อายุ จือปา: การบริโภคอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสมดุลเริ่มที่ตัวเรา

The Guest
27 Aug 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

Highlights

ไม่แน่ใจว่าเราได้พบกับชายหนุ่มที่คอกาแฟยกให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวงการกาแฟไทยอย่าง ‘ลี’ – อายุ จือปา เป็นหนที่เท่าไหร่แล้ว นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มตั้งต้นธุรกิจกาแฟแบรนด์ ‘อาข่า อ่ามา’ เมื่อประมาณสิบปีก่อน ปัจจุบัน นอกจากในแง่ธุรกิจที่แบรนด์กาแฟอาข่า อ่ามา จะกลายเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติแล้ว ภารกิจหลักในการสร้างรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของลีในแง่ผู้ผลิตก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

        ราวหนึ่งปีที่แล้ว ลีเริ่มต้นสร้าง Akha Ama Living Factory คาเฟ่ผสมโรงคั่วกาแฟ และพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องกาแฟ บนพื้นที่ 5 ไร่ ที่อำเภอแม่ริม ท่ามกลางธรรมชาติแสนสงบ และเมื่อไม่นานมานี้ ลีโพสต์สเตตัสบนเฟซบุ๊กว่ากำลังขยับขยายความฝันในการสร้างพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ทว่าเปลี่ยนจากเรื่อง ‘กาแฟ’ มาเป็นเรื่อง ‘อาหาร’ ในการสร้าง ‘ครัวทำกินเอง’ ที่เป็นส่วนต่อขยายของ Akha Ama Living Factory พร้อมแคปชันที่ระบุว่า 

        “ฝันมาเสมอว่าอยากทำครัวที่อาข่า อ่ามา แต่ก็ต้องรอนานมากเพราะไม่มีทุนทรัพย์ ตอนนี้รอไม่ไหวแล้ว แม้จะต้องยอมด้วยอะไรก็ตามจะทำให้ได้ จริงๆ เดินทางไปร่วมงานอาหารก็เยอะแล้วรู้สึกว่า เหนือสิ่งอื่นเราต้องมีความมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนทางอาหารให้ได้”

        หากได้ติดตามหรือเป็นเพื่อนกับลีบนเฟซบุ๊ก เราจะพบว่าเขามักเดินทางไปเรียนรู้เรื่องอาหารที่ต่างประเทศเป็นประจำ ทุกครั้งเขาจะกลับมาพร้อมวัตถุดิบและไอเดียใหม่ๆ ในฐานะผู้ผลิตที่จะต่อยอดความรู้ให้แก่สังคมและชุมชนอยู่เสมอ

        “สำหรับเรา ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือเรื่องอาหาร เพราะไม่ว่าในศาสตร์อะไรก็ตาม อาหารจะไปอยู่ในทุกๆ กระบวนเสมอ” คือคำพูดของลีที่สะท้อนให้เห็นว่าเขามุ่งมั่นขนาดไหนกับเรื่องอาหารที่เกี่ยวโยงกับชีวิต

       ถึงแม้การกินจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว แต่ผลกระทบเบื้องหลังของมันกลับมหาศาล เพราะการกินของเราจะส่งผลกระทบต่อโลก รวมไปถึงระบบอื่นๆ ซึ่งไปทลายวงจรความหลากหลาย และความยั่งยืนของการใช้ชีวิต ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการกินอย่างยั่งยืน จึงกลายเป็นคำที่มีความสำคัญ กลุ่มเคลื่อนไหวทั่วโลกต่างร่วมมือกันทำงานต่อสู้เพื่อเรื่องนี้ รวมไปถึงลีในฐานะต้นน้ำของระบบห่วงโซ่การผลิต

         “อย่าลืมว่าเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพปกติของโลกนี้ คุณอาจบอกว่าเราคนเดียวจะทำอะไรได้ แต่ถ้าทุกคนทำ มันจะทำให้ทุกอย่างสวยงามแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำ เราอยากพิสูจน์ว่าในฐานะที่เราอยู่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เราสามารถเป็นคนที่ดูแลห่วงโซ่อาหารนี้ได้”

       ตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงที่เราคุยกัน ลีเน้นย้ำเสมอว่าไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด คุณล้วนสามารถเป็นหน่อเล็กๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้โดยเริ่มต้นที่ตัวเอง และหากทุกคนร่วมมือกัน ความยั่งยืนที่เราต่างพูดถึงจะสามารถเป็นจริงได้สักวัน ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่รวมไปถึงการใช้ชีวิตด้วย

       “เรายืนยันคำเดิมว่าสุดท้ายถ้าทุกคนทำ ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เกิดความยั่งยืนเลย” ลีบอกเราด้วยแววตาจริงจัง

 

อายุ จือปา

ตอนนี้ที่ Akha Ama Living Factory กำลังเริ่มสร้างส่วนขยายที่เรียกว่า ‘ครัวกินเอง’ แล้ว คุณตั้งใจจะให้ที่นั่นเป็นพื้นที่สำหรับอะไร

       ต้องอธิบายว่างานหรืออาชีพที่เราทำมันเกี่ยวเนื่องกับคน สิ่งแวดล้อม อาชีพ ดิน น้ำ ทุกอย่างเลย ทีนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้เดินทางไปร่วมงานเกี่ยวกับชนเผ่า เรื่องอาชีพ เรื่องของการทำกิจการเพื่อสังคม แล้วเรารู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำอะไรสักอย่างนอกเหนือจากการหารายได้

       สำหรับเราตอนนี้การหารายได้จึงเป็นส่วนรองลงมา เพราะที่อาข่า อ่ามา ส่วนหลักๆ คือทำเรื่องของสังคมกับเรื่องของเศรษฐกิจ แต่ว่าสองส่วนนี้ก็มีการซอยย่อยลงไปอีก คือสิ่งแวดล้อม การศึกษา ส่วนของเศรษฐกิจเราทำมานานสักระยะหนึ่งแล้ว พอเริ่มเห็นว่าไปได้เราก็เริ่มมาทำเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในสิ่งแวดล้อมก็บวกไปกับเรื่องของความเป็นอยู่ อาหารการกิน จึงเป็นที่มาที่เห็นภาพว่า พออาข่า อ่ามาเดินทางมาเป็นระยะเวลากว่าสิบปี ส่วนขยายที่เราจะต้องทำให้องค์รวมทั้งหมดอยู่ได้ มันต้องผ่านการรักษาวงจรการบริโภคนี้ให้ดีที่สุด

        ในเรื่องเศรษฐกิจของกาแฟที่เราทำมาทั้งหมดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็จะอยู่ในส่วนของการบริโภค ไม่ว่าจะเรียกว่ายั่งยืนหรือสร้างสรรค์ก็ตาม ในส่วนของการบริโภคเชิงให้เกิดเป็นมูลค่า เราเรียกว่าการบริโภคที่สร้างสรรค์ ส่วนการบริโภคที่ให้อยู่ได้ มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี เราเรียกว่าเป็นส่วนของการบริโภคที่ยั่งยืน

       ทีนี้ทุกคนรู้ว่าเรื่องกาแฟนี่เราคุยมาหลายปีแล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่เราอยากทำขึ้นมาและสื่อออกไปให้คนได้รู้คือการที่เราเป็นอาชีพเกษตรกร อาชีพผู้ประกอบการ และอาชีพที่ทำเรื่องของกาแฟ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถทำอะไรที่มากกว่าอาชีพ มากกว่าการหารายได้ นั่นคือในเชิงของการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน คนที่อยู่ในเมืองก็จะได้คิดออกว่าการที่เขาเป็นคนเมืองจะมีส่วนในการรักษาห่วงโซ่การบริโภคได้อย่างไร คนที่อยู่ในชุมชนชนบทเองก็จะได้คิดถึงว่า เขามีโอกาสแค่ไหนที่สามารถรักษาเรื่องของพืช เมล็ดพันธุ์ หรืออะไรก็ตาม 

        นี่คือส่วนหลักที่ทำให้เราคิดมานาน แต่เฟสแรกที่เราทำไปกับอาข่า อ่ามา คือเราต้องสร้างฐานรากขององค์กรให้ได้ มันก็เลยเป็นที่มาที่เราสร้าง Akha Ama Living Factory ขึ้นมาเป็นพื้นที่ทั้งที่ทำงาน เป็นที่ดูงาน ที่เรียนรู้ ที่จัดเวิร์กช็อป ซึ่งก็เสร็จไปเรียบร้อยเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ทีนี้เราก็เริ่มหยุดนิ่งไม่ได้ เราเลยคิดว่า โอเค ต่อไปเราจะไปทำส่วนของสิ่งแวดล้อมที่ใช้เรื่องของอาหารเป็นหลักในการบริโภคมาเติม

การขยายเรื่องของกาแฟมาเป็นเรื่องอาหาร คุณต้องปรับตัวหรือเรียนรู้เพิ่มเติมขนาดไหน 

        แน่นอนว่าการขยายไม่ใช่อยู่ๆ ก็ทำเลย สี่ห้าปีที่ผ่านมาเราเดินทางไปหลายประเทศ ได้ไปเรียนรู้เรื่องของแนวคิด ไปเจอผู้คนหลากหลาย โดยเฉพาะอิตาลีไปบ่อยมาก เพราะองค์กรที่ชื่อ Slow Food International อยู่ที่นั่น เขาเป็นองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางการบริโภคอาหาร เรื่องของเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม เขาพูดถึงการกินที่ไม่เบียดเบียนเกินไป ไม่เก็บเกี่ยวเยอะเกินไป องค์กรนี้มีเครือข่ายทั่วโลกที่ทำงานร่วมกัน พอไปเราก็ได้เจอคนในแวดวงอาหารเยอะมาก เมื่อก่อนเราเคยดูทีวีแล้วอยากเจอ เจมี โอลิเวอร์ (Jamie Oliver) หรือเคยคิดฝันที่อยากจะเจอคนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์อาหารตั้งแต่อดีตอย่าง รัส แครนแดล (Russ Crandall) ก็ได้ไปเจอที่นั่น เราได้เจอคนที่เขาทำร้านอาหารจริงจัง เจ๋งๆ ดังๆ แพงๆ เลยนะ แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องของแนวคิดที่ทำให้เขาอยู่ได้ในโลกที่ต่อสู้กัน เราได้เรียนรู้จากคนเหล่านี้เยอะมาก

การตระเวนร่วมงานเกี่ยวกับอาหารในต่างประเทศบ่อยๆ คุณได้เห็นประเด็นอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องอาหารจากการเดินทางบ้าง

        อย่างในอเมริกา ลักษณะ fast food society แรงมาก แรงขนาดที่ว่าเด็กนักเรียนอนุบาล เด็กประถม เริ่มมีปัญหาเรื่องเบาหวาน หรือ overwhelmed แล้ว และไม่ใช่แค่เรื่องของปัญหาสุขภาพนะ มันคือ over consumption หรือเรื่องการบริโภคที่มากเกินไป แต่การเดินทางก็พาเราไปเจอคนที่ทำเรื่องของความยั่งยืนในอเมริกาอย่าง อลิซ วัลเทอร์ (Alice Walter) ที่ทำ Chez Panisse ที่ซานฟรานซิสโก ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้ยังมีคนที่น่ารักๆ อยู่อีกเยอะ ยิ่งได้เจอ คาร์โล เปตรินี (Carlo Petrini) ที่เป็นคนก่อตั้ง Slow Food International กับ University of Gastronomic Sciences แต่เรียกติดปากกันว่าเป็นมหาวิทยาลัยสโลว์ฟู้ด ที่สอนเรื่องของอาหารและวิทยาศาสตร์ เขาเป็นคนที่น่ารักมาก ให้กำลังใจคนอื่นเสมอ ทักทายทุกคน ไปกี่ปีเราไม่เคยรู้สึกเบื่อที่ได้เจอเขา 

        เราได้เจอกับผู้คนมากมายจากทั่วโลก ทั้งคนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง คนเมืองแบบคนกรุงเทพฯ แต่ว่าเขาห่วงใยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ การที่โลกนี้พัฒนาเรื่องของวัตถุเยอะๆ แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงของวัฒนธรรมการบริโภค อันนี้คือสิ่งที่เราเรียนรู้มาสี่ห้าปีก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องของครัวที่ Akha Ama Living Factory ซึ่งเราทำขึ้นมาเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า ไม่ว่าคุณเป็นอาชีพอะไรก็ตาม คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพื้นที่แบบนี้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคน ได้คิด ได้ต่อยอด ได้ทำอะไรที่เขาอาจจะเคยรู้สึกว่าเป็นไปได้เหรอ หลายคนถามว่า ลีทำร้านกาแฟอยู่ๆ ทำไมมาทำครัว มันไม่ได้เกี่ยวว่าเราจะไปทำร้านอาหารเลยนะ คือทำอาชีพอะไรก็ตาม อาหารเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ สำหรับเรา ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือเรื่องอาหาร เพราะว่าไม่ว่าในศาสตร์อะไรก็ตาม อาหารจะไปอยู่ในทุกๆ กระบวนเสมอ 

        การที่จะสร้างพื้นที่ของครัวขึ้นมา เราไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อที่จะโชว์ว่าเราสร้างได้ เราเจ๋ง แต่เราสร้างขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่วันหนึ่งเราอยากให้เป็นครัวรวบรวมเชฟที่มีแนวคิดเดียวกันสามารถมาเป็นเจ้าบ้านที่สื่อสารเรื่องของอาหารได้ หรือในวันปกติก็เป็นพื้นที่ที่น้องๆ ในอาข่า อ่ามา ทำอาหารกินเองได้ เราเชื่อว่าทุกอย่างต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ เริ่มจากตัวเราเอง จะไปบอกว่าคุณกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเยอะเกินไปแล้วนะ แต่ในเมื่อถ้าคุณไม่จัดพื้นที่ในชีวิตของคุณให้มีความสมดุล คุณอยากจะกินอาหารที่ยั่งยืนแทบตายคุณก็ทำไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่ยอมเปลี่ยน คุณไม่ยอมทำ

ความท้าทายในการสร้างพื้นที่ตรงนี้คืออะไร แล้วมันสะท้อนสิ่งที่เรียกว่าปัญหาในเรื่องของอาหารที่คุณมองเห็นด้วยหรือเปล่า

        แน่นอน อย่างแรกเราต้องลงทุน สองคือพอเรามีครัวแล้ว เราต้องทำกินนะ แล้วการที่จะทำกินต่อไปเราต้องปลูกให้เป็น ไม่ใช่แค่ซื้ออย่างเดียว การปลูกเองไม่ใช่เพราะขี้เหนียว แต่เราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เรากินมันอร่อยและปลอดภัย มันดีและมีความหลากหลาย

        ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางอาหาร แต่ถามว่าเรากินกี่อย่างในชีวิตเรา บางครั้งเรากินอาหารจานเดียวกันสองมื้อก็มี มันกลายเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ทั้งที่เราอยู่ในดงที่สมบูรณ์ เรามีข้ออ้างเสมอว่า ฉันต้องกินข้าวเหนียวหมูปิ้งเพราะต้องรีบไปทำงาน ฉันต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพราะต้องประหยัด แต่พอจะต้องมาทำอาหารกินเอง เรามักมีปัญหาเสมอว่าไม่มีเวลา ไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีพื้นที่ คือข้ออ้างแบบนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ห่วงโซ่อาหารของเราหายไปเสมอ 

        คนชอบบอกว่าตัวเราเองใช้ชีวิต independent แต่คนไม่รู้หรอกว่าในชีวิตคุณตอนนี้โคตร depend on เลย คุณไปที่ไหนคุณจะต้องตามออร์เดอร์ คุณอาจจะคิดว่าคุณมีเงินแล้วเดินเข้าไปในห้างเลือกซื้อสิ่งที่อยากซื้อ แต่คิดผิดตั้งแต่เดินเข้าประตูห้างแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาอยากพรีเซนต์คุณในสิ่งที่เขาอยากขาย คุณเป็นแค่คนที่ไปติดกับดักตรงนั้น ถึงแม้ประเทศไทยมีอาหารเป็นพันๆ ชนิด แต่ในห้างมีแค่ไม่กี่สิบชนิดที่ควรจะต้องซื้อ

 

อายุ จือปา

นี่เป็นกับดักของคนเมืองใหญ่หรือเปล่า คนในเมืองเล็กมีโอกาสประสบปัญหาเรื่องนี้ด้วยไหม

        กับดักนี้ไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นในเมืองหรือชนบทเลย ในชนบทเองเรามีปัญหาเยอะมาก อย่างเชียงใหม่ถือว่าเป็นชุมชนเมืองส่วนหนึ่งไปแล้วนะ เพราะว่าอยากได้อะไร เดินเข้าห้างทุกอย่างมีหมด แต่ว่าในเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ เราอาจจะมีข้ออ้างอย่างหนึ่งว่าอาชีพเราเป็นอาชีพที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับการเกษตร ก็เลยทำให้เรากินอะไรก็ตามที่มีอยู่ในท้องตลาด แต่จริงๆ แล้วทางเลือกในการบริโภคของคนไทยมีเยอะมากนะ ต่างจากอเมริกา ต่างจากยุโรปในหลายๆ ที่ที่เราเคยไปมา เขามีทางเลือกน้อยกว่าเรามาก 

        แต่ทุกวันนี้การที่มีทางเลือกเยอะไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ว่าเขาผลิตมายังไง ปลูกมายังไง ถามว่าคนที่ดูแลเรื่องสุขภาพ เขาสนใจที่จะมาห่วงใยการบริโภคแบบนี้ไหม มี แต่กับดักเหล่านี้หายไปไม่ได้ เพราะมันมาพร้อมกับวิวัฒนาการของสื่อ วิวัฒนาการของวัฒนธรรมบางอย่างที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกินโดยตรง แต่เป็นการบริโภคทางอ้อม เช่น การบริโภคสื่อในยุคที่ทุกอย่างเป็น smart device อยู่ในมือ คุณอยากอ่านเรื่องของฟาสต์ฟู้ดวินาทีนี้คุณก็ได้อ่าน บางทีคุณไม่อยากอ่านก็ต้องอ่านเพราะมันโชว์ขึ้นมาในแอพพลิเคชัน กลายเป็นว่าทุกอย่างที่เราบริโภคทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เราลงไปเห็นชาวนา นาย ก. นาย ข. แล้วรู้สึกว่าอยากกินอันนี้ แต่เราตัดสินใจจากมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ว่าเราจะกินอันนี้ 

        เมื่อก่อนเราเคยกลัวเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องหุ่นยนต์ เรื่องความเป็นส่วนตัว จริงๆ ความเป็นส่วนตัวของเราเสียตั้งแต่วันที่เราตัดสินใจใช้ smart device แล้ว เพราะฉะนั้น การที่เราเคยคิดว่าเราไม่ไว้ใจกับการบริโภคแบบนี้เพราะมีคนชอบโฆษณาเรา จริงๆ เราก็ยอมรับมันไปนานแล้ว ทุกอย่างที่เราเลือกไม่ว่าจะซื้อแอพพลิเคชัน เลือกอ่านอะไรก็ตาม มันมีโฆษณาแฝงอยู่ในนั้น เราไว้ใจสื่อเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่เรื่องของเงินตราที่เราใช้ ต่อไปก็ไม่ใช้เป็นเงินที่เราถือในกระเป๋าสตางค์แล้ว ทุกอย่างไปอยู่ในอากาศหมด เพราะฉะนั้น ความน่ากลัวที่เราเคยคิด เราใช้มานานมากแล้วนะ

กับดักเหล่านี้ส่งผลต่อการบริโภคอย่างไร

        เรื่องของการบริโภคก็เกิดจากสิ่งเหล่านี้ มันซื้อง่าย หรือบางทีแค่สั่งออนไลน์มาก็ได้กิน แต่อย่างการที่เราจะทำอาหารกินเอง อย่าลืมว่าถ้าไม่ปลูกเองก็ต้องไปซื้อ ไปจ่ายตลาดมา ต้องมาทำ หุงข้าว ปรุงอาหาร แล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบทำ สมัยก่อนคุณจะชอบหรือไม่ชอบคุณต้องทำ เพราะคุณต้องกิน สมัยนี้ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น การบริโภคเปลี่ยนไป คุณไม่มีทางรู้ว่าอาหารหนึ่งจานที่เสิร์ฟมาให้เรา เขาใส่อะไรบ้าง ถ้าทำเองเรารู้ว่าเราใส่อะไรลงไป แต่ถ้าซื้อเราจะรู้ไหม ไม่มีทางรู้

        เพราะฉะนั้น วิถีการบริโภคถึงเปลี่ยนไป ทุกครั้งที่เรากินอะไรบางอย่างแล้วเราติด อาจจะเป็นได้สองทางคือเป็นอาหารที่มีสารที่ทำให้เราติด กับเป็นอาหารที่เราชอบจริงๆ แล้วติด แต่สมัยนี้ ด้วยความที่เราไม่ได้ทำเอง เราไม่รู้แล้ว เราเคยกลัวเรื่องของ GMO ทุกวันนี้ถามว่าเอาเข้าจริงในการใช้ชีวิตเราแคร์ไหม เราไม่แคร์ เพราะคุณภาพชีวิตบ้านเรา บางคนที่มีฐานะดีก็อาจจะเลือกได้ แต่คนที่มีฐานะดีบางทีก็ไม่ได้เลือกสิ่งที่ถูกในการบริโภคเสมอไป แล้วยิ่งคนที่ไม่มีตัวเลือกหรือตัวเลือกน้อยล่ะ

        กับดักนี้เลยกลายเป็นว่าคนที่มีรายได้จำกัดอย่างพวกเราเองต้องซื้ออะไรที่ถูกไว้ก่อน มันเป็นตรรกะของมนุษย์ เป็นไปไม่ได้ที่เรามีข้อจำกัดในเรื่องของการบริโภคแล้วจะไปซื้ออะไรที่แพงๆ กิน ทีนี้การที่จะทำให้มันถูก สิ่งที่เขาต้องทำคืออะไร คือการผลิตที่มันเยอะๆ ไง เอาเข้าจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์ของคนที่บริโภคบนโลกนี้สนใจว่ากะหล่ำที่เราซื้อมาหัวหนึ่งปลูกมาในลักษณะไหน ถึงแม้เรารักชีวิตแทบตายแค่ไหน เวลาไปซื้อกะหล่ำ เราก็ไม่ซื้อกะหล่ำที่หน้าตาไม่ดี ไม่ได้หมายความว่ากะหล่ำหน้าตาดีๆ ต้องเป็นสารพิษทั้งหมดเสมอไป แต่ในความเป็นจริง ร้อยละเก้าสิบ กะหล่ำที่หน้าตาดีๆ ที่เราเข้าถึง ซื้อถูก มันผ่านสารเคมีมาเยอะมาก

สิ่งที่เล่ามา คุณคิดว่าจริงๆ แล้วคือสิ่งที่ในฐานะผู้ผลิตต้องรับผิดชอบหรือเปล่า การที่เราเป็นบุคคลต้นน้ำ หากผิดพลาดไป ก็อาจส่งผลถึงห่วงโซ่อื่นๆ ให้ผิดเพี้ยนตามไปได้

       เราว่ามันเกินคำว่าหน้าที่ จริงๆ เราว่าทุกคนต้องมีใจในการรับผิดชอบ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ต่อให้คนผลิตเขารู้สึกว่าอยากรับผิดชอบให้ตายยังไง ถ้าผู้บริโภคไม่ได้มีความรู้สึกมีส่วนร่วมมันก็ยาก สิ่งที่เราทำไม่ควรเป็นหน้าที่ แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากใจมากกว่า มันต้องอยู่ในดีเอ็นเอของเรา เพราะอย่าลืมว่าเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพปกติของโลกนี้ คุณอาจบอกว่าเราคนเดียวจะทำอะไรได้ แต่ถ้าทุกคนทำ มันจะทำให้ทุกอย่างสวยงามแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำ เราอยากพิสูจน์ว่า ในฐานะที่เราอยู่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เราสามารถเป็นคนที่ดูแลห่วงโซ่อาหารนี้ได้

       อย่างตอนนี้ ที่แม่ริมเราก็พัฒนาจากดินที่เคยเป็นดินที่เขาตักหน้าดินไปขาย เราก็พยายามสร้างเป็นป่าขึ้นมา เพราะเราปลูกต้นไม้เพื่ออยากให้เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์อยู่ควบคู่ไปกับงานที่เราทำ ต่อไปพื้นดินที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นมา ต้นไม้ที่โตขึ้น สัตว์ที่มาอยู่ จะทำให้ดินดีขึ้น ปลูกอาหารกินเองได้ ผลไม้ที่ปลูกก็แบ่งให้สัตว์กิน ให้เรากิน แล้วก็เอาไปทำอาหาร อันนี้คือสิ่งที่เราคิดว่าทำได้กับทุกอาชีพ เราไม่อยากให้เป็นข้อแก้ตัวว่า “แต่ผมเป็นอาชีพสื่อนะ” เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดแบบนี้คือเรากำลังเริ่มแก้ตัว เพราะอาชีพอะไรก็ตามเรามีส่วนร่วมได้หมด ทุกวันนี้ในฐานะอาชีพของคนที่ปลูกกาแฟ เราถึงเน้นเสมอว่า จะทำยังไงไม่ให้การปลูกกาแฟเป็นอาชีพที่ทำลายความหลากหลายทางธรรมชาติ 

การคิดแบบนี้ต้องคำนึงถึงในเชิงของธุรกิจหรือการอยู่รอดขนาดไหน

       เราคิดว่าระบบนี้ไม่ต้องคิดในเชิงลักษณะเป็นธุรกิจหรอก แต่คิดในเชิงของวิถีในการดูแลตัวเอง พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ส่วนเศรษฐกิจจะตามมาแน่ๆ ฉะนั้น พอพูดเรื่องสิ่งที่เราทำ คนก็จะคิดถึงอาข่า อ่ามาก่อนแน่นอน เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสร้างแบรนด์มาในเรื่องของเศรษฐกิจ แต่พอมาถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เราต้องมองลึกกว่านั้น ต้องมองเรื่องของสุขภาพ เรื่องของวัฒนธรรมการบริโภคของคน เราถึงกลัวมากถ้าวันหนึ่งเราทำแค่กาแฟ แล้วสมมติว่าทุกคนปลูกแค่กาแฟ เราจะหุงกาแฟกินก็ไม่ได้ เราจะแกงกาแฟกินก็ไม่ได้ จะเอากาแฟมาบดเป็นเครื่องปรุงก็ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องดูทั้งหมด

       มันเลยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารว่าคุณเป็นผู้ประกอบการอาชีพกาแฟ แต่คุณไม่จำเป็นจะต้องดูแลแค่กาแฟ คุณสามารถดูแลอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำครัวเหมือนเรานะ คุณทำอะไรที่ทำให้ตัวคุณเองสามารถอยู่ได้โดยที่มีความหลากหลาย ร่างกายเราไม่ได้ชอบของอย่างเดียว ลองกินข้าวผัดไปหนึ่งเดือนดูสิ ร่างกายมีปัญหาแน่ เราต้องการความหลากหลาย เช่นเดียวกัน ธรรมชาติก็ต้องการความหลากหลาย เพราะฉะนั้น ดูแลกันไป เราจึงยืนยันว่าไม่ใช่หน้าที่ แต่เหนือหน้าที่ไปอีก บอกว่าเป็นความรับผิดชอบได้ไหม ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจ คิดได้เอง ไม่ใช่คนไปบังคับว่าต้องรับผิดชอบนะ

การที่บอกว่าทุกส่วนของวงจรต้องช่วยกัน แล้วในฐานะผู้ผลิต คุณมีวิธีกระตุ้นผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าของคุณให้เกิด awareness เรื่องการกินอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

        สิบปีที่เริ่มทำกาแฟมา เราถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว เมื่อก่อนคนบอกว่ากาแฟไทยไม่กิน แต่การทำให้คนชื่นชอบแล้วก็ภูมิใจในกาแฟไทย ก็ถือว่าเราทำได้ในจุดที่ดี เราไม่เคยเคลมว่าเป็นเพราะเรา แต่เราเชื่อว่าเรามีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนกาแฟไทย ทุกครั้งที่ใครมาจากที่ไหนก็ตามบนโลกได้ไปร้านกาแฟอาข่า อ่ามา เขาไม่เคยผิดหวังที่จะได้กินกาแฟไทย ไม่มีด้วยซ้ำที่จะมาขอกินกาแฟต่างประเทศ เพราะฉะนั้น นี่คืออย่างแรกที่เราได้กินของปลูกที่ท้องถิ่นนี้ สองคือเรื่องการสื่อสาร เราจึงตัดสินใจสร้างโรงครัวขึ้นมา ให้คนรู้ไปเลยว่าถ้าคุณจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วอยากสื่อสารให้คนรู้ คุณต้องสร้างพื้นที่ขึ้นมาให้เขาเห็นได้ชัดเจน เวลามีงานอะไรก็เชิญคนมาร่วม

       เราชอบไอเดียหนึ่งของ เจมี โอลิเวอร์ เราอาจจะคิดว่าเขาทำร้านอาหารใหญ่ๆ อย่างเดียว แต่จริงๆ เขาทำหลายโปรเจ็กต์มาก อย่างในยุโรป เขาทำโปรเจ็กต์ที่เป็นเรื่องของผักหน้าตาแปลกๆ ดูไม่สมบูรณ์ เอามาปรุง เอามาทำให้คนรู้ว่ามันอร่อยและกินได้ ทำเรื่องของ food evolution ทำเรื่องของร้านอาหารที่ชื่อว่า Fifteen ซึ่งเป็น Social Enterprise ด้วยนะ ความหมายของเขาคือถ้าเรามี 15 นาทีต่อวัน คุณสามารถทำอาหารมื้อหนึ่งให้ตัวเองกินได้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราหรอก คนใหญ่ๆ หรือเซเลบริตี้เขาก็เริ่มคิดเริ่มทำแล้ว ฉะนั้น เราอยู่ประเทศไทย เราก็ทำที่นี่ แล้ววันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะโตขึ้น 

        สิ่งที่เราทำเป็นแค่หน่อเล็กๆ ที่กำลังจะสื่อว่า อาชีพที่เราทำก็สามารถสร้างพื้นที่ที่จะมาแบ่งปันได้ มันเริ่มจากเรา จากทีมเรา จากกิจกรรมที่เรามีเวลามาจัด พอสร้างครัวเสร็จ เราจะได้มีโอกาสทำอาหารกินเองมากขึ้น ได้เสาะหาวิธีการปรุงอาหารให้ตัวเองมากขึ้น ได้พาน้องๆ ในทีมอาข่า อ่ามาทำอาหารมากขึ้น กินข้าวด้วยกันมากขึ้น พูดคุยเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องความยั่งยืนมากขึ้น แค่นี้ก็เกินพอที่คนคนหนึ่งจะทำได้แล้ว แล้วลองคิดดูถ้าทุกคนทำคล้ายกับที่เราพูด เรื่องของการเก็บเกี่ยวที่มากเกินไปก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องการบริโภคที่เยอะเกินไปก็จะไม่เกิดขึ้น การเอาเปรียบก็จะไม่เกิดขึ้น 

 

อายุ จือปา

อย่างขยะอาหารเป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม ผู้ผลิตหลายคนก็แก้วิกฤตนี้ด้วยวิธี farm to table จริงๆ คุณมองประเด็นนี้อย่างไรบ้าง 

        ในกรุงเทพฯ เราไม่ได้มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อย 40-50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ผลิตออกมา จะกลายไปเป็นอาหารเหลือทิ้ง เพราะการบริโภคของเราไม่ได้บริโภคบนพื้นฐานของความพอดี ไม่ได้บริโภคเพื่อให้อยู่ได้ เราบริโภคตามแฟชั่น บนบรรทัดฐานของการเป็นมนุษย์สังคม บางคนเราเคยเห็นนะ เขากินนิดเดียว แต่เขาซื้อเพื่อที่จะถ่ายรูป คือเราไม่ชื่นชมอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่กำลังจะถามว่า ชีวิตมนุษย์เรามาถึงจุดแบบนี้ได้อย่างไร เรานึกถึงหนังสือ โฮโมเซเปียนส์ มันบอกความเป็นตัวตนของมนุษย์ชัดเจนมาก คนเราชอบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเสมอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องโทษตัวเองทั้งนั้น เพราะเราไม่เคยหาจุดสมดุลได้เจอเลย เพราะฉะนั้น มาถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างมันเหมือนกับในอดีต มีอะไรที่เริ่มสร้างเป็นสามัญ พอโตมาเป็นการพัฒนาโลกาภิวัฒน์อะไรก็ตาม มันจะกลายเป็น deconstruct อีกครั้งหนึ่ง มันจะแตกสลายอีกครั้ง แล้วเกิดเป็น reconstruct เราเชื่อว่าวันหนึ่งโลกนี่ก็คงจะเละสักรอบหนึ่ง พอเป็นอย่างนั้นทุกคนจะเข้าใจว่า เราไม่ควรทำแบบนี้ เราควรมาเริ่มกันใหม่ เราว่าถ้าไม่ถึงจุดนั้น มนุษย์เราไม่สำนึกหรอก 

ทำอย่างไรให้ผู้ผลิตไม่คิดถึงเรื่องผลกำไรเป็นสำคัญ แต่ให้ใส่ใจวงจรการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในบั้นปลายอย่างอาหารเหลือทิ้งเหล่านี้

       เอาง่ายๆ อย่างคนไทยสมัยก่อน ถ้าคุณเป็นคนที่เลี้ยงสัตว์ แล้วคุณฆ่าสัตว์เพื่อไปเป็นเนื้อหรืออะไรก็ตาม นอกจากขายสดแล้วคุณก็ไปทำเป็นเนื้อแดดเดียว ไปหมัก ไปดอง ทำอะไรได้เยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้น ในวงจรนี้สมัยก่อนเลยไม่มีของเหลือทิ้ง คุณเก็บไว้กินได้ แต่ของเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มันไม่ได้เกิดจากสิ่งเหล่านี้ มันเกิดจากการที่บางทีปากเราใหญ่กว่าท้อง เราอยากได้เยอะๆ ใหญ่ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ เรากินแค่นิดเดียว แล้วเราไม่มีองค์ความรู้ในการจัดการเรื่องของเหลือทิ้ง อย่างสมัยก่อนคนไทยหลังจากที่อาหารเหลือแล้วเราไม่สามารถกินได้ เราก็ไปทำเป็นแกงโฮะบ้าง ไปใส่แกงฮังเลบ้าง อันนี้คือวิธีการจัดการขยะสมัยก่อนที่ระดับชุมชน ระดับครัวเรือนที่ทำได้ดีมากๆ แต่ทำไมทุกวันนี้ความรู้เหล่านี้หายไป ทั้งที่มันเป็นนวัตกรรมชั้นยอดของประเทศไทยเลยนะ แต่ตอนนี้ เอะอะดูไม่ดีหรือดูเยอะไป ก็แค่ปัดลงถังขยะ สมัยก่อนไม่ใช่ คือจะกินเท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าเหลือก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไร เราถึงมีกินเยอะแยะไง เราปลูกถั่ว เราก็สามารถเอาถั่วไปทำเป็นถั่วเน่าอะไรได้มากมาย ทุกบ้านก็จะมีของตัวเองแล้วมาแลกกันกิน

ภาพเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่คุณผูกพันและเคยได้เห็นมาตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในชุมชนบนดอยด้วยหรือเปล่า

       เรายังจำได้อยู่เลยตอนเด็ก เราลงมาในเมืองครั้งแรก พอไปทำนาเกี่ยวข้าว แล้วตอนเที่ยงคนที่ห่อข้าวไปกินคือห่อใบตอง เอาน้ำพริกไป เอาถั่วเน่าไป เอาไปกินด้วยกัน มันคือภาพที่สวยงาม แล้วก็ไม่มีของเหลือทิ้ง แต่สมัยนี้เป็นถุงพลาสติก เพราะฉะนั้น ขยะไม่ได้เกิดจากแค่ของที่เป็นธรรมชาติ แต่สามารถเกิดจากอุตสาหกรรม เช่น โฟม พลาสติก ทุกอย่าง เรารู้สึกว่าเรื่องของการจัดการของเหลือทิ้งเป็นเรื่องที่คนไทยไม่มีเกราะป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่พ่อแม่เราเคยดอง เคยแช่ เคยตาก ใช้กันมาไม่รู้กี่ร้อยปี มีคุณค่าแค่ไหน สมัยนี้เรากินข้าว เราไม่ได้กินข้าวที่บ้านกันแล้วนะ เราไปกินตามร้านอาหาร ตามภัตตาคาร กลายเป็นว่าองค์ความรู้ในการที่จะทำแนวคิดว่ากินเหลือแล้วต้องทำอะไรต่อ มันตัดขาดตั้งแต่การที่เราเดินเข้าร้านอาหารแล้ว

       ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าของเหลือทิ้งเกิดในทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่ต้นน้ำ มันเกิดจากกลางน้ำและปลายน้ำได้ ที่ต้นน้ำอาจจะเกิดขึ้นในเรื่องของการปลูกในเชิงธุรกิจมากเกินไป ทีนี้ราคาขึ้นๆ ลงๆ ก็ทำให้ของเหลือพวกนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคุณปลูกพอดี เช่น เป็นอาชีพได้ เอาไว้กินด้วย เอาไว้ขายด้วย ไม่มากเกินด้วย คือไม่ว่าจะถูกหรือแพงอย่างไรคุณก็อยู่ได้อยู่ดี ของเหลือก็จะน้อย พอมากลางน้ำ เป็นเรื่องของการจัดการ ร้านอาหารหลายๆ ร้านเขาขายดีนะ แต่หลายคนบอกว่ากำไรมันน้อย เพราะไปเสียที่ของเหลือนี่แหละ การจัดการไม่ดี จะเก็บอย่างไร พอจะซื้อก็ต้องซื้อเยอะๆ มาถมไว้ มันก็เสีย มาสู่ปลายน้ำก็คือผู้บริโภค อย่างที่เราคุยกัน ผู้บริโภคก็ซื้อเกิน สุดท้ายก็ไม่ไหว แต่ถ้าสุดท้ายเราสามารถไปทำเป็นปุ๋ยก็ยังพอได้ แต่จริงๆ การทำเป็นปุ๋ย มันไม่ควรจะให้เกิดเป็นของเหลือตั้งแต่แรกแล้วไง

ทุกวันนี้ผู้ผลิต เกษตรกรรุ่นใหม่ ก็เริ่มสนใจการทำเกษตรแบบยั่งยืนมากขึ้น ปลูกผักออร์แกนิก หลีกเลี่ยงปุ๋ยเคมี หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ก็เริ่มใส่ใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น คุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

       จริงๆ แล้วบ้านเรามีผู้ประกอบการหลายๆ คนที่ใส่ใจเรื่องนี้ เรามองว่าเป็นเรื่องที่สวยงามนะ แต่พอเราพูดโดยรวมถึงคนเจ็ดสิบล้านคนของประเทศไทย เราไม่ได้มีโมเมนต์ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าขยะที่สร้างขึ้นมีผลต่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างไร การบริโภคที่มากเกินทำให้เกิดการเก็บเกี่ยวที่เยอะเกินไปแล้วทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกอย่างไร การปลูกเยอะๆ ของผู้ผลิตไปทำลายระบบนิเวศแค่ไหน เรามองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว ทุกคนจะบอกว่า “ทำไงได้ หาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน” เราจะมีข้ออ้างแบบนี้ มันจึงไม่มีทางแก้ไขได้ตราบใดที่เรายังคิดแบบนี้

        อย่าหวังเลยว่ากรุงเทพฯ จะมีต้นไม้เพิ่มขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายังบริโภคความเป็นเมืองอยู่ ตึกเหล่านี้จะไม่มีวันพอ ถึงแม้จะมีตึกร้างแค่ไหนก็จะมีการสร้างไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ถ้าพูดถึงแหล่งผลิต รู้ทั้งรู้ว่าภูเขาหัวโล้นทำให้ร้อน ทำให้ดินถล่ม ทำให้น้ำแห้ง หรืออะไรก็ตาม แต่เราเชื่อว่าไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำอาชีพนี้ ที่ปลูกพืชชั้นเดียว จะให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของตัวเองและผู้อื่น เขายอมที่จะทำอาชีพนี้ ได้เงินมาเพื่อที่จะไปซื้อยากินจากการที่ตัวเองไปใช้สารเคมีแล้วเป็นโรค เพราะตราบใดที่ไม่เป็นโรคเขาจะมองภาพไม่ออก 

       คนที่บริโภคมีส่วนสำคัญเยอะมากในการเปลี่ยนแปลง เราเคยเห็นหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศที่เขาแบนเลยที่จะไม่เข้าห้างนี้ ไม่เข้าร้านนี้ ไม่ซื้อของบริษัทนี้ ขนาดนั้นเลยนะ บ้านเราทำไม่ได้ บ้านเราเป็นประเทศที่ข้อดีคือเราไม่มีความกระด้างที่เยอะเกินไป เพราะคนไทยเราโดยธรรมชาติเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจ เป็นคนใจดี ถึงแม้ใครจะร้ายกับเราแค่ไหนเราก็ยังใจดี ฉะนั้น เรื่องที่มองไกลๆ แบบนี้ ก็ยิ่งไปใหญ่ เรารู้สึกว่าไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลย ทั้งที่มันต้องเดือดร้อนแล้ว 

       ฉะนั้น เราว่ามันไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะว่าวันนี้ ถ้าเราจะบอกว่าคนปรุงอยู่ไกล แล้วเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไปใช้พื้นที่บนดอยนั้น แต่อย่าลืมว่าเราเป็นผู้บริโภคที่มีส่วนที่ทำให้เกิดหายนะมากที่สุด ยิ่งเมืองใหญ่แค่ไหน ยิ่งมากเท่านั้น ทำไมเราถึงมีปัญหาเรื่องคลองหรือแหล่งน้ำในกรุงเทพฯ มันไม่ได้เกิดจากแมลงตัวไหนไปทำให้น้ำเน่านะ มันคือฝีมือมนุษย์ ฉะนั้น วันนี้ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัว มันไม่ใช่ แทนที่จะมีปลาให้เรากินทั้งเมืองจากคลองแสนแสบ ทุกวันนี้เราจะกินอะไรได้ สัตว์ก็อยู่ไม่ได้ มีแต่แบคทีเรียที่เติบโตได้ แทนที่ทั้งเวิ้งของแม่น้ำ รอบแม่น้ำ จะมีแต่คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีต้นไม้ มีแปลงผัก ก็มีไม่ได้ จะมันมีได้อย่างไร แค่กลิ่นก็บรรลัยแล้ว 

 

อายุ จือปา

ล่าสุดคุณไปร่วมงาน Asian Venture Philanthropy Network ที่สิงคโปร์มา มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ และคุณได้เรียนรู้จากงานนี้บ้างไหม 

        จริงๆ งานนี้เป็นงานที่พูดถึงเรื่องของนักลงทุนในเชิงสังคม คือถามว่ามีคนสนใจลงทุนด้านสังคมเยอะไหม เยอะมาก แต่ว่ามันเริ่มกลายเป็นว่าที่เป็นนักลงทุนเหล่านี้หรือกองทุนที่ไปลงทุน เป็นกองทุนที่เขาคิดถึงเรื่องของผลกำไร ผลประกอบการเป็นหลัก ลักษณะทุนให้เปล่าเหมือนสมัยก่อนที่เราเรียกกันว่า angel fund จึงมีน้อยมาก โอเค เราเข้าใจในเรื่องว่าเราเติบโตมาในโลกของบริโภคนิยม เรื่องของเทคโนโลยี วัตถุ แต่ในเชิงจิตใจเราถดถอยมาก ณ วันนี้เรามีปัญหาเรื่องจิตของคนมากสุดในประวัติการณ์ เราไม่มีสงครามที่เอาระเบิดไปปาแล้ว แต่มีคนตายทุกวันเยอะกว่าสมัยที่มีสงคราม เราไม่เคยมีคนที่เดือดร้อนทางสุขภาพ ทางจิตใจ เยอะขนาดนี้มาก่อน  ความโหดร้ายไม่ใช่สงคราม แต่คือเราไม่ค่อยดูแล ไม่ค่อยรักกัน เราจะหวงความเป็นกลุ่ม แทนที่จะเป็นเอกภาพว่านี่คือสังคมโลก เราพยายามพูดแบบนี้ แต่เนื้อแท้จริงๆ เรากลับแบ่งว่าอันนี้ของเรา อันนี้ของเขา 

        มันก็เลยยากสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมอย่างเราที่จะต้องมาคิดว่า นอกจากหาเลี้ยงชีพตัวเองแล้วต้องสร้างผลกระทบที่ดีให้สังคม มันยากกว่าธุรกิจธรรมดาที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขายของ อย่าไปกดราคา อะไรแบบนั้น แต่กิจการแบบที่เราทำ ผู้ผลิตก็ต้องคิด คนที่มาทำงานกับเราก็ต้องคิด แต่เรามองว่ามันคือนวัตกรรมในอนาคต ที่วันหนึ่งเราจะไม่ต้องมาบอกว่า ฉันเป็น SE คุณไม่เป็น SE เรายืนยันเสมอว่าวันหนึ่งโลกต้องการคนที่ทำสิ่งดีๆ แบบนี้ทุกที่ โดยไม่ต้องมาบอกว่าเธอดี ฉันไม่ดี แต่มันต้องเริ่ม ต้องค่อยๆ ทำ เราทำมาสิบปี ทุกๆ วันนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งมาทำเมื่อวานนี้เอง

คุณเคยคิดไหมว่าทำไมธุรกิจ SE ที่ทำต้องคอยมาคำนึงถึงสิ่งรอบข้างมากมายขนาดนี้

       ไม่เคยเลยนะ เพราะเป็นความเชื่อของเราอยู่แล้ว แนวคิดแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการที่มีคนมาบังคับว่าต้องทำแบบนี้ ถึงจะเป็นแบบนี้ เราทำกาแฟอาข่า อ่ามาตั้งแต่โมเดลคำว่า SE ในประเทศไทยยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เราไม่เคยสนใจว่าสิ่งที่เราทำจะต้องได้รับการรับรองว่าเป็น SE หรือไม่เป็น แล้วเรารู้สึกว่าความยากเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าที่จริงแล้วเป็นเรื่องง่ายได้ถ้าทุกคนมาร่วมมือ ทุกวันนี้มันยากเพราะว่ายังมีน้อยไง

        ถามว่าคนที่มาทำแบบเราแล้วสามารถรวยได้ไหม อยู่ได้ไหม เรายืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสามารถเป็นมหาเศรษฐีก็ได้ คุณจะเป็นอะไรก็ได้ เป็นได้หมด เพราะยิ่งถ้าคุณทำเป็น SE ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะไม่มี การเอารัดเอาเปรียบจะไม่มี นี่คือสิ่งที่เราจะต้องมาทำ ไม่ใช่การบังคับ แต่ต้องออกมาจากใจว่าเราเลือกเอง หลายๆ ธุรกิจที่จบไปง่ายๆ เพราะว่ามันโคตรบังคับเลย การบังคับเขาจะบอกว่ามันคุ้มไหม กำไรไหม สุดท้ายพอเจอปัญหาก็รู้สึกว่าหนักไป ไม่คุ้ม ก็ไม่ทำ 

       อีกอย่างคือเรารู้สึกว่าเรื่องของอาหาร เรื่องของการบริโภค มันเกี่ยวเนื่องกับทุกอย่าง เกี่ยวเนื่องกับเรื่องวัฒนธรรมโดยตรง เกี่ยวเนื่องกับจิตสำนึกของคนโดยตรง เกี่ยวเนื่องกับวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลกทุกๆ วันโดยตรง

ทำอย่างไรจึงจะขับเคลื่อนการปฏิรูประบบนิเวศอาหารยั่งยืนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมขับเคลื่อน

       สำคัญที่สุดคือเราต้องเริ่มจากตัวเอง เหมือนเรื่องกาแฟ หลายคนถามว่าทำไมต้องกินกาแฟเรา จริงๆ เราไม่ได้มีเหตุผลอะไรเฉพาะว่าต้องกินกาแฟของเรานะ แต่กาแฟของเรากว่าจะออกมา มันผ่านกระบวนการรักษาดูแล มีความประณีตในการผลิตออกมา ฉะนั้น อย่างน้อยสิ่งที่ได้มามีทั้งคุณภาพและคุณค่าแน่ๆ แต่อันนี้คือมุมของผู้ผลิตไง เหมือนกันกับเรื่องอาหาร จะทำอย่างไรให้คนรับรู้ว่าฉันสามารถมีส่วนในการขับเคลื่อนไม่ให้เกิดการบริโภคที่มากเกิน ไม่ให้เกิดขยะของเหลือ ไม่ให้เกิดการเก็บเกี่ยวที่มากเกิน มันต้องเริ่มจากตัวเอง ต้องรู้จักพอประมาณ ต้องรู้ว่าฉันกินอันนี้แล้วฉันพอ ฉันกินอันนี้แล้วฉันอยู่ได้ 

ผู้บริโภคทั่วไปจะมีส่วนในการปรับพฤติกรรมสอดรับการการบริโภคแบบยั่งยืนได้อย่างไรบ้างในชีวิตประจำวัน

        ถ้าอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการบริโภค ง่ายนิดเดียว คุณต้องคิดให้ดีๆ ก่อนจะเลือกซื้อ อย่างอาชีพวิศวกรอาจจะไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับเกษตร แต่ไม่เป็นไร คุณก็เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชน ของชาวบ้าน เวลาว่างแทนที่คุณจะอยู่แค่ในห้าง คุณก็เดินทางออกไปดูวิถีชีวิตของคนอื่นว่าเขาอยู่อย่างไร ไปเรียนรู้ เราเองเคยทำเรื่องพวกนี้มานานมาก ตั้งแต่เริ่มทำ coffee journey ทำ long project ทำเรื่องของ learning space ที่แม่ริม เพราะฉะนั้น เริ่มจากตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าไปรอว่าจะมีคนมาทำให้ หรือจะมีรัฐบาลมาทำให้ ถ้าตัวพวกเราเองที่ไม่ได้มีข้อผูกมัดใดๆ ที่เยอะเกินไป แล้วเรามาค่อยๆ เริ่มทำ ค่อยๆ คลายปมของเราไป วันนั้นเราจะประสบความสำเร็จ

        เรื่องของการบริโภคไม่มีข้อแม้หรอก คุณจะจน คุณจะรวย คุณต้องกิน แต่ว่ากินอย่างไรให้มีความสร้างสรรค์ กินอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน มันไม่ใช่เริ่มที่กฎหมาย ไม่ได้เริ่มที่การเมือง ไม่ได้เริ่มที่ธุรกิจ ที่เชฟ หรือที่ร้านอาหาร มันเริ่มที่ตัวเราเอง เพราะฉะนั้น นี่คือเหตุผลหลักที่ทำไมเราถึงเริ่มทำ journey ของเรื่องอาหารให้เกิดเป็นภาพการขับเคลื่อนที่ชัดเจนขึ้นภายใต้อาข่า อ่ามา อย่างน้อยตัวเรา ทีมเรา เพื่อนๆ เชฟที่เรารู้จัก เขาก็จะมีพื้นที่ในการมารังสรรค์กิจกรรมที่เป็นผลดีต่อสังคม เรายืนยันคำเดิมว่า สุดท้ายถ้าทุกคนทำ ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เกิดความยั่งยืนเลย

 


อ่านบทความอื่นๆ ในซีรีส์ ‘บริโภคช่วยโลก’

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN