Book Clinic | คงน้ำหมึกบนหน้ากระดาษ เยียวยาสภาพบอบช้ำของหนังสือให้เปิดอ่านได้อีกครั้ง

ในฐานะเด็กที่ไม่ได้เติบโตมาในยุคที่อินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู หนังสือนับว่าเป็นทั้งคุณครูและเพื่อนรักที่ช่วยเปิดโลกจินตนาการ ความรู้ และมุมมองต่างๆ จนหล่อหลอมเป็นตัวตนของเราในปัจจุบัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป กองหนังสือเก่าก็เริ่มเสื่อมสภาพ เปื่อย และผุพัง จนกลายเป็นความทรงจำในรูปแบบขยะที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท ‘กุ๊ก’ – ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล เจ้าของร้านซ่อมหนังสือ Book Clinic จึงขอรับหน้าที่เป็นคุณหมอฝีมือดี ที่ช่วยรักษาเยียวยาสภาพบอบช้ำของหนังสือเหล่านี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งประวัติศาสตร์และความทรงจำที่สามารถอ่านได้อีกครั้ง

Book Clinic

Flipping to The First Chapter

     “แม้ว่าตอนนี้คนจะไม่ค่อยรู้จักอาชีพคนซ่อมหนังสือเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วศาสตร์แห่งการซ่อมหนังสือมันเริ่มต้นตั้งแต่ที่ โยฮันเนส กูเทนเบิร์ก ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์เครื่องแรกขึ้นบนโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว” ภัทรพลเท้าความถึงประวัติศาสตร์แห่งการซ่อมและทำหนังสือที่มีมาอย่างยาวนาน แต่คนยุคปัจจุบันอาจไม่คุ้นเคยมากนัก เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้คนเราหันไปซื้อของใหม่มากกว่าการซ่อมแซมของเดิม

     ย้อนไปเมื่อราวๆ 20 ปีที่แล้ว ภัทรพลประกอบอาชีพเป็นพนักงานในร้านถ่ายเอกสาร โดยงานของเขาคือการเข้าเล่มและเย็บเล่มรายงาน แต่ฝีมือการเข้าเล่มที่เรียบร้อยและสวยงาม ทำให้มีลูกค้าคนหนึ่งนำหนังสือชำรุดมาให้เขาซ่อมแซม

     “เหตุการณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมหันมาเอาดีทางด้านการซ่อมหนังสือในอีกหนึ่งปีถัดมา เพราะในยุคนั้นคนซ่อมหนังสือจริงๆ จังๆ มีน้อยมาก ทฤษฎีหรือวิธีการทำต่างๆ ก็เข้าถึงยาก ผมจึงค่อยๆ หัดเอาจากการสังเกตการเข้าเล่มของหนังสือเก่าๆ และเรียนรู้จากตำราภาษาอังกฤษที่ไปยืมมาจากห้องสมุด”

 

Book Clinic

 

     แต่แน่นอนว่าการประกอบอาชีพที่คนไม่ค่อยรู้จักย่อมเจอกับความท้าทายด้านรายได้เป็นธรรมดา “ช่วง 6 เดือนแรก ผมไม่มีงานเยอะขนาดนั้น ก็ทบทวนกับตัวเองเหมือนกันว่าจะรอดไหม แล้วผมก็ไม่กล้าคิดราคาแพง สมัยนั้นซ่อมหนังสือแค่เล่มละ 25 บาท พวกเครื่องมืออะไรเราก็มีไม่มาก จะเข้าเล่มทีก็ลำบากเหมือนกัน” ภัทรพลย้อนความหลังด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางหยิบหนังสือเก่าเล่มหนึ่งมาเปิดให้เราดู

     “ถ้ามองแค่เชิงมูลค่า การซ่อมหนังสือมันไม่คุ้มเงินอยู่แล้ว” เขาเล่าต่อ เมื่อเห็นเราขมวดคิ้วเป็นเชิงคำถาม “อย่างหนังสือเก่าๆ อาจจะเคยเล่มละ 20 บาท แต่พอเอามาซ่อม ค่าซ่อมมันก็เกินนั้นอยู่แล้ว บางทีก็เป็นร้อยถึงพันบาท แสดงว่าคนที่เอาหนังสือมาให้ซ่อมเขากำลังรักษาคุณค่าอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น”

     เมื่อเข้าใจจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่ เขาจึงสามารถต่อสู้เพื่อฝ่าพันกับความลำบากในช่วงแรกไปได้สำเร็จ

 

Book Clinic

 

To Fix the Broken History

     “หลังจากเริ่มงานซ่อมหนังสือได้ไม่นาน ผมก็แวะไปที่สยามสมาคม และได้เห็นหนังสือเล่มเก่าจากประเทศอังกฤษที่ซ่อมมาในราคา 600 ปอนด์ หรือราวๆ 30,000 บาท ตอนนั้นก็ตกใจว่าเขาซ่อมกันแพงขนาดนี้เลยหรอ เราอยากทำให้ได้เก่งๆ บ้าง ทำให้พยายามพัฒนาฝีมือตัวเองมาเรื่อยๆ”

     อยู่มาวันหนึ่งภัทรพลได้รับหนังสือโบราณที่จัดพิมพ์ในปี ค.ศ. 1688 เป็นหนังสือของมิชชันนารีที่มาเมืองไทยสมัยพระนารายณ์แล้วกลับไปเขียนงานให้เจ้านาย “เล่มนั้นเป็นหนังสือที่ผมประทับใจมาก เพราะถือว่าเป็นหนังสือที่เก่าที่สุดตั้งแต่เขาประกอบอาชีพมา อายุตั้ง 300 กว่าปี” น้ำเสียงของเขาทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องราวในวันวาน

 

Book Clinic

 

     โดยเขายังยื่นหนังสือเก่าเล่มอื่นๆ มาให้เราได้สัมผัสกับความขลังด้วยตัวเอง ทั้งหนังสือเม็กซิกัน ปี ค.ศ. 1910 หนังสือพระไตรปิฎกจากยุครัชกาลที่ 5 หนังสือคณะราษฎร์ที่มีลายเซ็นของแท้ประกอบ รวมทั้งหนังสือที่จัดพิมพ์โดยหมอบรัดเลย์ บิดาแห่งการพิมพ์ของไทยที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม

     “การซ่อมหนังสือของผมหมายความถึงการคงสภาพวัตถุชิ้นหนึ่งเอาไว้ให้เหมือนเดิมที่สุด โดยเฉพาะหนังสือโบราณพวกนี้ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก”

     หนังสือที่ถูกส่งมาที่ภัทรพลส่วนใหญ่จะเกิดจากอาการสันหลุด ซึ่งก็ต้องแก้ไขด้วยการเย็บสันใหม่ให้สวยงาม โดยวิธีที่เขาใช้บ่อยๆ จะมีอยู่ 4 อย่างคือ การเย็บข้าง เย็บกี่ เย็บมุมหลังคา และฝังเชือก (Perfect Binding) โดยวัสดุหลักๆ จะมีด้าย เข็ม กระดาษสา ผ้ามุ้ง คัตเตอร์ ไม้บรรทัดเหล็ก กาว ตะเกียบหรือแท่งเหล็ก กระดาษทราย ค้อน และอุปกรณ์เจาะรู

     “นอกจากนี้ก็มีหนังสือที่เป็นกรดจนกระดาษเหลือง ก็ต้องเอาไปลดกรดด้วยการแช่ด่าง มีโดนหนอนหนังสือกิน ซึ่งนี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรยนะ (หัวเราะ) แต่เป็นหนอนจริงๆ ที่มาอยู่กินและวางไข่ในหนังสือ วิธีแก้คือเอาไปใส่ช่องฟรีซให้ไข่มันแข็งตาย” เขาบอกถึงวิธีการถนอมหนังสือแบบต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้หรือคิดว่ามีวิธีการแบบนี้ให้ฟัง

 

Book Clinic

Book Clinic

 

Never Fade Away

     ตลอดระยะเวลา 18 ปี ภัทรพลสั่งสมประสบการณ์และความรู้ในการซ่อมหนังสือหลากประเภท และคืนชีวิตใหม่ให้หนังสือนับพันเล่ม จนกลายมาเป็นช่างซ่อมหนังสือฝีมือระดับต้นๆ ของเมืองไทย

     “ทุกวันนี้ถ้าใครมาถามผมว่าซ่อมหนังสือไปทำไม ผมก็มักจะบอกว่า ของชิ้นหนึ่งมันไม่ได้มีคุณค่าแค่ตัวเลขราคาของมัน แต่มันมีคุณค่าในความทรงจำและความผูกพันของเจ้าของ” เขาวางหนังสือปกขาดลงบนโต๊ะ “เคยมีลูกค้าคนหนึ่งเอาดิกชันนารีมาให้ผมซ่อม ราคาไม่แพงเลย ผมก็คิดว่าเขาเอามาให้ซ่อมทำไม ค่าซ่อมก็แพงกว่าค่าหนังสือแล้ว แต่ปรากฏว่ามันเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเขา เพราะเป็นดิกชันนารีเล่มแรกที่ได้มาจากอาจารย์ภาษาอังกฤษ จนวันนี้ก็นำความรู้นั้นมาประกอบอาชีพจนซื้อบ้านซื้อรถได้ มันเปลี่ยนชีวิตเขา ไม่ใช่แค่ดิกชันนารีธรรมดาๆ อีกต่อไป

     “หรือลูกค้าอีกคนที่สูญเสียคุณพ่อ แต่ไม่ได้เก็บกระดูกของพ่อไว้ เขาก็เอาไดอารีเล่มเก่าของพ่อมาให้ผมซ่อม เพราะเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ แต่เวลาซ่อมไดอารีเขาก็มักขอให้ซ่อมเร็วๆ หน่อย สงสัยกลัวผมอ่าน” ภัทรพลพูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

Book Clinic

 

     เขายอมรับว่าทุกวันนี้เขามีความสุขทุกครั้งเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของเจ้าของหนังสือที่แวะเวียนมารับหนังสือเล่มเก่ากลับบ้านด้วยสภาพเหมือนใหม่ ราวกับได้คืนเรื่องราวความทรงจำที่จับต้องได้ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

     “เป็นธรรมดาที่อารายธรรมมนุษย์ต้องมีบางอย่างเพิ่มขึ้น และมีบางอย่างสูญหาย เป็นวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา แม้หนังสือเก่าที่ถูกทิ้ง คุณค่าของมันเปลี่ยนจากสิ่งที่ให้ความรู้เป็นขยะในชั่วพริบตา จากข้อความที่เปลี่ยนชีวิตคนก็กลายเป็นเศษกระดาษกิโลละ 2 บาท แต่จริงๆ เราซ่อมได้ เราคืนคุณค่าและมูลค่าของมันกลับมาได้ ผมเชื่อว่าถ้าเรารักษามันได้ก็น่าจะดี”

 


Book Clinic 

Book Clinic

     ร้านซ่อมหนังสือที่ดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 18 ปี ปัจจุบันมี 2 สาขาคือ โชคชัยสี่ ซอย 22 ลาดพร้าว และหมู่บ้านจันทิมาธานี ซอย 4 ถ.กาญจนาภิเษก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: ร้านซ่อมหนังสือ Book Clinic

Share Post
Like 0 View 214

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว พยายามกินอาหารมังสวิรัติ แต่ตัดใจจากหมูกรอบไม่ได้สักที