scrubb | “อย่าเอาภาระไปโยนไว้กับความฝัน” สิ่งที่เรียนรู้ตลอด 18 ปีบนเส้นทางดนตรีของสครับบ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2000 มาจนถึงวันนี้ เราได้เห็นการเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีของ scrubb มาเป็นระยะเวลา 18 ปี และหลังจากห่างหายไปนานถึง 5 ปี พวกเขากลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า ‘SEASON’ ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า ‘สีสัน’ อัลบั้มนี้เราจะได้เห็นการทำเพลงที่แปลกใหม่มากขึ้น แต่ยังคงความเป็น scrubb ไว้เหมือนเดิม

ซึ่ง ‘เมื่อย’ – ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ และ ‘บอล’ – ต่อพงศ์ จันทบุปผา นั่งย้อนความทรงจำถึงเส้นทางของพวกเขาให้พวกเราฟังแบบขำๆ รวมถึงพูดคุยถึงสิ่งที่ทำให้วง scrubb ยืนระยะมาได้ตลอดเวลา 18 ปี ที่ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ทางดนตรี แต่คือการอย่าเอาภาระไปฝากไว้กับความฝัน และจงกล้าที่จะปฏิเสธงานของตัวเอง 2 สิ่งสำคัญที่ทำให้วงดนตรีอินดี้ (ที่วันนี้แมสในหัวใจเราแล้ว) เดินมาได้ไกลขนาดนี้

 

Scrubb

 

ตลอดระยะเวลา 18 ปีในวงการดนตรี แต่ละช่วงมีความหมายกับพวกคุณยังไงบ้าง

     บอล: แต่ละช่วงก็จะมีความหมายของมัน อย่างช่วงแรกเป็นช่วงทำตามฝัน 3 ปีแรกที่ยังไม่มีค่าย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ดีใจว่ามีที่ให้เล่นก็โอเคแล้ว ช่วงที่มีค่ายก็เซอร์ไพรส์ที่มีคนอยากให้เราไปอยู่ด้วย ไปทำงานด้วยจริงๆ พอมีค่ายก็มีคนรู้จักเรามากขึ้น ช่วงเห่อก็มี ช่วงที่เข้าใจแล้วว่าควรต้องรับผิดชอบทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดียังไงก็มี ช่วงที่เป็นที่รู้จัก มีเพลงมากขึ้น ช่วงที่สามารถพูดได้ว่า งานอดิเรกนี้เป็นอาชีพจริงๆ ก็มี ช่วงที่หมดมุกก็มี ช่วงที่ทะเลาะกันก็มี

     เมื่อย: ช่ายยย ช่วงที่หลงตัวเองก็มี เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง เลยทำให้แอตติจูดหรือมุมมองเรามันบิดเบี้ยวไปหมด หลงตัวเองไปพักใหญ่จนเรารู้สึกว่ามันเสียเวลา แต่พอโตขึ้น เจอคนเยอะขึ้น ก็รู้ว่าเราไม่ได้เก่งขนาดนั้น เลยเริ่มดูว่าจริงๆ แล้วเราควรจะเป็นยังไงในการที่มีฝีมือเท่านี้มากกว่า

     บอล: แต่ละช่วงเวลามันให้อะไรกับเรา ให้ความรู้ ให้ข้อคิด ให้ประสบการณ์ในการใช้ชีวิต แล้วแต่ละช่วงมันก็ทำให้เรา เป็นเราในวันนี้ได้

 

มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนการต่อจุด พอเจอจุดนี้แล้วมันก็จะพาเราไปสู่อีกจุดหนึ่ง ทุกวันนี้พอต่อจุดมา ได้ 18 จุดแล้ว มีความรู้สึกยังไงกับวงการเพลง

     บอล: ก็คงเป็นความภูมิใจเล็กๆ ว่าวงยังอยู่ (หัวเราะ) เพราะส่วนตัวคิดไว้ตั้งแต่ทำชุดแรก ให้เก่งยังไง เต็มที่ของวงจรอาชีพนี้ก็ 10 ปี คิดว่ายังไง 10 ปีก็แยกย้าย แต่ตอนนี้ 18 ปีแล้ว ก็ยังทำอยู่ มันเลยเป็นความภูมิใจเล็กๆ ว่ายังดูแลตัวเองได้

     ทุกวันนี้กลายเป็นว่าก็ลองดู ดูซิว่าเราจะไม่ไหวตอนไหน หรือคนจะไม่ฟังเพลงเราตอนไหน เหมือนตอนนี้แค่อยากรู้ แต่เมื่อก่อนจะเป็นความกลัวว่าจบอาชีพนี้ไป จะไปทำอะไร จะรอดไหม ตอนนี้ก็กล้าพูดเลยว่า พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วให้เลิกทำก็เลิกได้ เพราะเราได้ใช้ชีวิตกับมันเต็มที่แล้ว คือมีความสุขกับมัน ต่อให้ เราไม่อยู่ตรงนี้ก็มีเพลง มีอัลบั้ม มีหลักฐานบางอย่างอยู่ และเราชอบพูดกันว่าหลักฐานของอาชีพนี้ที่ดีที่สุดคือผลงาน

      อีกส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่า เราเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังกับอาชีพนี้ตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัว ตลอดเวลามันดูแลเรา ได้ เลี้ยงตัวเราได้เราก็ไม่ได้ประมาท และเราก็เอาตรงนี้ไปต่อยอดไปทำอย่างอื่น เอาไปทำอาชีพอื่น เป็นอย่างอื่นที่เอาไว้สร้างโอกาสให้กับตัวเอง เลยกลายเป็นว่าเราไม่ได้อยู่กับตรงนี้อย่างเดียว เรามีตรงอื่นที่ช่วยดูแลเราต่อไปได้

     เมื่อย: ทุกอย่างโอเคหมดเลยครับ scrubb ก็เป็นเหมือนบริษัท ซึ่งวันนี้บริษัทเรามั่นคงแล้ว ส่วนตัวผมตั้งใจทำ scrubb ตอนนี้เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ดูแลคนใกล้ตัวได้ มีเวลา มีแรง มีเงินก้อนหนึ่ง ก็เอาเวลาที่เหลือไปทำไซด์โปรเจ็กต์ของผมบ้าง จัดอีเวนต์เล็กๆ ให้โอกาสวงที่เราคิดว่าเขาเจ๋ง แต่เขาไม่มีค่าย ไม่มีที่ให้เล่นสด

     วันนี้เวลาก็ค่อนข้างเต็มหมดแล้ว หมายถึงช่วงนี้ทำ scrubb ก็ต้องมีสมาธิกับมันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องอีเวนต์จะซาๆ ไปบ้าง สลับกันไป

 

scrubb

 

ทำไมอัลบั้มนี้ถึงชื่อว่า ‘SEASON’

     บอล: ชื่อเพลงกับชื่ออัลบั้มเป็นชื่อที่ตั้งยากสุด ทุกวันนี้บอกเลยว่า 80% ของชื่อเพลงตั้งจากมีคำไหนในเนื้อเพลง ที่แหลมออกมามากที่สุดก็เอาคำนั้น (หัวเราะ) ไม่เคยมาตั้งเป็นข้อคิดว่าคอนเซ็ปต์แบบนี้ โยงเข้าสู่เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นใครเจออะไรขึ้นมา ก็จะเอาเลย อย่างตอนนั้นเราบินไปเล่นที่ไหนสักที่ แล้วเมื่อยเปิดโบรชัวร์ที่อยู่บนเครื่องบิน แล้วหน้านั้นมันขึ้นว่า ‘SEASON’ เมื่อยก็บอกว่าชื่อนี้ไหม เราก็บอกว่า ‘เอาดิ’ ทุกอย่างง่ายและสะดวก แต่ถ้าจะมีอะไรบ้างก็คงจะเป็น ‘SEASON’ พูดไทยได้เป็น ‘สีสัน’

     เมื่อยจะเป็นคนชอบคำแบบไฮบริด เหมือนชื่ออัลบั้ม ‘KID’ ภาษาอังกฤษคือเด็ก ภาษาไทยคือความคิด ส่วน ‘SEASON’ ภาษาอังกฤษคือฤดู ภาษาไทยคือสีสัน ส่วนตัว ความประทับใจแรกคือเรารู้สึกสนุกกับคำนี้แค่นั้นเลย โดยที่ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าชื่อนี้เกี่ยวกับเพลงในอัลบั้มไหม บางเรื่องเราเอาความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งมันมาตั้งแต่ชื่อวงแล้วนะ เราเคยพยายามหาชื่อวงด้วยการเปิดเว็บ Brandname ซึ่งเป็นเว็บที่บอกว่าตอนนี้ใครใช้ชื่ออะไรแล้วบ้าง แล้วก็นั่งลิสต์ แต่ก็ไม่ได้ แล้วพอวันหนึ่งอัดเพลงกันอยู่เห็นคำว่า ‘scrubb’ ขึ้นมา เมื่อยหันมาถามว่าเอาไหม เราก็ตอบว่า ‘เอาดิ’ ก็เหมือนการทำงาน scrubb ทุกวันนี้ เราไม่คิดเรื่องที่ไกลเกินตัว เอาเรื่องที่ถนัด ที่ชอบ เรื่องที่เจอในชีวิตประจำวัน และมันเหมาะสมกับการเล่าเรื่องในแบบที่เราอยากจะเล่าอยู่ ก็เอาไปเล่าโดยที่เราไม่ได้คิดอะไร

     เราเอาคำว่า ‘SEASON’ มาคิดต่อ แล้วปรากฏว่าโปรดิวเซอร์เราเขาเห็นว่าเพลงในชุดนี้มีบรรยากาศของฤดูอยู่ มีเพลงฝน เพลงดวงตะวัน แล้วเอาคำว่า ‘SEASON’ ไปห่ออีกที สุดท้ายเราเลยไปแต่งเพลงที่ชื่อว่า ‘ฤดู (SEASON)’ ซึ่งเป็นเพลงที่สรุปอีกที ถ้าจะมีคอนเซ็ปต์อะไรที่ร้อยเรียงกันบ้าง ก็รู้สึกว่าอัลบั้มนี้มีบรรยากาศของช่วงเวลาของฤดู ของอุณหภูมิที่แตกต่างกันอยู่ แล้วบังเอิญเมื่อยไปเจอคำว่า ‘SEASON’ ซึ่งเราก็ดันชอบกันอีก แล้วงานที่เราทำอยู่ก็เกี่ยวข้องกับคำนี้ ลึกๆ แล้วเราอาจจะคิดอะไรแบบนี้อยู่ก็ได้ แต่ไม่มีใครเคยยกมือว่าเราคิดเรื่องนี้อยู่ ก็กลายเป็นว่าถ้าเราชอบเรื่องแบบนี้แล้ว เราอาจจะชอบคำๆ นี้ก็ได้ คือเวลาเราสนใจเรื่องอะไร เรื่องที่เราหยิบจับมาก็จะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

scrubb

 

คิดว่าทุกวันนี้เล่นดนตรีเพื่ออะไร

     บอล: วัตถุประสงค์แต่ละวงไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าของเราที่คล้ายกันที่สุดคือ ทั้งคู่คิดว่าไม่ได้จะเอาดนตรีเป็นอาชีพมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ข้อหนึ่งคือคิดว่าเราไม่ได้เก่งพอ ขนาดที่ว่าการเล่นดนตรีจะเลี้ยงเราได้ มันมาจากการที่เรายอมรับตัวเองก่อน เลยเลือกจะทำอย่างอื่นประคองไปด้วย สิ่งที่ได้มาคือข้อสอง กลายเป็นว่าพอมาทำดนตรีแล้วไม่เครียด เพราะเราไม่ได้คิดจะหารายได้จากมัน เพราะฉะนั้นเราเลยทำมันด้วยความสนุก ทำด้วยใจที่อยากทำจริงๆ

     เรื่องที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ถ้ามันยังไม่สนุกหรือดีพอ เรากล้าที่จะปฏิเสธงานตัวเอง แต่กลับกันถ้ามีอาชีพเดียวยังไงก็ต้องปล่อยเพลงเพื่อให้มีงานจ้าง มันอยู่ที่บังเอิญว่าเราเลือกไม่เอาภาระไปโยนที่ดนตรีตั้งแต่แรก ส่วนความจริงจังเพิ่มมากขึ้นตามเวลาอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่สบายใจ และกล้าตรวจสอบงานตัวเอง ตรงนี้ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอยู่ได้ยาว

     อย่างอัลบั้ม SEASON ที่เป็นอัลบั้มล่าสุด เราทิ้งช่วงไป 5 ปี กว่าจะปล่อย อันนี้เราว่าเป็นเรื่องตามวัย หนึ่งภาระส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้น สองคือจำนวนอายุของการทำงาน ที่ต้องยอมรับความจริงว่าทำเพลงมา 5-6 ชุด ยังไงเรื่องที่อยากพูด อยากทำ อยากเล่าก็ไปอยู่ในอัลบั้มก่อนๆ หมดแล้ว แต่เราก็อยากทำเพลงอยู่ และไม่อยากเล่นเพลงซ้ำเดิมไปเรื่อยๆ คือเมื่อ out put ออกไปเยอะแล้ว การที่จะสร้างผลงานใหม่ก็ต้องหา in put ให้ตัวเองก่อน เพราะเราเชื่อว่า out put ที่ดี in put ต้องเยอะพอสมควร

 

Scrubb

 

สมัยก่อนผู้ใหญ่ชอบบอกว่า “ให้เอาความฝันมาเป็นอาชีพ” พวกคุณคิดยังไง

     บอล: มันเป็นโควตในอุดมคติของทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าถามเราคือโชคดีล้วนๆ กล้าพูดเลยว่าไม่ได้มาด้วยความสามารถ (หัวเราะ) แล้วบังเอิญยังทำอยู่ คือก่อนที่จะเป็น scrubb ก็ทำงานประจำกันทั้งคู่ ถ้าเหนื่อยจากการทำงานประจำ หรือติดกิน เที่ยว ก็คงแยกย้าย แต่พอว่าง ยังมีความรู้สึกว่ามาทำเพลงกันดีกว่า มันดันมีนิสัยบางอย่างว่างานอดิเรกหรืองานที่ผ่อนคลายเราคือการเล่นดนตรี

     เมื่อย: ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้ออกอัลบั้ม ก็คงทำเพลงเก็บไว้ ผมจะบอกกับพี่บอลหรือบอกกับคนอื่นตลอดว่าถ้าทำเพลงแล้วไม่เป็นที่นิยม ไม่มีใครจ้าง ผมก็ทำใหม่เพราะเราเป็นนักดนตรีอยู่แล้ว อย่างผมตอนนี้ก็แทบจะเบนมา scrubb เกือบร้อยเปอร์เซ็นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าวงจะอยู่ต่อได้อีกกี่ปี แต่ตอนนี้โอเคที่ยังอยู่ได้ อย่างส่วนตัวผม ผมไม่ได้คาดหวังวิวในยูทูบหรือยอดไลก์ในเฟซบุ๊ก แต่ผมจะดูผลลัพธ์ของการเล่นดนตรีจากการเล่นสดต่อครั้ง ถ้าคนยังโอเค ครั้งหน้าผมก็ได้ไปต่อ เพราะยอดวิวไม่ได้เป็นตัวบอกว่าคุณจะมีงานจ้าง มันอยู่ที่ว่าวงนั้นรักษาการเล่นสดได้ไหม

     ผมทำมา 18 ปีแล้วก็คิดว่าไปต่อได้ แล้วก็ตอนนี้ไม่มีความกังวลว่าวงจะไม่ได้ไปต่อ เพราะเวลาเราเล่นสดจะเห็นว่าคนเขายังเอ็นจอยกับเราอยู่ เราไม่ใช่วงแมส เราสะสมทีละก้อนเล็กๆ และพวกผมยังรักษาก้อนเล็กๆ นั้นได้อยู่

เราเชื่อเรื่อง Vibration การเชื่อมต่อคลื่นความถี่กับคน แล้วตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ scrubb เชื่อมต่อกับคนด้วยคลื่นความถี่แบบไหนอยู่

     เมื่อย: เราไม่โกหกมั้ง (หัวเราะ) เราแต่งเพลงเอง เล่าเรื่องที่เราเจอมาเอง เราไม่พยายามเล่าเรื่องคนอื่น เจอเรื่องอกหัก เราก็เล่าในแบบของเรา เครียด เราก็เล่าวิธีคลายเครียดในแบบของเรา ยกตัวอย่างเช่นเพลง See scape มีปัญหา คิดไรไม่ออกก็ออกไปเที่ยว หาที่ใหม่ๆ หาเพื่อนใหม่ๆ แล้วมาบันทึกไว้เป็นเพลง

     คนคงจะรู้สึกได้ว่าเราเล่าเรื่องของตัวเอง ไม่ได้จำคนอื่นมาเล่าหรือไม่ได้อ่านหนังสือเจ๋งๆ มาแล้วเอามาเล่า แล้วเราก็ยอมรับว่าเราไม่ใช่คนความคิดเฉียบขาด เราทำเพลงแบบ 7 เต็ม 10 เราทำ 7 เต็ม ไม่พยายามฝืนเป็น 8 และไม่ทำ 6 ด้วย เราทำ เต็มที่ในสถานการณ์ที่เราทำได้ เราไม่ใช่คนร้องเพลงดี พี่บอลไม่ได้เรียนกีตาร์มาก่อน แต่ผมเชื่อว่าคนเขาอาจจะเห็นพัฒนาการ เห็นความพยายาม เห็นความตั้งใจ

     บอล: อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความต่อเนื่องด้วย ทำแค่ช่วงเวลาหนึ่งคนก็อาจจะลืมเราได้ แต่พอมันเป็นสิ่งที่ชอบ พอไม่ได้ฝืนแล้วเราก็อยากทำอีก พอทำอีกก็สะสมไปเรื่อยๆ จากคนที่แปลกหน้าก็เริ่มคุ้นกันมากขึ้น คนชอบบอกว่า ‘เพลงขึ้นมาก็รู้ แล้วว่าเป็นพี่’ แต่เรายังไม่รู้เลยว่าตัวเราเป็นยังไง (หัวเราะ) เราแค่ทำในแบบที่เราชอบ เราสนใจเรื่องนี้ก็เอาเรื่องนี้มาเล่าในแบบเรา

     เหมือนลายมือ ต่อให้อ่านหนังสือเรื่องไหน แต่พอเรามาเขียนมันก็เป็นลายมือเรา เราคงเสริมต่อจากเมื่อยว่า พอเราเล่นด้วยความ จริงใจ ด้วยความซื่อสัตย์แล้ว เมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ มันก็หนาขึ้น สะสมเพื่อนมากขึ้น จนได้คนกลุ่มหนึ่งที่คุ้นเคยกับวิธีเล่าแบบเรา

Share Post
Like 5 View 5066

Author

ณัฐริกา มุคำ

ฝึกงานช่างภาพ ผู้ชื่นชอบท่องเที่ยว ชอบถ่ายภาพเก็บไว้เสมือนเป็นการเตือนความจำ ที่บอกว่าในครั้งหนึ่งฉันได้ทำอะไร ไปที่ไหน พบเจออะไร ภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งที่เล่าเรื่องได้ดี แม้ไม่ต้องพูด เขียน แต่เพียงแค่ดูก็เข้าใจ

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

มณิสร สุดประเสริฐ

มนุษย์ผู้ชอบสะสมสมุด ชอบกาแฟพอๆ กับชอบบทสนทนาที่ดี และคิดเสมอว่าการค้นพบอาหารอร่อย กับเพลงเพราะๆ ก็เหมือนกับโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา