อารักษ์ อาภากาศ: 27 ปีในการค้นหาความหมายของสุนทรียภาพ ชีวิต ดนตรี และครอบครัว

The Guest
26 Sep 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

ถ้าไม่ได้มาคุยกับ อารักษ์ อาภากาศ ครั้งนี้ เราคงจะหลวมตัวและคิดไปเองว่าศิลปินนักดนตรีลายครามท่านนี้คงต้องมีชีวิตที่เสวยสุขอยู่กับบทเพลงอันลึกซึ้ง เงินทองอู้ฟู่ และชื่อเสียงอีกมากมายจากผลงานต่างๆ ที่สร้างชื่อไว้ให้เขา ทั้ง คนเดินดิน, น้อยก็หนึ่ง กรุงเทพรมควัน เป็นต้น

        แต่กลายเป็นว่าการสนทนาครั้งนี้กลับเป็นการพลิกสิ่งที่เราคิดไว้จากหน้ามืออันขาวผ่องเป็นหลังฝ่ามืออันดำสนิทแทบหมดสิ้น เพราะแท้จริงแล้ว ความสำเร็จอันเป็นฉากหน้าที่แสดงให้แฟนเพลงเห็นอยู่นั้นกลับต้องแลกมาด้วยหลายสิ่งอย่างในตัว อารักษ์ อาภากาศ ทั้งชีวิต เงินทอง ครอบครัว แม้กระทั้งสมองฝั่งซ้ายของเขา 

        แต่สุดท้ายในวันนี้กับวัย 65 ปี ที่เขาบอกกับเราว่าเริ่มรู้ตัวว่าแก่และเริ่มเข้าใจชีวิตของตัวเองมากขึ้น เราจึงขอเข้าไปคุยกับศิลปินรุ่นใหญ่คนนี้ถึงประเด็นต่างๆ ทั้ง ชีวิต ดนตรี และครอบครัวอย่างลึกซึ้ง

 

อารักษ์

เท่าที่ได้ยินมา แฟนเพลงของคุณส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเพลงของอารักษ์เป็นเพลงที่ abstract เข้าถึงยาก ตอนที่คุณแต่งเพลง คุณมีวิธีคิดแบบนั้นไหม

        จริงๆ ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย ผมทำเพลงเพื่อตัวเอง แต่งไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต สิ่งที่เข้ามาถูกกระทบ หรือไปเจอมามากกว่า เพียงแค่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมจดจำเอามาร้องแบบตรงๆ ผมจะกลั่นกรองและร้องออกมาเป็นเนื้อเพลงแบบฉับพลันตอนที่เข้าห้องอัดสดๆ เลย ผมไม่อยากต้องมานั่งจำเนื้อเพลง มานั่งร้องต่างๆ นานา มันบ้าไปแล้ว! คุณรู้ไหม ตอนอัดเพลงผมมีกระดาษแผ่นเดียวเลยนะ และผมก็ร้องแค่รอบเดียวด้วย

นั่นเลยเป็นเหตุที่เนื้อเพลงของคุณมักจะคมคายและดูเป็นศิลปะมากกว่าจะเล่าเรื่อง

        ผมไม่ได้รู้สึกว่าเพลงตัวเองเป็นตัวแทนของความคมคาย ที่จริงผมยังรู้สึกว่าเพลงของตัวเองทื่อด้วยซ้ำ จะมีแค่บางเพลงที่ผมแอบลับให้คมบ้าง เพื่อให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทื่อเหมือนกันทั้งหมด เวลาคุณเห็นบทเพลงที่คุณชอบในตัวผม แท้จริงมันคือเบื้องหลังการปกปิดความไม่เอาไหน ผมเป็นคนชอบเพลงแบบทื่อๆ ฟังสบายแบบที่ตั้งใจทำตอนแรก แต่บางทีก็จะมีบางมุมที่รู้สึกว่าตัวเองโง่ น่าละอาย และไม่ชอบมัน พอเห็นด้านตรงกันข้ามที่ดูคมคายจากคนอื่น คุณก็อยากจะเป็นบ้าง ผมก็เลยเริ่มพยายามลับเนื้อเพลงให้คมขึ้น

ทำไมมนุษย์ต้องปกปิดความห่วยแตก ทำไมเราไม่บอกกันตรงๆ ว่าเราทั้งคู่ต่างก็ไม่เอาไหน

        มันเป็นปกติของมนุษย์นะที่รู้สึกว่าต้องปกปิดความไม่เอาไหน จริงๆ ไม่ใช่แค่มนุษย์หรอก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็เป็นแบบนี้หมด พยายามจะปกปิดความห่วยแตกของตัวเองด้วยความไม่ยอมแพ้ ขนาดคนแขนขาด หมาขาขาด มันก็ยังไม่ยอมแพ้ หาทางมีชีวิตรอดต่อไป มันคือการดิ้นรนไง แม้จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้คนดิ้นรนและปกปิดความห่วยแตกของตัวเองมาโดยตลอด

อย่างเพลง คนเดินดิน ที่โด่งดังมาก มีที่มาจากอะไร มันคือบทเพลงทื่อๆ ของคุณ หรือเป็นเพลงที่ลับมาให้คมคายเรียบร้อยแล้ว

        เวลาที่เขียนเพลง เขียนหนังสือ หรือวาดรูป มันต้องมีอะไรบางอย่างที่จุดประกายให้เราอยากทำ อย่าง คนเดินดิน จะเป็นเรื่องครอบครัว คำอธิบายที่ดีที่สุดคือผมเห็นว่าพี่ชายผมมีความรู้ และหลายคนในบ้านไม่เก่งเท่าเขา รวมถึงผมด้วย แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นแบบพี่ชาย และผมก็อธิบายแม่ไม่ได้ เลยเขียน คนเดินดิน เป็นคำอธิบายให้แม่ มันเลยกลายเป็นเพลง คนเดินดิน ซื่อๆ ทื่อๆ ที่ผมลับให้คมอีกเพลงหนึ่งขึ้นมา

 

นี่เลยเป็นเหตุให้คุณโด่งดังขึ้นมาวูบหนึ่งจากการลับเพลงให้คม ก่อนที่คุณจะหายไปเพราะคุณสบายใจจะอยู่กับเพลงทื่อๆ ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า

        ใช่ แต่ตอนนั้นสะใจนะ เพราะพอเป็นสิ่งที่ทรมานเอามากๆ ทำให้ตอนสำเร็จเลยสะใจมาก เหมือนเวลาผมขี้ติดตูด แต่พอขี้ออกไปได้แล้วมันสบายใจมากเลย ผมพยายามอธิบายให้คุณเห็นภาพมากขึ้นไปอีก

หลังจากนั้น มีช่วงเวลาที่คุณขี้ติดตูด มีช่วงเวลาที่อยากจะเบ่งออกอีกรอบไหม

        ก็มีนิดหน่อย แต่ถ้าถามว่าทำไมผมไม่ลับบทเพลงให้คมอีก นอกจากที่ผมจะไม่รู้ว่าจะขายใครแล้ว ที่สำคัญคือมันซ้ำซาก ก็แค่เปลี่ยนตัวละครไปเรื่อย เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย เพราะ 30-40 เพลงที่ผมเขียนไป มันมีทุกเรื่องที่อยากเล่าไปหมดแล้ว ผมปลดปล่อยไปหมดแล้ว

คุณเริ่มรู้สึกว่าความเป็นธรรมชาติของการเล่นดนตรีทื่อๆ ในแบบของคุณเกิดขึ้นตอนไหน

        เริ่มจากผมประสาทแดก เป็นไมเกรนแต่เด็ก ตอนนั้นผมเป็นเด็กสับสน ไม่รู้ตัว ไม่เจียมตัว อะไรที่คุณคิดว่าไม่ควรอยู่ในตัวเด็ก 10 กว่าขวบ ผมมีทุกอย่างเลย (หัวเราะ) ในทีแรกผมรู้จักเสียงเพลงผ่านการร้องเพลงก่อน ซึ่งผมก็หลงรักมาก แล้วพอพี่ชายซื้อกีตาร์มาแต่เขาไม่ค่อยได้เล่น ผมจึงเอามาเล่นเอง ก็รู้สึกว่าช่วยระงับความประสาทแดกของผมได้ 

จะบอกว่าจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินจริงๆ ของคุณเริ่มจากเสียงร้องก่อนที่จะเสียงเป็นกีตาร์ถูกไหม

        ใช่ ผมชอบร้องเพลง ที่บ้านผมมีคนงานเป็นช่างทอง คนทำทองฟังเพลงลูกทุ่ง ผมก็ร้องเพลงลูกทุ่ง พี่สาวฟังเพลงสากล ผมก็ร้องเพลงสากล ผมร้องตามที่ได้ยิน ร้องไปสารพัดเลย งิ้วก็ร้อง ลำตัดก็ร้อง 

 

อารักษ์

ทุกวันนี้ยังหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นหรือร้องเพลงเป็นประจำเหมือนเมื่อก่อนไหม

        ไม่ประจำ ผมแย่มากเลยนะ พอรู้สึกว่าตัวเองเก่งแล้วก็ไม่อยากทำต่อ ผมพบว่าความเก่งมีเต็มโลกไปหมดเลย แต่ทุกคนก็เดินทางไปสู่ความเก่งทิศทางเดียวกัน รูปแบบเดียวกัน ผมรู้สึกว่าถ้ายังทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะยึดติดไปสู่ทิศทางเดิม พอผมไม่เดินตามแนวทางนั้น ผมกลับเข้าใจตัวเองมากกว่า วันที่ผมรู้สึกว่าไม่อยากเดินตามทางสู่ความสำเร็จแบบที่เป็นกันมันก็เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่เป็นตัวผมดี ผมเริ่มทำอะไรฉับพลันมากขึ้น ตรงจุดนั้นแหละที่ผมรู้สึกว่าตัวผมอยู่ใกล้กับคำว่าสุนทรียภาพมากที่สุด

อะไรคือสุนทรียภาพในความหมายของคุณ

        อย่างคุณเป็นช่างไม้ คุณทำโต๊ะ ทำเก้าอี้ แล้วคุณไม่ได้คิดอย่างอื่น คิดแต่โต๊ะ คิดแต่เก้าอี้แบบเดิม แต่อยู่มาวันหนึ่งเราอาจจะคิดกับตัวเองว่า “ไอเหี้ย กูเบื่อ กูทำแต่แบบเดิม กูขอแบบไม่ต้องคิดได้ไหม กูเอาไม้มาทำเองแล้วคิดว่ามันจะไปทางไหนได้บ้าง กูขอเป็นสถาป ‘นึก’ บ้างได้ไหมวะ” ดังนั้น การหลุดออกจากความชำนาญได้คือสุนทรียภาพ 

ในงานเพลงมีการหลุดออกมาจากความชำนาญสู่สุนทรียภาพบ้างไหม

        มี อย่างในอัลบั้ม ดินน้ำลมไฟ จริงๆ มีเนื้อร้องอยู่นะ แต่พวกคุณอาจจะไม่ทันสังเกตเอง มันจะเหมือนบ่นๆ สวดๆ ตอนแต่งเหมือนมีอะไรบันดาลให้ผมไม่อยากพูดแบบตรงไปตรงมาว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ผมก็อยากแทนคำเป็นเสียงอื่นมากกว่า ดาเป็นดิน นาเป็นน้ำ ลาเป็นลม ฟาเป็นไฟ มันเป็นสิ่งที่เข้ามาในชีวิตแบบฉับพลัน

คาดหวังว่าคนฟังจะเข้าใจสุนทรียภาพแบบนี้ไหม

        ผมไม่คาดหวัง ผมไม่ได้เขียนอธิบายไว้บนปก ซึ่งถ้ามีการทักแบบนี้มันก็จะดีพอที่จะอธิบาย เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือการทำให้เขาอยากรู้ว่ามันคืออะไร ผมว่าน่าสนใจดี

 

อารักษ์

ปีนี้คุณจะมีคอนเสิร์ตครบรอบ 27 ปีเป็นของตัวเอง มันคือการแสดงสุนทรียภาพอีกแบบหนึ่งของคุณไหม

        เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน เพราะผมเล่นดนตรีมานาน 27 ปี มีเพลงหลายเพลงที่ไม่ได้เล่นบ่อยๆ พอช่วงหลังผมก็รู้สึกคิดถึงมัน เลยคิดว่างานนี้จะเอาเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่นหรือเพลงที่หลายคนอยากฟัง เช่น เพลงเก่าๆ มาเล่นอีก  

คุณใช้ชีวิตในฐานะศิลปินแบบนี้มานานถึง 27 ปี คิดว่าตัวเองแก่ขึ้นบ้างไหม

        ถ้าทางจิตไม่เลย แต่ทางกายเป็นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา จริงๆ ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่เลย เพราะตลอดเวลาในใจลึกๆ แล้วผมเป็นเด็กตลอด รับผิดชอบอะไรไม่ค่อยได้ อยู่กับความฝัน จินตนาการ หรืออยู่เฉยๆ ไม่ชอบคิดหรือทำอะไรซับซ้อน คือผมไม่เข้มแข็งเองด้วย

        ครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่าซูเปอร์เซนซิทีฟ ผมรู้เลยว่าผมเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนเจ้าน้ำตามาก ตอนนี้ก็เป็นอยู่นะ แต่อยู่ข้างใน ทั้งเรื่องดีและไม่ดี 

ตอนนี้แก่ลงทางกาย

        มันเหมือนผมถูกร่างกายทักว่าเวลาผมเหลือน้อยแล้ว ร่างกายผมเริ่มไม่ไหว แต่จริงๆ ก็ปลงได้ตั้งแต่ตอนหนุ่มแล้ว พยายามทำให้ตัวเองกลัวตายน้อยลงอยู่ทุกวัน แต่งานศิลปะผมไม่กลัว ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะเข้าใจอยู่ว่าเอาอะไรไปไม่ได้ เลยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

ตอนอยู่ในภาวะซูเปอร์เซนซิทีฟ ถึงขั้นฟังเพลงแล้วร้องไห้ไหม

        ใช่ เช่น เพลง พญาโศก ไม่มีเพลงชาติไหนจะชนะเพลงไทยเดิมได้ ไม่มีใครเกิน ย้อนกลับไปตอนผมเด็ก เวลาเดินไปตามถนนแถวบางขุนพรหม ก็จะได้ยินเพลงไทยสลับเพลงงิ้วที่คนแถวนั้นเปิด ผมไม่เป็นไรนะ แต่พอเป็นเพลงไทยฟังสดไม่ผ่านลำโพงแบบนั้นบ้าง ผมร้องไห้เลย ผมร้องไห้ง่ายมาก เวลาเขาเล่นระนาด เป่าปี่ชวา เป่าขลุ่ย บางทีผมก็แหล่ออกมาสดๆ เลย เมื่อก่อนผมจะจำเนื้อร้องได้หมด สมองผมดีมาก จนผมมาสมองกระทบกระเทือน

 

อารักษ์

ตอนร้องไห้คิดอะไรอยู่ แล้วอุบัติเหตุที่ว่าคืออะไร

        ผมไม่ได้คิดอะไร จริงๆ ในชีวิตผมไม่ได้ใช้ความคิดอะไรเลย ผมใช้อารมณ์นำมาตลอด เพราะสมองข้างซ้ายผมเสียจากอุบัติเหตุสารพัด ซึ่งส่วนใหญ่ดันไปกระแทกโดนสมองมาตลอด จริงๆ คุณไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ครั้งล่าสุดนี่ผมเห็นตัวเองนอนอยู่ แล้วผมก็เข้าไปในร่าง ตอนนั้นอายุ 25 เป็นอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ ผมก็ช็อกเหมือนกัน  

ดีไหมครับเวลาที่สมองฝั่งซ้ายทำงานไม่ปกติ แต่กลับมีอารมณ์ที่บรรเจิดมากกว่า

        ไม่ดี เป็นเรื่องที่ผมคับแค้นมาก เพราะผมอยากเป็นแบบพวกคุณ มันขาดทุนนะ เวลาผมจะจำอะไรก็จำไม่ได้ จะนึกชื่อใครก็นึกไม่ออก มนุษย์พัฒนามาได้ด้วยสมอง 2 ข้างที่บาลานซ์ แต่ผมไม่เป็นแบบนั้นเลย ผม fuck up! ไม่ดีหรอกเป็นผม ลูกหลานก็ผิดหวัง ช่วยตัวเองก็แสนยาก เกิดมาทั้งชีวิตรู้จักผมกันได้ก็เพราะเพลง 40-50 เพลงนี่แหละ ไม่งั้นคุณก็ไม่รู้จักผมหรอก

อย่างน้อยคุณก็มีเพลงที่โด่งดัง แต่ในขณะที่คนอื่นยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

        ไม่จริง คนอื่นเขาได้ประกอบอาชีพตามที่เรียนมาช่วยเหลือผู้คน มันไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงหรอก ชื่อเสียงทำอะไรไม่ได้ เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียก็ไม่ค่อยได้ เลี้ยงตัวเองก็แสนจะยาก ผมไม่ได้มีอะไรน่าอวดเลย นอกจากจิตวิญญาณที่ใส่ไว้ในเพลง

แบบนี้เวลาผ่านไปอีก 10-20 ปี เมื่อคุณจากไป คุณจะรู้สึกเสียใจหรือเสียดายไหม

        ไม่… ไม่ใช่ ถึงจะเป็นอย่างนี้ แต่ผมยังภูมิใจในตัวเองนะ สิ่งที่ผมตัดพ้อไปเมื่อกี้ก็ยังมีเรื่องดนตรีคอยมาทำให้รู้สึกดีอยู่บ้าง ถ้าจากไปแล้วผมให้คะแนนตัวเอง ผมก็ให้คะแนนดีพอผ่าน อย่างน้อยผมก็เหลือทรัพย์สินทางปัญญาให้ลูกหลาน หรืออย่างน้อยเวลาใครพูดถึงพ่อกับลูกผม เขาก็ไม่อาย เพราะพ่อมันยังพอไหวอยู่

 

อารักษ์

ถ้าเราอยากสร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเองแบบนี้ได้บ้างต้องทำอย่างไร

        เวลาเจอคนชมผมมากๆ ผมจะบอกเขาว่าใครก็ทำได้ เพราะผมรู้สึกกับเขาแบบนั้นจริงๆ เวลาที่ผมแสดงสุนทรียภาพผ่านทางถ้อยคำเล็กน้อยที่ได้กล่าวออกไป ผมทำอย่างกระเตาะกระแตะและเบื้องต้นจริงๆ เมื่อก่อนผมเขียนหนังสือไม่เก่งเลย แต่ผมก็เริ่มเขียนเพราะกลัวจะลืม เพราะฉะนั้น คุณก็ทำได้แค่คุณต้องกล้าเริ่ม

จนถึงวันนี้ที่คุณบอกว่าไม่ค่อยได้เล่นดนตรีแล้ว คือการเกษียณจากอาชีพนักดนตรีหรือเปล่า ในแต่ละวันคุณทำอะไรบ้าง

        ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ เกษียณเหรอ? ผมไม่รู้จักคำนั้นหรอก เพราะชีวิตผมไม่ได้เป็นกิจวัตรเท่าไหร่เลย ผมทำงานเป็นลูกจ้างแค่ 2 ปีเอง ตอนอยู่เมืองนอกทำงานนิดหน่อย เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการเล่นดนตรีโฟล์ก ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่ค่อยได้เจอผู้คน คลุกคลีอยู่แต่กับตัวเอง

เหงาไหมครับ ชีวิตนักดนตรีที่อยู่แต่กับตัวเอง

        น่าจะมากกว่าคนปกติเขาเหงากัน ผมรู้สึกว่าเหงาเป็นความรู้สึกแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ที่ผมเป็นมันถาวร จริงๆ คำที่ควรใช้น่าจะเป็น ‘สันโดษ’ มากกว่า 

ทุกวันนี้แต่ละวันยังมีเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ ค้างคา ไม่เป็นสุขอยู่บ้างไหม

        มี เยอะแยะ เหมือนปุถุชนแบบพวกคุณเลย ถ้าตัดเรื่องร่างกายเจ็บป่วย เรื่องที่ทุกข์จริงคือผมน้อยใจ เห็นลูกหลานลำบาก ได้แต่คิดกับตัวเองว่าถ้าเราเก่งกว่านี้ก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนั้น ครอบครัวคงอบอุ่นกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนผมคิดแบบนี้ไม่ได้หรอก 

 

อารักษ์

ถ้าคุณสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ครอบครัวกับดนตรี คุณจะเลือกสิ่งไหน

        ผมเลือกกลับไปดูแลครอบครัวโดยไม่ลังเลเลย ของพวกนี้น่ะเหรอ (ดนตรี) กระจอก อันนี้จริงกว่า ผมได้รักผู้หญิงคนหนึ่งตอนอายุเท่านี้ ผมแต่งงานกับเขา ผมมีลูกกับเขา ได้ดูแลลูกของผม แต่ผมไม่เคยทำตรงนั้นเลย เพราะผมอยู่แต่กับดนตรี เรื่องครอบครัวช่างแม่งไว้ก่อนเพราะผมจะเล่นดนตรี โคตรเห็นแก่ตัวเลย 

สุดท้ายในช่วงเวลานี้ นอกจากดนตรีแล้ว คุณมีสิ่งอื่นที่ยังอยากทำอยู่ไหม

        จริงๆ ก็งานศิลปะ (หัวเราะ) แต่เบื้องลึกไปมากกว่านั้นคือการได้เจอลูกบ่อยขึ้น เพราะผมทอดทิ้งเขาไป ผมมีความคิดว่าศิลปะจะให้ค่าตอบแทนเยอะ แล้วเอาไปเลี้ยงลูก แต่พอมันไม่เป็นแบบนั้น เรื่องนี้เลยติดค้างในใจ แต่ถ้าส่วนตัวคือการได้ระบาย การได้แสดงอุดมคติทางจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น 

 


คอนเสิร์ต 27 ปี คนเดินดิน

        อารักษ์ อาภากาศ กำลังจะมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองกับ คอนเสิร์ต 27 ปี คนเดินดิน อารักษ์ อาภากาศ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 บัตรราคา 400 บาท ทุกที่นั่ง ประตูเปิด 16.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อโทร. 08-1458-3621 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง