โบ สุนิตา: การเกิดมามีความฝันเดียว สั่งสอนให้เราต้องดิ้นรนได้มากขนาดไหนกัน

The Guest
13 Sep 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

ตั้งแต่วันแรกที่เราได้ยินเสียงของ ‘โบ’ – สุนิตา ลีติกุล ที่เปิดตัวด้วยเพลง ยังรักกันอยู่ใช่ไหม เพลงประกอบละครเรื่อง ลัดฟ้ามาหารัก ก็เป็นเวลากว่า 23 ปีแล้วที่เธอโลดแล่นอยู่ในแวดวงดนตรี ซึ่งวันที่เธอโด่งดังเป็นพลุแตกในอัลบั้มแรกกับยอดขายล้านตลับในวัยเพียง 18 ปี ส่งผลให้เธอเป็นนักร้องที่มีผลงานออกมาให้เราเห็นตลอด และดูเหมือนว่าในทุกผลงานก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้อัลบั้มแจ้งเกิดของเธอแต่อย่างใด แม้จะไม่ใช่ที่ยอดขาย แต่เป็นความพึงพอใจภายในของตัวเธอเองและคนฟัง

        เห็นแบบนี้ในทีแรกใครก็คิดว่าเบื้องหลังมันต้องเต็มไปด้วยความอดทน อดกลั้น และความท้อแท้แน่นอน แต่เปล่าเลย แท้จริงแล้วตลอดเส้นทางสายอาชีพ 20 กว่าปีของเธอนั้นเต็มไปด้วย ‘ความสุข’ กับการได้อยู่ใกล้ชิดวงการดนตรี โดยเธอเล่าให้ฟังว่านอกจากเธอจะดั้นด้นเอาเทปที่ตัวเองร้องเพลงไปส่งให้ถึงมือพี่ๆ ในแกรมมี่ด้วยตัวเองแล้ว เธอยังคงแวะเวียนเข้าไปคลุกคลีอยู่ในแกรมมี่ทั้งๆ ที่เขายังไม่รับเธอเป็นนักร้องด้วย โดยทำตัวราวกับเป็นเด็กฝึกงาน คอยถามไถ่ใครต่อใครว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง ถ้าจะให้ถ่ายเอกสาร ชงกาแฟ เธอก็เต็มใจที่จะทำ ขอแค่ให้ได้อยู่ใกล้กับสิ่งที่เธอรักที่สุด

        “ตอนนั้นเขายังไม่รับเราเป็นนักร้องหรอกนะ แต่เราก็ทำเหมือนเป็นพนักงานที่นั่นแล้ว เข้าไปเดินขอเขาเสิร์ฟนู่นเสิร์ฟนี่ จะให้ไปถ่ายเอกสารก็ได้ เรียกว่าเข้าไปอยู่เยี่ยงการเป็นเด็กฝึกงาน (หัวเราะ) ทำอะไรก็ได้ขอแค่เราได้อยู่ใกล้กับนักร้อง เพราะนั่นคือความฝันเดียวของเรา”

        น่าสนใจมากที่ ‘ความฝัน’ สามารถทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 18 คนหนึ่งพาตัวเองมาไกลจนถึงจุดนี้ และน่าสนใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่านี่ยังคงเป็นความฝันแรกและความฝันเดียวจนถึงตอนนี้ของเธอ ประกอบกับเธอกำลังจะมีคอนเสิร์ตในเดือนพฤศจิกายนนี้พอดี เราจึงพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวความฝันที่ช่วยขัดเกลาทัศนคติตั้งแต่วันแรกที่เดินตัวเปล่ามายื่นผลงานเองถึงตึกแกรมมี่ จนถึงวันนี้ที่เธอกำลังจะมี ‘Rhythm of Beau Sunita Concert’ คอนเสิร์ตเดี่ยวในรอบ 22 ปีของเธอเอง

 

โบ สุนิตา

เท่าที่จำได้ คุณเคยมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองแค่ครั้งเดียวเองใช่ไหม เพราะส่วนใหญ่เราจะพบคุณในฐานะนักร้องรับเชิญของคนนั้นคนนี้มากกว่า

        เป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในรอบ 22 ปีเลยค่ะ จริงๆ เราเคยมีมาแล้วนะตอนคอนเสิร์ตอัลบั้มแรก แต่พอ 7 อัลบั้มต่อมาก็ไม่มีอีกเลย จะมีแต่งานจ้างที่โบทำตรงนั้นมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเริ่มมีอายุ มีลูก มีภาระหน้าที่มากขึ้น โบก็รู้สึกว่าตัวเองห่างจากวงการไปนานพอสมควร คอนเสิร์ตก็ไม่ค่อยมี ก็เลยคุยกับเอไทม์จนเกิดเป็นงานนี้ขึ้นมา

ขอย้อนไปช่วงแรกของอาชีพนักดนตรีหน่อย เพราะแฟนๆ หลายคนอาจจะไม่ทันรู้ว่าคุณมาเป็นนักร้องได้อย่างไร ในยุคที่ตอนนั้นนักร้องวัยรุ่นไทยจะมาแนวลูกครึ่งหน้าตาสวยหล่อมากกว่า 

        ตอนนั้นเราใช้วิธีร้องใส่เทป อัดเดโม แล้วเดินเข้ามาในบริษัท ยื่นให้เขาถึงโต๊ะเลย แล้วเขาก็นั่งฟังสดๆ ตรงนั้นเหมือนกัน ซึ่งเราโชคดีมากที่คิดแบบนั้น เพราะถ้าส่งเทปมาเป็นพัสดุ เทปของเราก็ต้องกองอยู่ในลังซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่เขาจะจับเทปของเรามาเปิด เพราะตอนเดินเข้าไปให้เขาฟัง เราหันไปมองกล่องนั้น ก็ได้แต่คิดในใจว่า ดีนะที่เราไม่ส่งพัสดุมา (หัวเราะ)

อะไรทำให้คุณคิดว่าไม่ได้แล้ว ฉันต้องเอาเทปไปส่งด้วยตัวเอง เอาความกล้ามาจากไหน

        บังเอิญว่าเรามีญาติอยู่ทางใต้ซึ่งเขาเป็นคนจัดคอนเสิร์ต เราก็บอกเขาว่าอยากเป็นนักร้องที่แกรมมี่ต้องทำยังไงบ้าง เขาก็เลยแนะนำพี่แดง (ปรีชา ภาคอุทัย) ผู้จัดการ ‘พี่มอส’ – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ในตอนนั้น เราก็โทร.ไปปรึกษาพี่แดงว่าจะทำอย่างไรดี เขาก็บอกว่าอัดเทป เขียนประวัติตัวเอง ติดรูปมา แล้วเดินไปให้คนนี้ที่ตึกนี้ เราก็บอกพี่เขาว่า โอเค แค่นี้พอนะพี่ ไม่ต้องช่วยโบ ที่เหลือโบจะจัดการเองเพราะอยากให้เป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งวันนั้นเราก็ยื่นให้เขาแบบที่พี่แดงบอกเลยนะว่า “พี่คะ… มีคนบอกให้เอามาให้พี่ค่ะ” เขาก็งงว่าใครเนี่ย แต่เขาก็เปิดฟังนะ ตอนนั้นเขาก็เริ่มเอ๊ะขึ้นมาเลยลองเอาไปให้คนอื่นๆ ฟังกัน

จำได้ไหมว่าตอนนั้นร้องเพลงอะไรไป ถึงทำให้ทีมงานสะดุดหูได้

        ร้องเยอะมาก เรากะไว้ว่ามันต้องได้สักแนว มีทั้งเพลงของพี่มิ้นท์ (มาลีวัลย์ เจมีน่า) พี่แอม (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร) พี่ช่า (มาช่า วัฒนพานิช) พี่ตุ๊ก (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร) พี่แหวน (ฐิติมา สุตสุนทร) เราร้องหมดเลยเพราะในยุคนั้นจะมีเทปแบบคาราโอเกะ เราก็อัดเสียงร้องทับไปเลย ซึ่งตอนนั้นเขาไม่เชื่อนะว่าอยู่ดีๆ มีเด็กเดินมาบอกว่าหนูร้องเองอะไรแบบนี้ เขาก็เลยนัดกันอีกรอบมาลองสกรีนเทสต์กัน เราก็ท้าเขาเลยว่าให้พี่เลือกเพลงมา เพราะเจ็บใจมากที่เขาบอกว่าเราไม่ได้ร้องเอง ซึ่งวันนั้นเขาให้ร้องเพลงอะไรโบก็ร้องหมดเลย จนเขาก็เชื่อว่าเราร้องจริงๆ (หัวเราะ)

 

โบ สุนิตา

พอเขาเชื่อกันแล้วว่าคุณเป็นตัวจริง จากนั้นเขาก็รับคุณเข้ามาเป็นนักร้องเลยใช่ไหม

        ยังค่ะ (หัวเราะ) แต่เราก็พาตัวเองไปที่แกรมมี่บ่อยขึ้น เพราะพี่ๆ เขาบอกว่ามาเดินเล่นที่นี่ได้เรื่อยๆ เราก็ไปทุกวันที่ว่างเลยค่ะ เสาร์อาทิตย์ก็ไป ไปทำความรู้จักคนอื่น ทำทุกอย่าง ทำเหมือนเขารับแล้ว แต่จริงๆ เขายังไม่รับนะคะ (หัวเราะ) ไปนั่งอยู่ในห้องอัดเสียง ไปตีซี้กับซาวนด์เอนจิเนียร์ พอห้องว่างก็ขอเขาเข้าไปร้องเล่นๆ จนวันหนึ่งเขาก็บอกว่าไม่ต้องร้องเล่นๆ แล้วล่ะ ยินดีต้อนรับ

กระโดดโลดเต้นเก็บอาการไม่อยู่เลยใช่ไหม ที่ความฝันของเราได้เป็นความจริงเสียที

        อยากจะดี๊ด๊ามากค่ะ แต่จริงๆ เราเป็นคนเก็บอาการ ก็เลยบอกแค่ว่า “ค่ะ… ขอบคุณค่ะ” (หัวเราะ) แต่ในใจเรานี่ยิ้มแย้มมากเลยนะ 

อัลบั้มชุดแรกของคุณเคี่ยวกรำกันนานแค่ไหนกว่าจะออกมาได้

        จริงๆ เราทำเพลงไปจนได้หนึ่งอัลบั้มแล้ว แต่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมา มันเป็นอัลบั้มก่อนอัลบั้ม Beau ที่ทุกคนได้ยินกัน จริงๆ เพลงของเราทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ เหลือแค่จะปรับลุกส์แต่งตัวกัน แต่วันหนึ่งอาเต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) ไปเห็นเราที่ RCA กำลังเต้นกับเพื่อนอยู่ เขาเลยพับโครงการแล้วมาทำเพลงกันใหม่ เพราะเราเป็นคนเก็บอาการ เราเลยไม่ได้บอกเขาว่าหนูเป็นเด็กห้าวๆ พออาเต๋อเห็นเรากระโดดโลดเต้นอยู่หน้า RCA เนี่ย เขาเลยถามเราว่าอยากทำเพลงใหม่ไหม ให้เป็นตัวเราที่สุด 

เสียดายไหมที่อัลบั้มนั้นไม่ได้วางแผง

        จริงๆ เราบอกอาเต๋อว่าอัลบั้มนั้นโบชอบนะ แต่มันไม่ใช่ตัวโบเลย เพราะเรากลัวจะถูกใส่กระโปรงทำหน้าเศร้าเล่นเอ็มวี ซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเรา ถ้าอาเต๋อยอมให้ทำใหม่ โบก็พร้อมจะเสียเวลา ซึ่งตอนนั้นเขาก็ให้โอกาสเลือกเลยว่าจะเอาแนวไหน เราก็เลยเลือกอคูสติก-ร็อก กลายมาเป็นอัลบั้ม Beau นั่นเอง

 

โบ สุนิตา

วันที่พบว่าอัลบั้มของตัวเองดัง ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร

        จริงๆ ตัวเราเองไม่รู้หรอก เพราะมัวแต่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย จนเราเขาโทร.มาบอกว่า “โบ อัลบั้มมันขายไปเยอะแล้วนะ ขายไปได้แปดแสนตลับแล้ว” เราก็บอกเขาว่า “โห เยอะมากพี่ พอได้แล้วๆ ไม่ต้องขายแล้ว (หัวเราะ)” ตอนนั้นเราไม่รู้ก็ตอบไปแบบนั้น (หัวเราะ) แล้วมันก็พุ่งไปถึงล้านตลับจริงๆ และเพิ่งมารู้ตอนที่ได้ทำคอนเสิร์ตล้านตลับว่าเราเป็นนักร้องที่ทำยอดล้านตลับได้เร็วที่สุด 

ความดังที่เข้ามาตั้งแต่อัลบั้มแรกส่งผลต่อการทำอัลบั้มที่ 2 (Super Beau) แค่ไหน

        เราโยนอัลบั้มเก่าทิ้งเลย เราไม่สามารถทำแบบอัลบั้มแรกได้แน่นอน และก็เข้าใจด้วยว่าไม่มีศิลปินคนไหนที่จะประสบความสำเร็จทุกอัลบั้มหรอก มันต้องมีขึ้นมีลง เรามองว่าเป็นเรื่องธรรมชาตินะ ทำให้ตอนนั้นเตรียมใจไว้แล้วว่าคงไม่ได้ขายดีขนาดอัลบั้มแรกหรอก ถ้าได้ก็คงฟลุกมาก 

จำได้ว่ายุคนั้นจะมีเรื่องเล่าลือว่าถ้านักร้องหญิงที่ออกอัลบั้มแรกแล้วดังเลย จะโดนอาถรรพ์หมายเลขสอง ที่อัลบั้มต่อมาจะไม่ดังเท่าอัลบั้มแรก คุณกลัวกับเรื่องพวกนี้บ้างไหม 

        จริงๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนนะคะ อย่างพี่นิกกี้ (นิโคล เทริโอ) ก็ดังกว่าชุดแรก แต่กับเราเนี่ยใช้ได้ (หัวเราะเสียงดัง) จริงๆ Super Beau ก็ดังนะ ยอดก็ไปถึงล้านตลับอยู่ แต่ก็ล้านแบบซึมๆ ไม่เหมือนอัลบั้มแรก ช่วงอัลบั้ม Super Beau เริ่มมี MP3 ออกมาแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย แต่หลังจากนั้นก็กระทบเหมือนกัน

        ตอนแรกไม่เข้าใจเลยนะว่าทำไมเขาต้องทำแบบนี้ เราร้องแทบเป็นแทบตายทำไมเอาเพลงเราไปขายง่ายๆ แบบนี้ เราโมโหมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนสุดท้ายก็ชิน อยากขายก็ขายไป บางทีเดินตลาดก็เจอแผ่นผีตัวเองเลยนะ เราก็แบบ เอาเถอะ ขายไปเถอะ ไม่ต้องหลบหน้า เดี๋ยวเราเดินไปเขาก็ขายต่อ 

อัลบั้มหลังๆ คุณก็โตขึ้นตามวัย จากเพลงอคูสติก-ร็อกก็เริ่มหันมาเป็นเพลงอาร์แอนด์บี เหมือนคุณกลับไปเป็นเพลงในอัลบั้มที่ยังไม่เคยปล่อยออกมาอย่างนั้นใช่ไหม

        ส่วนหนึ่งก็เพราะความที่โตขึ้นนี่แหละ แต่จริงๆ เราเองก็อยากร้องอาร์แอนด์บีตั้งแต่ชุด 2 แล้วนะ แต่พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) บอกว่าร็อกแบบนี้ไปก่อนดีกว่า เดียวคนจะงงว่าเราแนวไหนกันแน่ ก็เลยให้เรารักษาความร็อกไว้ก่อน จนถึงอัลบั้ม Music ที่เราคิดว่าถึงเวลาแล้ว

 

โบ สุนิตา

เรื่องหนึ่งที่เราจำได้คือคนมักจับคู่กันสนุกๆ เกี่ยวกับโบ และ ปาน ธนพร คุณรู้เรื่องนี้ไหม

        (หัวเราะ) โบกับปานเนี่ยโดนคู่คี่มาตั้งแต่อัลบั้มแรกแล้ว ในทางค่ายและธุรกิจเราเป็นเหมือนคู่แข่งกัน แต่จริงๆ เราไม่มีอะไรกันเลยนะ แค่ตอนเจอตามงานเราก็มองหน้าดุใส่กัน (หัวเราะ) แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ดุกันนะ แค่เราทั้งคู่เป็นคนหน้าดุเฉยๆ (หัวเราะ) พอได้ร่วมงานกับปานก็สนุกมาก เราเหมือนกันมาก เหมือนกันเกินไป ไม่ใช่เหมือนแค่หน้าตานะ นิสัยก็ด้วย เรายังคุยกันเล่นๆ อยู่เลยว่า “เราเหมือนกันเกินไปหรือเปล่านะ”

มีคนแซวเรื่องลมหายใจในเพลงของคุณบ้างไหม 

         มีค่ะ แต่มันเป็นความตั้งใจของ ‘พี่ปอนด์’ – ธนา ลวสุต โปรดิวเซอร์อัลบั้ม ที่บอกกับเราว่าเอาแบบนี้แหละ! มันไม่ใช่ความคิดของโบ มันเกิดจากเพลง ไม่อยากรัก (คนที่ไม่อยากรักเรา) ที่ตอนเราร้องมันจะมีช่วงที่เราร้องๆ แล้วเราก็ ‘เฮือก!’ เพราะเราร้องไม่ทัน แต่พี่ปอนด์ชอบ เขาบอก เอาแบบนี้แหละ เราก็งงว่าเอาจริงเหรอพี่ เพราะสมัยนั้นทำเพลงต้องเนี้ยบ ต้องไม่มีเสียงหายใจ แต่พี่เขาก็บอกเลยหายใจเข้าดังๆ หายใจออกดังๆ เพราะเขาจะทำให้มันเป็นบุคลิกในเสียงของโบขึ้นมา

ประสบความสำเร็จในอัลบั้มแรก และความโด่งดังในยอดขายค่อยๆ ลดลงตามลำดับ คุณเคยรู้สึกน้อยใจบ้างไหมที่เวลาไปร้องเพลงคนฟังก็จะขอแต่เพลงดังๆ ที่อยู่ในอัลบั้มแรกๆ ทั้งๆ ที่งานในชุดหลังๆ ก็มีเพลงดีเยอะมากแต่ไม่ดังเท่านั้นเอง 

        ไม่เลยนะ ด้วยความที่เพลงประสบความสำเร็จ เขาก็อยากฟังเพลงนั้น เราคิดว่านี่เป็นเหมือนแต้มบุญที่โบมี เลยทำให้ทุกวันนี้เขายังจ้างเราอยู่ แต่ถ้าถามว่าเบื่อไหม… เบื่อ (หัวเราะ) เวลาเราต้องร้องเพลงซ้ำๆ ตลอด เราก็บ่นนะว่า โอ๊ย อีกแล้วเหรอ บางทีเราก็อยากร้องเพลงอื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้ร้องนะ เลยทำให้เวลางานไหนที่เขาไม่ขอเพลงดังๆ พวกนี้มา เราก็จะตัดออก แล้วแต่โชว์ไป แอบหยอดเพลงที่ตัวเองอยากร้องลงไป (หัวเราะ)

ในคอนเสิร์ต Rhythm of Beau Sunita Concert ครั้งนี้ จะมีเพลงดังๆ ถูกตัดออกไหม 

        ไม่ค่ะ เราวางไว้ทุกแบบ คนฟังห้ามหลับเด็ดขาด เราชอบโชว์ที่สนุก ถึงเพลงเราจะมีแต่เพลงช้า เราก็ต้องจัดการโชว์ให้ดี เช่น เอาเพลงช้ามาทำให้สนุกขึ้น เอาเพลงคนอื่นมาร้อง ทำอย่างไรก็ได้ให้โชว์สนุก เพราะเราก็อยากขึ้นไปแล้วมีความสุขกับคอนเสิร์ต ไม่ใช่ว่าร้องอยู่ก็รู้สึกท้อแท้อยากกลับบ้าน ถ้าคอนเสิร์ตไม่สนุกจนเราเองก็ยังไม่สนุกด้วย แล้วเราจะทำให้คนอื่นสนุกได้อย่างไร 

ย้อนกลับไปที่กล่องใส่เดโมเทปที่ตึกแกรมมี่ ถ้าตอนนั้นเดโมของคุณไปกองอยู่ตรงนั้นเหมือนกันจะทำอย่างไรต่อ

        ก็คงมีอีกหลายเดโมของเราอยู่ในนั้นนะ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นการเป็นนักรัองคือความฝันเดียวของเราเลย มันไม่มีข้อ 2 3 4 มีแต่นักร้องอย่างเดียวเท่านั้น วันๆ นั่งรถไปโรงเรียนก็คิดภาพตัวเองอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตกับคาราบาว กับ พี่ป้อม อัสนี  เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เราไม่รู้เลยว่าถ้าไม่ได้เป็นนักร้องจะเป็นอย่างไร เรามีความฝันแค่นั้นจริงๆ เราหลงรักการร้องเพลงมาก รู้จักเพลงตั้งแต่ยังไม่รู้ว่านี่คือเพลง ไม่รู้ว่านี่คือเสียงกีตาร์ รู้แค่ว่าเราหลงรักเพลง ตอนเด็กๆ ของเล่นเราก็มีแค่เทปที่เอาไว้ฝึกร้องฝึกเล่นแค่นั้นเลย 

โบ สุนิตา

ถึงวันนี้คุณก็ยังไม่มีความฝันอื่นอีกเลยเหรอ เช่น การไปเป็นครูสอนดนตรีหรือโค้ชในรายการเพลงต่างๆ 

        ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะไปทำอะไร แม้กระทั่งครูสอนร้องเพลงก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร แต่เคยมีคนทาบทามนะว่าจะให้ไปเป็นครูสอนร้องเพลง แต่เราคิดว่ายังไม่ใช่เวลา จริงๆ ก็สอนได้ แต่เราเรียงลำดับไม่เป็น เราไม่อยากเข้าไปแล้วสอนเลย เราต้องดูก่อนว่าคนที่มาเรียนอยู่ระดับไหน มีจุดเด่นจุดด้อยอะไร เราอยากเข้าไปเป็นเหมือนหมอที่คอยรักษาและพัฒนาตัวเขา ซึ่งเรายังทำแบบนั้นไม่ได้ 

ตอนที่เอาเทปเดโมไปยื่น คุณเห็นภาพตัวเองเป็นนักร้องเลยใช่ไหม ความหวัง ความฝัน ทั้งหลายลอยขึ้นมาตรงหน้าตั้งแต่วินาทีที่เขาเอาเทปของคุณไปเปิดฟังเลยหรือเปล่า

        ไม่เลย (หัวเราะ) ตอนยื่นเราก็กลัว เราเป็นเด็กมาหาผู้ใหญ่ ต้องเรียบร้อย เราคิดว่าแค่เอามาให้แล้วก็กลับบ้าน แต่เขาเปิดฟังเลย เราก็นั่งฟังกับเขา รอดูว่าจะเอายังไงต่อ ซึ่งก็เป็นการเข้ามาแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ได้มองไว้สูงขนาดนี้

คุณมองตัวเองในวันต่อไปอย่างไร ในเมื่อความฝันของตัวเองก็เป็นจริงแล้ว และก็เดินทางมาถึงวันที่เติบโต มีครอบครัวที่อบอุ่น มีแฟนเพลงที่รัก มีทุกอย่างครบหมดแล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป 

        เราก็คงร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ได้หวือหวาหรือโด่งดังแบบเมื่อก่อน ซึ่งเราเข้าใจได้ เก่าไปใหม่มา เป็นเรื่องธรรมชาติ เราก็คงทำงานไปเรื่อยๆ ออกเพลงใหม่บ้าง ไปร้องเพลงกับเพื่อนบ้าง ทำเพลงละครบ้าง ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามธรรมชาติของมัน แล้วก็อาจจะหาอะไรสนุกๆ ทำบ้าง เราคงมาถึงจุดที่ไม่ต้องแคร์แล้วว่าต้องร้องเพลงแบบไหนหรือแนวอะไร เป็นเวลาที่อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งเป็นข้อดีนะ เพราะเราจะได้ทำอะไรสนุกๆ ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าเพลงจะดังไหม จะมียอดวิวมากแค่ไหน เพราะเรามีแต้มบุญที่เก็บสะสมมาตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ แล้ว (หัวเราะ)

Rhythm of Beau Sunita Concert

        คอนเสิร์ตเดี่ยวในรอบ 22 ปี ของ โบ สุนิตา โดยในงานจะมีศิลปินมาร่วมแจมมากมาย อาทิ ป๊อด ธนชัย, วงลิปตา, ละมุนแบนด์ (จั๊ก ชวิน, ปิงปอง ศิรศักดิ์ และ ต้าร์ มิสเตอร์ทีม) รวมไปถึงซิงเกิลใหม่อย่าง ฉันไม่รู้ ที่แต่งสดๆ ร้อนๆ มาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

        โดยคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันที่ 23-24 พ.ย. นี้ ณ Royal Paragon Hall จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

 


อ่านซีรีส์ Life out of spotlight ตอนอื่นๆ ได้ที่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง