อ๊อฟ ปองศักดิ์: เติบโตผ่านการมูฟออนจากเรื่องร้าย และคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งสุดท้ายก่อนพักชมสิ่งที่น่าสนใจชั่วคราว

The Guest
31 Jan 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ปิ่นเพชร ภูจ่าพล

Highlights

 “ใครจะบอกได้ว่าเราควรหยุดพักหรือไปต่อ อย่าท้อถ้าเธอทำดีที่สุดแล้ว…”

        คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเราจะต้องตัดสินใจก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่างที่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างใจ (สมัยนี้คงใช้คำว่ามูฟออน) โดยเฉพาะกับการสูญเสียสิ่งที่รัก และเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่หากได้ลองกระโจนสู่วังวนของความสัมพันธ์สักครั้ง ก็ยากที่จะพาตัวเองออกมาในวันที่มันต้องจบลง จนทำให้เราต้องติดอยู่กับวันเก่าๆ แสนดีที่ไม่มีวันหวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า 

        เรื่องที่จริงยิ่งกว่านิยายนั้นคือ ถึงแม้เรามูฟออนผ่านความผิดหวังหรือความเศร้านั้นได้เร็ว ก็ไม่วายต้องถูกค่อนขอดว่าเราไม่ได้เสียใจกับสิ่งนั้นจริงๆ เสียอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง การมูฟออนต่อไปได้ หมายถึงเราสามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น และจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้เร็ว

        เหมือนกับที่ ‘อ๊อฟ’ – ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ หนึ่งในศิลปินคุณภาพของวงการเพลงไทย ที่ต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการต้องเลื่อนคอนเสิร์ตเดี่ยวของตัวเอง และการสูญเสียคุณแม่ผู้เป็นเสมือนหลักยึดในชีวิต แต่ก็สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ด้วย ‘การทำความเข้าใจ’ กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

        “เราต้องมอบพลังใจให้ตัวเองก่อน คนเราถ้าได้เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจวัฏจักรของชีวิต เข้าใจการหนีไม่พ้นความสูญเสีย เราจะอยู่กับมันได้ และเราก็จะหาวิธีการรับมือกับมันได้เร็ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

        ไม่ว่าเรื่องการสูญเสียคนที่รัก หรือความสัมพันธ์ใดๆ ที่ต้องจบลง เป็นธรรมดาที่เราต้องรู้สึกเศร้าเสียใจ แต่เวลาจะค่อยๆ บอกให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่สูญเสียไม่สามารถย้อนกลับมาได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อนำพาชีวิตไปสู่ประตูบานใหม่ๆ ที่รอเราอยู่

        “ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับอดีต อนาคตก็ไม่เกิด” คราวนี้อ๊อฟบอกกับเราด้วยรอยยิ้ม ในวันที่คอนเสิร์ตเดี่ยวของเขา ‘Magic Night Concert  คืนมหัศจรรย์วันของ อ๊อฟ ปองศักดิ์’ กำลังจะได้ฤกษ์ส่งความสุขให้กับแฟนเพลงอย่างเต็มอิ่มเสียที 

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

ปีที่ผ่านมามีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องการเลื่อนคอนเสิร์ต และการสูญเสียคุณแม่ ย้อนกลับไปในเวลานั้น ถือเป็นความหนักหนาขนาดไหนในชีวิตคุณ

        ความจริงก่อนช่วงกรกฎาคมปีก่อนก็ยังเป็นปีที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างลงตัวพอดี คือมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเรื่องของหน้าที่การงาน เราได้รับโอกาสที่ดี มีประสบการณ์มากขึ้น โตขึ้น แต่พอเดือนกรกฎาคม คุณแม่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขึ้นมา ทำให้เรารู้สึกว่า เวลามีเรื่องอะไรดีๆ จะต้องมี ‘มาร’ ในความรู้สึกของเรามาเป็นบททดสอบว่าฉันจะผ่านมันไปได้ไหมทุกครั้ง ดังนั้น ปีที่แล้วเรามีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เรื่องที่ดีคงเป็นเรื่องงานที่ได้เติบโตขึ้น ได้มีเวลาพิจารณากับตัวเองมากขึ้น ส่วนเรื่องที่ไม่ดีก็เป็นเรื่องความสูญเสีย เพียงแต่ว่าในความสูญเสียก็มีมุมมองดีๆ ที่ทำให้เรากลับมามองชีวิตตัวเองได้ด้วย เราว่าการสูญเสียมันซ่อนความทรงจำดีๆ ไว้ให้เรา และทำให้เราโตขึ้นด้วยเหมือนกัน

ที่ว่าได้โตขึ้นเป็นในแง่มุมไหนบ้าง

        เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น เราหันมามองความสุขตัวเองมากขึ้นอีกหนึ่งสเตป เอาจริงๆ ตอนนี้ เรารู้สึกว่าเราจะใช้ชีวิตของเราแบบอยากสนุก อยากเที่ยว อยากทำอะไรจะได้ทำ คือ ณ ตอนที่คุณแม่ยังอยู่ เราก็ทำแบบนี้มาตลอดนะ เพียงแต่ว่าเรามองความสุขตัวเองน้อยกว่าปัจจุบันนี้ เพราะว่าเราเอาคุณแม่เป็นคนขับเคลื่อนชีวิต ถ้าปัจจุบันนี้คุณแม่ยังอยู่ เราก็ยังมีความสุขกับการทำงานอยู่ เพราะเรารู้ว่าเราทำไปเพื่อใคร แต่ว่าตอนนี้ พอเราไม่มีคุณแม่เป็นเป้าหมายตรงนั้นแล้ว เราก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นตัวเอง แล้วก็หาความสุขให้กับการใช้ชีวิตของเรา 

        อีกอย่าง เราคิดว่าเราได้คิดถึงสิ่งที่อยากทำในบั้นปลายชีวิตชัดขึ้น เรามองว่าวงการตรงนี้อยู่ได้ไม่นานหรอก มันมีระยะเวลาของมัน มีขึ้นก็มีลง เราผ่านวัฏจักรนี้มาแล้ว เราเลยคิดว่า เมื่อถึงเวลาที่เราไม่สามารถทำงานที่ตรงนี้ได้ เราจะทิ้งอะไรไว้ให้วงการได้จดจำเราบ้าง หลายคนอาจจะไม่รู้หรือลืมไปว่าเราเองเกิดมาจากการให้โอกาสของผู้ใหญ่ เราเลยอยากให้คนรุ่นหลังที่เขามีความสามารถ มีความฝันที่คล้ายกับเรา ได้โอกาสแบบนั้นบ้าง คือเราตั้งใจจะทำโปรเจ็กต์เพลงเพื่อนักร้องที่เขาไม่มีโอกาส โดยใช้ทุนตัวเอง แต่ถ้าเกิดมีลูกค้า มีสปอนเซอร์ มีคนสนับสนุน เราก็ยินดีจะทำกับเขานะ

ตอนนี้ที่ช่วงเวลายากๆ ก็ผ่านมาแล้ว พอได้ย้อนกลับไปมองสิ่งที่เคยเกิดให้ชัดเจนขึ้น คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้

        ความเข้าใจ เราไม่ได้มองว่าเราต้องการพลังใจจากคนอื่นๆ เป็นสิ่งแรก แต่เราต้องมอบพลังใจให้ตัวเองก่อน คนเราถ้าได้เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจวัฏจักรของชีวิต เข้าใจการหนีไม่พ้นความสูญเสีย เราจะอยู่กับมันได้ และเราก็จะหาวิธีการรับมือกับมันได้เร็ว อาจจะมีบางครั้งที่เราหวนนึกถึงสิ่งที่เราสูญเสียหรือช่วงเวลาที่เราสูญเสีย แต่เมื่อผ่านไปแล้ว เราจะเข้าใจว่าเราเอาสิ่งที่สูญเสียย้อนกลับมาไม่ได้ ดังนั้น อยู่ที่ว่าเราจะเปลี่ยนวิธีคิดตัวเองอย่างไร สำหรับตัวเราคือต้องยอมรับความจริงให้ได้ เพราะเมื่อยอมรับความจริงได้เร็วและเข้าใจมัน จะทำให้ชีวิตได้เจอกับอีกประตูที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเข้มแข็งขึ้น และเราจะมีพลังจากจุดที่เราสูญเสียได้

บางคนพอเจอความหนักหนาขนาดนั้นก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร

        คนเรามักจะเรียนรู้แต่ความสุข เสพแต่ความสุข และความสำเร็จของตัวเอง จนบางทีลืมเสพความสูญเสีย หรือความเศร้า แต่การที่เราเรียนรู้ เข้าใจกับความเศร้าหรือการสูญเสีย และผ่านไปได้ เราจะเก่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าคนเรามองแค่ความสำเร็จ มันก็จะอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเรามองจากความสูญเสีย และเรียนรู้กับมัน เราจะได้ประสบการณ์อีกเยอะแยะมากมาย

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติเหรอที่เราจะปล่อยให้ตัวเองเผชิญหน้ากับความเศร้านั้นก่อน ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และหาวิธีข้ามความทุกข์นั้นไป 

        ถูกต้อง รู้ไหม ช่วงอาทิตย์แรกที่คุณแม่จากไป เรานอนร้องไห้ตลอด แล้วอีกประมาณห้าวันหลังเสร็จภารกิจ เราต้องบินไปทำงานที่ยุโรปหนึ่งเดือน ระหว่างที่เราขึ้นเครื่องบิน พอมีเวลาอยู่กับตัวเอง เราก็ร้องไห้ตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่อายที่จะร้องด้วย แต่มันก็จะมีบางจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย กูเข้มแข็งได้นะ กูต้องเข้มแข็งให้ได้

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

เราเห็นว่าคนในตอนนี้โดยเฉพาะวัยรุ่นมักเจอสถานการณ์ที่ไม่กล้าเดินหน้าต่อ หรือที่เรียกว่าการมูฟออน โดยเฉพาะกับเรื่องความสัมพันธ์ คุณเคยเป็นบ้างไหม 

        เราอาจจะยึดติดกับการกลัวเสียหน้า ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนก็ตาม อย่างเราตอนแรกๆ เราก็กลัวนะว่า เฮ้ย ถ้าเรามูฟออนได้เร็วหรือถ้าเราไม่ได้ร้องไห้เศร้าเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้ คนจะรู้สึกว่าเราไม่รักแม่หรือเปล่าวะ แล้วคนจะรู้สึกว่าเราไม่ได้สนิทกับแม่ขนาดนั้นหรือเปล่า หรือในกรณีที่เป็นแฟน คนอาจจะไม่กล้ามูฟออนเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองอย่างไร จนบางทีลืมมองความรู้สึกตัวเอง แต่สมมติเราเป็นแฟนกัน แล้วเราไม่มีความสุขในการที่จะคบกัน แล้วเราก็ใช้คำว่าทน สุดท้ายเราจะทนได้เหรอ ก็ทนไม่ได้อยู่ดี ใช่ไหมล่ะ

ทำไมความสัมพันธ์มักเป็นเรื่องยากที่จะมูฟออนได้

        เพราะความอดทนของคนไม่มากพอ หมายถึงทนกับความรู้สึกเสียใจได้ไม่มากพอ ก็เลยต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ เหมือนที่พูดกันว่ามูฟออนเป็นวงกลมหรือทนกับการอยู่คนเดียวได้ไม่มากพอ ก็จะต้องหาใครสักคนมาทดแทนความรู้สึกขาดตรงนั้น แต่บังเอิญว่าช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครใหม่ๆ เข้ามา มันก็ยังต้องวนอยู่กับลูปชีวิตเดิม เหมือนกรณีของเรา เรารู้สึกเสียใจมาก เราสูญเสียความสัมพันธ์ของเรากับแม่ไป ช่วงแรกๆ เราก็หาไม่เจอว่าเราจะเอาอะไรมาเป็นตัวยึดเพื่อที่เราจะสานความสัมพันธ์ใหม่ๆ ดังนั้น เราเลยรีบหาวิธี ด้วยการสานสัมพันธ์กับความรู้สึกตัวเอง สานสัมพันธ์กับความสุขตัวเอง เพราะสมมติเราเอาตัวเองไปผูกกับแม่ แล้วพอทุกอย่างพังทลายไปหมด เราก็ยากจะเดินไปต่อ แต่พอเราค้นเจอความสุขกับความรู้สึกตัวเอง มันทำให้เราเจอประตูใหม่ๆ ให้กับชีวิตตัวเอง และทำให้ผ่านพ้นวิกฤตตรงนั้นมาได้

ชีวิตของเราทุกวันนี้ผูกติดอยู่กับโลกโซเชียลฯ เลยทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้นไปหลายขั้นเลยใช่ไหม บางทีเราจะเกิดอาการคิดไปเองว่าเขายังมีใจ และก็ไม่กล้ามูฟออน

        พอโลกโซเชียลฯ หมุนไว เราก็มักจะขาดโลกแห่งความจริงไป พอเราขาดโลกแห่งความจริงไป เราก็จะอยู่ในโลกเพ้อฝัน มโน จินตนาการต่างๆ บางทีบางคู่ที่เป็นแฟนกัน เลิกกันไประยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมโนอยู่ว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เขายังใช้มโนจิตว่า เฮ้ย ที่ตรงนั้นควรเป็นที่ของกูสิวะ เก้าอี้ตัวที่นั่งกินข้าวกับเขาควรเป็นกูสิวะ มันก็เลยอยู่ในโลกมโน และลืมโลกความเป็นจริงว่า มึง! เขาไม่ได้อยู่กับมึงนานแล้ว เผลอๆ ก่อนหน้าที่เขาจะไปจากมึง เขาก็ไม่ได้อยู่กับมึงตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แล้วยิ่งคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับโซเชียลฯ มาก ทำให้หลายๆ ครั้งเขาลืมมองชีวิตจริงว่าเป็นอย่างไร

ในวัยที่เด็กกว่านี้คุณเคยเจอความรู้สึกมูฟออนต่อไปไม่ได้ในความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวบ้างไหม

        ไม่มีเลย เพราะเราเป็นคนที่ค่อนข้างหาจุดเปลี่ยนให้กับเรื่องราวต่างๆ ได้ดี และเร็ว เราได้ข้อดีตรงนี้มาจากแม่ คือแม่สอนให้เราคิด หาจุดยืน หาความสำคัญของตัวเอง และหาที่ที่มีความสุขให้ตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือสิ่งที่คุณในวัยนี้ยังไม่สามารถมูฟออนผ่านได้ หรือกำลังพยายามอยู่

        (นิ่งคิด) เราว่าไม่มี เพราะการสูญเสียคุณแม่ทำให้เราโตขึ้น พอโตขึ้นเราก็เข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองได้ง่ายขึ้น พอเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราก็สามารถจะไปหาความสุขอื่นๆ ที่เหมือนเป็นยารักษาแผลให้กับเราได้ อย่าว่าแต่เรื่องการสูญเสียเลย เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ หรืออะไรก็ตามที่ผ่านไปแล้วหรือเคยทำโมเมนต์ดีๆ ด้วยกันมา พอเวลาผ่านไป เราจะย้อนกลับไปทำแบบเดิม โมเมนต์แบบเดิมมันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับอดีต อนาคตก็ไม่เกิด

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

หลายครั้งการที่ไม่สามารถมูฟออนได้ ก็มักทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะต้องจมอยู่กับความเศร้าเดิมๆ กลายเป็นความทุกข์ติดตัวจนเกิดเป็นการทำร้ายตัวเองได้เหมือนกัน

        ใช่ เราก็เคยเป็น คือเมื่อไหร่ที่เราเอาความรู้สึกสูญเสียหรือว่าเสียใจต่อการจากไปของเรามาปะปนกับการทำงาน สภาพจิตใจเราจะไม่สามารถทำงานได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็เป็นเหมือนการไม่เห็นคุณค่าตัวเองในด้านหนึ่ง เพราะว่าพอเราไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนก็จะมองเห็นว่าเราทำได้แค่นี้เองเหรอ ก็เหมือนเป็นการลดค่าตัวเองจากการที่คนมองเราด้วย

แล้วถ้าวันหนึ่งที่ไม่สามารถร้องเพลงได้อีก คุณจะมูฟออนผ่านเรื่องนี้ได้ไหม

        (นิ่งคิด) คงจะยาก แต่เราก็คงจะเข้าใจมัน อย่างที่บอกว่าเราผ่านมาทุกยุคแล้ว เราอยู่ตั้งแต่ยุคปลายของเทปคาสเส็ต ยุคของซีดี ยุคของการดาวน์โหลด จนถึงยุคของสตรีมมิง กราฟอาชีพนักร้องของเรามีทั้งขึ้นและลงตลอด ความนิยมของคนมีมากขึ้นในบางช่วง ลดลงในบางช่วง เราผ่านมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราเลยได้เปรียบในการทำความเข้าใจ แต่อย่างที่บอกว่า อย่างน้อยที่สุดเราต้องทิ้งอะไรสักอย่างหนึ่งไว้ให้คนจำให้ได้

การเป็นนักร้องทำให้คุณสามารถผ่านเรื่องแย่ๆ ได้ง่ายกว่าคนอื่นไหม เพราะเป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับการจับจ้องอยู่ตลอด

        อาชีพของเราเป็นจุดศูนย์กลางที่คนให้ความสนใจ เรากลายเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จักเรา โดยที่เราไม่รู้จักเขา เพราะฉะนั้น โอกาสที่คนจะวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เราทำ ในสิ่งที่เราเป็น ในอาชีพของเรา ในงานของเรา มีมากกว่าคนที่อาชีพปกติทั่วไป สมมติเราเป็นพนักงานออฟฟิศ เราทำงานไม่ดี คนก็ด่าบริษัทเพราะผลงานบริษัทไม่ดี เขาไม่ได้ด่าตัวคนทำงาน แต่ของเรากลับกัน ถ้าสิ่งที่เราทำออกมาไม่ดีหรือถ้าโชว์ของเราทำออกมาไม่ดี คนไม่ได้ด่าบริษัท แต่คนด่าเรา บริษัทยังขายได้เหมือนเดิม แต่เราขายไม่ได้แล้ว มันจะเป็นแบบนี้ 

ถ้าโดนวิจารณ์แรงๆ แบบนั้น คุณจะก้าวข้ามผ่านความรู้สึกแย่ๆ ได้อย่างไร

        ก็ต้องพัฒนาตัวเองสิ เราจะไม่มานั่งถามว่า ทำไมวะ ทำไมคนถึงคิดเห็นกับกูแบบนี้ สิ่งที่เราทำในบางครั้งในบางขณะมันอาจจะสนุกเกินไปหรือไม่สนุกเลย หรือบางทีเราคาดหวังกับคนอื่นมากจนเกินไป จนเราลืมความสุขของตัวเอง ผู้คน ณ ปัจจุบันหวังผลเยอะ อย่างตัวนักร้องเองก็เข้าใจได้ว่าเขาอยากให้คนชอบกับอยากได้เงิน แต่บางทีลืมความสุขว่าเวลาเราขึ้นไปร้องเพลงคืออะไร อย่างเราเองไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเลยนะ เราไม่ได้คิดถึงความนิยมของคน คนจะกรี๊ด คนจะชอบ คนจะรักเราไหม เราไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิดแค่ว่าเรามีความสุขไหม หรือคนดูมีความสุขไหม แค่นั้นพอ

ตอนนี้คุณมีคนรักที่ดีหลังเคยผ่านความรักแย่ๆ มา การมูฟออนมาและได้เจอความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้คุณเชื่อไหมว่าเราต้องเจ็บก่อนถึงจะเจอความรักที่ดี

        เราไม่ได้เชื่อว่ากว่าที่เราจะได้มาเจอคนดีต้องผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มานะ บางคนไม่ได้ผ่านอะไรแบบนั้นมา แต่เขาก็เจอความรักที่ดีเลย เรามองว่ามันเป็นเรื่องของวงล้อชีวิต โอ้โฮ… เป็นไง อีดอก คมไหมล่ะ (หัวเราะ) คือมันเป็นเรื่องของโชคชะตาที่สุดท้ายแล้วเวลาจะพาเรามาโคจรเจอกันเอง เหมือนสุริยุปราคาที่โลกมันจะหมุนไปจนกว่าจะเจอล็อกของมัน ดังนั้น ทุกอย่างล้วนมีวาระและเวลา

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

ถ้าเรามูฟออนผ่านความสัมพันธ์เก่ามาแล้วยังได้เจอกับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีอีกเหมือนเดิม จะทำให้เราหมดศรัทธากับการมูฟออนครั้งต่อไปไหม

        ไม่สิ เราจะได้แข็งแกร่งขึ้นสิ เพราะเท่ากับว่าเราได้เรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ในชีวิต บางทีการที่แต่ละคนเข้ามาในกรณีที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจไว้หรือคาดหวังไว้ ให้คิดเสียว่าทุกคนก็จะมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน มีความผิดหวังในรูปแบบที่แตกต่างกัน เราต้องคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำที่ได้เจอคนที่เข้ามาในชีวิตหลากหลายประเภท

แสดงว่าคุณไม่โกรธความสัมพันธ์แย่ๆ ที่ผ่านมาเลยใช่ไหม

        แวบแรกโกรธนะ แต่ว่าพอผ่านระยะเวลาไป เราจะไม่รู้สึกโกรธกับมัน เพราะเราจะมีวิธีการคิดว่า สงสัยมันก็คงเป็นเวรเป็นกรรมที่ทำกันมา คือเราเชื่อในกฎแห่งกรรมนะ เราทำอะไรเราจะได้อย่างนั้น อาจจะเป็นชาตินี้หรือชาติที่แล้วก็ได้

ถึงตอนนี้ ก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับคุณคือคอนเสิร์ตเดี่ยว หลังจากที่ต้องเลื่อนไปเมื่อปีก่อนใช่ไหม

        ใช่ๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นใจความหลักของคอนเสิร์ตในทุกครั้งคือเรามีความสุขที่เราจะทำไหม เต็มที่ไปเลย ไม่ต้องไปคาดหวังว่าบัตรจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าคนดูจะได้รับอะไรจากเรา เพราะถ้าเรามีความสุข สิ่งที่เราทำบนเวทีจะสนุกและมีความสุขมาก คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่สองของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีคอนเสิร์ตก็คือสิ่งที่เราได้เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงประสบการณ์เก่าๆ ที่เคยทำ เคยได้รับ เราก็จะพยายามหาสิ่งที่แปลกใหม่และดีที่สุดสำหรับคนดูที่เขาตั้งใจจะซื้อบัตรมาดู เราเลือกแขกรับเชิญที่เราสนิทและร้องเพลงเพราะ ที่สำคัญคือคุยสนุก เป็นคนที่เรารู้สึกว่าอยากร่วมงาน คนดูจะต้องเต็มอิ่มกับสิ่งที่จะเกิดในคอนเสิร์ตแน่นอน

เห็นบอกว่าอาจเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งสุดท้ายเพราะอะไร

        อย่างที่เราบอก การสูญเสียที่ผ่านมาทำให้เราได้ใช้เวลากับตัวเอง ไตร่ตรองว่าเราจะพักก่อนไหม ตอนแรกคิดจะใช้คำว่าลาจากวงการ และไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก เราสามารถทิ้งทุกอย่างได้โดยไม่ห่วงหน้าพะวงหลังแล้วด้วย เพราะระยะเวลาที่เราทำงานมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงตอนนี้ เราคิดว่าเราอยู่ได้แบบสบายๆ โดยที่ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองโดยไม่ต้องเกี่ยวกับตรงนี้ได้แล้ว แต่ว่าสุดท้ายเราทิ้งความสุขของเราไม่ได้ เราเลยคิดว่าเปลี่ยนเป็นขอพักดีกว่า เราไม่รู้ และไม่ได้คาดหวังว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดคือเราลาไม่ได้หรอก เรายังรักในสิ่งที่ทำอยู่ เราคิดว่าคงจะพักสักปีสองปีเพื่อไปหาอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมให้ตัวเอง เช่น ไปเรียนร้องเพลงจริงจัง แล้วเอาประสบการณ์จากการที่เราไปเรียนมาให้โอกาสคนอื่นๆ เพื่อที่จะมูฟออนต่อไปในหน้าที่การงานอนาคตของตัวเองด้วย

 


Magic Night Concert คืนมหัศจรรย์วันของ อ๊อฟ ปองศักดิ์

สถานที่: รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

วันแสดง: วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 19.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 17.00 น.

ซื้อบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com/aof-magic-night-concert-2019

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ปิ่นเพชร ภูจ่าพล

adB JUNIOR—มนุษย์เป็ด ชอบหนังรอมคอม และมักตั้งคำถามว่าทำไมหนังรักต้องดูกับคนรัก ทีหนังผีไม่เห็นต้องดูกับผี

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง