ผศ. ดร. อดิศร จันทรสุข: ความสำคัญของการดูแลกายใจ ของผู้ห่วงใยเหตุบ้านการเมือง

The Guest
21 Nov 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“เหนื่อยไหมสิ่งที่เธอทำอยู่?”

        เปล่า นี่ไม่ใช่คำถามจาก พี่เบิร์ด ธงไชย แต่คือคำถามจากผู้ที่คอยเฝ้าดู ที่ยิ่งรับรู้ยิ่งห่วงใยกับผู้ใส่ใจต่อเหตุบ้านการเมือง ต่อความเป็นไป ต่อความไม่ยุติธรรมในสังคม

        “เหนื่อยไหม?”

        คำถามสั้นๆ ง่ายๆ ที่หลายครั้งเราลืมถามคนข้างๆ หรือลืมถามตัวเองในวันที่ต้องแบกความรับผิดชอบต่างๆ เอาไว้มากมาย ครอบครัวก็ต้องดูแล สังคมก็ต้องใส่ใจ แต่เมื่อใดที่จะแอบรู้สึกขึ้นมาบ้างว่า… แล้วฉันละโอเคไหม สบายดีหรือเปล่า? คำถามสั้นๆ ง่ายๆ ที่ถามทีไรเป็นต้องรู้สึกผิดทุกที

        แต่การกลับมาถามตัวเอง กลับมาใส่ใจตัวเองเป็นเรื่องที่ต้องรู้สึกผิดจริงหรือ? เราสามารถ ‘เห็นแก่ตัว’ ไปพร้อมกับเห็นแก่ผู้อื่นได้หรือเปล่า? การกลับมาดูแลกายใจตัวเองบ้างเป็นเรื่องผิดหรือไม่?

        a day BULLETIN สนทนากับ ผศ. ดร. อดิศร จันทรสุข หรือ ‘ครูอั๋น’ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการผู้นำแห่งอนาคต ที่นอกจากในสถานศึกษาหน้าห้องเรียนแล้ว เรามักเห็นครูอั๋นตามที่ต่างๆ เมื่อใดก็ตามที่นักศึกษาเผชิญปัญหา เรียกได้ว่านักศึกษาต้องการความช่วยเหลือเมื่อไร หันไปจะเจอครูอั๋นอยู่ตรงนั้นทุกครั้ง

        แต่ครูอั๋นผู้ดูแลนักศึกษา และผู้คนต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนเคยเหนื่อยบ้างไหมกับสิ่งที่ทำอยู่, เราจะดูแลตนเอง ไปพร้อมๆ กับดูแลผู้อื่น มีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างไร, การดูแลตัวเอง (self-care) มีความสำคัญอย่างไรต่อภารกิจที่เรารับผิดชอบ แต่ความปรารถนาในการเห็นสังคมที่ดีกว่าในแต่ละวัน 

        หาคำตอบ และหาทางจัดการความรู้สึกหนักๆ อัดอั้นใจได้กับบทสนทนาร่วมกับครูอั๋น ในครั้งแรกจากพอดแคสต์รายการ Life At Large ออกอากาศเป็นประจำทุกวันที่ 11 และ 22 ของทุกเดือน

 

อดิศร จันทรสุข

ไม่บ่อยนักที่เราจะจดจำการบรรยาย ข้อมูล ข่าวสารมากมายที่เข้ามาในแต่ละวัน แต่การบรรยายครั้งหนึ่งของครูอั๋นเมื่อต้นปีเรื่อง ‘Self-Care for social activists’ ยังเป็นที่จดจำถึงปลายปี หัวข้อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

        ผมเองมีประสบการณ์ทำงานเป็นนักศิลปะบำบัดมาก่อน เคยทำงานกับผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยมะเร็ง ตอนนั้นทำงานอยู่แอฟริกาใต้ ทำงานในโรงพยาบาล แล้วก็ค้นพบว่าคนทำงานที่เป็นหมอ พยาบาล จิตอาสา ดูแลคนอื่นกลับเป็นคนที่มีความทุกข์ เป็นคนที่ป่วยไปพร้อมๆ กับการดูแลคนอื่น เลยเริ่มสงสัยว่าทำไมนะ ทำไมคนที่ไปช่วยคนอื่นกลับไม่ค่อยได้ดูแลตนเองเท่าไหร่ กลายเป็นที่มาที่ทำให้สนใจกับกลุ่มคนที่เรียกรวมๆ ได้ว่าต้องดูแลคนอื่น ทั้งในระดับปัจเจก หรือทำงานในระดับสังคม ว่าเขาเหล่านี้มีคนดูแลพวกเขาบ้าง หรือเปล่าสามารถดูแลตนเองได้แค่ไหน

        หมวกอีกด้านของเราก็เป็นนักวิชาการ พอเราสนใจเราก็เริ่มศึกษาเพิ่มเติมว่ามันมีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้อย่างไรบ้าง ก็พบว่าจริงๆ มันมีงานวิจัย งานวิชาการออกมาเยอะพอควรเลยที่พูดถึงสุขภาวะคนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานเพื่อการขับเคลื่อนสังคม หรือที่เรามักเรียกว่า activists ต่างๆ คนเหล่านี้มักมีอาการ burnout ค่อนข้างสูง รู้สึกว่าไม่ไหวไปต่อไม่ได้ มีปัญหาทั้งสุขภาพ กายใจ ต่างๆ นานา หลายคนอาการหนักพอควร แล้วมักเป็นคนที่รอจนกระทั่งมันไม่ไหวจริงๆ พังไปก่อนที่จะมีโอกาสดูแลตนเองในระยะต้นจนมันกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหรือภารกิจที่เขาทำอยู่ โดยเฉพาะคนที่อยู่หน้าๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กร หรือคนที่อยู่ในบทบาทแกนนำต่างๆ พอเราขาดคนที่อยู่ตรงนี้ไป มันก็อาจส่งผลให้งานหยุดชะงักไป ฉะนั้น เอฟเฟ็กต์มันมีสองทางคือไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่องานที่เขากำลังทำอยู่ด้วย

มีงานวิจัยมากมายที่พูดถึงเรื่องนี้ นี่ดูจะไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของปัจเจก แต่เป็นปรากฏการณ์สังคม

        ในงานวิชาการมีศัพท์คำหนึ่งที่เขาเรียกถึงสภาวะของคนทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานขับเคลื่อนสังคม เขาเรียกว่า culture of guilt คือความรู้สึกผิดว่าทำไมเราไม่โฟกัสเรื่องสังคม เรื่องของงานที่เรากำลังทำ ทำไมเราต้องมาโฟกัสเรื่องตัวเอง ฉะนั้น การให้คุณค่ากับตัวเองจะมาเป็นลำดับสุดท้าย ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ทุกข์ยากลำบาก ถ้าฉันสนใจตัวเองก็แปลว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว มันเลยเป็นปรากฏการณ์ที่หล่อหลอมวัฒนธรรมคนทำงานเพื่อผู้อื่น คนที่ทำงานขับเคลื่อนสังคม 

คำว่า ‘เห็นแก่ตัว’ จึงไม่ใช่เรื่องผิด เรื่องไม่ดีเสมอไป

        เราต้องเข้าใจก่อนว่าบทบาทของเราในฐานะคนที่ทำงานขับเคลื่อนสังคม ไม่ว่าเราจะเป็นแกนนำ จะเป็นแกนนอนอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสังคม สุขภาวะของเรามันเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวตรงนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีสุขภาวะที่ดี แข็งแรง มันจะทำให้เราสามารถจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างมีคุณภาพ ทางกายมันเห็นได้ชัด คือถ้าป่วยก็เข้าร่วมไม่ได้ คือถ้ารอจนกระทั่งล้มไปก่อนกว่าจะเยียวยา ฟื้นฟู มันก็ใช้เวลานาน ส่วนทางจิตใจเองเมื่อเราไม่ดูแลตัวเอง ในเชิงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ พอเราไม่เท่าทันมันปุ๊บ มันก็จะโผล่ในการทำงานของเราเอง เช่น เราจะทำงานด้วยความโกรธ หรือเราจะแสดงออกด้วยความโกรธ ความผิดหวัง ความน้อยใจของเรา เขาบอกเลยว่า ความสัมพันธ์ของคนทำงานสังคมมักจะมีความเปราะบาง เพราะมันจะมีความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ แล้วเราก็จะเอาอารมณ์นี้ไปลงกับเพื่อนร่วมงาน แล้วมันก็จะกลายเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันไปอีก ถ้าเราไม่หันกลับมาดูแลตัวเองมันไม่ใช่แค่เรื่องของเราเองอีกต่อไปแล้ว มันเกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ด้วย

การดูแลตนเองจึงไม่ได้สำคัญแค่ต่อตัวเราเอง แต่ยังส่งผลต่อภารกิจที่เรากำลังรับผิดชอบอยู่ด้วย

        ใช่

เพราะจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้มีจุดหมายปลายทางตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่มีสมหวัง ผิดหวังบ้าง สลับกันไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลา การขับเคลื่อนใดๆ จึงต้องรักษากายใจให้ดีเพื่อยืนระยะให้ได้

        ถ้ามองในบ้านเราเองกับสถานการณ์ปัจจุบัน เราคงพอดูออกว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อไปอีกยาวพอควร ผนวกกับสถานการณ์โลก ทั้งโควิด-19 และอะไรต่างๆ ที่มันซ้อนเข้ามามันน่าจะไม่คลี่คลายในเร็ววันแน่ๆ แล้วเราจะทำยังไงให้ตัวเราเองอยู่ตรงนี้ได้นาน นั่นหมายความว่าเราต้องดูแลตัวเราเองด้วย ทั้งกายและใจ กายถ้าเราไม่ดูแลมัน มันก็จะเกิดกระบวนการเสื่อมสภาพต่างๆ 

        ปัญหาที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงานเพื่อสังคมไม่ใช่แค่เฉพาะในไทยแต่ในต่างประเทศด้วย คือถ้าเรามองตัวเรา เราจะเกิดคำถามว่านี่เราไม่ใส่ใจสังคมอยู่หรือเปล่า คุณหมกมุ่นกับความสุขตัวเอง แล้วคนในสังคมก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงไปพักร้อน ทำไมถึงนั่งในร้านกาแฟ ดูมีความสุขได้ เธอไม่จริงใช่ไหม ปลอมใช่ไหม ราวกับกำลังจะบอกว่าถ้าคุณจะเป็นตัวจริงคุณต้องโฟกัสเรื่องงานเท่านั้น มันก็เป็นหลุมพรางคนทำงานด้วยกันเองเพราะเรามีความเชื่อว่าถ้าจะทำเรื่องนี้คุณต้องเสียสละทั้งหมดในชีวิตคุณ 

 

อดิศร จันทรสุข

บางคนบอกว่าความโกรธบางทีก็สำคัญ เพราะมันทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้าใช้มันมากไป มันก็ผลาญเรา burnout ได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่เคลื่อนด้วยความโกรธ เราจะขับเคลื่อนด้วยพลังอะไรแทนได้ 

        เวลาผมสอนหนังสือกับนักศึกษา ผมจะพยายามคุยกับเขาเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เราคุยกันเสมอในห้องเรียนคือเราอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในบ้านเรา แล้วค่อยเอาความฝัน เป้าหมายตรงนั้นเป็นจุดตั้ง พยายามมองความสำเร็จที่มันกำลังจะเกิดขึ้นให้มันเป็นเหมือนดาวนำทางเราไป เมื่อไรก็ตามที่เราชัดเจนกับเป้าหมายตรงนั้นมันจะมีพลัง เพราะเราอยากเป็นคนที่นำพาสังคมไปสู่จุดนั้น ฉะนั้น มันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากความโกรธเสมอไป

        ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการเริ่มต้นจากความโกรธเป็นเรื่องไม่ดี ความโกรธที่มาจากการที่เราเห็นความไม่ชอบมาพากลของสังคม เห็นความไม่ยุติธรรมต่างๆ แล้วรู้สึกข้างในมันก็เป็นตัวกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าทนไม่ไหว ต้องทำอะไรบางอย่างเหมือนกัน

        เริ่มต้นด้วยความโกรธไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ว่าเมื่อเราเริ่มต้นแล้วเราเห็นว่ามันกำลังทำงานแบบไหนในร่างกาย ในจิตใจของเรา จัดการกับมันไปพร้อมๆ กับการทำงานเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่กลับเข้ามา เห็นว่าความโกรธกำลังทำงานอะไรกับเรา บางทีมันทำให้เราอาจไปฟาดฟันคนอื่น ทำให้บางทีเราเสียพลังงานไปกับตรงนั้นเยอะ เพราะเวลาความโกรธเกิดขึ้น ร่างกายเราใช้พลังงานเยอะนะ ต้องจัดการกับอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะกดข่ม หรือปล่อยออกมาก็เหนื่อยเหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเราเข้าไปเห็นความโกรธได้ก่อน รู้ว่าเราต้องการอะไรจากความโกรธนั้นมันมาจากตรงไหน มองตัวเองให้เห็นว่า อ๋อ ที่มาที่ไปมันเพราะฉันอยากเห็นสังคมเป็นแบบนี้ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมายที่เราอยากเห็นก่อน แล้วค่อยๆ ทำงานกับมันไป

แล้วอย่างครูอั๋นเองที่ต้องดูแลผู้อื่น คอยดูแลนักศึกษา เห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เคยโกรธไหม แล้วจัดการตัวเองอย่างไรในฐานะคนที่ต้องดูแลผู้อื่น

        อาจจะเป็นเพราะว่าผมเคยถูกเตรียมตัวมา เราเรียนจิตวิทยา เราทำงานกับกลุ่มประชากรต่างๆ อย่างตอนอยู่แอฟริกาใต้ก็ทำงานร่วมกับกลุ่มประชากรที่เรียกว่าชายขอบของชายขอบเลยก็ว่าได้ เป็นผู้ป่วยมะเร็งและติดเชื้อ HIV เป็นคนจนที่อยู่ระดับล่างที่สุดของสังคม คือตอนนั้นก็รู้แล้วละว่าเราโกรธกับความอยุติธรรมของสังคมอย่างไรบ้าง แต่เราก็รู้ว่าช่วงแรกๆ ที่ผมไปแอฟริกาใต้ ผมเกือบจะถึงอาการซึมเศร้า เพราะความโกรธที่ไม่ได้ถูกระบายออกเยอะๆ เนี่ยมันเปลี่ยนพลังงานจากโกรธกลายเป็นเศร้าในตัวเราเอง ตอนนั้นก็เกือบจะเอาตัวไม่รอด เพราะเรารู้สึกว่าหดหู่มาก เพราะเด็กที่เราทำงานด้วยก็เสียชีวิตเกือบทุกวัน การที่เราเห็นคนตายเกือบทุกวันมันก็ส่งผลกระทบกับเรา ตอนนั้นเลยเริ่มหาทางจัดการ เริ่มสนใจการทำงานภายในตัวเราเอง ไม่ได้หมายความว่าเราหยุดทำงานดูแลเพื่ออื่น แยกตัวออกมา เพราะเราก็ยังต้องทำงานไปพร้อมๆ กัน บทเรียนที่ได้จากตรงนั้น และประสบการณ์อื่นๆ มันก็บอกว่าเราไม่ควรกระโจนลงไปสู่สภาวะความโกรธให้มันขับเคลื่อนเรา ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีนะ มันยังมีอยู่ แต่เหมือนเราถูกฝึกมาแล้วว่าจะจัดการกับสภาวะตรงนี้ภายในตัวอย่างไร แล้วก็วางมันลงได้เร็วกว่าสมัยก่อน

        ถามว่าทำไมเราต้องวาง เพราะเวลาเราทำงาน โดยเฉพาะที่ผ่านมาผมทำงานกับคนหลายกลุ่ม ทั้งกับตำรวจ ทนาย นักศึกษาต่างๆ ถ้าเราจะเป็นสื่อกลางให้กับเขา เราก็ต้องคงความเป็นกลาง เป็นกลางในที่นี้ไม่ใช่ไม่ชัดเจนกับตัวเอง เรารู้ดีว่าจุดยืน หลักการของเราคืออะไร แต่ในการแสดงออก เราต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราอยากสื่อสารกับเขา เราอยากรับฟังความรู้สึกความคิดของอีกฝั่ง และเราก็อยากเข้าไปเข้าใจความรู้สึกความคิดของทุกฝ่ายด้วย ฉะนั้น ในการทำความเข้าใจ ตอนนั้นเราไม่ได้เห็นตัวเราแล้ว มันเป็นอากาศธาตุไปแล้ว คล้ายๆ ว่าเราแค่มาเสิร์ฟเขา มาแค่เป็นพื้นที่กลางให้การสื่อสารมันเป็นไปได้ ฉะนั้น พอตัวเราไม่ได้ออกไปรับว่านี่เรากำลังถูกด่า คุณไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นใคร ไม่ได้มีความน้อยใจว่าไม่เห็นคุณค่าฉันเหรอ เราสนใจแค่ว่าทำอย่างไรมันจะสำเร็จเท่านั้นเอง ฉะนั้น พอมันไม่ได้เข้าไปวุ่นวายกับความรู้สึกว่านี่คือตัวฉัน เราก็เลยวางได้เร็ว

เห็นก่อน แล้ววางมัน ไม่เอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้เล่นหลัก เป็นเพียงพื้นที่ว่างในการทำความเข้าใจผู้อื่น แต่ในการทำเช่นนี้ เราจะสามารถ empathize ตัวเองไปได้ด้วยไหม อย่างไร

        เราต้องเห็นก่อนว่าวันนี้เราก็เหนื่อยเหมือนกันนะ บางทีเวลาไปเจอบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่านี่เราต้องสู้กันอีกนานแน่ๆ เลย เราก็เห็นใจคนทุกกลุ่มที่อยู่ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ และก็ต้องเห็นอกเห็นใจตัวเองด้วย บางทีก็ต้องเห็นตัวเองด้วยว่านี่ทำงานมากเกินไป ไม่ยอมพัก มองตัวเองด้วยความเป็นห่วงว่า เออ บางทีเราก็กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ทั้งที่อายุไม่น้อยแล้ว บางทีเราก็ต้องดูแลตัวเองนะถ้าเป็นอะไรขึ้นมา พ่อแม่เราก็เป็นห่วงเรา คือต้องทำความเข้าใจตัวเองว่าเรากังวล เราอยากช่วยเหลือเขามาก แต่ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราก็ดูแลใครไม่ได้เลยเหมือนกันนะ มันต้องฝึกถามตัวเอง อะไรที่เราจะทำเคยชินได้มันต้องฝึก การมี empathy มันต้องฝึกเช่นกัน 

        ความสามารถในการ empathy กับใคร จริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่อย่างนั้นเวลาเราดูหนังเราไม่อินไปกับตัวละครขนาดนั้น จริงๆ มนุษย์เรามีความสามารถที่จะเชื่อมโยง รับรู้ความรู้สึกผู้อื่นอยู่แล้ว แต่ว่าที่ผ่านมาเรามักใช้ empathy ตรงนี้ที่อยู่ฝั่งเดียวกับเขา หรือเขาอยู่ฝั่งเดียวกับเรา คนที่เรารู้สึกว่าโอเคที่จะรับฟังได้ แต่พอถึงจุดที่เราอยู่ในมูฟเมนต์ หรือการทำงานกับคู่ขัดแย้ง ตรงนี้ต้องอาศัยทักษะและความสามารถในการฝึกให้มี empathy แต่ก็นั่นแหละ มันมักเป็นตัวเราเองที่เราให้ empathy เป็นลำดับสุดท้าย มันรู้สึกว่าก็นี่เรา เราไม่ต้องทำอะไร แต่เราลืมไปว่าความคิด ความรู้สึกเรามันซับซ้อน มันจำเป็นต้องมีการจัดการภายใน ถ้าเราไม่เข้ามาสังเกต แล้วมันทำงานไปอัตโนมัติ มันทำให้เราเลือกที่จะพูดคิด ตัดสินใจไปอัตโนมัติ จนขาดโอกาสที่จะคิดก่อนว่านี่เรากำลังตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยความคิด ด้วยความรู้สึกแบบนี้นะ ถ้ามันไม่เหมาะสม ไม่ส่งผลต่อเป้าหมายของเรา เราสามารถคิด หรือตัดสินใจด้วยความรู้สึกแบบอื่นได้ไหม แต่ว่าที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่จะตัดสินสิ่งต่างๆ ไปด้วยความรวดเร็ว เป็นระบบอัตโนมัติไปแล้ว จริงๆ การฝึก empathy ก็เป็นกระบวนการให้ความอัตโนมัติของเราทำงานช้าลง

รับรู้ความรู้สึกก่อน อย่าเพิ่งรีบกระโจน ตอบโต้เร็วเกินไป

        ใช่ เห็นว่าสภาวะภายในของเรามันกำลังทำงานยังไง บางคนอาจจะเข้าทางความรู้สึกได้เร็ว บางคนรู้ความรู้สึกได้ยาก ก็อาจใช้ร่างกายก่อนก็ได้ เห็นว่ามือสั่น เหงื่อออก หน้าร้อนผ่าว โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ อารมณ์ที่แรงเนี่ยะจะมาเร็ว จนบางทีเราจะมาเห็นตอนที่มันผ่านไปแล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว ระเบิดอาละวาดไปแล้ว

 

อดิศร จันทรสุข

ครูอั๋นเองยังมีความรู้สึกผิดเมื่อดูแลตัวเองบ้างไหม เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้น จัดการกับตัวเองอย่างไร 

        มีครับ มีอยู่บ้าง แต่มันลดน้อยลงตามวัยด้วยมั้ง คือเรารู้สึกว่าการทำงานใดๆ ที่เกี่ยวกับมูฟเมนต์มันต้องอาศัยเวลานานพอสมควร เรารู้แล้วว่าถ้าเรายังดันทุรัง โดยที่ไม่พักเลยเนี่ยะ โอ้โฮ ร่างกายเราไปก่อนแน่นอน โดยเฉพาะเวลาที่ใจเราไม่เคลียร์ มันจะส่งผลต่อการคิด การวางแผน การที่เราจะสื่อสารกับผู้อื่น มันก็จะลดคุณภาพลง เรารู้ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราเองอย่างเดียว แต่มันส่งผลต่องานด้วยเช่นกัน พอเรามีชุดคำอธิบายแบบนี้ ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นคำอธิบายแหละนะ มันก็ช่วยให้เราลดความรู้สึกผิดได้พอสมควร ส่วนหนึ่งที่เรารู้สึกว่าต้องพัก คือมันเป็นหน้าที่ เพื่อให้เรารู้สึกว่าเรามีความพร้อมที่จะทำงานต่อไป

การดูแลตนเองจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ ‘ควรทำ’ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ ‘ต้องทำ’ เลยด้วยซ้ำ

        ใช่ครับ การที่เรายอมรีชาร์จพลังงานตัวเอง เรารู้ว่าถ้าเราออกมาจากสถานการณืที่เราหมกมุ่นอยู่ยาวนาน บางทีเราจะพบว่าเราได้มุมมองใหม่ๆ ซึ่งผมว่ามันจำเป็นมาก สมมติถ้าเราเอาสถานการณ์ปัจจุบันตรงนี้ก็เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น การถอยไม่ได้หมายความว่าเราเลิกล้มความตั้งใจ ไม่ได้หมายความว่าเราหมดหวังแล้ว แต่เราถอยออกมาเพื่อเห็นภาพกว้าง เพื่อได้เห็นสภาวะอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็น 

เดือนที่ผ่านมาเราเห็นครูอั๋นไปดูแลน้องๆ ที่ถูกดำเนินคดีเยอะมาก ครูอั๋นบอกอะไรเขา 

        จริงๆ น้องๆ เขาก็มีความกล้าหาญ เขารู้หมดแหละ ไม่ต้องให้เราไปบอกหรอกว่าเขาต้องพักนะ เพียงแต่ว่าเราไปย้ำเตือนอีกรอบมากกว่า ว่าพักยาวๆ สะสมพลังงานนะถ้าต้องการทำงานขับเคลื่อนไปยาวๆ เราบอกในฐานะครูด้วย สำคัญคืออยากจะให้นักศึกษาของเรามีพลังไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นงานสังคม หรือความฝันใดๆ ที่เขามี เรารู้สึกว่าบทบาทความเป็นครูของเราคือการเข้าไปช่วยสนับสนุนให้เขาเติบโต ได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการดูแลตัวเองก็เป็นอีกแง่หนึ่ง แค่เราไปเหมือนกับพูดเป็นเสียงย้ำเตือนให้กับเขาว่ามันโอเคนะ มีผู้ใหญ่สักคนเห็นว่าการพักของเขามันโอเคนะ

คำว่ามันโอเคนะ เป็นคำที่เราบอกกับตัวเองได้เรื่อยๆ มันโอเคนะที่จะเหนื่อย มันโอเคนะที่จะหมดแรงบ้าง มันโอเคนะที่จะหมดแรงพัก

        มันโอเคนะถ้าวันนี้ยังไม่สำเร็จ มันโอเคนะที่วันนี้เราทะเลาะกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเราเพราะมันไม่ใช่เป็นจุดสุดท้าย สิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นถ้าเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งธรรมดา เป็นธรรมชาติของความเป็นคน ผมเชื่อว่าเราจะวางได้เร็วขึ้น อันนี้มันคนละเรื่อง มันไม่ใช่เรื่องการวางอุดมการณ์ คนชอบเอามาปนกัน คืออุดมการณ์เรายังอยู่ อันนั้นเราก็ทำไป ขับเคลื่อนไป แต่ในขณะเดียวกัน มันมีมิติความเป็นมนุษย์อยู่ตรงนี้ด้วยที่เราต้องดูแล

ครูอั๋นเคยเขียนโพสต์ว่าว่าเบื่อแล้วสื่อสัมภาษณ์เรื่อง empathy อยากให้สัมภาษณ์เรื่องการแต่งตัวบ้าง จริงๆ เรื่องเล็กน้อยอย่างการแต่งตัวก็เป็น escape เล็กๆ ที่เราดูแลตัวเองได้หรือเปล่า

        (หัวเราะ) เวลาเดินเข้าไปคณะ คือจะแยกไม่ค่อยออกว่าอาจารย์ นักศึกษาใครเป็นใคร แต่งตัวคล้ายกันไปหมด คือพอเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำอะไรที่เป็นรูปแบบ ทำอะไรตามขนบว่าถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องแต่งตัวแบบนี้ 

        ครั้งหนึ่งที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ช่วงเริ่มต้นก่อตั้งมีดราม่าเรื่องจะให้เด็กนักเรียนแต่งตัวชุดเครื่องแบบหรือไม่ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าไม่แต่งเครื่องแบบ เด็กจะหมกมุ่นกับการแต่งตัว หรือมีการอวด แข่งกันเอง และก็ไม่มีโอกาสในการฝึกวินัย จริงๆ สาธิตก็เปิดมาสี่ปีละ เราก็พบว่าโอเคมันมีการแข่งกันในสัปดาห์แรก หลังจากนั้นพักเดียวมันไม่มีอะไรให้แข่งกันขนาดนั้น คือพอมันเป็นความธรรมดา เราจะไม่โฟกัส เราจะหันไปสนใจเรื่องอื่น เรื่องการเรียนรู้ ความฝัน สิ่งที่อยากทำในชีวิต พอเราให้อิสระตรงนั้น เขาจะหันไปสนใจอย่างอื่น ไอความรู้สึกว่าอยากจะแหกคอกมันหายไป มันเป็นธรรมชาติของคน สมัยผมเป็นนักเรียน เราจะมีวิธีการที่จะแหกคอก ต้องใส่กางเกงให้ไม่ยาวก็สั้นกว่าที่เขากำหนด แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลัย ไม่มีใครมากำหนด เราก็ไม่รู้สึกว่าต้องแสดงออกไปชนกับใคร เพราะมันไม่มีอะไรให้ชนแล้ว ไม่มีใครที่เราอยากแอบทำอะไรบางอย่างให้สะใจ หรือแสดงออกในสิ่งที่เราถูกห้าม

ในแง่นี้การแสดงออกด้วยการแต่งกาย หรือดูแลตัวเอง อันนี้ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่เราได้กลับมาดูแลตัวอง ได้กลับมาทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าสบายๆ มันทำให้เราเป็นอิสระจากการต้องพยายามเป็นอะไรสักอย่าง พอเรามีอิสระในการจะทำอะไร ใส่ชุดแบบไหน เราก็มีพลังในการไปทำอย่างอื่นได้เช่นกัน

ความรู้สึกใดๆ ที่เรามีมันอาจแค่ต้องการถูกปลดปล่อย พอถูกปล่อย มันก็ไม่อัดอั้นแล้ว ถ้าโกรธก็โกรธ ผิดหวังก็ผิดหวัง แค่ยอมรับกับตัวเอง ปล่อยไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นพื้นที่ว่างพอไปทำ เอาพลังงานไปลงกับสิ่งสำคัญกับชีวิตจริงๆ ในแง่นี้การดูแลตัวเองไม่ใช่แค่แอ็กทิวิสต์ แต่คือใครก็ตามที่ต้องดูแลใครสักคน

        ทุกคนแหละครับไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็แล้วแต่ บางทีโฟกัสเรา โดยเฉพาะคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ คนในบ้านที่ป่วย เพื่อนที่ซึมเศร้า หรืองานที่เราทำที่เราให้ความสำคัญ ทุ่มเทกายใจไปกับงาน แล้วพอมันไม่ได้ดั่งใจ อาการ burnout มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถ้าเราไม่หมั่นสังเกต แน่นอนว่ามันจะส่งผล อย่างคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ อาจเคยรู้สึกว่าทำไมเราหงุดหงิดง่าย ทำไมเราหงุดหงิดใส่เขา ความโกรธ เราไม่ได้โกรธพ่อแม่ แต่เราโกรธความไม่ยุติธรรมที่มันเกิดขึ้น หรือโกรธระบบรักษาพยาบาล สวัสดิการของประเทศ ถ้าเราไม่สังเกตสภาวะที่เกิดขึ้นมันก็จะเอฟเฟ็กต์ต่อการดูแลพ่อแม่ แล้วบางทีเราจะเผลอคิดว่าเราโกรธพ่อแม่ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันความโกรธมันโผล่ในระหว่างนั้น แล้วเขาเป็นคนที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด

ถ้าเราไม่ปล่อยมันออกมา จะยิ่งรู้สึก จะยิ่งโกรธ

        ใช่ แล้วเราจะกดดันตัวเองว่าเราต้องเป็นคนที่ดี เป็นคนที่ไม่แสดงออกซึ่งความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกในด้านลบ ที่ผ่านมาเรามักถูกบอกว่าความรู้สึกลบนี่มันทำร้ายความรู้สึกคนอื่น และมันทำร้ายตัวเราเองนะ มันต้องเลี่ยง ถ้าเราไม่ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมจนเห็นและปล่อยได้กับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น เรายังอยู่ในสังคม เรายังต้องเผชิญกับสภาวะต่างๆ ที่เราคุมไม่ได้ แน่นอนความรู้สึกต่างๆ มันก็จะพรั่งพรูเกิดขึ้นในตัวเราเอง ฉะนั้นยอมรับก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ หลังจากนั้นเราจะทำงานกับมันได้ต่อไป

 

อดิศร จันทรสุข

ห็น รับรู้ บอกกับมันว่าโอเคนะ จะได้ไปทำภารกิจที่เราตั้งใจไว้ต่อไป ไม่ว่าจะดูแลพ่อแม่ หรือขับเคลื่อนสังคม

สิ่งหนึ่งที่ผมมักบอกกับนักศึกษาอยู่เสมอ คือให้ฝึกอ่อนโยนกับตัวเอง ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยบอกกับตัวเราเองเท่าไร เพราะเราคาดคั้น คาดหวังกับตัวเองเยอะ โดยเฉพาะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม หรือเพื่อคนอื่น เรามักจะมีความคาดหวังสูง แล้วเรามักจะกดดันตัวเราเอง เรามักจะทารุณตัวเราเอง เฆี่ยนตีตัวเราเองเสมอ ทั้งที่เราอยากจะดูแลคนอื่น แต่เรากลับไม่ค่อยทำสิ่งนี้ให้ตัวเองเท่าไหร่

อ่อนโยนกับทุกคน แต่ไม่อ่อนโยนกับตัวเอง แคร์ทุกคน แต่ไม่แคร์ตัวเอง แต่ถ้าจะดูแลตัวเองไม่ผิดอะไร ใส่ใจตัวเองบ้าง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว

        มันเป็นหน้าที่เลยนะ ถ้าเราต้องการจะอยู่ในการขับเคลื่อนสังคม ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เราปรารถนา เรายิ่งต้องอยู่ให้ถึง เรายิ่งต้องดูแลสุขภาพตัวเราให้อยู่จนเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

        อย่าพังไปเสียก่อน เดี๋ยวไม่ได้เฉลิมฉลองวันนั้นที่รอคอย


ติดตามรายการ Life at Large ตอนใหม่ได้ทุกวันที่ 11 และ 22 ของทุกเดือน และรับฟังรายการอื่นๆ จาก a day BULLETIN podcast ได้ทาง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง