สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องอาหลองจูเนียร์ที่ไม่จำเป็นต้องบู๊แหลกเหมือนในละคร

The Guest
18 Feb 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร, คุลิกา แก้วนาหลวง

“ระเบิดภูเขาเผากระท่อม” วลีที่มักจะมาพร้อมจิตนาการภาพถึงฉากละครบู๊มันระเบิดของ ‘อาหลอง’ หรือ ฉลอง ภักดีวิจิตร เจ้าพ่อแห่งจักรวาลบู๊ของวงการละครไทยที่ได้ฝากตำนนานของละครหลายเรื่องไว้ในความทรงจำของคนไทยมาหลายต่อหลายรุ่น 

        ณ วันนี้จึงเป็นคราวของทีม ‘อาหลองจูเนียร์’ ทายาทอาหลองที่จะมาพิสูจน์ฝีมือในการสร้างละครบู๊ในสไตล์ที่แตกต่าง แต่กลิ่นอายของอาหลองสไตล์ยังคงอยู่ 

        นอกเหนือจากความเข้มข้นของละครบู๊ที่เราได้ชมแล้ว สายสัมพันธ์ และความรักที่หอมละมุนของพี่น้องอาหลองจูเนียร์อย่าง ‘แก้ว’ – บุญจิรา ภักดีวิจิตร และ ‘กู๊ด’ – เฉิดบุญ ภักดีวิจิตร ก็อบอุ่นเข้มข้นไม่แพ้ละครที่พวกเขาตั้งใจสร้างกันมาเลย

อาหลองจูเนียร์

พอพูดถึงละครอาหลอง แน่นอนว่าผู้ชมต่างคาดหวังถึงการบู๊มันๆ แบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมหรือฉากปิ้งไก่ในตำนาน ดังนั้น แนวทางการทำละครในฐานะ ‘อาหลองจูเนียร์’ นั้นสร้างความกดดันให้คุณทั้งสองบ้างไหม 

        แก้ว: มีความกดดันนะ เรากังวลว่าประสบการณ์ของเราจะทำถึงใจคนดูไหม เพราะเราไม่ได้เรียนรู้งานกับคุณพ่อแล้ว แต่โชคดีที่เรามีกู๊ด ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นน้องแต่เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ในเรื่องการทำงานกับเขามากมายเลย ดังนั้น การทำงานของเราในวันนี้คือพยายามสร้างผลงานออกมาเพื่อให้คนไทยได้เข้าใจเพราะเราทำงานเหล่านี้ให้คนไทยดู นี่คือสิ่งที่เราคิดถึงเสมอ แต่ในส่วนของการสร้างลายเซ็นของตัวเอง เราชอบแนวแอ็กชันคอมเมดี้มากกว่า

        กู๊ด: ด้วยความที่เราทำมาทุกแนวแล้ว สำหรับเราทำได้หมดนะทั้งแอ็กชัน แฟนตาซี และคอเมดี

แต่ความท้าทายหนึ่งของละครสมัยนี้คือการสู้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วคุณมีวิธีปรับตัวให้ทันกับสื่อสมัยใหม่อย่างไร

        แก้ว: เราจะดูอะไรที่วัยรุ่นเขาดูกันอย่างเช่น การ์ตูนเรื่อง Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba หรือ ดาบพิฆาตอสูร เราดูแล้วก็ได้ไอเดียเพื่อเอามาต่อยอดกับการทำละครของเรา อีกอย่างคือพอมีสื่อโซเชียลมีเดียเราก็ได้ติดตามข่าวสาร หรือเทรนด์ง่ายมากขึ้น ตามไปดูคู่ดาราบ้าง คู่จิ้นบ้าง วงดนตรี นักร้องบ้าง เราก็พยายามศึกษาวัยรุ่นมากขึ้นเพื่อจะหาแนวทางที่ทำให้คนดูอินในละครของเรา

        กู๊ด: เราก็ปรึกษาพี่แก้วและน้องๆ ในกองที่ดูการ์ตูนมาบ้าง เพราะไม่ว่ายังไงเราก็ต้องการเทคนิค ลูกเล่น และวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงต้องตามไปดูเบื้องหลังของการ์ตูนเหล่านั้นเพื่อที่เราจะได้ใช้พื้นฐานของเขามาปรับใช้กับงานของตัวเอง เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาสมจริงที่สุด พยายามให้คนดูว่าเราใช้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่เราทำได้จริงด้วย เพราะความตั้งใจคือเรายังคงความบู๊ไว้เสมอเพื่อให้คนที่ดูได้รู้ว่านี่คือละครของอาหลองนะ

เครียดไหมเวลาละครที่เราวางแผน ถ่ายทำกันแทบเป็นแทบตาย พอออนแอร์กลับมีดราม่าอะไรก็ไม่รู้เกิดขึ้น

        แก้ว: ต้องดูว่าสิ่งที่เราโดนคือจุดไหนเพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนการทำงานของเรา โดยเริ่มจากคุยกันว่าผิดพลาดตรงไหน ไม่เหมาะสมจริงไหม แล้วเราต้องแก้ไขอย่างไร เพราะบางครั้งคนก็ตีความออกมาคนละแบบ เราเลยต้องมาคุยกันตั้งแต่แรกเพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกต้องที่สุด ตรงไหนที่ไม่เหมาะสมเราก็แก้ไขแต่หลังจากนั้นจะมีคำติเข้ามาอีก เราก็จะถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้น เมื่อละครออนแอร์เราจึงต้องพยามถามคนรอบข้าง ถามคนดู ว่าดีไหม ต้องฟังคนอื่นด้วยเพื่อนำมาแก้ไขในครั้งต่อไป 

        กู๊ด: เราทำงานให้คนดู ทุกย่างก้าวเราจึงคิดถึงคนดูเสมอ เริ่มตั้งแต่การเขียนบทเลยว่าฉากนี้จะเอาคนดูอยู่ไหม เพราะทุกขั้นตอนเราคิดมาอย่างถี่ถ้วน บางอย่างแก้ไขหลายรอบมาก เราพยายามทำให้คนดูไม่เปลี่ยนช่องหนี เราพยายามทำให้สนุกตลอดเวลา แต่ถ้าละครออนแอร์ไปแล้วมีคำตำหนิกลับมาก็ไม่ซีเรียสเพราะเราทำดีที่สุดแล้ว เราคิดแค่ว่าทีมงานคิดมาเพื่อทุกคนหมดแล้วซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง อะไรที่แก้ไขได้ก็แก้ อะไรที่แก้ไขไม่ได้เราก็ต้องเข้าใจ

อาหลองจูเนียร์

การทำงานกับคนในครอบครัวอย่างพี่น้องของเราเองเป็นอย่างไรบ้าง ต่างฝ่ายต่างต้องปรับตัวเหมือนกับเวลาทำงานข้างนอกกับคนอื่นรึเปล่า

        แก้ว: เมื่อก่อนเราเห็นคนในบ้านไม่ค่อยพูดกัน อย่างเวลาทำงานกับคุณพ่อเขาก็ไม่ค่อยพูด จะชมแต่ไม่พูด แต่เวลาทำผิดคุณพ่อจะว่าเลย แต่เรารู้ว่านั่นคือการสอน ส่วนคุณแม่จะสอนในเรื่องการดูแลครอบครัว ต้องดูแลอาหารการกิน การเป็นอยู่ ไปจนถึงการตัดเย็บเสื้อผ้า คนรุ่นนั้นเขาก็จะสอนเรามาแบบนี้ อีกอย่างคือคุณแม่มักจะเก็บเรื่องราวต่างๆ ไว้คนเดียว ทำให้เราคิดไว้ว่าจะไม่แบกความทุกข์ไว้แบบคุณแม่ เราไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นเพราะไม่อย่างนั้นคนรอบข้างก็จะไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง เราเลยพยายามที่จะพูด สิ่งไหนที่พูดที่เตือนกันได้เราก็จะพูดเลย แต่ส่วนตัวเวลาโมโหเราจะขึ้นง่ายและลงง่าย เวลามีปัญหากันก็เลยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเดี๋ยวก็หายโมโหแล้ว 

        กู๊ด: ส่วนเราจะเป็นคนไม่ค่อยพูด อาจจะเพราะว่าทำงานกับคุณพ่อมาสิบปีจนเคยชิน เรากำกับคนเดียว อ่านบท แก้ไข คอมเมนต์ เราทำแบบนี้มาคนเดียวได้ พอวันหนึ่งที่พี่แก้วเข้ามาทำงานด้วยก็เลยลืมตัว จนเวลาผ่านไปก็ต้องเรียนรู้ว่าการทำงานกับพี่น้องต้องเป็นแบบไหน ซึ่งเราก็เข้าใจเขานะด้วยที่เราเป็นคนพูดน้อย แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการที่เราไม่ค่อยพูดอาจจะทำให้พี่แก้วหรือคนรอบข้างน้อยใจได้ บางทีเราเองยังน้อยใจเลยเวลาที่คนไม่ค่อยพูดกับเราหรือคิดไม่ตรงกับเรา ซึ่งเราเคยเป็น เช่น เวลาที่คุณพ่อที่ไปพูดถึงเรากับคนอื่น เขาจะชมเราแต่เขาแทบจะไม่พูดกับเราตรงๆ เลย บางทีเขาก็พูดแรง ซึ่งคำพูดแรงๆ ของเขามันคือคำสอน หรือเราเคยโดนพ่อต่อว่าต่อหน้าทีมงานทุกคน เราก็เก็บไปน้อยใจ แต่ในตอนนั้นที่เรายังมีแม่ก็กลับไปอ้อนแม่ได้แต่ตอนนี้คุณแม่ไม่อยู่แล้ว เราก็ต้องเข้มแข็งขึ้นด้วยตัวเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็อยู่ได้ด้วยคำสอนของพ่อนี่แหละ 

แต่ถ้ามีโอกาส (อีกครั้ง) จะยังเลือกว่าจะทำงานด้วยกันอยู่ไหม

        แก้ว: จริงๆ ใจเราอยากมาทำตรงนี้มานานแล้วนะ เพราะตอนสมัยเรียนคุณพ่อเคยให้แก้บท หมายถึงคุณพ่อจะเขียนแล้วให้เราพิมพ์ให้ใหม่ แล้วก็มีช่วงที่ให้เราตัดต่อเรื่อง อังกอร์ เราเลยได้เรียนรู้ และซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่แม่อยากให้ไปทำงานประจำมากกว่า หลังจากเรียนจบเลยไปทำงานที่การบินไทยอยู่ 5 ปี ตอนนั้นก็ได้เรียนรู้การทำงานกับคนอื่นก่อนที่จะเข้ามาทำกับครอบครัว แต่พอแต่งงานก็กลับมาทำกับที่บ้านแล้วได้เริ่มทำงานกับพี่น้อง 

        ส่วนความรู้สึกที่ได้เข้ามาทำงานกับพี่น้อง เราก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องฟังเขาเพราะถึงเขาจะเป็นน้อง แต่เขาเป็นผู้ช่วยคุณพ่อมาตั้งแต่เริ่ม อยู่กับคุณพ่อมาเป็นสิบปี และด้วยความที่เขาเป็นคนที่ละเอียดมากก็ทำให้เราได้ครูพักลักจำจากเขามาเยอะโดยเฉพาะเรื่องการทำบทละคร และด้วยความที่เป็นพี่น้องซึ่งโตมาด้วยกันจึงมีหลายมุมที่เราเข้าใจกันได้ ดังนั้นเวลาคุยงานก็จะเข้าใจเร็วขึ้นกว่าที่เราไปคุยกับคนอื่น แต่ในบางมุมที่เสนอไปว่าตรงนี้อาจจะระห่ำไปนะ เขาก็ฟังเรา 

        ถ้าให้เลือกระหว่างทำงานกับครอบครัวกับออกไปทำงานข้างนอกเราก็เลือกที่จะทำกับครอบครัว เพราะห้าปีที่เราเคยไปทำงานข้างนอก เราไม่มีความสุขเลย เหมือนอยู่ไปวันๆ แต่ในที่สุดเราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณแม่ถึงอยากให้เราไปทำงานนอกบ้านเพราะเขาไม่อยากให้เราเครียดและกดดันกับการทำงานกับคนในครอบครัว เพราะเมื่อเราเป็นเจ้าของกิจการทุกอย่างก็ถาโถมมาที่เราเกือบทั้งหมด แต่ถ้าให้เลือกสุดท้ายก็ยังจะอยู่ตรงนี้

        กู๊ด: ถ้าให้เลือกผมก็ยังจะทำงานกับพี่น้อง เพราะสบายใจที่สุดแล้วเนื่องจากครึ่งชีวิตที่ผ่านมาเราทำแบบนี้มาตลอด งานในภายภาคหน้าก็ยังต้องค้นหาสิ่งใหม่ๆ ตลอดเลยไม่รู้ว่าจะออกไปทำอย่างอื่นเพื่ออะไร อีกอย่างเราก็อายุถึงเลขสี่แล้วจึงตั้งใจว่าจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป เพราะลูกบ้าของเราคือทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรุ่นใหม่ยอมรับความคิดคนทำละครอย่างเราให้ได้ เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ก็มีความคิดแตกต่างออกไปค่อนข้างเยอะ เด็กรุ่นใหม่เขาจะมาแรงและสดใหม่ ดังนั้น เราจึงต้องพยายามจะศึกษาทุกอย่าง มันคือบทเรียนที่ไม่มีวันสิ้นสุดเพราะโลกมันก้าวหน้าไปไกล และไวมาก

อาหลองจูเนียร์

สำหรับคุณแก้ว รู้สึกท้าทายแค่ไหนกับการลงมาเขียนบทเองในขณะที่ต้องดูแลด้านบริหารควบคู่ไปด้วย

        แก้ว: ด้วยที่เรามีหน้าที่ต้องบริหารทุกอย่าง เลยทำให้การเขียนบทช้าลงมาก จริงๆ ก็ยิ่งทำให้เราเครียด เมื่อก่อนเราเคยไปเร่งคนเขียนบทแต่มาวันนี้เราเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้ว (หัวเราะ) ยิ่งถ้าสมาธิหลุดแล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่มันยากมากๆ สำหรับเรา แต่ก็เริ่มมาสนุกเพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงมาก แต่แล้วบางครั้งเราต้องบอกกับน้องว่าพี่ไม่ไหวนะ จังหวะนั้นก็เหวอกับตัวเองด้วยเหมือนกัน แล้วพอยิ่งเขาไม่ค่อยพูดอะไรเลย เราอยากจับมาเขย่าตัว หรือบางทีเราก็โทร.ไปบ่นๆ ใส่เขา แต่ยังไงเราก็ทำต่อเพราะมันไม่มีใครทำแล้ว

แล้วฝั่งน้องชายล่ะ คุณทำอย่างไรเมื่อพี่สาวมาระบายความเครียดกับเรา

        กู๊ด: เวลาพี่เขาอารมณ์ขึ้นเราก็จะเฉยๆ นะ ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเข้าใจว่าเขารับภาระเยอะมาก ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่เขาหมด อีกอย่างเรารู้แหละว่าเขาเป็นคนแบบไหนจึงไม่ไปเร่งเพราะเข้าใจว่าบางทีการขึ้นบท คิดธีมต้องใช้เวลา ซึ่งบางทีเราก็ต้องตัดสิ่งที่เขาเขียนมาออกไป เขาก็มีโกรธๆ บ้าง แต่ด้วยความที่เราเห็นว่าถ้าทำงานแล้วมีคนนึงขึ้น อีกคนก็ต้องไม่ขึ้นตาม 

        จริงๆ ผมก็รู้ว่าถ้าไม่ได้มีภาระอะไรมากมายขนาดนี้อารมณ์พี่เขาก็ไม่สวิงมากหรอก เราจึงพยายามเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องการเขียนบท พอเขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการเขียนบทจึงไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นๆ เลย ทั้งครอบครัว หรือแม้กระทั่งการเข้ากองถ่าย เราก็จะบอกเขาว่าไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ผมจะพยายามให้เขากลับไปอยู่กับครอบครัว อยากให้ได้อยู่กับลูกและสามีมากกว่า 

อยากรู้ว่าเมื่อเครียดกับการทำงาน ทั้งสองคนใช้วิธีใดเพื่อผ่อนคลายจิตใจตัวเอง 

        แก้ว: ออกไปเที่ยวกับลูก สามี และครอบครัวเป็นวิธีที่คลายเครียด เพราะเราจริงๆ เราชอบออกไปข้างนอก แต่ตอนนี้เราต้องทำหน้าที่ในการเขียนบท ซึ่งบางครั้งเราต้องโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนต่อให้มีเสียงลูกเรียกอยู่ข้างๆ แต่ตอนนั้นเรากลับไม่ได้ยินเลย เรารู้สึกสงสารเขามากๆ ส่วนสามีก็ถามอยู่เสมอว่าไหวไหม เขาเป็นห่วงแต่เราก็ทิ้งตรงนี้ไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำหรือถ้าโยนให้คนอื่นจะเสียเวลาออกไปอีก เราจึงตัดสินใจที่จะเดินไปบอกสามี และลูกให้เขาเข้าใจว่าเราขอเวลา เราต้องทำตรงนี้จริงๆ จนมีคำถามจากลูกเราว่า “เมื่อไหร่แม่จะมีเวลามาเล่นกับลูก” พอได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งสงสารเขามากๆ 

        กู๊ด: สำหรับเราก็ออกไปข้างนอกบ้าง เจอเพื่อนๆ ที่อยู่กันไม่กี่คนแค่นี้เราก็มีความสุขแล้วนะ เพราะการได้ไปเจอคนรอบข้างที่รู้ใจ ได้ไปหาคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ได้คุยไอเดีย คุยเรื่องทะลึ่งตึงตังให้มีเสียงหัวเราะมากขึ้นแค่นี้เราพอใจแล้วนะ อีกที่คือกองถ่าย เราได้ความสุขจากการเจอทีมงาน เจอคนมากมายได้ทักทายแลกเปลี่ยนกับคนหลายๆ กลุ่ม 

อาหลองจูเนียร์

แล้ววันที่ท้อหรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน ‘อาหลองจูเนียร์’ ให้กำลังใจกันแบบไหน

        แก้ว: เรารู้ว่าเขาเป็นคนไม่ค่อยพูด เรารู้จักนิสัยเขาดีกว่าใครว่าสิ่งที่เขาเก็บไว้มันเยอะนะ แม้ในการทำงานเขาจะดูเป็นคนมั่นใจ ตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เพราะเขาทำงานสายนี้มานาน และจัดการทุกอย่างได้ดีมาก แต่ในชีวิตส่วนตัวเขาก็จะมาปรึกษาเรา เพราะเขาก็มีแค่เราที่คุยด้วยได้ เราก็จะให้คำปรึกษาและให้กำลังใจในวันที่เขาเหงา

        กู๊ด: ในการทำงานปัญหาจะเยอะมาก แต่เราก็ไม่สามารถที่จะแสดงความอ่อนแอต่อทีมงานได้แม้ว่าพี่แก้วจะอยู่ด้วย แต่พอเขาเดินออกจากกองไปแล้วส่งไลน์มาสั้นๆ ว่า ‘สู้ๆ’ หรือส่งสติ๊กเกอร์มาแค่นี้ก็ทำให้เรามีกำลังใจแล้ว

        คุณแม่เคยพูดเสมอว่าพี่แก้วก็ต้องมีชีวิตของเขา เราจะไปงอแงมากเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ เราก็ต้องพยายามเข้าใจเขาแหละเพราะพอเขาออกไปจากบ้านไปเราก็เหมือนอยู่คนเดียว แต่เหมือนเขารู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกกันและกันแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันแล้ว 

        ดังนั้น บางเรื่องเราไม่อยากให้เขารับรู้แล้วคิดมาก อะไรที่เราแก้ได้เราแก้เลย เราจะพยายามโทร.หาเขาให้น้อยที่สุด เพราะชีวิตส่วนตัวเขาก็น้อยอยู่แล้ว ตอนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน เราพยายามจะคุยไลน์กับเขา คือเราทั้งคู่ก็คอยให้กำลังใจ และปลอบโยนกัน แต่ถ้ามีเรื่องที่หนักจริงๆ เราก็จะดึงเขามากอดโดยไม่พูดอะไร เราเชื่อว่าเราทั้งคู่ก็รู้กันแหละว่านี่คือการให้กำลังใจ

ในฐานะ ‘อาหลองจูเนียร์’ อยากฝากอะไรถึงแฟนคลับที่รอติดตามผลงานอยู่ในตอนนี้

        แก้ว: จริงๆ ก้าวเข้ามาวงการนี้โดยไม่มีคุณพ่อได้ไม่นาน ถือว่าเรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะมาก และการทำงานย่อมมีคนติ มีคนที่แสดงความเห็นออกมาอยู่แล้วแหละ แต่กำลังใจในการทำงานคือการที่ได้รู้ว่าคนเขาดูงานของเรานะ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลัง หรือบทของเรา เพราะนั่นคือสิ่งที่เราคิดมาอย่างดีที่สุดแล้ว 

        ถ้าทำให้คนดูอินไปกับเรื่องได้ ยิ่งเมื่อได้ยินว่า ‘ค่ายนี้ไม่ขี้โกงคนดู’ นี่คือสิ่งที่เราภูมิใจ และรู้สึกดีที่สุดที่แสดงถึงการตอบรับซึ่งมาจากความทุ่มเททั้งกายและใจ จึงทำให้เราอยากจะทำงานออกมาให้ดีที่สุด ไม่ว่าคำชมหรือคอมเมนต์จากคนดู ทั้งหมดนี้คือกำลังใจให้เราได้ทำงาน และเดินต่อไป รวมถึงเรตติ้งในที่ได้จากการออนแอร์ละครก็เป็นเหมือนการวัดกันว่าการทำงานของเราประสบผลสำเร็จนะ เราก็ดีใจนี่จึงเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงเรามากเลย

        กู๊ด: ฝากติดตามผลงานของอาหลองจูเนียร์ด้วยนะครับ ไม่ว่ายังไงเราก็ยังคงยึดพื้นฐานการบู๊เหมือนเดิม แต่การเล่าเรื่องจะมีความเป็นจูเนียร์สมัยใหม่ที่สดใหม่กว่าเดิมเข้ามาให้ได้ดูกันอย่างสม่ำเสมอครับ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย

เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

อินโทรเวิร์ตผู้เป็น chocolate lover ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิทยา (: