บอย โกสิยพงษ์ ว่าด้วยคุณค่าทางจิตใจในการมีชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน

The Guest
10 Aug 2021
เรื่องโดย:

adB Team

ในช่วงเวลาที่หลายต่อหลายคนต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ จนลุกลามกลายมาเป็นบาดแผลที่กรีดลงลึกภายในจิตใจ กลวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คนเราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ด้วยดี ก็คือการมองเห็น ‘คุณค่า’ (Value) ที่ตัวเองนั้นยึดถือ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตทั้งในปัจจุบัน และภายภาคหน้าของตนเอง จนกลายมาเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางและเป็นแรงบันดาลใจให้กับชีวิตของเรา พร้อมกันนั้น ยังจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้งอกงามในอนาคตได้อีกด้วยเช่นกัน

        ผู้ที่จะสามารถให้คำตอบแก่เราได้อย่างเห็นภาพที่สุด แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนที่ผ่านโลกมาไม่น้อย เขาคนนั้นคือ บอย โกสิยพงษ์ ผู้ที่ได้รับขนานนามจากคนมากหน้าหลายตาว่าเป็น ‘เจ้าพ่อเพลงรัก’ การเดินทางที่ผ่านมาของเขาย่อมไม่ได้สวยหรู และเต็มไปด้วยอุปสรรคขวางหนามมากมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งของชีวิตมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ได้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่การรู้วิธีก้าวข้ามผ่านอย่างเท่าทัน เพื่อที่จะมีสามารถมีชีวิตที่ราบรื่น และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

        วันนี้เขาได้พบเจอกับสิ่งที่ตนเองปรารถนาเรียบร้อยแล้ว เป็นคุณค่าที่เกิดจากการผ่านร้อนผ่านหนาวตามจังหวะเวลาของชีวิต เป็นความรู้สึกนึกคิดที่เพาะบ่มมาจนสุกงอม และตกตะกอนจนกลายมาเป็นบทเรียนที่สอนใจเขาอยู่เสมอ คุณค่าที่ว่านั้นไม่ใช่แค่ค่านิยมที่เขามองเห็นเพียงแต่ตนเอง แต่ยังรวมไปถึงมุมมองการรับรู้ถึงคุณค่าภายใต้ปรัชญาการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน สะท้อนออกมาเป็นบทเรียนที่ว่าด้วยเรื่องคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว คนรัก สังคม ชีวิต และกาลเวลา

        คุณค่าหรือค่านิยมที่เขายึดถือเสมอมาคือสิ่งใด สามารถหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ฉบับนี้

บอย โกสิยพงษ์

คุณค่าของตนเองที่เกิดจากการเรียนรู้

        คำถามแรกเพื่อเริ่มต้นเปิดบทสนทนาระหว่างเราคือการพูดถึงคุณค่าของชีวิต สำหรับนักแต่งเพลง ที่ได้ทิ้งผลงานเพลงที่ยอดเยี่ยมนับร้อยนับพันเพลงไว้มากมาย จนอาจพูดได้อย่างไประคายปากเลยว่า เขาเกิดมาเพื่อแต่งเพลงอย่างแท้จริง แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การทำเพลงอาจเป็นไปได้ไม่ราบรื่นนัก เขากลับเห็นอีกหนทางหนึ่งที่เข้ากับตัวเองคือการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

        “ช่วงนี้ผมก็ไปทำสวน ปลูกผัก ปลูกพืชเยอะแยะ เพราะเราไม่อาจจะออกไปไหน ทำอะไรได้สะดวกสบายอย่างเคย เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะไปติดเชื้อจากคนอื่น หรือคนอื่นมาติดเชื้อจากเรา จากการที่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดของตัวเองแบบนี้ ก็ได้ทำให้ผมได้ค้นพบอะไรหลายอย่างที่เป็นภูมิปัญญา (wisdom) กลับมาใช้ชีวิตมากมาย

        “ตอนแรกผมมีที่ดินเปล่าใกล้บ้าน เคยวางแผนไว้ว่าจะให้ใครทำดี แต่ตั้งแต่โควิด-19 เกิดขึ้น ผมก็เปลี่ยนที่ดินว่างเปล่านั้นให้กลายเป็นป่าไม้หลายระดับเลย และสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ต้นไม้เหล่านั้นเกื้อกูลกันเองได้ พอทำไปสักพักก็เจอปัญหาเยอะแยะเหมือนกัน ทั้งเรื่องดิน เรื่องนู้นเรื่องนี้ แล้วเราก็ค่อยมาแก้ไขไป ก็ถือว่าสนุกดี นอกจากนั้นแล้ว เวลามีผลหมากรากไม้ออกมา เราก็สามารถนำมากินได้ และแบ่งปันให้กับคนอื่นได้อีก ซึ่งเป็นอะไรที่น่าภาคภูมิใจ”

        คู่สนทนาตอบกลับอย่างผ่อนคลาย และฉายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เผยให้เห็นถึงคุณค่าที่เขายึดถือภายใต้กิจกรรมที่ทำไปด้วยความชอบใจขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่จะรู้ตัวเองว่าเกิดมาเพื่อทำสิ่งใด ไม่ว่าจะคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ หรือคนวัยเขาก็ตาม ป่านนี้ก็ยังคงไม่ได้ยินเสียงที่แท้จริงจากใจของตัวเอง และยังคงใช้ชีวิตล่องลอยไปแบบไร้จุดประสงค์อยู่

        สำหรับเขาแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรต่อสิ่งนี้

        “ไม่แปลกที่หลายคนจะเป็นแบบนี้ ลองจินตนาการว่าเราเกิดมาอยู่บนดาวอังคาร ไม่มีใครบอกเราหรอกว่าจุดประสงค์ของการเกิดมาคืออะไร เราโตมาพร้อมกับการมองเห็นว่าก้อนหินกองนี้สวยดี ก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อน สักพักกลายมาเป็นว่ารู้สึกว่านี้แหละคือจุดประสงค์ ฉันต้องทำไว้ก่อน นี่เป็นธรรมชาติ เพราะเราไม่มีหนังสือคู่มือติดตัวตอนเกิดว่าทั้งหมดนี้เราจะมาไปเพื่ออะไร

        “แต่สำหรับผม ผมมีหนังสือคู่มือให้กับตัวเองนั่นคือไบเบิล ซึ่งเป็นคู่มือในการดำรงชีวิตอยู่ และบอกว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร เราเกิดมาเพื่อกันและกัน สิ่งที่ต้องทำก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่ต้องทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น และคนอื่นๆ ก็จะทำประโยชน์เพื่อกันและกันต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คนบนโลกนี้อยู่ร่วมกันได้”

        เราถามต่อไปว่า แล้วเราจะล่วงรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เราทำให้จะไปตรงกับสิ่งที่คนอื่นเขาต้องการ 

        “เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาต้องการสิ่งนั้นหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าโลกนี้ต้องการความรัก ซึ่งไม่ใช่จากผมคนเดียวด้วย แต่ต้องการจากกันและกัน อย่างเวลาผมเดินไปไหนมาไหน ได้พบเจอกับใครๆ ก็ตาม ผมจะยิ้มและทักทายเขา เพื่อให้พวกเขารู้ว่ามียังมีคนที่ให้ความสำคัญกับเขาอยู่นะ และเมื่อทำแบบนี้ไปทุกๆ ครั้ง เมื่อเราได้เจอกันอีกเขาก็จะยิ้มให้ผมกลับมา และจะต้อนรับผมอย่างดี

        “เมื่อเราแสดงความรักให้กันและกัน เราก็จะได้รับความรู้สึกดีกลับมาเหมือนกัน ทั้งที่เราไม่ต้องให้สตางค์หรือมอบสิ่งของอะไรแก่กันเลย ลองทำดู แล้วคุณจะรู้สึกถึงความสุขจากรอยยิ้มที่จริงใจเวลาที่ได้เจอใครๆ พอเริ่มต้นทำได้แบบนี้ ต่อไปเราก็จะส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนที่ต้องร่วมงานด้วย”

บอย โกสิยพงษ์

คุณค่าของคนในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19

        แต่ในสถานการณ์แบบนี้ คงยากที่จะเราจะออกไปไหนมาไหน เพื่อเก็บเกี่ยวและแบ่งปันความสุขและรอยยิ้มจากคนอื่นทั่วไปได้ ในด้านหนึ่ง โรคระบาดก็กีดกันคนเราออกจากสังคมภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ตีกรอบให้เรามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคนใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น เขามองสถานการณ์นี้อย่างไร

        “พอไม่ได้ไปไหนเลย ทุกคนต้องอยู่ด้วยกันหมด ลูกไม่ได้ออกไปโรงเรียน ผมไม่ได้ออกไปทำงาน ช่วงแรกอาจจะมีช่วงที่เรากระทบกระทั่งกันบ้างเหมือนลิ้นกับฟัน แต่พออยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันหลายอย่าง

        “ผมเป็นพ่อรุ่นเก่า ไม่ใช่พ่อรุ่นใหม่ เมื่อก่อนผมก็จะนึกตัวเองเสมอว่าผมเป็นพ่อ และใช้บทบาทความเป็นพ่อกับลูกเข้าหากัน ด้วยการที่ว่า ถ้าลูกทำอย่างงี้ แล้วพ่อไม่เห็นด้วย พ่อก็ควรจะบอกว่าพ่อไม่เห็นด้วย และลูกก็ควรจะทำตามที่พ่อบอก เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่พอได้อยู่ด้วยกันเยอะๆ ผมก็พบว่าทางที่ดีที่สุดก็คือการที่เราไม่ใช้บทบาทพ่อมาควบคุมการเป็นอยู่ของคนในครอบครัว แต่เราควรจะเริ่มใช้หัวใจรับฟังโดยที่ไม่ใช้บทบาทอำนาจของพ่อมากำกับ แล้วลูกก็จะเปิดใจ ทำให้เราได้เห็นมุมมองของเขาที่เวิร์กกว่ามุมมองที่เรานึกเอาไว้ด้วยซ้ำ

        “ดังนั้น ก็เลยทำให้ผมมาคิดว่าเราจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่ด้วยกันแล้วไม่มีปัญหามาก คำตอบก็คือต้องฟัง และฟังด้วย ความตั้งใจเพื่อที่จะทำให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ว่าเพื่อที่จะมาบอกว่าเธอถูกหรือฉันผิด

        นี่คือบทเรียนว่าด้วยคุณค่าที่เขาได้เรียนรู้จากสถานการณ์ช่วงนี้ แล้วผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร

        “หลังจากนั้นมันดีขึ้นมาก ทั้งความเข้าใจ ความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้น อย่างลูกคนโตจะค่อนข้างหัวอ่อน เราว่าอย่างไรเขาก็มักจะเชื่อตาม แต่คนเล็กจะมีความคิดเป็นข้างตัวเองสูง ถ้าเขาคิดแบบนี้ ก็จะยืนยันตามนี้ แต่พอเราเริ่มตั้งใจฟังแบบไม่ใช่เพื่อที่จะมาตัดสินต่อ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นดีมากขึ้น”

        ช่วงเวลาแบบนี้ย่อมทำให้คนในครอบครัวอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็ตามย่อมต้องการความเป็นส่วนตัวของตัวเอง ยิ่งคนต่างช่วงวัยกัน อย่างพ่อแม่ และลูกๆ ยิ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันได้ คุณจัดสรรพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของคนในบ้านอย่างไร

        “เมื่อก่อนผมจะค่อนข้างขอให้อยู่ร่วมกันในห้องรับแขกข้างล่างด้วยกันบ้าง เพราะลูกคนเล็กมักจะอยู่ในห้องเขาเสียเยอะ แต่พอมีเหตุจำเป็นทำให้เราได้อยู่ด้วยกันมากๆ เข้า เราต่างได้ทะเลาะกัน ร้องไห้ไปด้วยกัน ได้ก้าวข้ามผ่านช่วงวันเวลาดีๆ หลายๆ อย่างไปด้วยกัน ก็ทำให้เขาลงมาอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยกันมากขึ้น โดยที่เราไม่ได้ขอเวลาเขาก่อนด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าเขาต้องการที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันกับเราจริงๆ

        “พอเขาแค่ลงมาอยู่ด้วยเท่านั้น เราก็จะมานั่งด้วย เขาดูอะไรอยู่ เราก็จะดูตาม อย่างถ้าสมัยก่อนต่างคนก็ต่างจะบอกว่าถ้าจบเรื่องนี้ ขอดูเรื่องนั้นบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ ใครดูอะไรอยู่ก็ดูด้วยกัน ทำให้เราเหมือนได้อยู่ในไทม์ไลน์เดียวกันกับชีวิตเขาด้วย ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น การที่เราไม่ไปตีกรอบเขามาก กลับกลายเป็นว่าเขาเปิดรั้วของเขาให้เราได้เข้าไปอยู่ด้วย”

บอย โกสิยพงษ์

คุณค่าของคนรัก เมื่อได้รู้จักคำว่าแตกต่าง

        เขาเคยได้ให้สัมภาษณ์กับเราไว้ว่า มนุษย์เราแม้จะต้องการการเติมเต็มจากคนอื่นมากเพียงไร แต่มีวิธีการเติมเต็มซึ่งกับและกันของคนเรานั้นแตกต่างกันไป คนเรามีน้ำมันของการเติมเต็มคนละแบบ เหมือนบางคนต้องการดีเซล บางคนต้องการเบนซิน ถ้าเติมไม่ถูกชนิดก็คงจะเข้ากันไม่ได้

        สำหรับบอย เขาชอบเขียนเพลงบอกรักภรรยา และก็คาดหวังให้ภรรยาตอบกลับด้วยวิธีการเดียวกัน แต่เหมือนจะไม่เป็นผล

        “ผมได้อ่านหนังสือของ ดร. แกรี แชปแมน ชื่อว่า The Five Love Languages หรือ ห้าภาษารัก เป็นหนังสือที่ดีมาก เพราะว่าทำให้ผมตาสว่างขึ้นมาก อย่างที่สมัยก่อน ที่ผมแต่งเพลงไว้มากก็เพราะว่าผมต้องการจะบอกรักภรรยาผมผ่านเพลงเพราะเพลงมันคือวิธีการบอกรัก แต่ผมแต่งไปกี่เพลง ต่อให้เขาจะรู้ว่าเรารักเขานะ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกว่าผมรักเขามากขึ้นเท่าตอนที่ผมไปช่วยเขาซักผ้า”

        บอยเล่าว่า ในหนังสือเล่มนี้ แบ่งภาษารักออกเป็น 5 ภาษาหลักๆ ภาษาแรก คือภาษาพูดหรือเขียน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่สนทนาเราถนัดมาก และบอยมักจะทำให้ภรรยาเป็นประจำ แต่สิ่งที่เธอต้องการคือ ภาษาแบบที่สอง คือการบริการและดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่ใช่ภาษาที่เขาถนัดเลยแม้แต่น้อย ภาษาที่สาม คือการกอดและสัมผัส ภาษาที่สี่ คือการใช้เวลาร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน และภาษาแบบสุดท้าย คือการมอบของขวัญในสิ่งที่ผู้รับไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับ แต่กลับตรงกับสิ่งที่ต้องการพอดี

        “ดังนั้น การที่เราจะเติมเต็มความรักให้สมบูรณ์ได้ก็ต้องให้ในสิ่งที่อีกคนต้องการ พอผมได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมก็คิดได้ว่าผมควรจะสื่อสารในภาษาเดียวกันกับที่เขาต้องการ เราก็เลยไปช่วยเขาแยกผ้า คัดผ้าบ้าง ช่วงแรกก็มีผิดพลาดเยอะ แต่ว่าทุกครั้ง เขาจะรู้สึกว่าเขาได้รับความรัก แล้วเขาก็จะใส่ความรักคืนให้กับเรา ด้วยภาษาแบบของเรา”

        การดูว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อสารด้วยภาษาอะไร แล้วเรียนรู้เพื่อที่จะสื่อสารซึ่งกันและกันด้วยภาษาที่ต่างฝ่ายต่างต้องการก็จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์นั้นดียิ่งขึ้น เมื่อเราบอกรักในภาษาที่เข้าถนัดแล้ว เราก็อาจจะได้การตอบกลับเป็นภาษาเดียวกับที่เราต้องการเอง

        “เหมือนคุณพูดภาษาอังกฤษ แต่ผมฟังและพูดเป็นแต่ภาษาจีน ผมพูดภาษาจีนเท่าไหร่คุณก็ไม่เข้าใจ ผมบอกรักคุณด้วยภาษาจีนเท่าไหร่คุณก็ไม่เข้าใจ ผมก็เลยต้องไปหัดเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อที่เราจะสื่อสารกันได้ด้วยความเข้าใจ”

        ชีวิตคู่ก็คงเป็นแบบนี้ ถ้าเรามอบในสิ่งที่เขาต้องการ เราก็จะรับในสิ่งที่เราต้องการกลับมาด้วยเช่นกัน

บอย โกสิยพงษ์

คุณค่าของคนในสังคม เกิดขึ้นได้จากการมอบความรักให้แก่กัน

        ไม่ว่าใครก็ตามย่อมต้องการความรักความหวังดีจากคนรอบข้าง การส่งมอบสิ่งเหล่านี้ให้แก่กันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจากใครก็ตาม ส่งไปถึงใครก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีเสมอ หากจะให้เปรียบเปรย นั่นก็เหมือนกับว่าจักรวาลความรักของคนเรานั้นได้ขยายตัวออกไป แต่ก็แน่นอนอีกว่า ใช่ว่าทุกคนจะพร้อมใจกันแบ่งปันความรักให้กับคนทั้งโลกได้ตลอด

        เขามองสิ่งนี้อย่างไร

        “ผมชอบเปรียบเทียบกับถ่านหุงข้าวก้อนแดงๆ ถ้ามันอยู่ก้อนเดียวลำพัง มันอาจจะแดงไปได้สักพัก แป๊บเดียวก็มอด แต่ถ้าถ่านหลายก้อนมาอยู่รวมกัน บางก้อนมอดไปบ้าง แต่บางก้อนยังแดงอยู่ มันก็จะผลัดกันมอด ผลัดกันแดง ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดพลังร่วมกันได้ งานทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำจึงไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว พวกเราพยายามปลูกความคิด ปลูกความหวังลงไปในใจของคน ผ่านบทเพลงหรือผ่านการที่พวกเราไปพูดตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัย ตามสำนักงานต่างๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายของการปลูกความหวังด้วยกัน แต่เป็นธรรมดา เช่นเราปลูกต้นไม้ บางต้นก็งอกงาม บางต้นก็ไม่ แต่ถ้าเราไม่หยุดเสียอย่าง ถึงอย่างไรในอนาคตก็ต้องมีบ้างที่จะเติบโตและผลิดอกออกผล”

        อย่างไรก็ตามแต่ ในโลกอุดมคติของเขาที่มองว่าความรักเบ่งบานผลิดอกออกผลสวยงามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง คงไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป บนโลกใบเดียวกันแต่เป็นมิติคู่ขนาน ความชิงชังชั่วร้ายย่อมปรากฏขึ้นทุกหย่อมหญ้าไม่แพ้กัน นั่นเป็นเพราะเหตุใด

        “ทุกวันนี้ คือผลผลิตจากอดีต เราได้เก็บเกี่ยวผลพวงของความเกรี้ยวกราด ความชั่วร้าย ความเกลียดชัง ก็เพราะในอดีตเราได้เพาะปลูกมัน ถ้าเรามัวแต่ปล่อยให้ต้นไม้แบบนั้นเจริญเติบโต แล้วบ่นไปเรื่อยว่าทำไมโลกถึงโหดร้ายกับเราจัง เราก็จะเป็นได้แค่คนขี้บ่น เว้นแต่ว่าเราปลูกความรัก ความเมตตา เราก็จะสามารถคาดหวังได้ว่าน่าจะมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวต้นแห่งความรักได้

        “กฎของการเกษตรคือคุณปลูกอะไรก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น นี่คือความแท้จริง ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถปลูกความรักและความหวังให้อนาคตได้ ถ้าเราปลูกวันนี้สัก 20 คน อย่างน้อยก็ต้องมีต้นอ่อนขึ้นมาสัก 10 ต้น ถ้าเราหมั่นรดน้ำพรวนดินก็คาดหวังได้ว่ามันจะต้องออกดอกออกผล เราจึงต้องอดทนรอได้เพราะมีความมั่นใจ และต่อไปก็จะมีคนมาช่วยกันปลูกเยอะๆ ไม่อย่างนั้นโลกก็จะมีแต่ต้นไม้ที่ผิดเต็มไปหมด”

        ที่ว่าต้นไม้เติบโตขึ้นแบบผิดที่ผิดทาง แท้ที่จริงแล้วคุณมองว่ามีสาเหตุมาจากสิ่งใด

        “มันเป็นเพราะเรื่องเวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโลกนี้ คุณมีเงินเท่าไรก็ซื้อเวลาไม่ได้ แล้วตอนนี้ทุกอย่างมันเร็วไปหมด เราพยายามที่จะเร่งเวลา และทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้นตามใจของเรา ก็เหมือนกับที่เราใช้ชีวิต ถ้าเราใช้ชีวิตให้ทุกอย่างต้องเร่งรีบได้ดั่งใจ ก็จะมีของเสียตามมาแล้วเราก็ต้องรับมันไปด้วย

        “ขนาดเราปลูกต้นไม้ยังต้องรอเป็นสิบปี กว่าต้นไม้จะโตออกดอกออกผลให้เราเก็บเกี่ยว ถ้าอยากจะปลูกอะไรในวันนี้แล้วเอาผลพรุ่งนี้เลย คุณก็ปลูกได้แค่ถั่วงอกอย่างเดียวแล้วล่ะ จำไว้เลยว่ากฎของการเกษตรคือสัจธรรม ปลูกอะไรก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น การเริ่มปลูกอะไรก็ตามไม่มีคำว่าสายเกินไปหรอก ถ้าเราปลูกตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้จะปลูกตอนแก่ๆ แล้ว แต่ดอกผลที่ได้มาหลังจากที่เราไม่อยู่แล้ว ก็ส่งไปยังลูกหลานของเรา”

        จริงอย่างที่เขากล่าวไว้ ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก จนเราไม่อาจปล่อยเวลาให้เสียไปอย่างสูญเปล่าได้ แต่ยิ่งนานวันเข้า คนยิ่งให้ความสำคัญกับเวลามากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย ในระยะเวลาที่จำกัดนี้ ต้องได้อะไรกลับมาแบบที่คุ้มค่า คุ้มราคา คุ้มที่ลงทุนไป กลับกลายมาเป็นสิ่งที่กดดันคนเราให้ต้องล้มแล้วลุกขึ้นมาทันที และพุ่งทะยานสู่จุดหมายให้จงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ลวงหลอกเราทั้งนั้น

บอย โกสิยพงษ์

คุณค่าของชีวิต ในวันที่ล่วงรู้ถึงเหตุผลของการมีอยู่

        การกลับมามองมิติของเวลาใหม่ โดยไม่ให้คุณค่ากับมันจนเกินเหตุจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าอย่างยิ่ง ค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะจะโคนของเวลาที่ดำเนินไป อย่าให้สังคมมาเร่งเร้าให้เราต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะบางครั้ง บาดแผลจากการล้มลุกคลุกคลานในอดีตก็อาจยังไม่หายดี และจำเป็นต้องรอวันให้แผลสมาน หรือได้รับการเยียวยาให้หายดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้น แผลนั้นก็จะฝังรากลึกอยู่ในใจ และไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางหายเป็นปลิดทิ้งได้อีกแล้ว

        อย่างกับที่เขาคนนี้เล่าให้กับเราฟังว่า สิ่งที่ทำให้เขาก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ไม่ใช่เวลา แต่เป็นคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ การสูญเสียคนในครอบครัว การได้พบกับพระเจ้า และการเห็นถึงคุณค่าของครอบครัวที่อยู่ร่วมกัน

        “ในช่วงจังหวะชีวิตที่เบเกอรี่มิวสิคประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นช่วงเวลาที่ผมสูญเสียคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย พี่ชาย พี่เขย พวกเขาเสียชีวิตไปในช่วง 5 ปีนั้น 5 คน แบบเรียงๆ กันเลย เป็นสิ่งที่หนักหนามากสำหรับผม และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ผมได้พบกับพระเจ้า ได้รู้ว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่คืออะไร”

        “ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม จุดประสงค์ของชีวิตคืออะไร เราก็จะงง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิตนี้ดี คุณพ่อสอนผมมาตั้งแต่เด็กว่าเราต้องทำในสิ่งที่เรารัก รู้สึกว่าทำแล้วมันไม่เบื่อ ทำแล้วมันไม่อยากจะเลิก นั่นแหละคือสิ่งที่เรารัก”

        นั่นจึงเป็นการกลับมาที่คำถามในตอนต้น สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองรักอะไรจะทำอย่างไร สิ่งที่เขาแนะนำกลับมาก็คือ ปัจจุบันคนเรานั้นมีทางเลือกมากมาย เราคิดว่าชอบอะไรสักอย่างหนึ่งก็ทำไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ว่าสิ่งนั้นจะส่งผลดีต่อเราในอนาคตอย่างไร ต่อให้ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราทำลงไปจะไม่ใช่สิ่งที่เรารักจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก แต่มันจะผลิดอกออกผลให้กับเราในอนาคตแน่นอน

        สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราต้องเชื่อมั่นในตัวเราเองก่อน ว่าสิ่งที่เราทำคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเราแล้ว ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามแต่ นั่นเป็นสิทธิของเขา สิ่งนี้คือการทำเพื่อตัวเราเอง อ่อนน้อมต่อตัวเราเอง โดยไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะทำให้ทุกคนทุกหมู่เหล่าชอบสิ่งที่เราทำไปเสียหมด 

        “สิ่งที่เขาต้องการกับสิ่งที่เขาอยากได้อาจจะไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการความหวัง ต้องการกำลังใจ ต้องการความรัก แต่เพลงที่เขาอยากฟังอาจเป็นอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่เขาต้องการ จนทำให้เรารู้สึกแย่ที่ทำอะไรออกมาได้ดีไม่พอ กลายเป็นความคาดหวังที่น่ากลัว ถ้าเราคาดหวังเมื่อไหร่ก็เตรียมตัวซวยได้เลย”

        เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่คนเราจะต้องเจอปัญหาเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือใหญ่โตถึงขนาดการสูญเสียคนในครอบครัวไปจากชีวิตอย่างที่คู่สนทนาของเราเคยประสบพบเจอมา และเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ตามย่อมมีโอกาสพบเจอกับสิ่งเดียวกันนี้สักวันหนึ่งเช่นกัน

        ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดหากคนเราจะร้องไห้ให้กับการจากลาของใครสักคน เขาเองก็เล่าว่าเขาร้องไห้จนเบื่อที่จะร้องไห้ต่อไปอีกแล้ว เพียงแต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะมีคำพูดอื่นใดสามารถอธิบายความรู้สึกที่มีในตอนนั้นไปได้ดีกว่าคราบน้ำตา แม้จะร้องขอวิงวอนสักเท่าไร เพื่อไม่ให้เรื่องเศร้าเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่สัจธรรมของชีวิตคนเรา ไม่ว่าการเกิด แก่ เจ็บ และตายไป ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีได้อยู่ดี

        ในวันนี้ที่เวลาล่วงเลยมานานสักพักแล้ว ณ ตอนนั้นเขารู้สึกอย่างไร หากย้อนกลับไปมองเรื่องราวเหล่านั้นด้วยภาพแบบไหน และสิ่งนั้นผลักดันให้เขาก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร 

        “ผมมักจะเล่าถึงปัญหาชีวิต ปัญหายิ่งเยอะในชีวิตยิ่งทำให้เราถ่อมตัวลง ทำให้เรารู้ตัวมากขึ้นว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เราพร้อมที่จะโดนปัญหาเข้ามากระแทกได้เสมอ แล้วเราก็พร้อมที่จะร้องไห้ พร้อมที่จะเสียใจ งอแง ฟูมฟาย แต่ผมจะคิดเสมอว่าปัญหาเข้ามาเป็นเพราะพระเจ้าอวยพร

        “ครั้งสุดท้ายก่อนที่คุณแม่จะเสีย ผมบอกว่าแม่อย่าตายเลย แต่คุณแม่ท่านก็จากไปอยู่ดี ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้เจอกันอีกครั้งบนสวรรค์ เป็นความหวังที่จะใช้ชีวิตดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ตัวเองตาย เพื่อเจอเขาอีกครั้งบนสวรรค์ ถ้าความหวังไม่มี ชีวิตต่อไปจากนี้ก็สูญเปล่า ไม่มีความหมายอะไร ถ้าชีวิตไม่มีความหวัง นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมระยะหลังๆ เราจึงใช้เวลาในการที่จะปลูกความหวังให้กับทั้งตัวเอง ให้กับทั้งคนใกล้ชิด และให้กับสังคมมากขึ้น”

คุณค่าของปัจจุบัน คือการเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรที่ง่ายดาย

        จากเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เล่ามา คงเผยให้เราได้เห็นเป็นอย่างดี ถึงคุณค่าในรูปแบบต่างๆ ที่คู่สนทนาเรายึดมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าต่อตัวเอง ครอบครัว คนรัก สังคม และแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง สิ่งนี้ได้สร้างความหมายมากมายหลายสิ่งให้กับเขามาจนถึงปัจจุบัน และต่อไปยังอนาคต

        ทว่าต้องยอมรับว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับใครหลายคน เขาในฐานะคนที่ผ่านโลกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนค้นพบคุณค่าในการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขเช่นนี้ อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านบทความนี้

        “อยากให้กำลังใจทุกท่านให้ก้าวเดินต่อไป สิ่งที่เราเจออยู่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในชั่วชีวิตคนเราอาจจะเคยเจอสิ่งที่ยากลำบากแบบนี้เป็นครั้งแรก บางคนอาจจะเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ ไม่สบายกายและใจกัน

        “แต่เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือบ้านของเรา ถ้าทำให้ที่นี่เป็นที่ที่สบายใจที่สุด และหวังว่าจะเป็นที่พักพิงกายใจที่ดีที่สุดเช่นกันได้อย่างแน่นอน ผมได้ค้นพบกับตัวเองแล้วว่า ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเราจะอนู่ตำแหน่งไหนของบ้าน จงทำให้เหลือตำแหน่งเดียว ที่ทุกคนอยู่ในระนาบเดียวกัน พูดคุยกัน รับฟังซึ่งกันและกัน เชื่อว่ามันจะทำให้สถานะในครอบครัวเราแน่นแฟ้นมายิ่งขึ้น และเราจะได้พักพิงที่บ้านอย่างสบายกายและใจ” 


ภาพ: Getty images, Brina Blum / Unsplash, เฟซบุ๊ก: Boyd Kosiyabong 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่