ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล | bullying และปรากฏการณ์ร่วมสมัยทางสังคมในโรงเรียน ที่ทำงาน และโลกออนไลน์

The Guest
7 Jun 2018
เรื่องโดย:

วงศกร ยี่ดวง, วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ความเห็นของ ‘อาจารย์ฮูก’ – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถพล อนันตวรสกุล สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียบ่อยครั้ง เพราะเขานำกรอบแนวคิดทางวิชาการมาประยุกต์เพื่อเป็นคำอธิบายให้กับปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมร่วมสมัย ฯลฯ

ความรุนแรงในกลุ่มเด็ก การกลั่นแกล้งรังแกกัน (Bullying) ทั้งภายในโรงเรียนและบนโลกออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งของปัญหาในสังคมร่วมสมัย เมื่อโลกทั้งหมดมาซ้อนทับกัน จะยิ่งทำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้หนักขึ้นเรื่อยๆ

     อาจารย์ฮูกมาช่วยบอกเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ตั้งแต่ช่วงการเรียนในประเทศญี่ปุ่น มาจนถึงบทเรียนสหวิทยาการจากนักวิชาการหลากหลายแขนง นำมาใช้หาหนทางให้เรามีรูปแบบการเรียนการสอนและระบบการศึกษา ที่เอื้อให้เด็กนักเรียนมีความเคารพและภาคภูมิใจในตน (Self-esteem) และการตระหนักรู้ในตน (Self-actualization) มากขึ้น ท่ามกลางสังคมที่ยังเป็นอำนาจนิยมและเผด็จการอย่างสูง

 

ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล

 

ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมครูเพื่อเตรียมรับมือกับความรุนแรงของเด็กหรือยัง

     ยังไม่มีตรงๆ แต่ปัญหานี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีสาระความรู้นี้อยู่ในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ ซึ่งพูดถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในห้องเรียน และมีนิสิตของผมหลายคนไปทำงานฝึกสอน แล้วมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแชร์ให้ฟัง เด็กผู้หญิงถูกแอบถ่ายคลิป เด็ก LGBT ถูกเพื่อนผู้ชายแกล้ง กรณีพวกนี้มีเยอะมาก

     เรามีชุดความรู้จากทางรัฐศาสตร์ เรียกว่า กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ (Restorative Justice) นำมาประยุกต์ใช้กับปัญหาความขัดแย้งของเด็ก อาจจะไม่ได้แก้เรื่องการกลั่นแกล้งกันโดยตรง แต่แก้ความขัดแย้งของคู่กรณี หาวิธีการให้ผู้กระทำและเหยื่อมาหาทางออกร่วมกัน เช่น เด็กคนนี้ไปแกล้งเด็กคนนี้ แทนที่เราจะตัดสินลงโทษผู้กระทำไปเลย เราก็พาทุกคนมานั่งคุยกัน โดยเชิญพ่อแม่มาด้วยเพื่อรับรู้ เราเปิดโอกาสให้คนตกเป็นเหยื่อบอกเล่าให้ฟังว่าในมุมมองของเขา เขารับรู้เรื่องนี้อย่างไร รู้สึกอย่างไร และให้โอกาสผู้กระทำได้พูดบ้างว่าเหตุผลที่คุณแกล้งเขานั้นเพราะอะไร พอทุกฝ่ายได้พูดออกมา เขาได้เข้าใจว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไร แล้วเขาเองคิดอย่างไร พ่อแม่สองฝ่ายได้มาร่วมกันฟัง เพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็มาร่วมด้วย พวกเขาคิดอย่างไร ทุกคนมาร่วมกันหาทางออก มีข้อตกลงร่วมกัน (Consensus) นี่คือปัญหาของชุมชนเรา เราจะร่วมกันแก้ไขอย่างไรดี

     ชุดความรู้นี้มาจากชนเผ่าดั้งเดิมอย่างชาวอินเดียนแดงและชาวเมารี โรงเรียนในอเมริกาและนิวซีแลนด์นำมาประยุกต์ใช้ เมื่อเขามีปัญหาเด็กระหว่างเชื้อชาติและสีผิว กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์เป็นการคืนอำนาจให้ทุกคนตระหนักว่าคุณสำคัญ เสียงคุณสำคัญ รับประกันว่าตอนนี้ทุกคนได้รับรู้รับทราบเสียงของคุณแล้ว หลักการเดียวกันนี้นำไปใช้กับปัญหาความขัดแย้งระดับโลก ระดับประเทศ เรื่องเชื้อชาติ สีผิว เช่น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยาหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

     วิธีการแบบนี้อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาโดยตรง เพราะมันไม่ใช่กระบวนการลงโทษ แต่ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียน ทำให้คนฟังกัน และคืนความสัมพันธ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นในโรงเรียน เมื่อสิบปีที่แล้วเรานำเรื่องนี้ไปคุยกับหลายโรงเรียน แต่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะครูยังไม่เข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญ เขามองว่าก็เชิญพ่อแม่มาแล้ว เรียกเด็กมาลงโทษแล้ว เด็กก็เข็ดหลาบไปแล้ว ทำไมยังต้องทำอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ปัญหาความรุนแรงก็ยังไม่จบ เขาไม่แกล้งกันที่โรงเรียน เขาก็ไปแกล้งที่อื่นได้อีก

 

เด็กไทยกลั่นแกล้งรังแกกันเหมือนกับที่เราเห็นในเมืองนอกหรือเปล่า อย่างในภาพยนตร์เรื่อง All About Lily Chou Chou

     มี แต่ระดับคงไม่หนักเท่า เพราะบ้านเราไม่มีพฤติกรรมรวมหมู่แบบ Collective Behavior มากเหมือนญี่ปุ่น บ้านเรา make fun กันแล้วก็ไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากนัก แต่ญี่ปุ่นนั่นคือเขาบูลลีกันหนักเลย เป็นพยาธิสภาพทางสังคมของสังคมที่มีความเป็นกลุ่มก้อนมากๆ บ้านเราก็เริ่มมีบ้างแล้ว มีข่าวว่าเด็กฆ่าตัวตายเพราะโดนเพื่อนที่โรงเรียนรุมบอยคอต การโดนแซงชันออกมาทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน ตอนนี้โลกความจริงกับโลกเสมือนซ้อนทับกัน เพื่อนออนไลน์แกล้ง แล้วโดนเพื่อนในโลกจริงเพิกเฉย เด็กผู้ชายเขียนจดหมายลาตายเมื่อหลายเดือนก่อน

     แต่ผมคิดว่าสังคมญี่ปุ่นหนักกว่า โดยเฉพาะพวกเด็กลูกครึ่งหรือเด็กที่ย้ายไปอยู่ ญี่ปุ่นเป็นสังคมระบบกลุ่มที่เข้มแข็งมากๆ ใครไม่ได้อยู่ในกลุ่มจะรู้สึกแย่ไปเลย อย่างตอนที่ผมไปเรียนอยู่ประเทศญี่ปุ่นปีครึ่ง ผมยังรู้สึกว่าไม่ได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนกับพวกเขาเลย ขนาดผมเป็นเด็กเอเชียที่เข้าไปเรียนใกล้ชิดกับเพื่อนและอาจารย์ พวกเขาไม่ได้กลั่นแกล้งรังแก แต่เขามีชั้นในการเข้าถึง อย่างตอนปาร์ตี้กัน เขาก็จะเชิญเราไปร่วมด้วยตอนหัวค่ำ พอจบงานก็แยกกันไป แต่เราก็เห็นว่า อ้าว เขาไปปาร์ตี้ที่ไหนกันต่อ แต่เขาไม่เชิญเรา มีแต่เด็กญี่ปุ่นด้วยกันเท่านั้น จนต้องค่อยๆ เรียนรู้ว่านั่นเป็นเรื่องวัฒนธรรม ไม่ใช่การบอยคอตเพื่อแกล้งกัน ล่าสุดตอนนี้ที่มีข่าวว่าเด็กจากฟุกุชิมะ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหลเมื่อหลายปีก่อน ถ้าย้ายบ้านย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่ไหน เขาจะโดนเพื่อนบอยคอต โดนแกล้งจนอยู่ไม่ไหว

 

วัฒนธรรมการรับน้องในมหาวิทยาลัย ถือเป็นการบูลลีหรือเปล่า

     บูลลีแน่นอน มันเป็นการทำให้รุ่นน้องอับอาย จนวันสุดท้ายเมื่อผ่านพิธีกรรมการเป็นเพื่อนกันแล้ว รุ่นพี่รุ่นน้องก็จะกลับมากอดคอเฮฮากัน แต่ถ้าใครไม่ยอมมาเข้าพิธีกรรมนี้ก็จะถูกกลุ่มกีดกันออกไป เป็นการบูลลีกันทั้งในช่วงเทศกาลรับน้องและทั้งวัฒนธรรมกลุ่มโดยรวม

     อย่างในคณะที่ผมเรียนจบและทำงานอยู่ ประเพณีการรับน้องก็หายไปเยอะแล้ว เพราะมันผ่านการถกเถียงกันมานาน ถ้าเป็นเด็กพละ ดนตรี ศิลปะ ยังคงมีว้ากอยู่ พละต้องว้ากกันทุกปี เพราะอ้างว่าเป็นครูสอนกีฬาต้องเน้นการเป็นทีมเวิร์ก สาขาดนตรีก็ยังมีอยู่ เขาอ้างว่าถ้าไม่ว้ากเขาจะคุมการซ้อมเป็นวงไม่ได้ ซึ่งมันเป็นความเชื่อผิดๆ

     มีเด็กบางคนไม่ยอมเข้ารับน้องก็มี ช่วงแรกๆ เขาก็โดนเพื่อนแซงชัน แต่พอต้องมานั่งเรียนกันทุกวัน หรือไปเล่นในวงซียูแบนด์ด้วยกัน หลังๆ สถานการณ์ก็ค่อยดีขึ้น เพราะเด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี เป็นคนช่วยเหลือเพื่อน ตอนช่วงเปิดเทอมที่มีรับน้องกัน เขาก็จะหายๆ ไป จนพอจบช่วงรับน้องเขาก็กลับมาอยู่กับเพื่อน แล้วทุกคนก็เป็นเพื่อนกันปกติ ซึ่งแบบนี้ผมก็ว่ายังดี

     นอกจากนี้ยังมีบางสาขาที่ยังมีว้าก คือเป็นสาขาที่มีนิสิตที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเยอะ เขาต้องมาอยู่หอพักในกรุงเทพฯ ด้วยกัน เป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนที่ยังมีการใช้อำนาจสูง เขาเชื่อว่าวิธีการแบบนี้มันสร้างความเป็นพวกเดียวกันได้เร็ว ก็ยอมรับสิ่งนั้นต่อๆ กันมา

 

ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล

 

ในสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน อย่างในอเมริกาหรือญี่ปุ่น ทำไมกลับยิ่งมีปัญหาการบูลลี

     ทุกสังคมมีด้านมืดอยู่ ไม่ได้มีความเท่าเทียมกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีที่ทางให้แสดงออก เขาก็เก็บกดแล้วระเบิดมันออกมา บางทีเรารู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อีกด้านหนึ่งเราก็มีความขบถต่อต้านด้วย

     เช่น สมมติว่าคุณเป็นเด็กวัยรุ่นผิวขาว ชาวสแกนดิเนเวียนที่สงบสุข แล้ววันหนึ่งก็พบว่ามีคนต่างชาติอพยพเข้ามาอยู่มากขึ้นๆ คุณจะเริ่มคิดแล้วว่าคนพวกนี้มาได้ยังไง มาอยู่ประเทศนี้แล้วกินภาษีพ่อแม่เราทำไม คุณก็อาจจะขบถต่อความเชื่อหลักในสังคม แม้ทุกคนในสังคมจะเชื่อในความเท่าเทียม แต่คุณจะต่อต้านสังคม คุณก็เป็นนาซีใหม่ไป ทั้งๆ ที่มนุษยชาติได้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายและได้บทเรียนเรื่องนี้กันมานานแล้ว อย่างเรื่องเหยียดเชื้อชาติ หรือ racist ก็เป็นการบูลลีกันที่กลายเป็นความรุนแรงระดับเชื้อชาติ

     ผมมองว่าการกลั่นแกล้งกันในห้องเรียนกับเรื่องระดับโลกแบบนี้ จริงๆ แล้วมันคือเรื่องที่มีรากเหง้ามาจากปัญหาเดียวกัน นั่นคือการไม่เคารพในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น

 

ในยุคที่สังคมไทยเป็นเผด็จการ มีความไม่เท่าเทียม และมีการใช้อำนาจกัน จะทำให้เด็กที่เติบโตอยู่ในรุ่นนี้ มีแนวโน้มที่จะบูลลีกันมากขึ้นไหม

     เป็นไปได้อย่างมาก เพราะมันทำให้วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทำได้โดยไม่ผิด

     จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือสังคมเผด็จการ ความรุนแรงก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงแต่ในสังคมของรัฐเป็นอำนาจนิยมเผด็จการที่การใช้ความรุนแรงกัน เป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ ทำอย่างเป็นทางการโดยรัฐเสียด้วย มีให้เห็นในทีวี ใช้ชีวิตประจำวันตามท้องถนน เด็กเติบโตมาก็ซึมซับการพูด การทำแบบนั้นต่างกับในสังคมประชาธิปไตยที่ให้คุณค่ากับความเท่าเทียมและเป็นธรรม เด็กจะซึมซับเรื่องคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในสังคมที่อำนาจนิยมมันทำงานเวลาเกิดปัญหากลั่นแกล้งกัน หรือเด็กมีพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียน พอครูพาเด็กเข้ามาพูดคุย บอกว่าคุณทำไม่ได้นะ เด็กก็จะไม่เข้าใจเพราะว่าเขาเห็นเรื่องพวกนี้ปกติธรรมดา

 

ในบ้านเราไม่มีปัญหาเรื่องสีผิวและเชื้อชาติแบบนั้น แล้วทำไมเด็กไทยเหมือนกันยังแกล้งกัน

     เอาง่ายๆ เลยนะ สมัยเด็กๆ ผมก็เคยโดนเพื่อนแกล้ง มาไถตังค์ คือบ้านเราเป็นร้านขายของในตลาด เป็นเด็กในตลาด ดูวี่แววว่าบ้านมีตังค์ ในห้องก็จะมีเด็กหัวโจก พอเห็นเราเดินมาคนเดียวก็ไถตังค์ ตบหัวแล้วเอาเงินไปห้าบาท เด็กถึงแม้จะไม่มีปัญหาเรื่องสีผิวหรือเชื้อชาติ แต่เขาก็จะหาวิธีแปะป้ายให้แก่กัน พวกหัวโจกคือเด็กที่อยู่ในชุมชน พวกเด็กโดนแกล้งคือเด็กในตลาด ส่วนพวกที่เป็นลูกตำรวจทหารพวกนี้จะไม่ค่อยโดนแกล้ง เพื่อนที่เป็นตุ๊ดก็โดนแกล้ง เพื่อนตัวเล็ก ตัวอ้วน ก็จะโดนแกล้ง เพราะเราแปะป้ายกัน

การแปะป้ายคือการทำให้กลายเป็นอื่น แล้วก็กดขี่พวกเขา เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับ

     การกระทำกับคนอื่น ทำให้เรารู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า เด็กเรียนไม่เก่งก็อยากจะแสดงอำนาจเหนือกว่าเด็กเรียนเก่ง เด็กคนไหนหน้าตาดีเรียบร้อยก็จะโดนแปะป้ายว่าหงิมๆ ถ้าโดนครูชมบ่อยก็จะยิ่งตกเป็นเป้าให้เพื่อนหมั่นไส้ ธรรมชาติคือเราทุกคนต้องหาทางแสดงอำนาจให้เหนือกว่า เราอยู่ในบริบทหนึ่งร่วมกัน แต่เราแต่ละคนต้องการชดเชยสิ่งที่ขาด

 

รูปแบบความสัมพันธ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ในทุกที่ แม้กระทั่งในที่ทำงาน

     มีแน่นอน เราอาจจะไม่ได้แกล้งกันแบบเด็กๆ แต่ใช้วิธีเลือกปฏิบัติ ใช้อคติแบ่งเขาแบ่งเรา คุณเป็นพวกผม คุณเป็นพวกเขา ไม่ถูกชะตากัน ถ้ามีอะไรอย่ามาให้ฉันช่วย

     ผมเคยส่งนิสิตสองคนไปฝึกสอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง เด็กสองคนกลับมาเล่าให้ฟังว่าคุณครูของที่นั่นแบ่งออกเป็นก๊ก เด็กสองคนถูกแบ่งไปทำงานในสองก๊กที่อาจารย์ไม่ถูกกัน ดังนั้น สองคนนี้ห้ามคุยกัน เวลาอยู่ที่โรงเรียนสองคนนี้จึงต้องทำเป็นไม่คุย กลับบ้านถึงจะคุยกันได้

     ในที่ทำงานที่แข่งขันกันสูง พนักงานต้องดิ้นรนแย่งชิงตำแหน่ง ก็จะยิ่งทำให้ผู้คนกระทำรุนแรงกัน เหมือนกับในเด็กๆ พวกเขาก็ต้องดิ้นรนอยู่แล้ว เพื่อจะได้รับการยอมรับจากเพื่อน

 

ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล

 

ในสังคมอาจารย์มหาวิทยาลัย จะมีการแข่งขันกันเรื่องตำแหน่งทางวิชาการไหม

     มีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่นตามเกมนี้หรือเปล่า ถ้าจะเล่นเกมนี้ก็ต้องดิ้นรน เช่น มีบางคนทำงานสอนอย่างหนัก อยู่กับเด็กอย่างทุ่มเท เด็กๆ ทุกคนรัก แต่เขายังเป็นแค่อาจารย์อยู่ แล้วไปมองเพื่อนอาจารย์ว่าทำไมได้เป็น ผศ. รศ. กันหมดแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับ self-esteem ของคุณ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณว่านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงหรือเปล่า เมื่อก่อนผมเองไม่เคยแคร์เรื่องตำแหน่งทางวิชาการเลย เพราะคิดว่าตัวเองมีความสุขกับการสอนหนังสือ แต่พอมาหลังๆ พบว่าการที่เราเป็น ผศ. โดยยังไม่จบปริญญาเอก และไม่ได้จัดสรรเวลามาทำ รศ. เสียที ต่อให้จบปริญญาโทมาสองใบก็ยังมีข้อจำกัดในการทำงาน ลูกศิษย์บางคนอยากจะมาเรียนต่อ อยากจะให้ผมคุมวิทยานิพนธ์ ก็ทำให้เขาไม่ได้ เพราะไม่มีตำแหน่ง

     ข้อจำกัดในระดับโครงสร้างก็ทำให้เราต้องดิ้นรน และบางทีก็นำไปสู่ความขัดแย้งในที่ทำงาน การขัดแข้งขัดขากัน หรือเป็นการเมืองในออฟฟิศ การแข่งขันนิดๆ ในออฟฟิศทำให้บริษัทตื่นตัว แต่ถ้าแข่งขันมากเกินไป บริษัทอาจจะไปได้เร็วขึ้น แต่คนในออฟฟิศไม่มีความสุข ตอนนี้ถึงมีข่าวว่าบุคลากรในแวดวงการศึกษาลาออกไปเยอะ เพราะทุกคนต้องทำงานหนัก ต้องสอน ต้องทำงานวิชาการ แล้วยังต้องมาทำงานเปเปอร์เพื่อประเมิน ในสังคมที่มีโครงสร้างอำนาจชัดเจน และมีระดับชั้นให้ไต่เต้าขึ้นไปชัดเจน ก็จะยิ่งทำให้เกิดความรุนแรง ทหารเกณฑ์ถึงได้โดนบูลลีหนักมากไง เพราะคนทำทหารเกณฑ์ก็คือจ่า ซึ่งจ่าก็โดนคนตำแหน่งสูงกว่าเล่นงานลงมาอีกที

 

ทำไมเรารู้สึกเคยชินกับการบูลลีเหล่านี้ไปแล้ว การรับน้อง การปัดแข้งปัดขา หรือการกดขี่กันในที่ทำงาน

     เพราะเราไม่รู้สึก ตอนรับน้องเราก็ปลอบใจตัวเองว่าเป็นการเล่นขำๆ โดยไม่ได้เอะใจกับมันเลย เพราะเพื่อนทุกคนยอมทำหมด เราก็ต้องยอมทำด้วย เพิ่งมาคิดได้ตอนนี้ว่าตอนนั้นเรายอมได้อย่างไร ผมว่ามันขึ้นอยู่กับ self-esteem ของเรานั่นแหละ เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ และรับมือกับความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้ รวมถึงความขัดแย้งภายในตัวเองด้วยนะ self-esteem คือต้นทุนชีวิตของเราแต่ละคนที่มีไม่เท่ากัน บวกกับ self-actualization คือการรู้ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร เมื่อมีสองอย่างนี้ เราก็จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่เอาตัวเองไปขึ้นกับคนอื่น

     เด็กประถมและเด็กมัธยมจะยิ่งต้องการ self-esteem และ self-actualization เพราะเป็นวัยที่เปราะบาง เขาต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อน มีคำถามกับความเป็นตัวของตัวเอง เขาต้องอยู่กับกลุ่มเพื่อน และต้องดีลกับอำนาจในกลุ่ม เขาจะเล่นตามเกมของกลุ่มหรือไม่ ถ้าไม่ทำตามแล้วจะเป็นอย่างไร

     เด็กช่างกลไม่ได้ต้องการจะไปตีกับใคร แต่เขาคว้าไม้ออกไปตีกับคนอื่นเพราะต้องการให้เพื่อนยอมรับ ออกไปเพราะกลัวจะถูกปฏิเสธจากกลุ่ม ในขณะที่เด็กช่างกลที่ไม่ไปตีกับใครก็ยังมี เป็นเด็กที่รู้ว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร จะโตขึ้นไปเป็นอะไร พอเลิกเรียนก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็กลับบ้านมาช่วยแม่ขายของ เพื่อนจะปฏิเสธ เพื่อนจะล้อก็ไม่ว่าอะไร เขาไม่ยอมตกไปอยู่ในภาวะจำยอม เพราะเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 


TOOL

     ห้องเรียนในปัจจุบัน เป็นที่ซึ่งวัฒนธรรมอำนาจทำงาน ครูจะสั่งการแบบ top-down ลงมาสู่เด็ก มันส่งต่อออกมาในทุกที่ของสังคม ผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งครู แล้วครูก็กลับมาสั่งนักเรียน โรงเรียนเป็นแบบจำลองของสังคมข้างนอก การใช้อำนาจที่เห็นในโรงเรียน เราก็เห็นว่ามีในโลกภายนอกทั้งหมด เราจึงยอมทำตามคำสั่ง และเราไม่ค่อยมี self-esteem และ self-actualization เราต้องออกแบบการศึกษาแบบใหม่ ให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นแนวราบมากขึ้น มีการกระจายอำนาจมากขึ้น ให้เกิดการทำงานข้ามไปมาได้

     ตอนนี้มีการนำแนวคิดโรงเรียนแบบญี่ปุ่นมาใช้ เรียกว่า School as Learning Community (SLC) ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวปรัชญาว่าด้วยคุณค่าของมนุษย์ เราใช้วิธีจับกลุ่มนักเรียน 4 คน และใน 4 คนนี้ยังแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น 2 คู่ โดยคุณครูจะจัดให้แต่ละกลุ่มมีเด็กเรียนเก่ง-ปานกลาง- อ่อน เพื่อให้พวกเขาดูแลกันและเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเพื่อนกันไม่ทิ้งกัน และเรามีอะไรช่วยคนอื่นได้ เหมือนการ-ทำงานแบบมีบัดดี้ ไม่ปล่อยให้ใครอยู่อย่างลำพังในห้องเรียน โดยในห้องเรียนมีขนาด 30-40 คนรวมกัน เพียงแต่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยในนั้น ลักษณะเหมือนตาข่ายสังคม

     จุดเริ่มต้นของวิธีการนี้ก็มาจากปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน เขาพยายามออกแบบโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ด้วยการแบ่งย่อยให้เด็กจับกลุ่มเล็กลง ถ้าเด็กรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ อาจจะมีเด็กบางคนตกเป็นเหยื่อของทั้งหมด เขาก็แบ่งย่อยให้เด็กช่วยเหลือกัน สนิทกัน เรานำวิธีการนี้ไปทดลองกับโรงเรียนพุทธจักรวิทยา ได้พบเห็นเรื่องราวดีๆ มากมาย มีเด็กพิเศษคนหนึ่งจับคู่กับเพื่อนเป็นเด็กตัวโตมากเลย แล้วคำถามคือ เด็กตัวโตจะแกล้งเด็กพิเศษไหม ปรากฏว่านอกจากจะไม่แกล้งแล้ว เขายังช่วยปกป้องคุ้มครอง และช่วยสอนเวลาเพื่อนทำไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีระบบเปิดชั้นเรียน (Open Classroom) ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเรียนรู้จากกิจกรรมในชั้นเรียนได้ ห้องเรียนไม่ได้เป็นพื้นที่ของครูที่จะใช้อำนาจกับเด็ก แต่เป็นคนทุกคน โดยมีจุดสนใจหลักที่การเรียนรู้ของเด็กๆ

     วิธีการแบบนี้เป็นการจัดการอำนาจในห้องเรียนแบบใหม่ ไม่ปล่อยให้ใครอยู่บนสุด ไม่ทำให้เกิดยอดพีระมิด ทำให้ทุกคนอยู่แนวราบร่วมกัน มันคือปรัชญาประชาธิปไตย คือมองเห็นคุณค่าทุกคนเท่าเทียม และนำไปสู่การร่วมมือทำงานกัน เด็กกับเด็ก เด็กกับครู ครูกับครู เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างออกไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN

เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า