B5 | การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของเพื่อน 5 คน หลังจากเวลาล่วงผ่านไปนานถึง 15 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เราได้รู้จักกับ B5 ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าพ่อเพลงรักอย่าง บอย โกสิยพงษ์ เพื่อแนะนำศิลปินหน้าใหม่ของค่ายเบเกอรี่ มิวสิค ในขณะนั้นอย่าง ‘คิว’ – สุวีระ บุญรอด, ‘เบน’ – ชลาทิศ ตันติวุฒ, มาเรียม เกรย์, ‘โต๋’ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร และ ‘เค้ก’ – อุทัย นิรัติกุลชัย ก่อนที่ B5 จะมีผลงานอัลบั้ม Event และประสบความสำเร็จในหมู่คนฟังเพลงอย่างมาก อีกทั้งยังสร้างชื่อให้กับสมาชิกทั้ง 5 คน ให้กลายเป็นศิลปินและคนบันเทิงที่มีความสามารถประดับวงการภายหลังจากจบโปรเจ็กต์

     แม้ B5 จะเป็นเพียงโปรเจ็กต์ชั่วคราว แต่ดูเหมือนว่าความรักในการร้องเพลง และมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของสมาชิกทุกคนจะทำให้พวกเขาคิดถึงการกลับมาอยู่เสมอ พร้อมกับเสียงเรียกร้องจากแฟนเพลงที่อยากเห็นพวกเขากลับมารวมตัวในนาม B5 อยู่แทบจะตลอด 

     “เพราะความคิดถึงมีแรงดึงดูด”

     ทำให้ล่าสุด B5 กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไป 15 ปี พร้อมกลิ่นอายดนตรีในสไตล์ B5 ที่ทุกคนคิดถึง และความเข้มข้นกลมกล่อมในส่วนของการร้อง การเล่นดนตรี ที่ซับซ้อน แปลกใหม่ และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

 

B5

 

ช่วงก่อนที่ B5 จะออกอัลบั้ม Event แต่ละคนทำอะไรมาก่อนบ้าง

     เบน: ช่วงนั้นเป็นนักศึกษาขึ้นปี 2 ทำโมโนโทนกับเพื่อนๆ แล้วก็มาเข้าเบเกอรี่ในฐานะศิลปินเดี่ยว

     คิว: ก็เริ่มทำวงฟลัวร์ ช่วงนั้นเข้าเบเกอรี่มาใกล้ๆ กับเบน และเป็นช่วงที่ไม่ได้เรียนหนังสือแล้วครับ เพราะไม่เรียน (หัวเราะ)

     มาเรียม: เรียนดนตรีอยู่เมืองนอก แล้วก็ได้เข้ามาเป็นคอรัสค่ะ

     โต๋: ตอนนั้นเรียนเกี่ยวกับธุรกิจ แล้วก็ได้เข้ามาทำงานอยู่ห้องอัดในช่วงพี่บอยแต่งเพลง

     เค้ก: อยู่โมโนโทน ช่วงที่เข้าเบเกอรี่ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะไปเรียนภาษาที่ฝรั่งเศส แล้วอยู่ๆ พี่บอยก็เรียกไปร่วมงานด้วย ตอนแรกปฏิเสธพี่บอยก่อนเพราะว่าจะไปเรียนต่างประเทศ พอ 6 เดือนหลังกลับมาก็เลยได้เริ่มทำเพลง แต่ถ้าถามถึงเริ่มร้องเพลงคือเราไม่เคยอยู่ในวงการเพลงมาก่อนแต่ว่าผมกับเบนรู้จักกันมาตั้งแต่ม.1 อยู่ห้องเดียวกัน ร้องเพลงมาด้วยกัน เบนได้เข้าวงการมาก่อนแล้วเราค่อยตามเข้ามา

 

ช่วงนั้นหลังจากที่แยกไปแล้วแต่ละคนก็ยังเดินในเส้นทางดนตรีอยู่

     มาเรียม: เลิกทำดนตรีไปพักหนึ่งเพื่อกลับไปเรียนต่อให้จบ แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่โน่น สักพักเมื่อ 7 ปีที่แล้ว รู้สึกว่าอยากกลับมาทำเพลงเลยกลับมาเมืองไทย ล้มลุกคลุกคลานอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

     โต๋: ผมเล่นคอนเสิร์ตในวงบรรเลงครับ แล้วพอเรียนจบก็มาออกอัลบั้มเดี่ยวตอนปี 2007

     เค้ก: มีผลงานอัลบั้มเดี่ยวหนึ่งชุด ตอนนั้นเป็นช่วงรอยต่อที่เบเกอรี่ มิวสิค ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับโซนี่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราอาจจะโชคดีที่ได้ทำเพลงออกมา พอทำเสร็จเลยรู้สึกว่าการทำงานกับสองบริษัทอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้าหากัน หลังจากนั้นเลยไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส แล้วก็กลับมาเปิดร้าน Loaf Bakery & Cafe ที่พัทยา

     คิว: หลังจากนั้นวงฟลัวร์ก็ออกอัลบั้มวนิลลา และหลังจากนั้นเบนก็ออกชุดเดี่ยว คือพอจบจาก B5 แต่ละคนก็มีงานของตัวเอง

 

B5 ไม่ได้เป็นโปรเจ็กต์ถาวรแต่ทำไมถึงทำให้ทั้ง 5 คนผูกพัน และยังเป็นเพื่อนกันอยู่

     เคมีมันได้ ศีลเสมอกัน หมายถึงว่าวัยใกล้กัน รสนิยมการฟังเพลงใกล้กัน แล้วก็เป็นนักร้องเหมือนกัน เริ่มต้นพร้อมกัน ส่วนใหญ่เราเรียนจบพร้อมใครเราก็จะสนิทกับเพื่อนที่เราเริ่มต้นมาด้วยกัน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับเราขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน ขึ้นพร้อมกันมาตั้งแต่ป้ายแรก และจากการที่เราเริ่มมาด้วยกัน อายุใกล้กัน ชอบร้องเพลงเหมือนกัน การมองโลกคล้ายคลึงกัน แซวกันก็ไม่มีการโกรธกันเลยทำให้อยู่ด้วยกันได้

 

 

ทำไมถึงใช้เวลาถึง 15 ปี

     คุยกันตลอดว่าอยากกลับมาร้องเพลง อยากอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ อยากทัวร์ด้วยกัน ไปทัวร์กับศิลปินวงอื่นจะไม่ได้บรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่เราขำกันจนคอแห้งหรืออยู่กันจนถึงเช้า เพราะว่ามันเป็นแบบนี้เราเลยอยากให้กลับมาอีก

      โปรเจ็กต์นี้เราอยากให้เกิดมานานแล้วด้วยตัวของเราเอง แต่ด้วยความที่เรานัดกันเองมันก็กันเองมากจนไม่เกิดขึ้นเสียที อย่างเบนกับโต๋ที่เจอผู้ใหญ่บ่อยๆ ก็ได้เกริ่นไว้บ้างแล้ว และผู้ใหญ่ก็อาจจะเห็นศักยภาพของเรามาบ้าง พอทำไปทำมา อยู่ดีๆ ทาง BEC-Tero ก็เห็นว่า 15 ปีพอดี เขาก็ยินดีเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานงาน พอมีตัวกลางแล้ว พอโปรเจ็กต์จะเกิดขึ้นเราก็ได้นัดทำงานกัน คล้ายๆ ครั้งแรกเลยที่จับพลัดจับผลูกัน แต่แตกต่างคืออัลบั้มนี้เราใช้เวลาบ่มค่อนข้างนาน จนสุดท้ายก็ออกมาเป็น Now 15

 

B5 รอบนี้ต่างจาก B5 รอบแรกไหม

     ดนตรีมีความซับซ้อน หวือหวา และมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งต่างจากชุดแรกที่เราทำเพลงกันก่อนที่จะมาสนิทกัน แต่นี่เราสนิทกันแล้วและเราได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้ระดมสมอง เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนได้แยกย้ายไปมีผลงานของตัวเอง มันก็เหมือนสีที่เข้มขึ้น 5 สี เพราะทุกคนรู้ทิศทางของตัวเอง รู้แล้วว่าร้องยังไงถึงจะเป็นตัวเรา พอมาทำอัลบั้มนี้ก็ได้มีโอกาสมานั่งอยู่ด้วยกันซึ่งเป็นการทำงานที่เราไม่ค่อยเจอในวงการสมัยนี้แล้ว เพราะว่าสมัยนี้พอทำเป็น Home Studio ได้ ทุกคนก็จะแยกกันทำหมด

     เราหาเวลา 3-4 วันเพื่ออยู่ด้วยกันในห้องอัดที่พัทยา มีเปียโนหนึ่งตัว ตั้งไมค์ไว้ แล้วช่วยกันทำเพลง การที่เรานั่งอยู่ด้วยกันอาจจะมีไอเดีย เช่น อยากลองให้ท่อนนี้ใส่แบบนี้ดู เพราะฉะนั้นเลยมีความขี้เล่นและมีดนตรีที่หลากหลายมากขึ้น จะเห็นได้เลยว่ามีสีที่เข้มข้นขึ้นของแต่ละคน ไลน์ประสานมีลูกเล่นมากขึ้น และการกลับมาครั้งนี้ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เราได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ถ้าหากมันล้นเกินไปก็จะมีพี่ไก่ สุธี มาช่วยเรียบเรียงให้พอดีและสวยงาม

 

ในอัลบัมนี้เริ่มมีอิสระในการสร้างสรรค์มากขึ้น ยังคงคอนเซ็ป B5 เหมือนเมื่อก่อนไหม หรือมีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์พิเศษหรือเปล่า

     แล้วแต่ว่าคนรู้จัก B5 ในมุมไหนแต่ละคนอาจจะมองไม่เหมือนกัน สำหรับหลายๆคนอาจจะมองว่า B5 คือเพลงคัฟเวอร์ แต่เราว่า B5 คือซาวนด์ ไม่ใช่วงอะแคปเปล่าที่มาถึงแล้วร้องเบลนให้กัน แต่ B5 คือ สมมติว่าเบนร้องนำอยู่ มาเรียม คิว ร้องไลน์อะไรเราก็จะได้ยิน มันจะเป็น 5 เสียงที่ชัดในตัวของมันเอง

     เซอร์ไพรส์คือจะมีดนตรีที่แปลกมากขึ้น เช่น เพลง วีนัส ก็เป็นการฉีกกฎอย่างหนึ่ง เพราะว่าปกติแล้ว B5 คนจะชินกับเปียโนและเสียงร้องมากกว่า แต่เพลงนี้เราใช้ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ใส่เพิ่มเข้าไปด้วย

     และในอัลบั้มก็มีซิงเกิ้ล 3 ชื่อเพลงว่า แผลเป็น ซึ่งเป็นเพลงเก่าของพี่โป้ โยคีเพลย์บอย เพลงนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการที่เราชอบแบบนี้ เพื่อนชอบแบบนี้ แล้วเอามารวมกัน เพลงก็จะมีความสุด เอ็มวีก็คิดกันเองเลย

 

 

การทำงานที่เหมือนไม่ได้ทำงาน

     พอกลับมาทำเพลงกับเพื่อนๆ กลุ่ม B5 เหมือนวันที่สนุกหวนกลับมาอีกครั้ง ความบ้าแบบนี้ ความแปลกแบบนี้ เราหาจากคนอื่นไม่ได้ ในเพื่อนสนิทเรามันก็ไม่ใช่แบบนี้ มันเป็นที่ที่เรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่ มันทั้งสนุกด้วยแล้วก็ได้ร้องเพลงด้วย อยู่กับคนอื่นเราจะคิดว่าเพลงจะขายได้ไหม ยอดวิวจะเยอะไหม แต่ B5 เป็นความคิดที่เหมือนไม่ได้คิดแต่ใช้ความรู้สึกมากกว่า

     เวลาอยู่กับ B5 มันมีความเอนเตอร์เทน เหมือนชีวิตประจำวันที่เรามาร้องเพลงไม่ได้มาทำงาน เหนื่อยแต่สนุก เหมือนเวลาที่เรานั่งกดเกม เกิดความล้า ความเมื่อย แต่มันสนุก คือความเหนื่อยมาจากการได้เคลื่อนไหว ได้ใช้พลัง แต่ไม่ได้เหนื่อยใจ ไม่ได้ต้องหวังว่าทำเพื่อเงินหรือว่าเราต้องยอดวิวเยอะ แต่เราทำด้วยความสุขมากกว่า จะเรียกว่านอนหลับอย่างมีความสุขก็ได้

 

บางคนก็บอกว่าทำงานกับเพื่อนไม่ได้

     อย่างของเรามีคนกลางที่ช่วยในด้านดนตรีก็จะเป็นพี่ไก่ สุธี ด้านการประสานงานก็จะเป็น BEC-Tero ที่มีบทบาททำให้โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้น และในวงก็ไม่ได้มีใครเป็นพระเอก เราเลยไม่รู้สึกว่ามีใครดีกว่าใคร หรือใครเด่นกว่าใคร อีกอย่างหนึ่งเราแยกแยะได้ว่าเราเตือนกันในงาน แต่พอข้างนอกเราก็คุยเล่นเฮฮากันได้เหมือนเดิม

     เสน่ห์ของอัลบั้มนี้ไม่ได้เริ่มมาจากการที่เราไม่มีเงินเลย งั้นมารวมตัวทำคอนเสิร์ตหาตังค์กันดีกว่า แต่มันเริ่มมาจากความน่าทำ มีความสุข กลับมารวมตัวกัน ไปที่บางเสร่ 3-5 วันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนต้องไปทำงาน

 

การกลับมาครั้งนี้ความคาดหวังคือความสนุกที่เพื่อนกลับมารวมตัวกัน

     ตอนไปบางเสร่ความรู้สึกเหมือนเราจะไปเข้าค่าย ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือเหมือนวันนี้ที่รู้ว่าตื่นเช้ามาจะได้มาเจอเพื่อนก็เข้าไปในกรุ๊ปแล้ว ซึ่งถ้าทำงานอย่างอื่นกับคนอื่นมันจะไม่เกิดความอยากไปๆ อะไรขนาดนั้น ก็เลยอยากให้คนฟัง ได้รับความรู้สึกที่เราหัวเราะกัน มีความสุขกัน

     ทั้งหมดทั้งมวลมันเลยคือการทำเพลง การร้องเพลง การได้เจอกัน การได้เจอแฟนคลับ B5 เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนที่เขารอการกลับมาของเรา และเหมือนกลับมาเล่าเรื่องตลอด 15 ปีของเรา ให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักว่า B5 คืออะไรและเราเป็นใคร

Share Post
Like 1 View 410

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ธนิศร วงษ์สุนทร

ใจร้อนตอนรถติดแต่อยากใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ไม่ชอบกินผักแต่ชอบกินน้ำมะเขือเทศ วันๆ กินแต่อาหารตามสั่งเพราะต้องเก็บตังค์ซื้ออาหารเม็ดให้หมาที่ชื่อ ‘ลีออง’