พัทน์ ภัทรนุธาพร

พัทน์ ภัทรนุธาพร: ในวันที่หุ่นยนต์กลายเป็นพระเจ้า โลกของเราจะเหมือนในหนังไซไฟแค่ไหน

Cybernetic Organism หรือ ‘ไซบอร์ก’ คือนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตที่มนุษย์จะเริ่มปรับตัวในการนำเทคโนโลยีโดยเฉพาะ Artificial Intelligence หรือ AI มาผนวกเข้ากับร่างกายเพื่อจุดประสงค์ในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น แต่แนวคิดนี้ก็นำไปสู่คำถามแฝงความหวาดหวั่นของมนุษย์ในปัจจุบันว่า สุดท้ายแล้ว พวกเราจะถูกกลืนกินด้วยเครื่องจักรกลและหลงเหลือความเป็น ‘มนุษย์’ อยู่แค่ไหน? 

        จากนี้คือบทสนทนาเปิดมุมมองของ พัทน์ ภัทรนุธาพร หรือ ‘พี’ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน MIT Media Lab (Massachusetts Institute of Technology) ว่าเขามีความเห็นอย่างไรกับโลกไซบอร์กในอนาคต ทั้งในแง่สังคม ชีวิต ศาสนาและวัฒนธรรม

 

พัทน์ ภัทรนุธาพร

ในอนาคต มนุษย์จะมีโอกาสเป็นไซบอร์กเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์ไซ-ไฟไหม

        ก่อนจะไปถึงขั้นไซบอร์กแบบในหนัง ตอนนี้ในด้านสุขภาพมีเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว เราสามารถสร้างอวัยวะเทียมที่ใช้ได้เหมือนอวัยวะจริงทุกประการ ทุกวันนี้เรามีขาเทียมที่สามารถสั่งการด้วยสมองผ่านเส้นประสาทได้แล้ว ซึ่งคุณภาพของขาเทียมก็ยังดีกว่าขาปกติของเราอีก ตอนนี้ด้านสุขภาพเลยคำว่าช่วยซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอ (Assistive) ไปแล้ว เป็นเรื่องของการเสริมสร้างความสามารถใหม่ๆ (Augmentation) แทน ซึ่งจะนำมาสู่การที่ร่างกายมนุษย์ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหรือที่เราเรียกกันว่า ‘ไซบอร์ก’ ที่ในตอนแรกเกิดขึ้นจากเพียงแค่มนุษย์มีความฝันที่อยากออกไปท่องอวกาศได้ เลยเกิดแนวคิดการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพมนุษย์ในเชิงชีววิทยาด้วยเทคโนโลยี

        เรื่องนี้มีความหมายในเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก เพราะคำถามต่อมาหลังประสบความสำเร็จในเรื่องไซบอร์กแล้วคือ เราจะก้าวข้ามและยอมรับความเป็นไซบอร์กได้หรือไม่ สิ่งที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีคือร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่จิตใจเรายังเป็นชีวภาพโดยสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นแล้วเราจะมีเครื่องหมายคำถามในหัวเต็มไปหมดว่าจะจำแนกมนุษย์กับไซบอร์กได้อย่างไร

ความเป็นมนุษย์จะลดความหมายลงกว่าเดิมไหม

        จริงๆ ทุกวันนี้ความเป็นมนุษย์ของเราก็เป็นส่วนหนึ่งไปกับเทคโนโลยีนานแล้ว เรามีตัวตนอยู่ในโลกออนไลน์แทบตลอดเวลา บางคนมีสังคมในนั้นมากกว่าชีวิตจริงเสียอีก ทุกวันนี้เทรนด์โลกก็พยายามปรับตัวไปเรื่อยๆ จากคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ เป็นสมาร์ตโฟนที่เล็กลง ซึ่งทั้งหมดนี้คือการปรับตัวพาร่างกายเราเข้าสู่เทคโนโลยีตามแนวคิดของไซบอร์ก

        แต่ถ้าพูดในแง่จิตใจ เราคงต้องตอบคำถามของตัวเองก่อนว่าความหมายของมนุษย์แต่ละคนคืออะไร เพราะทุกวันนี้ค่านิยมของคำว่าชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอด วันหนึ่งชีวิตมนุษย์อาจหมายถึงการได้เป็นหุ่นยนต์ก็ได้

สุดท้ายสังคมจะยอมรับการมีอยู่ของไซบอร์กไปโดยปริยาย

        เรื่องนี้พวกเราไม่ได้ตัดสิน สังคมคือผู้ตัดสิน ผมจำได้ว่าสมัยก่อนตัวเองชอบเล่นโทรศัพท์ตอนกินข้าว ผู้ใหญ่ก็ชอบบ่นว่าว่าทำไมต้องเล่นตอนกินข้าว ดูทุกวันนี้สิ กลายเป็นว่าพวกเขาเองกลับเล่นตอนกินข้าวเป็นเรื่องปกติเฉยเลย ทุกวันนี้สังคมเริ่มยอมรับชีวิตที่มีเทคโนโลยีมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว สมาร์ตโฟนมีไม่ถึง 20 ปี ยังยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ดังนั้น ถ้าพูดถึง 100 ปี ข้างหน้า การมีแฟนเป็นหุ่นยนต์คงไม่แปลกเท่าการมีแฟนเป็นมนุษย์เสียอีก

        ผมเคยฟัง เอริก ชมิดต์ ผู้บริหารของกูเกิล พูดเรื่อง Self-Driving Car ที่พยายามใช้หุ่นยนต์ขับรถแทน ซึ่งคนจะตกใจมาก แต่เขาบอกว่ามนุษย์ใน 10-20 ปีข้างหน้า จะสวนกลับคนพวกนี้ทันทีว่า ทำไมเราถึงให้มนุษย์ที่มีความบกพร่องในหลายด้านขับรถได้ ทำไมถึงไม่ปล่อยให้หุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบกว่าขับรถแทน ซึ่งถ้าเรามองดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่าแนวคิดที่พลิกกลับแบบนี้มีตลอด สิ่งที่ทุกวันนี้เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปแล้ว 

คำว่าชีวิตอมตะ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต

        ทุกวันนี้ มนุษย์มีชีวิตที่ดีเเละยืนยาวขี้นเรื่อยๆ และถ้าจนถึงจุดหนึ่งที่เราสามารถเปลี่ยนอวัยวะได้ครบถ้วนจริงๆ โอกาสที่เราจะมีชีวิตอมตะมีความเป็นไปได้สูงมาก

        ผมเคยสนทนากับอาจารย์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ท่านบอกว่าการที่มนุษย์สามารถตายได้ ทำให้เรารู้ว่าชีวิตมีจุดสิ้นสุด ทำให้คนมีแรงจูงใจเริ่มทำอะไรบางอย่าง เพราะกลัวว่าชีวิตนี้จะไร้ความหมาย แต่ชีวิตที่เป็นอมตะมีความเสี่ยงสูงมากในการผัดวันประกันพุ่ง และนำไปสู่การไม่ทำสิ่งใด แต่ผมคิดว่าสุดท้ายชีวิตต้องมีจุดจบ ไม่ว่าเราจะมีชีวิตหลังโลกนี้หรือเปล่า ชีวิตมนุษย์ต้องเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นและเลือกเองว่าจะมีชีวิตอย่างไร คิดว่าความอมตะไม่ใช่คำตอบของทุกคน

 

พัทน์ ภัทรนุธาพร

ศาสนาและแนวคิดโลกหลังความตายก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

        ศาสนาก็กำลังพัฒนาไปตามเทคโนโลยีอยู่ตลอด ผมเองก็มีโปรเจ็กต์ที่ทำกับทีม Futuristic Research Cluster (FREAK Lab) ที่พยายามสร้าง AI ที่เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา โดยป้อนคำสอนของศาสนาเพื่อดูว่าเขาจะตอบคำถามเกี่ยวกับศาสนาพุทธได้ไหม ประเด็นสำคัญคือเราจะเอาเรื่องศาสนามารวมกับเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเราอาจไม่ต้องเข้าวัด แต่อาจสวม VR (Virtual Reality) แทนการเข้าวัดก็เป็นได้

        ในอนาคตความเชื่อจะเปลี่ยนไป ศาสนาที่มีแนวคิดการให้รางวัลและลงโทษในรูปแบบทำดีขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรกจะหายไป เนื่องจากการผ่านสัจธรรมในการคงอยู่ของชีวิตที่เป็นอมตะ หรืออาจค้นพบว่าโลกหลังความตายเป็นเรื่องไม่จริง ทำให้อนาคต บทบาทของศาสนาอาจกลายเป็นทำดีได้ไลก์ ทำไม่ดีโดนดิสไลก์แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าคิดต่อมาก อีกทั้งตัวศาสนาเองก็จะเกิดการคิดในเชิงลึกมากขึ้น ผมคิดว่าแนวคิดการให้รางวัลและลงโทษของศาสนาจะถูกวิจารณ์และเริ่มมีการตั้งแง่กับศาสดามากขึ้น

แล้วในด้านประเพณีและวัฒนธรรมล่ะ คุณมองความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

        เรื่องประเพณีเป็นสิ่งที่ผมกังวลเหมือนกัน ทุกวันนี้ประเพณีและวัฒนธรรมกลายเป็นร่องรอยจากอดีตไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เริ่มเหมือนกันมากขึ้น ทุกที่มีแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ทุกที่มีร้านไก่ทอดเหมือนกัน ผมว่าวัฒนธรรมหลายอย่างจะสูญหายไป แต่จะมีวัฒนธรรมประหลาดๆ เกิดขึ้นมาอีกเพียบ เช่น Meme, Area 51 เพียงแค่วัฒนธรรมพวกนี้จะไม่ได้เกิดจากภูมิภาค แต่จะเกิดจากกลุ่มคนที่น่าสนใจรวมตัวกันในโลกออนไลน์แทน

        พูดถึงโลกออนไลน์ อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการทำลายกำแพงวัฒนธรรม ตอนที่อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นแรกๆ พวกเรามักคิดว่าโลกจะเกิดความสงบสุข เพราะทุกคนสามารถติดต่อกันได้ ก้าวข้ามพรมแดนของความเป็นชาติไป แต่สุดท้ายเราไม่ได้ไปสู่โลกสวยงามขนาดนั้น อินเทอร์เน็ตกลับนำความคลั่งชาติ (Nationalism) กลับมามากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ดังนั้น เรื่องนี้เราคงต้องดูกันต่อไป

AI จะสามารถต่อยอดสู่การเป็นหุ่นจักรกลแห่งความคิดสร้างสรรค์ได้ใช่ไหม

        แนวคิด AI กับความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะคนชอบคิดว่า AI จะออกนอกกรอบจากรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่จริงๆ ทุกวันนี้ก็มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถคิดนอกกรอบได้แล้ว ในแขนงศิลปะมีงานโปรเจ็กต์หนึ่งชื่อ The Next Rembrandt ที่เอาภาพเขียนของแร็มบรันต์ ฟัน ไรน์ (Rembrandt van Rijn) ที่เสียชีวิตแล้ว ให้ AI ดู จากนั้นก็ให้มันคิดต่อว่าภาพต่อไปของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร และอีกงานวิจัยของกลุ่มผมอย่าง Fluid Interfaces Research Group ที่พยายามตั้งโจทย์ว่าจะพัฒนาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับ AI ได้อย่างไร เพราะมนุษย์ยังมีข้อจำกัดการคิดแบบสร้างสรรค์ในเรื่องประสบการณ์อยู่ โดยสิ่งที่นักวิจัยสร้างจะเป็นกระดานวาดรูปที่มี AI ซึ่งเรียนรู้มากจากศิลปิน คอยช่วยระบายสีเเละเเนะนำคนวาดให้วาดสิ่งต่างๆ ให้ภาพมีจินตนาการมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่จะมาช่วยเราตรงนี้ได้คือ AI นี่เลยกลับมาสู่คำตอบที่ว่า เป็น AI เองต่างหากที่ถนัดในเรื่องนี้มากกว่าจนถึงขั้นมาช่วยมนุษย์ได้

 

พัทน์ ภัทรนุธาพร

แต่อย่าลืมว่าคำว่าสร้างสรรค์ยังเกิดจาก ‘จริต’ ของมนุษย์อยู่

        พีคิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่กว้างมาก โดยแต่ละแบบก็มีมาตรฐานการวัดที่ไม่เหมือนกัน ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะก็แตกต่างกับความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ ดังนั้น จะเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อนในแต่ละแบบ ก็ต้องดูตามบริบทของศาสตร์แต่ละแขนง

        อย่างไรก็ตาม AI จะมีส่วนเข้ามาช่วยเหลือมนุษย์ จากความสามารถในการหาความสัมพันธ์แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของมัน แต่สุดท้ายผู้ตัดสินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เป็นความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ก็ยังคงเป็นมนุษอยู่ดี ดังนั้น การคิดนอกกรอบหรือความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ AI ยังต้องทำงานร่วมกับมนุษย์อยู่

หรืออาจจะพูดได้ว่า ในอนาคต AI จะทำหน้าที่เป็นเครื่องช่วยขยายความคิดของมนุษย์

        มีงานวิจัยจากเพื่อนของผมที่ชื่อ ‘Algorithmic Justice League’ หรือ ‘ความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากอัลกอริทึม’ ที่จัดทำขึ้นเพราะปัญหาที่ AI เกิดการสเตอริโอไทป์ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น การหาข้อมูลในเสิร์ชเอนจิน ข้อมูลคนผิวขาวจะเป็นรูปหมอ ทนาย หรือนักธุรกิจ แต่คนผิวสีกลับเป็นรูปกรรมกร คนตกงาน ส่วนหนึ่งที่ทำให้ AI นำข้อมูลมานำเสนอแบบนี้ เพราะนี้เป็นปรากฏการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงและถูกบันทึกไว้ในสังคม ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ AI แต่อยู่ที่สังคมด้วยที่ตั้งใจป้อนข้อมูลเหล่านั้นลงไป หากเราจะทำให้ AI ให้มีข้อมูลเท่าเทียม เราต้องทำให้สังคมของมนุษย์เท่าเทียมก่อน 

        ซึ่งจะให้แก้ไขเรื่องนี้ เราคิดว่ามีความซับซ้อนมาก เพราะถ้าเราทำให้อัลกอริทึมนำเสนอภาพในอุดมคติ ทั้งที่ในความเป็นจริงสังคมเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างระบบมาเพื่อโกหกตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะทำให้ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตซ้ำในวาทกรรมเดิมๆ ทำให้เราไปข้างหน้าไม่ได้ ลองนึกภาพตามว่าถ้าคุณเป็นเด็กผิวสีแล้วทุกครั้งที่ Search Google เจอแต่ภาพคนแบบคุณตกงานหรือติดคุก ก็อาจทำให้คุณโตมาด้วยความรู้สึกที่มองไม่เห็นอนาคตเลยก็ได้  นี่จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะมันมีความละเอียดและเปราะบางในหลายมิติ ยากมากที่จะตั้งค่าให้มีมาตรฐานเท่าเทียมแบบนี้ได้จริงๆ 

        แต่สิ่งที่บอกได้ในตอนนี้เลยคือ AI เป็นภาพสะท้อนภาพสังคมของมนุษย์ เพราะข้อมูลที่ AI มี ก็เกิดจากที่มนุษย์เองป้อนให้ทั้งนั้น สุดท้ายการแก้ปัญหาต้องกลับไปดูที่ต้นตอคือมนุษย์อย่างพวกเราอยู่ดี

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับมนุษย์ในฐานะผู้สร้าง

        ผมขอตอบสองแบบ ถ้าเรามองจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน AI จะอยู่ในฐานะเครื่องมือมากกว่า แต่อาจจะมีการพัฒนาเป็นสัตว์เลี้ยง เป็นเพื่อนยามเหงา ซึ่งถ้าอยากให้มี AI แบบนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ หรืออีกแง่หนึ่งที่เหมือนในภาพยนตร์ที่มนุษย์ทำสงครามกับ AI ก็อาจเกิดขึ้นได้ 

        แต่ผมคิดว่า AI จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์และตระหนักได้ว่าสงครามไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร มันอาจจะหนีไปดาวดวงอื่นได้ 

        แต่ไม่ว่าในอนาคต AI จะเป็นแบบไหน ตัวแปรสำคัญที่สุดคือมนุษย์ เพราะเราเป็นผู้สร้าง เราสามารถเลือกได้ว่าอยากสร้างให้ AI ออกมาเป็นแบบไหน