครหลายคนอาจมองว่าพวกเขาโชคดี หากเมื่อได้ฟังจากลีและเจนนี่แล้วจะเห็นได้ว่า ความโชคดีของพวกเขาล้วนเป็นส่วนผสมของโอกาส       และการเตรียมตัว การเติบโตของพวกเขาไม่ได้มามั่วๆ แต่เป็นแผนที่ลีวาดไว้ตั้งแต่อาข่า อ่ามายังเป็นไอเดียธุรกิจบนแผ่นกระดาษ  

       “สิ่งเหล่านี้มันอยู่ใน Scenario Planning ที่เราออกแบบไว้ตั้งแต่แรก เราเชื่อมาตลอดว่ากาแฟเราดี แค่มันไม่ดัง เราต้องหาทางที่จะยืนยันให้ลูกค้าเชื่อว่ากาแฟเราดี และทำให้คนปลูกกาแฟรักษามาตรฐานระดับโลกให้ได้” 

       “การที่เราพูดเองกับมีคนมายืนยันมันต่างกันมาก ถ้าเราไปบอกบางทีเขาก็ไม่เชื่อ เพราะในชุมชนเขายังจำภาพว่าเราเป็นเด็ก วิ่งเล่นอยู่ในไร่ แต่พอสื่อเริ่มพูดถึง เราเริ่มขยายสาขา เขาก็ค่อยๆ เห็นว่าเราไม่ได้ทำเล่นๆ และเราทำให้กาแฟจากบ้านเรามีคุณภาพระดับโลกได้จริงๆ” 

       ลีและเจนนี่ขยายความเพิ่มว่า ชื่อเสียงนั้นเป็นเพียงหนทางหาใช่เป้าหมาย การได้รางวัลการันตีนั้นเป็นไปเพื่อพันธกิจในการทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่เป็นจุดยืนของพวกเขาเสมอมา

       แต่แม้ในวันที่ยังไม่มีรางวัลจากสถาบันต่างๆ มายืนยันคุณภาพ เจนนี่เล่าว่า ลีนั้นเชื่อมั่นในคุณภาพกาแฟไทยมาโดยตลอด แม้ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะยังไม่มีใครเชื่อเหมือนเขาก็ตาม 

       “ในมุมธุรกิจ ปีแรกที่มันไม่มีกำไร บางวันขายกาแฟได้ไม่ถึงครึ่งกิโล หรือไม่ถึงสิบแก้ว มันก็ควรจะปิดได้แล้ว เพราะมันติดลบไปเรื่อยๆ แต่พี่ลีเขายังยืนว่าทำได้ และเขาไม่ได้พูดเฉยๆ เขาคอยทบทวนตลอดว่าทำอะไรได้อีก ขอความเห็นจากคนอื่นตลอด เขาชอบฟัง ชอบคุยกับคน แต่ไม่ใช่ว่าใครพูดอะไรมาแล้วเขาจะเชื่อหมด อย่างช่วงแรกคนจะไม่ชินกับกาแฟรสชาติเปรี้ยว แต่เขาก็ยืนยันว่ามันเป็นเอกลักษณ์รสชาติกาแฟของเรา เขาก็จะหาทางว่าแล้วจะทำยังไงให้คนเข้าใจ จะสื่อสารยังไง” 

       “เราชอบคุยกับคน ยิ่งมีความเห็นต่างจากเรายิ่งชอบ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เริ่มออกเดินทางด้วย ช่วงแรกยังเดินทางไม่ได้เพราะเจนนี่เรียนอยู่ แต่พอเจนนี่เรียนจบมาช่วยดูร้านได้เต็มตัว ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรออกไปเรียนรู้เพิ่มเติม การได้เดินทางและเจอเพื่อนดีๆ ช่วยเราได้มาก”

       ลีเล่าถึงอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโลกของเขาสู่โลกกว้างของวงการกาแฟ ในวันที่ได้เดินทางไปพอร์ตแลนด์ ด้วยความช่วยเหลือจาก แอนดี้ ริกเกอร์ เพื่อนสนิทของเขาที่ทำให้เขาได้เรียนรู้มาตรฐานกาแฟระดับสากล

 

10 years of Akha Ama

ความสำคัญของความสัมพันธ์ เมื่อมิตรภาพเสริมโอกาสภายนอก ความเป็นครอบครัวสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน

       ในขณะที่ลีออกเดินทางไปเพิ่มเติมความรู้ด้านกาแฟ เชื่อมสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อทำให้อาข่า อ่ามาเติบโตจากภายนอก เจนนี่เองก็เป็นกองกำลังหลักในการทำให้ทีมแข็งแรงจากภายในด้วยการเปลี่ยนทีมงานให้เป็นครอบครัว 

       “เราไม่ใช้วิธีพูดหรือสอน แต่เราจะพาน้องๆ ไปดูกระบวนการทำกาแฟ ให้เห็นว่ากาแฟเรามาจากไหน เราขายได้เพราะใคร หน้าร้านของเราดูแลใครอยู่ ในแต่ละเดือนเราก็จะมีวันหนึ่งที่เรียกว่า ‘วันครอบครัวอาข่า อ่ามา’ ที่เราจะปิดร้านไปเลย แล้วให้ทุกคนตั้งโจทย์ว่าอยากทำอะไรด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องกาแฟก็ได้ แต่หลายครั้งเขาก็ทำให้เราประหลาดใจ เช่น อยากไปตระเวนชิมกาแฟร้านอื่น ก็กลายเป็นว่าได้เรียนรู้ไปด้วยกันว่าร้านอื่นเขาน่าสนใจยังไง วงการกาแฟไปถึงไหนแล้ว หรือบางคนอยากเรียนลาเต้อาร์ต เราก็บอกทุกคนว่าถ้าเขาอยากพัฒนาตัวเองเรื่องไหน ขอให้บอก ถ้าเราทำได้ เรายินดี ความเป็นครอบครัวมันก็ค่อยๆ เกิดขึ้นตรงนี้ และมันก็ทำให้ทำงานกันง่าย เพราะเราต่างไว้ใจกัน มีอะไรกล้าคุยกัน” 

       อาข่า อ่ามาที่เริ่มต้นจากครอบครัว และบริหารงานอย่างเป็นครอบครัวที่คอยดูแล ‘บ้าน’ หน้าร้านสาขาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี พื้นฐานแข็งแรงนี้ที่ทำให้พวกเขาพร้อมออกเดินทางไกล จากห้องเช่าใต้หอพัก สู่สาขากลางใจเมืองเชียงใหม่ สู่การมีโรงคั่วกาแฟเป็นของตนเอง และการออกนอกบ้านครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นที่กำลังจะเปิดให้บริการปลายเดือนมิถุนายนนี้ ที่ลีบอกว่า “ทั้งตื่นเต้น ทั้งท้าทาย มันไม่ใช่แค่กระจายผลผลิตออกนอกประเทศ แต่มันเป็นการพิสูจน์สิ่งที่เราคิดไว้เมื่อสิบปีที่แล้วว่า Social Enterprise มันยั่งยืนได้จริงไหม” 

       “หลายคนเดาว่าก้าวต่อไปเราต้องลงกรุงเทพฯ แน่ๆ แต่เรามีเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่พร้อมจะเป็นพาร์ตเนอร์กับเรา เขาเคยไปอยู่กับเราบนดอย เราไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไร เขาเข้าใจอยู่แล้ว และอยู่ในธุรกิจอาหารกับเครื่องดื่มมานาน เคยใช้กาแฟเรา เขาก็พูดอยู่เรื่อยๆ ว่าชอบกาแฟเรา คนญี่ปุ่นเองก็น่าจะชอบ พอตัดสินใจด้วยเหตุผลต่างๆ เราก็เลยคิดว่าถ้าจะต้องลงทุนทั้งทีก็ไปต่างประเทศเลยแล้วกัน เพื่อที่จะบอกได้ว่าแบรนด์เล็กๆ จากท้องถิ่นมันเติบโตได้นะ”

 

10 years of Akha Ama

 

“กาแฟหนึ่งแก้วถ้ามันจะดีได้ มันต้องดีทั้งกระบวนการ” บทเรียนสิบปีจากสุดซอยหัสดิเสวี สู่ญี่ปุ่น

       ความน่าสนใจหนึ่งของ Social Enterprise คือ ยิ่งธุรกิจโตเท่าไหร่ ปัญหาที่ธุรกิจนั้นตั้งใจจะแก้ไขยิ่งลดตามเท่านั้น การเติบโตขยายสาขาของอาข่า อ่ามาก็เช่นเดียวกัน ที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายในแผนตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะพวกเขารู้ว่ายิ่งปลายน้ำอย่างสาขาของอาข่า อ่ามามีจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ต้นน้ำของชุมชนที่ปลูกกาแฟให้พวกเขานั้นยิ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น

       “ที่เราตั้งโจทย์ขยายสาขาอยู่เรื่อยๆ เพราะเราคิดเสมอว่าถ้าเราขายได้เยอะขึ้น เราจะช่วยคนปลูกได้เยอะขึ้น ทุกก้าวของเรามันต้องสร้างผลกระทบที่ดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง นี่คือจิตวิญญาณของอาข่า อ่ามาที่ไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่วันแรก ที่เปลี่ยนไปคือเราต้องจัดการเยอะขึ้น พี่ลีดูเป้าหมาย เจนนี่ดูการจัดการ น้องๆ ทุกคนดูแลลูกค้าหน้าร้าน ชุมชนดูคุณภาพกาแฟ ทุกกระบวนการมันส่งผลต่อกาแฟหนึ่งแก้ว ถ้ามันจะดีได้มันต้องดูแลให้ดีทั้งหมด”

       นอกไปจากการเติบโตเชิงปริมาณ ขยายสาขาเพื่อขยายอิมแพ็กต์ต่อชุมชน อีกสิ่งหนึ่งที่ลีตั้งเป้าหมายไว้ในก้าวต่อไปคือการเติบโตทางคุณภาพในทุกๆ กระบวนการอย่างแท้จริง  

       “เราอยากพัฒนาเรื่องของดิน ที่มันจะช่วยให้รสชาติกาแฟไทยโดดเด่น แต่ก่อนเราคิดว่าเรื่องนี้ยาก แต่ตอนนี้เราทำได้แล้ว เราโชคดีที่มีพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เป็นนักวิชาการคอยให้ข้อมูล อย่างตอนนี้เราลงพื้นที่กับกลุ่มนักวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพดิน ทำให้เห็นว่าเราพัฒนาทั้งคุณภาพและปริมาณได้โดยไม่ต้องไปถางป่าเพิ่ม ใช้พื้นที่น้อยลงด้วย เรื่องแบบนี้เราทำคนเดียวไม่ได้เลย เราเติบโตได้จากการที่มีเกษตรกรคอยหนุนเรา มีน้องๆ มีข้อมูลนักวิชาการ เราแค่ต้องรักษาความตั้งใจแต่แรกให้ได้ และส่งต่อให้คนอื่นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ พัฒนาคนรุ่นใหม่ เราโตมาจากการมีคนให้กำลังใจเราก็อยากส่งต่อสิ่งที่เราได้รับต่อไปเรื่อยๆ”

       ตลอดการสนทนา ลีและเจนนี่กล่าวถึงผู้คนจำนวนมาก ทั้งพ่อแม่ ชุมชนที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเป้าหมาย ทีมงานกว่า 20 คนของอาข่า อ่ามา เพื่อนฝูงรอบข้างที่คอยทั้งส่งต่อเรื่องราว พาเขาไปรู้จักผู้คนต่างๆ ที่ช่วยเสริมทั้งความรู้ ทักษะ และผู้คนอีกมายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์อาข่า อ่ามานี้

       “ตั้งแต่เริ่มต้นก็มีพี่ๆ จากมูลนิธิเกื้อฝันเด็กที่ช่วยเราเขียนแผนจนได้ทุนก้อนแรกมา และทำให้เราได้รู้จักกับครอบครัวของ Anne Badan ครอบครัวชาวสวิสที่ให้ทุนเรา เขาไม่เคยบอกว่าเราต้องทำอะไรกับเงินของเขา มีแต่ให้กำลังใจ ถามว่าต้องใช้ทุนเพิ่มไหม ไม่ใช่เพื่อให้เราคืนเงินให้เขา แต่เขาอยากให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง มีหลายคนที่เขามาร่วมกับเรา ไม่ใช่เพราะเราหรอก แต่เพราะเป้าหมายเพื่อสังคมร่วมกัน สิ่งเหล่านี้มันให้กำลังใจว่าเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว มันทำให้เรากล้าไปต่อเรื่อยๆ เสมอ เราไม่กลัวเฟลเลย เรากลัวแค่เสียดายถ้าจะไม่ได้ทำ”

 

10 years of Akha Ama

 

       ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่พูดคุยกัน เราเหลือบหันไปมองฉากหลังของร้านขนาดไม่กี่ตารางเมตร ใต้อพาร์ตเมนต์สุดซอยที่ในวันนี้มีผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย 

       กาแฟในแก้วสีดำตรงหน้าหมดไปนานแล้ว แต่สมองยังตื่น ใจยังเต้นไม่คลาย ไม่ใช่กับการได้เห็นกาแฟไทยไปต่างประเทศ แต่คือการได้เห็นโยงใยความสัมพันธ์ว่าทุกๆ การกระทำของเราทุกคนล้วนส่งผลต่อกัน

       ไม่ต่างจากกาแฟในแก้วสีดำตรงหน้าที่กลมกล่อมได้ที่ ด้วยส่วนผสมลงตัวตั้งแต่ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ การคั่วที่ดี ผู้คนที่ใส่ใจ ในทุกกระบวนการ แม้จะผ่านมานานนับสิบปี 

 


ถ่ายภาพ: กฤษณะ วงค์คม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต