อ๊อฟ ปองศักดิ์ | คุยเรื่องรักกับศิลปินเจ้าของบทเพลงแห่งความรักที่แสนร้าวราน

เมื่อไหร่ที่เจ็บปวดผิดหวังจากความรัก เพลงเศร้าจะช่วยเยียวยาเราได้เสมอ

‘อ๊อฟ’ – ปองศักดิ์ รัตนพงษ์​ ศิลปินผู้อยู่คู่วงการเพลงไทยมากว่า 10 ปี มีเพลงสุดเศร้าและน้ำเสียงแสนร้าวราวเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนจดจำ ในแง่ฝีไม้ลายมือเขาขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินน้ำดีของวงการ แต่ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัวอย่างเรื่องความรักความสัมพันธ์ เขาเล่าออกตัวว่าโดนมาแล้วทุกรูปแบบ ไม่ต่างจากในละครน้ำเน่าเลยสักนิด

     เมื่อจิตใจผ่านความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ หรือลวงๆ หลอกๆ มาแล้วหลายครั้ง เขาจึงได้เข้าอกเข้าใจชีวิตมากขึ้น

     “เราเป็นคนซีเรียส ถ้ามาคุยเพื่อเป็นเพื่อนกันก่อนแล้วค่อยเป็นแฟนในอนาคต อันนั้นเราไม่คุย เพราะสำหรับเรา เราไม่รู้ว่าถ้าเกิดคุยเป็นเพื่อนกันไปก่อนแล้วในอนาคตเราดันไม่สามารถเป็นแฟนกันได้ ก็ไม่คิดว่าเราจะเอาเขาเป็นเพื่อนได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีให้เราได้หรือเปล่า”

     เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังและชัดเจนกับความรักมาก จึงพบความเจ็บปวดได้ง่าย แต่เมื่อเผชิญความรักที่ไม่สมหวังมาหลายๆ หน คนเราย่อมเริ่มเข้าใจว่า ที่แท้มันก็เป็นเช่นสัจธรรมหนึ่งในชีวิต ที่ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องผ่านพ้นไป

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

 

บทเพลงของ อ๊อฟ ปองศักดิ์ จะต้องมาพร้อมกับเรื่องราวความรักที่เจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอๆ เลยนะ

     เราว่าอาจจะเป็นด้วยเนื้อเสียงที่เหมือนคนร้องไห้ เวลาคนร้องไห้เสร็จตรงจมูกจะตัน แล้วเสียงเราเหมือนคนที่คัดจมูกหน่อยๆ หลังร้องไห้เสร็จ ก็เลยทำให้ส่วนใหญ่จะได้ถ่ายทอดเพลงที่เป็นเพลงเศร้า เพลงอกหัก เพลงช้ำ แล้วก็อาจจะบวกกับเรื่องการตีความของเราเวลาร้องเพลงด้วย เราเป็นคนอินกับความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบเพื่อน แฟน ครอบครัว งาน เอาง่ายๆ เราเป็นคนใช้ใจในการดำเนินชีวิต

     เพลงบางเพลงมันก็ถูกเขียนขึ้นมาจากเรื่องของเรา เช่นเดียวกับอีกหลายบทเพลงที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาจากเรื่องของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้ทำมันอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา แต่ก็ทำให้เรื่องราวที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะสามารถเข้าใจกับมันได้ง่ายขึ้น

 

มีคำที่บอกว่า คนเรามักโง่กับความรักเสมอ ล่าสุดในเพลง STUPID GAME ที่คุณฟีเจอร์ริ่งกับ Tattoo Colour ก็มีท่อนที่พูดถึงว่า ‘ถ้าฉันจะโง่ แค่เพียงเรื่องเดียว โง่ที่ไม่ยอม ไม่ยอมเสียเธอไป’ ด้วย คุณเห็นด้วยกับคำนี้ไหม

     เราเห็นด้วยนะ เพราะทุกๆ คนจะต้องมีเรื่องบางเรื่องหรือมุมบางมุมที่เราจะโง่ เพราะว่าเอาจริงๆ เวลาเราคบกัน เวลาเรามีความรัก เราไม่ได้ใช้สมองคบ เราใช้ใจคบ ถ้าเกิดเรารู้ว่าถูกหลอก นั่นหมายความว่าเราใช้สมอง แต่ว่าถ้าเรายอมให้เขาหลอกเพราะเราไม่อยากจะเสียเขาไป นั่นเรากำลังใช้ใจ คือเวลาเราคบกับใครสักคนเราต้องใช้ทั้งสองอย่าง จะใช้อย่างเดียวไม่ได้ พัง

     ส่วนตัวเราเป็นคนประเภทที่ใช้ใจ ใช้ความรู้สึกมากกว่าสมอง เพราะว่าไม่ค่อยมีโอกาสให้เราได้ใช้สมองในการคบกับใครสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นตอนแรกที่คบกันเราจะใช้สมอง คิดว่าคนนี้พอได้ไหม คบได้หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งเราจะไม่ใช้สมองแล้ว จะใช้ใจ มันถึงเป็นเรื่องว่าทำไมเราถึงถูกหลอกได้ เพราะว่าช่วงแรกเราใช้สมองคิด แล้วเหมือนว่าคนที่เขาจะเข้ามาหลอกเรา เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะมีวิธีหลอกคนที่ใช้สมองคิดยังไงไม่ให้ถูกจับได้ โดยการที่เขาต้องทำให้เราตายใจก่อน พอเขารู้ว่าเราเริ่มใช้ใจแล้ว เขาก็จะเริ่มหลอกโดยการที่คิดแล้วว่าจะทำยังไง จะหลอกเรายังไง

 

 

ข้อดีของการใช้สมองก่อนแล้วค่อยใช้ใจคืออะไร

     ถ้าเกิดว่าคนที่เขาไม่ได้เป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพ หรือคนที่จะเข้ามาหลอกเราเพื่อหวังอะไรก็ตาม เราก็จะรู้ได้เลย เพราะว่าเราจะใช้สมองกรองก่อนว่า คนนี้ ท่าทีแบบนี้ วิธีการพูดแบบนี้ การปฏิบัติกับเราแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาต้องมาหลอกเราแน่ แต่ถ้าเกิดว่าเราเปิดใจก่อนเลย แล้วเราเจอคนแบบนี้ นั่นหมายถึงเราให้ใจเขาไปแล้วไง มันก็จะยากในการที่เราจะรู้ตัวนะ

     เหมือนคำว่า Love at ffiirst sight คือถ้าเกิดเราเห็นปุ๊บแล้วผ่านไปที่สมอง สมองก็จะบอกว่าคนนี้หล่อ คนนี้สวย คนนี้ดูดี ฉันอยากคบกับคนนี้ พอใช้สมองเสร็จปุ๊บถึงจะมาใช้ใจว่า กูต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปขอเบอร์

 

แต่ก็มีบางคนที่ใช้ใจก่อนสมองอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ

     ใช่ๆ แล้วทีนี้เป็นยังไง พอใช้ความรู้สึกไปสักพักหนึ่งแล้วคิดว่ามันไม่ใช่ เราก็จะเริ่มใช้สมองในการคิดเรื่องที่ว่าจะบอกเลิกเขายังไง อันนี้มันเป็นเรื่องไม่ดีไง เหมือนที่เขาบอกว่า ผู้ชายเริ่มต้นจากร้อย แล้วค่อยๆ ลดลงมาเหลือศูนย์ แต่ผู้หญิงจะเริ่มต้นจากศูนย์แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นร้อย

     ที่ผู้ชายเริ่มต้นจากร้อยเพราะความรู้สึก เอาง่ายๆ เราพูดภาษาชาวบ้านเลยคือมันอยากได้ พอได้เสร็จ มันตื่นเต้น พอหมดความตื่นเต้นก็ใช้สมองแล้วว่าอันนี้กูเบื่อ มันจะเป็นอย่างที่เราบอกว่า พอเราใช้ใจ แล้วเราก็ไม่รู้จักวิธีการที่จะดีลกับใจตัวเอง ดีลกับความรู้สึกตัวเอง จนเราต้องไปใช้สมอง แล้วสมองมันสามารถหลอกเราได้นะ เหมือนแกล้งรักกับไม่รักแล้ว แกล้งรักก็คือว่ากูไม่รักแล้วแต่กูจะหลอกรักมึงไปเรื่อยๆ แล้วกูก็จะไปนอกใจทำนู่นทำนี่กับคนอื่นได้

     สุดท้ายแล้วเราพูดจริงๆ นะว่า ต่อให้เป็นคนไปหรือเป็นคนอยู่ มันเจ็บทั้งคู่ แต่วิธีการเจ็บของแต่ละคนแตกต่างกันเท่านั้น

 

ฟังดูคุณเป็นคนที่ค่อนข้างเข้าใจความรักความสัมพันธ์ คุณเป็นคนมองเรื่องนี้ในแง่ลบหรือบวกมากกว่ากัน

     เราเป็นคนที่มองตามความเป็นจริง ไม่มองว่าบวก ไม่มองว่าลบ เพราะถ้าเรามองความรักเป็นบวกแต่ว่าความรักที่เรามีเป็นลบ ก็เหมือนเราคาดหวังไว้ พอเราคาดหวังไว้แล้วไม่ได้ตามที่เราหวัง มันไม่ใช่ความผิดของเขานะ แต่เราดันหวังให้เขาเป็นในแบบนั้นเอง เราก็เลยรู้สึกว่าคนนี้ไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ มันถึงบอกว่าเข้ากันไม่ได้ไง

      เพราะคุณอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้คุณเข้ากันมากี่รอบแล้ว คุณต้องคบกันมาสักพักแล้วถึงจะใช้คำว่าเลิกกันเพราะว่าเข้ากันไม่ได้ มันไม่มี แค่เราไปคาดหวังให้เขาเป็นในแบบที่เราอยากให้เป็น แต่ว่าอีกคนหนึ่งก็หวังอยากให้เราเป็นในสิ่งที่เขาหวังเหมือนกัน แล้วพอต่างคนต่างหวังซึ่งกันและกันแล้วมันไม่ได้อย่างที่คิด มันก็ผิดหวังสิ

 

กว่าจะคิดได้แบบนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ในวัยที่เด็กกว่านี้คุณคิดแบบไหน

     ถ้าในวัยที่เด็กกว่านี้ ประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา เราจะไม่ใช่แบบนี้ เราจะเป็นคนเริ่มไว คือเริ่มด้วยใจ ใช้ความรู้สึกเร็ว โดยที่มันไม่ได้มีการชั่งน้ำหนักก่อน แล้วเราก็จะผิดหวังเยอะ เพราะว่าใช้ใจก่อนโดยที่ไม่ดูไม่กรองให้ดีๆ 

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

 

คุณสามารถยอมไม่เป็นตัวเองกับเรื่องความรักได้ขนาดไหน

     ไม่ได้เลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา แล้วเราก็จะเป็นแต่แบบเดิมนะ คือทุกความสัมพันธ์ของเรา จะต้องคุยก่อน เพราะว่าเราเป็นคนชัดเจนมาก คนที่จะเข้ามาคบกับเรา เราพูดตั้งแต่เดตแรกด้วยซ้ำว่าเราเป็นคนแบบนี้ แต่เราก็พร้อมที่จะปรับเพื่อให้มาเจอกันตรงกลาง คือถ้าเกิดคุณมีอะไรที่ไม่ชอบเกี่ยวกับเรา คุณบอกเรา แต่ถ้าเรามีอะไรที่ไม่ชอบเกี่ยวกับคุณ เราจะบอกคุณ คุณก็ต้องรับให้ได้ เราก็จะต้องรับให้ได้ แล้วก็ต้องมาคุยกันว่าเราจะทำยังไง

      ต้องบอกเลยว่าเราเป็นคนซีเรียส ถ้ามาคุยเพื่อเป็นเพื่อนกันก่อนแล้วค่อยเป็นแฟนในอนาคต อันนั้นเราไม่คุย เพราะสำหรับเรา เราไม่รู้ว่าถ้าเกิดคุยเป็นเพื่อนกันไปก่อนแล้วในอนาคตเราดันไม่สามารถเป็นแฟนกันได้ ก็ไม่คิดว่าเราจะเอาเขาเป็นเพื่อนได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีให้เราได้หรือเปล่า แต่ถ้าจะคุยกันเพื่อเป็นแฟน ก็บอกเลยว่าจะคุยเพื่อเป็นแฟน เพราะคงไม่มีใครที่จะไปคุยกับเพื่อนแล้วบอกคิดถึงเพื่อนตลอดเวลา หรือถามว่าทานข้าวหรือยัง ทำอะไรอยู่ มันไม่มีหรอก เราบอกชัดเจนเลย ถ้าคุณรับข้อเสนอนี้ได้ แล้วคุณชัดเจนกับความรู้สึกของคุณเหมือนที่เราชัดเจนในความรู้สึกของเรา เราถึงจะสานสัมพันธ์กันต่อ แต่ถ้าคุณไม่ชัดเจนเราก็ไม่คุย

 

สำหรับคุณ เลิกกันแล้วเป็นเพื่อนกันได้ไหม

     ไม่ได้ (ตอบทันที) เพราะเราไม่ได้เตรียมใจเพื่อที่จะเป็นเพื่อนกับเขา เราเตรียมใจมาเพื่อจะเป็นแฟนกับเขา เอาง่ายๆ แฟนกับเราไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน เราไม่ได้รู้หรอกว่านิสัยใจคอคุณเป็นยังไง เราไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันแบบที่เพื่อนทำกัน

     คือปกติเวลาเราอยู่กับแฟนเราก็จะแบบ กินข้าวไหมครับ เราไปเดตกันนะ ไม่มีการ มึงกู ไปกินเหล้ากัน ไม่มี มันไม่มีโมเมนต์แบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกับคุณไม่ได้ แม้กระทั่งเวลาที่ผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่ได้ แต่ว่าอาจจะกลายเป็นพี่ที่เราเจอแล้วสามารถคุยได้ แต่ถามว่าให้เราเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนที่เรามีเพื่อนสนิทของเรา อันนั้นเราทำไม่ได้

 

ความเจ็บปวดครั้งสำคัญในความรักความสัมพันธ์ของคุณมันเป็นแบบไหน

     เราว่าทุกคนต้องมี แน่นอนว่าเราก็มี แต่ก็คงพูดไม่ได้ว่ากรณีของเรามันสาหัสขนาดไหน เราเคยเจอทั้งเจ็บที่ใจ เสียใจ เสียทรัพย์ เสียกาย คือโดนมาหมดแล้วทุกรูปแบบ แต่ว่ามันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเยียวยาตัวเองยังไง จะรักษาข้างในตัวเองยังไงมากกว่า      

      บางทีคนเรามักจะมองว่าเรื่องของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่มาก หนักมาก คนอื่นไม่เข้าใจหรอก ไม่เจออย่างเราไม่มีใครเข้าใจ แต่ว่าพอเราเติบโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น มันก็ทำให้เรามองว่าเรื่องที่เราเจอนั้นไม่ได้เกิดจากอะไรเลย มันเกิดจากเราเอง คือเราดันปล่อยให้คนเหล่านั้นหลอกเราเอง เราดันปล่อยใจให้เขามากเกินไป หรือเราดันปล่อยตัวเองให้ไม่คิดรอบด้านจนเขาหลอกเราได้

     วิธีเยียวยาตัวเองสำหรับเราคือการไม่เข้าข้างตัวเอง เวลาเราปลอบคนอื่นยังไง เราก็ต้องปลอบตัวเองอย่างนั้น เรารู้สึกว่าถ้าเราเองยังดีลกับตัวเองไม่ได้ แล้วเราจะไปดีลความรู้สึกคนอื่นให้ได้ยังไง

 

จริงๆ แล้วความเศร้าที่เกิดขึ้น มันก็มีคุณค่ากับชีวิตเราเหมือนกันใช่ไหม

     ถ้าคนเราไม่เคยเศร้าไม่เคยผิดหวัง เราจะไม่รู้จักคำว่าดีใจ เพราะมันจะไม่มีข้อเปรียบเทียบไง ไม่มีใครที่จะเจอแต่เรื่องดีใจอย่างเดียว แล้วถ้าคนที่ไม่เคยมีเรื่องผิดหวังในชีวิตเลย เขาก็จะไม่สามารถตอบได้ ถ้าเราไปถามว่าเรื่องไหนที่ดีใจที่สุดในชีวิต เขาก็ตอบไม่ได้ เพราะทุกเรื่องในชีวิตเขาดีใจหมดเลย หรือถ้าเราไปถามคนที่อมทุกข์มากๆ เรื่องไหนที่คุณทุกข์ที่สุด เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะทุกเรื่องในชีวิตเขาทุกข์หมดเลย คือมันต้องเคยทุกข์มาก่อน ถึงจะพบกับความสุขได้

     ความเศร้าในบางมุมมันก็โรแมนติกนะ บางคนอกหักแล้วก็ปล่อยให้ตัวเองทอดอารมณ์อยู่กับเพลงเศร้า มันก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันในบางแง่มุม เพียงแต่ความเป็นจริงไม่มีใครอยากจะเศร้าหรอก แต่ทุกคนอยากจะโรแมนติก แต่ถามว่าเราสามารถเอาความเศร้ามาสร้างจินตนาการให้ตัวเองเกิดอารมณ์โรแมนติกได้ไหม มันก็สามารถทำได้

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

 

ทำไมทุกวันนี้คนเราโพสต์ดราม่าเรื่องความรักระบายลงเฟซบุ๊กเยอะ

เพราะคนเราคิดว่าโลกโซเชียลมันเป็นโลกส่วนตัว คนเรามักจะมองถึงสิทธิ์ของตัวเองมาเป็นอันดับแรก แต่สำหรับเราเรามองว่าสิทธิ์ของตัวเองก็จริง แต่ถ้าอยู่ในโลกออนไลน์คือแค่ 50% อีก 50 ที่เหลือคือเรื่องของคนอื่น ต่อให้มันเป็นเรื่องของเรา เป็นพื้นที่ของเรา เป็นเฟซบุ๊กของเรา เป็นอินสตาแกรมของเราก็ตาม ถ้าเราโพสต์ไปในโลกออนไลน์ คุณต้องยอมรับผลว่า 50% เป็นเรื่องของเรา อีก 50% เรื่องของเราจะกลายเป็นเรื่องของคนอื่นด้วย ถูกไหม

     แล้วพอโลกมันกว้างขึ้น โซเชียลฯ มันง่ายขึ้น โลกก็ง่ายขึ้น ความยับยั้งชั่งใจของคนก็ต่ำลง เพราะว่าคนมักจะมองที่ผลของมันมากกว่า เราไม่ปฏิเสธนะว่าเวลาเราโพสต์อะไรเราก็หวังให้คนเห็น หวังยอดคนเข้ามาดู หวังยอดฟอลโลว์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เราก็หวังแค่ 50% เพราะเรารู้สึกว่าในสิ่งที่เราโพสต์ลงไปมันเป็นเหมือนดาบสองคม ก็ต้องเผื่อใจไว้ 50% เพราะก็จะต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ คนที่รักเรากับไม่รักเรา เหรียญมีสองด้านอยู่แล้ว

      สามสี่ปีก่อนก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ใช่แบบนี้หรอก เราคิดว่าโลกโซเชียลคือโลกของเรา 100% เราเจออะไรมาก็โพสต์ ไม่ชอบใครเราก็โพสต์ แล้วทีนี้มันมีผลกระทบกลับมาที่เราสองแบบ อย่างเช่น เราโพสต์ว่าคนคนหนึ่งในอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กของเรา สุดท้ายแล้วคนที่เข้าใจเราก็มี คนที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารก็มี แล้วเขาก็จะเกลียดเรา เขาก็มองว่าจะโพสต์ทำไม แล้วเราจะคิดว่าก็มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรานี่หว่า ชื่อก็เป็นชื่ออินสตาแกรมเรา จะมายุ่งอะไร

      แต่พอเราใช้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราจะรู้แล้วว่า มันเป็นพื้นที่ของเราแค่ 50% เอง เผลอๆ อาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ คือเอาง่ายๆ ที่เราโพสต์เพราะต้องการให้คนที่เราพูดถึงเห็น หรือแม้แต่คนอื่นคิดตามเราด้วยว่าคนนั้นเป็นใคร แล้วเข้าข้างเรา มันก็เป็นธรรมดาที่คนอีกหลายๆ คนเขาจะไม่รู้สึกเหมือนกับเรา

 

คุณเคยเจอดราม่าความรักในโลกโซเชียลบ้างไหม

     ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยเจอ เหมือนเราโชคดีที่คนเอ็นดู เพราะว่าการแสดงออกเรื่องความรักของเรา เราจะรู้ว่าขอบเขตของมันคืออะไร แล้วเราจะวางตัวเองหรือวางคู่ของเราให้อยู่ในตำแหน่งไหน

     คือเราก็ไม่ปฏิเสธนะว่าที่เราโพสต์รูปคู่ของเรากับแฟนเพราะอยากให้คนชอบเรา ชอบแฟนเรา ชอบความรักของเรา เราไม่ปฏิเสธ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าเราโพสต์รูปแบบนี้ไป หรือโพสต์คลิปแบบนี้ไป เราจะรู้แล้วว่ากลุ่มคนที่เข้ามาดูเรา กลุ่มคนที่เข้ามากดไลก์เรา เขาต้องการอะไร แล้วเราวัดได้ เดี๋ยวนี้โลกมันง่ายมาก คือรูปไหนคนชอบก็กดไลก์เยอะ คลิปไหนคนชอบก็ยอดวิวเยอะ เป็นธรรมดา

 

โลกหมุนเร็วขึ้น วงจรความรักก็เร็วขึ้นไปด้วย มันมีข้อดีข้อเสียยังไง

     มันมีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะอย่างเรากับแฟนถ้าไม่มีโซเชียลฯ ก็คงไม่ได้เจอกัน เพราะเขาติดต่อเรามาผ่านทางโซเชียลฯ ตอนแรกก็คุยกับเราผ่านไลน์เพื่อนเรา แต่ว่าตอนแรกเราไม่เชื่อ เพราะเราคิดว่าอะไรมันจะเร็วจะง่ายขนาดนั้น กับการที่เขามาบอกชอบเราผ่านไลน์ของใครก็ไม่รู้ จนเขาส่งมาหาเราในอินบ็อกซ์ว่าผมพูดจริงๆ นั่นนี่นู่น เราก็เลยรู้สึกว่า อ๋อ เราเห็นประโยชน์ของโลกออนไลน์แบบนี้ แล้วประโยชน์โลกออนไลน์ที่มีต่อเราไม่ได้มีแค่นั้น มันยังทำให้เราเข้าใจและมองแฟนเราออกว่าเขาเป็นยังไง เขาอยู่ในโลกแห่งความจริงหรืออยู่ในโลกเสมือนจริง เอาง่ายๆ เรามองว่าโลกออนไลน์คือโลกเสมือนจริงที่มีความจริง 50 มีความไม่จริงอีก 50

 

การมีความรักความสัมพันธ์ที่ดีส่งผลต่อชีวิตมนุษย์คนหนึ่งอย่างไรบ้าง

     มันทำให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้น เพราะว่าเอาจริงๆ ในมุมของการทำงาน เราว่าความรักมีผลต่อการทำงานของเรามาก เพราะเวลาทำงานเราสังเกตตัวเองนะ ถ้าเกิดว่าเราได้คนที่มาเป็นคนรักของเราในแบบที่ไม่ดี เราก็จะมีมุมมองในการทำงานที่ทัศนคติไม่ดี แต่ถ้าคนที่เขามาส่งเสริมให้เราดีขึ้น เราก็จะเข้าใจอะไรง่ายขึ้น โตขึ้น กระบวนการความคิดของเราก็จะโตขึ้น

     ความรักมีผลทำให้เราทำงานเพลงได้ลึกขึ้น เพราะอย่างที่บอกว่าในเรื่องของการทำงานเราเป็นคนที่ใช้ใจเยอะ ใจส่งผลให้การทำอะไรก็ตามในชีวิตของเราทุกๆ อย่าง มันออกไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ ใจเรามันเหมือนเป็นหางเสือของเรือ มันจะพัดไปทางไหนก็ได้ ถ้าใจของเราดี ข้างในมันดี ข้างนอกมันก็จะส่งผลออกมาดี

 

อ๊อฟ ปองศักดิ์

 

นิยามความรักของคุณในเวลานี้คืออะไร

     สำหรับเราความรักเหมือนกางเกง ถ้าเราใส่กางเกงขาเดฟมากๆ มันก็จะอึดอัดถูกไหม เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ลำบาก แต่ถ้าเราใส่กางเกงที่เป็นฮิปฮอปหลวมๆ ใหญ่ๆ หลุดตูด เราก็เดินไม่สบายอยู่ดี ที่เราเปรียบความรักเหมือนกางเกงเพราะว่า ถ้ากางเกงใส่แล้วพอดี ใส่แล้วดูดี ใส่แล้วเข้ากับเสื้อผ้า เข้ากับสถานการณ์ ถูกกาลเทศะ มันก็สามารถทำให้เราหยิบใส่กางเกงตัวนี้ได้ตลอดเวลา ถ้าเจอสีที่เหมาะ ขนาดที่พอดี ความรักก็เหมือนกัน ถ้าเราเจอคนที่ใช่ แล้วมันพอดีกับความรู้สึก พอดีกับความต้องการของเราทั้งคู่ มันก็จะอยู่กันไปได้ตลอด

 

ผ่านประสบการณ์เจ็บปวดมาก็เยอะ ถ้าเกิดความผิดหวังขึ้นมาอีกครั้ง คุณน่าจะปลงได้ง่ายขึ้นใช่ไหม

     บางเรื่องก็ปลงได้ บางเรื่องก็ปลงไม่ได้ คือเราค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณตรงที่เราไม่สามารถแบ่งความรักที่เรามีให้กับคนอื่นได้ เอาง่ายๆ เราไม่สามารถแชร์ความรู้สึกดีๆ ของเราที่มีต่อแฟนเราให้คนอื่นได้ คือเรารักเขาได้คนเดียว เราไม่สามารถออกไปเดตกับคนอื่นแล้วบอกกับแฟนเราว่าเราก็รู้สึกดีกับคนนี้นะ หรือเราก็ไม่สามารถให้แฟนแบ่งความรักที่มีให้เราไปให้กับคนอื่นได้เหมือนกัน

     จริงๆ มันก็เป็นข้อดีสำหรับเรานะ แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยความที่โลกมันกว้างมาก มันไปไกลมาก โซเชียลฯ ก็เข้าถึงคนง่ายมาก การกระทำอะไรที่มันเป็นในรูปแบบที่ผิดศีลธรรม มันก็มีโอกาสเสี่ยงสูง ก็ต้องระวัง

 

ภาพความรักที่คุณวาดไว้ในอนาคตเป็นอย่างไร

     เราเคยคิดว่าความรักของเราเป็นสิ่งที่จะอยู่ในสูตรสำเร็จเหมือนคู่อื่นๆ แต่ว่าเอาเข้าจริงพอได้มีโอกาสใช้ใจตัวเองมองในความรัก แล้วมีประสบการณ์ต่างๆ เข้ามาในชีวิตพอสมควร เราก็มองว่าแค่เรามีคนคนหนึ่งที่สามารถบอกเล่าทุกอย่างให้เขาฟังได้ แล้วเขาสามารถบอกเล่าทุกอย่างให้เราฟังได้เหมือนกัน ต่างคนต่างเป็นผู้ฟังที่ดีให้แก่กัน ต่างคนต่างเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่กัน เชื่อใจกัน ไม่ต้องมีชีวิตบั้นปลายด้วยการแต่งงานก็ได้ สำหรับเรามองอย่างนั้น

 

ถ้าให้เปรียบความรักของคุณเป็นบทเพลงสักเพลง

     เราอยากเลือกเพลง ‘ฉันดีใจที่มีเธอ’ มีเธอในที่นี้ไม่ได้หมายถึงมีแฟนอย่างเดียวนะ เราหมายถึงทุกๆ อย่างในชีวิต กับงานของเราเองก็ตาม เราอยากจะขอบคุณทุกๆ อย่าง เพราะอย่างที่บอกไปแหละว่าเราเป็นคนใช้ใจในการดำเนินชีวิต

 

Share Post
Like 2 View 499

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN