โสภณ ศุภมั่งมี ผู้ทำสตาร์ทอัพ ‘Busy Rabbit’ กระต่ายผู้เร่งรีบในเชียงใหม่ที่แสนสโลว์ไลฟ์

The Guest
3 Dec 2020
เรื่องโดย:

ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

ในวันที่ความเจริญอยู่แต่แค่เมืองหลวง จะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีในเมืองรองอย่างไร

        สิ่งที่ต้องยอมรับสำหรับประเทศไทย และเชื่อว่าหลายๆ คนเห็นตรงกันก็คือ ‘กรุงเทพฯ’ เป็นเมืองที่วุ่นวาย เรงรีบ และซับซ้อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนที่มีความสามารถและโอกาสนั้นกระจุกรวมตัวกันอยู่ที่เมืองเทพสร้างแห่งนี้ ไม่ต่างจากประชากรที่หนาแน่น

        ดังนั้น จึงอาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในเมืองอื่นที่ไม่ใช่เมืองหลวง แม้กระทั่งใน ‘เชียงใหม่’ ที่ถึงแม้ว่าความเจริญจะไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก แต่โอกาสในการทำธุรกิจนั้นห่างกันราวกับฟ้ากับเหว

        แต่หลังจากที่ได้คุยกับ โสภณ ศุภมั่งมี ผู้ชายที่เคยเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่ Microsoft นานถึง 5 ปี ทำให้เรามองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจในเมืองรองของประเทศไทยของเราแตกต่างไปจากเดิม แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ 

        การมองเห็นโอกาสที่มากขึ้นผู้ชายคนนี้มาพร้อมกับแว่นสายตาที่มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น เลนส์ที่ชื่อว่า ‘ความรู้ทางโปรแกรมเมอร์’ ที่ผู้ชายคนนี้บอกว่าทำให้สามารถมองเห็นความเป็นไปได้ ในการแก้ปัญหา และการทำธุรกิจมากกว่าคนทั่วไป

        พร้อมกับการนั่งคุยถึงตลาดแรงงานในอนาคตข้างหน้า จะแตกต่างจากตลาดแรงงานในทุกวันนี้ไปอย่างไร? หลังจากบทสนทนาเกือบ 1 ชั่วโมงกับเขา ภาพในอนาคตข้างหน้าที่เรามองคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

Busy Rabbit

จุดเริ่มต้นของ ‘Busy Rabbit’ เป็นอย่างไร

        Busy Rabbit เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว แต่ถ้าอยากให้เล่ายาวๆ หน่อยคือก่อนหน้านี้ผม ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่ไมโครซอฟต์ประมาณ 5 ปี แล้วในช่วงปี 2011 ผมก็ได้กลับมาทำงานช่วยที่บ้านต่อ เราช่วยที่บ้านได้อยู่ 5 ปีเราก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัว และอยากจะทำอะไรใหม่ๆ

        ตอนนั้นผมเจอรถติดที่แยกข่วงสิงห์ แล้วผมรู้สึกหิวข้าว ก็เลยทำให้เรานึกขึ้นได้ว่าเชียงใหม่มันยังไม่มีบริการส่งอาหารแบบเป็นจริงเป็นจัง ตอนนั้นจะมีก็แค่ Foodpanda เจ้าเดียว ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเมืองใหญ่และอยู่ในปี 2017 แล้ว เราก็รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นเดลิเวอรีเท่านั้นนะ ในจังหวะนั้นแค่แวบมาในหัวว่าลองทำดูก็แล้วกัน ไม่มีอะไรเสียหาย

        คือตอนนั้นจะมีกลุ่มแม่ค้ารับหิ้วเยอะ พอเราเข้ามาทำเกี่ยวกับธุรกิจอาหารตรงนี้ก็เปลี่ยนระบบของเขาไปนิดหน่อย เมื่อก่อน จะเป็นระบบประมาณว่า “พรุ่งนี้จะไปร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้นะ ใครอยากจะกินบ้าง ลูกค้าก็จะสั่งๆ มา แล้วแม่ค้าก็จะจดๆ แล้วก็หิ้วไปส่ง” ลูกค้าส่วนใหญ่แล้วก็จะรู้สึกว่ามันช้า เขาก็จะยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้ของเร็วขึ้น เราเลยเข้ามาเสริมจุดนั้น เราก็เลยแบบใช้โมเดลของ SKOOTAR ก็คือเวลาจะให้ไปทำอะไรก็จะคิดราคาตามระยะทางเอา เป็นเหมือนค่าเสียเวลา

        ตอนแรกมาคนก็งงแบบ เฮ้ย! ทำไมค่าส่งแพงจัง พอทำไปได้สักพักคนก็เริ่มเห็น trade off ระหว่างเงินกับเวลามันคุ้มค่า แทนที่จะออกไปซื้อของเอง แทนที่จะออกไปซื้อข้าวเอง หรือว่าแทนที่จะรอแม่ค้ารับหิ้วมา ก็สามารถที่จะสั่งแล้วไปส่งเดลิเวอรีให้ได้เลย เพราะฉะนั้น มันก็เริ่มตอบโจทย์คนในเชียงใหม่ พอเริ่มตอบโจทย์คนในพื้นที่ กลายเป็นว่าธุรกิจมันก็เริ่มไปได้ ใน 2-3 เดือนแรก ก็จะมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะขึ้น เราก็รู้สึกว่าเราก็อาจจะมาถูกทาง

เริ่มจากการทำ B2C ก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจแบบ B2B อย่างไร

        พอทำไปได้สักประมาณปีกว่าๆ Grab ก็เข้ามา ธุรกิจการส่งอาหารของ Busy Rabbit เราก็โดนดิสรัปต์ไป เราไม่สามารถไปสู้กับเขาที่คิดค่าส่งด้วยราคา 15 บาท หรือบางทีไม่มีค่าส่งเลยด้วยซ้ำ เราก็เลยคิดว่าเราต้องหา Business Model ใหม่ เพราะแน่นอนว่าถ้าจะไปแข่งกับเขา มันหมดสิทธิ์อยู่แล้ว เพราะว่าเหตุผลทางด้านทุนทรัพย์และอีกหลายๆ ปัจจัย เราก็เลยต้องมาดูว่ายังมีลูกค้ากลุ่มไหนที่เรายังเจาะได้อีก ในเมื่อกลุ่มอาหารมันเริ่มไม่เวิร์กแล้ว เราเลยหันไปดูกลุ่มลูกค้าที่ทำ ‘ธุรกิจ’ ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็มีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่เราก็ลงลึกไปต่อว่า เราจะไปตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างไร และอะไรคือปัญหาที่เขาต้องเจอ ‘จริงๆ’

        และก็ได้พบว่าปัญหาของเขาคือการที่ไม่อยากจ้าง ‘คนส่งของประจำ’ เพราะว่างานที่จำเป็นต้องใช้คนส่งของจริงๆ นั้นมีไม่เยอะ เวลาจ้างงานบางทีจะทำให้ใช้งานเขาไม่คุ้ม ถ้าใช้งานเป็นจ๊อบๆ จะคุ้มกว่า เราก็เอาปัญหาตรงนี้มาเริ่มลงมือแก้ว่างานที่เขาต้องทำในแต่ละวันต้องมีอะไรบ้างในแต่ละวัน เช่น ไปจ่ายเงินค่าน้ำค่าไฟ หรือไปเดินเรื่องที่สำนักงานสรรพากร ที่ศาลากลาง เดินเรื่องเอกสารทั่วไป วางบิล วางเช็ค

        เราเลยปรับ Business Model แล้วก็ดูว่าธุรกิจได้ใช้บริการเหล่านี้หรือเปล่า และอีกหนึ่งสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องการก็คือ ‘คนส่งของที่สามารถที่จะตามงานได้’ อย่าง Grab เองมันยากที่จะตามงานถูกไหม อย่างเช่น เราสั่งงานไปเสร็จปุ๊บ คุณเอาของไป พอไปถึงปลายทางแล้วมันยากที่จะโทรหา Grab คนนั้น พอ Grab กดปิดงานเสร็จ มันยากที่จะโทรติดตามว่าสรุปส่งของให้ใคร หรือว่าจะไปติดตามที่บริษัท Grab บริษัทก็ต้องไปตามคนคนนั้นอีกที ซึ่งมันค่อนข้างที่จะยาก เราก็เลยตอบโจทย์บริษัทเหล่านั้น

        พอตอบโจทย์บริษัทเหล่านั้นปุ๊บ มันก็กลายเป็นว่า Busy Rabbit เริ่มกลับมาบูมใหม่ จากตอนแรกที่โดน Grab เข้ามาแย่งลูกค้าไป สัดส่วนลูกค้าฝั่งอาหารลดไปประมาณ 80% แต่ก็ได้กลุ่มลูกค้าธุรกิจเข้ามาแทน ซึ่งจริงๆ แล้วมันดีกว่าลูกค้ากลุ่มเดิมเสียอีก เพราะว่ากลุ่มอาหารเองจะเป็นลูกค้าขาจร แต่ลูกค้ากลุ่มธุรกิจเป็นลูกค้าขาประจำ เราสามารถที่จะช่วยให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจทำงานได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพกว่าเดิมได้

        แต่กลายเป็นว่า พอโควิด-19 มาก็ทำให้เราดร็อปอีก เพราะว่าบริษัทจะปิดหมด เราก็เลยต้องหา Business Model ใหม่อีกครั้ง ตอนนี้เราก็เลยปรับมาเป็น ‘แพลตฟอร์ม’ เพราะก่อนหน้านี้เราเห็นแล้วว่า ลูกค้ากลุ่มธุรกิจเขาต้องการ ‘คนส่งของ’ เป็นงานๆ ไป แต่ว่าอย่างอย่างเช่นธุรกิจอาหาร เขาไม่อยากเสียค่าคอมมิชชัน แต่ยังอยากได้ระบบเดลิเวอรีด้วย และหน้าร้านออนไลน์ด้วย

        เราก็เลยสร้างสร้างระบบหลังบ้านในการจัดการการขายของออนไลน์บนแพลตฟอร์มของ Busy Rabbit โดยที่จะไม่หักค่าคอมมิชชัน แต่จะคิดค่าบริการตามจำนวนออร์เดอร์แทน และถ้าอยากจะใช้บริการ ‘คนส่ง’ ของเราก็สามารถที่จะเลือกใช้ได้ด้วย เป็นสิทธิของร้านค้า เหมือนเป็นระบบอีคอมเมิร์ซของร้านค้าเหล่านั้น

แสดงว่า Busy Rabbit ก็คือระบบจัดการอีคอมเมิร์ซของร้านค้าต่างๆ

        ใช่ครับ แต่ว่าต้องบอกว่าทุกธุรกิจที่ต้องการเดลิเวอรีมันไม่ใช่แค่อาหารแล้วไง ตอนนี้มันมีทั้งขายอุปกรณ์กีฬา บางคนขายเสื้อผ้า บางคนขายเครื่องสำอาง เขาก็เลยใช้ แพลตฟอร์มของเรา ในการที่จะเข้าหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น แล้วเราก็จะเป็นคนคอยช่วยเหลือ

        ตัวแพลตฟอร์ม Busy Rabbit นี้ พอเปิดตัวมามันมีความต้องการที่ค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็เห็นว่าช่องทางอื่นมันยังขยายได้ อย่างตอนนี้เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าเริ่มทำพรีออร์เดอร์กันมากขึ้น เหมือนกับว่าคนตกงานหรือว่าคนอยากจะหารายได้เสริมส่วนใหญ่เขาก็จะเอาขนมมาขายบ้าง หรือไม่ก็ทำขนมทำอาหารขายหารายได้เสริมบ้าง แล้วก็เริ่มหันมาขายของเหล่านี้บนเฟซบุ๊ก

        แต่ว่าปัญหาของกลุ่มคนเหล่านี้คือ เขาอยากขายแต่มีความยุ่งยากในการรับออร์เดอร์ที่ลูกค้าถามว่าโลเคชันอยู่ที่ไหน ค่าส่งตรงนี้เท่าไหร่ เราก็เลยเอาระบบของเรามาคอยเสริมให้พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านหรือต้องการที่จะขายพรีออร์เดอร์ทางออนไลน์สามารถใช้ระบบนี้ได้ โดยที่ระบบนี้จะคำนวณค่าส่งตามระยะทางให้กับพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ด้วย ซึ่งก็สะดวกสบายในการจัดการหลังบ้านของเหล่าพ่อค้าแม่ค้ามากขึ้น

        เราอาจจะดูเหมือนบริการเมสเซ็นเจอร์ส่งของก็จริง แต่ว่ามันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกับเขาเราหาตลาดเฉพาะกลุ่มของเราที่จะเติบโตได้มากกว่า นี่คือข้อดีของบริษัทเล็กๆ ด้วยนะ เพราะว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโมเดลของเราได้ตลอดเวลา

 

Busy Rabbit

การที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม สัดส่วนมาร์เกตแชร์พอหรือเปล่าที่จะทำให้คุ้มทุนและเกิดกำไร

        ที่จริงตอนแรกบริษัทมันคุ้มทุนมานานแล้ว แล้วมันก็ดร็อป เราก็ต้องหาโมเดลใหม่ ตอนนั้นก็ต้องเสียเงินอีกรอบ เราก็ต้องลงทุนใหม่ ถามว่าตลาดมันมีเยอะมั้ย ต้องบอกว่าความเป็นไปได้มันค่อนข้างสูงเพราะว่าอย่างระบบแพลตฟอร์มไม่ได้จำเป็นจะต้องอยู่เชียงใหม่ มันสามารถขยายไปได้ทั่วประเทศ คือร้านค้าอะไรก็ตามที่มีคนส่งของของตัวเอง สามารถจะใช้แพลตฟอร์มของเราได้ ตอนนี้เราขยายไปที่กรุงเทพฯ มีร้านหนึ่งอยู่ที่สุโขทัย เป็นร้านชาบูส่งเดลิเวอรี เขาก็เอาแพลตฟอร์มของเราไปใช้ อีกคนหนึ่งขายครัวซองต์อยู่ที่อุดรธานีก็เอาแพลตฟอร์มของเราไปใช้ ซึ่งมันคล้ายกับเป็นช่องทางใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน

        แล้วตลาดของเราจะเป็นตลาด Social Commerce ซึ่งมูลค่าตลาดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 83,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งกับเจ้าใหญ่เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น Food Delivery เท่านั้น เรามาหาช่องทางที่เราสามารถแก้ปัญหาของลูกค้าได้มากกว่าเราจะดูว่านี่คือความต้องการของลูกค้า เราสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างว่าปัญหาของเขาคืออะไร

ถ้าบอกว่าตลาดมันใหญ่ แล้วคู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาดตอนนี้คือใคร

        มี LINE My Shop ซึ่งแน่นอนว่า LINE My Shop ของเขาก็คือเน้นเรื่องการส่งพัสดุ ก็จะคล้ายๆกับเรานี่แหละ แต่ของเราเน้นคนในพื้นที่มากกว่า คล้ายกับลูกค้าในพื้นที่สั่งแล้วระบบจะเป็นตัวกำหนดค่าส่งให้ ซึ่งเอื้อความอำนวยสะดวกให้กับคนในพื้นที่มากกว่า อีกทั้งเรื่องข้อมูลต่างๆ เราจะเก็บไว้ให้ลูกค้าไว้ วิเคราะห์ต่อในการทำมาร์เกตติ้ง ต่อด้วย เพราะถ้าร้านค้าไปเข้ากับ Shopee, Lazada หรือ Grab คุณจะไม่รู้เลยว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร เพราะเขาไม่ได้ให้ข้อมูลเหล่านั้นกับคุณ

แล้วที่บอกว่าเมื่อก่อนอยู่ Microsoft นี่หมายความว่าตั้งใจกลับบ้านมาเพื่อที่ทำสตาร์ทอัพที่เชียงใหม่หรือเปล่า

        เปล่าครับ ตอนนั้นไม่อยากกลับมา (หัวเราะ)

ด้วยความเจริญที่กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ มีวิธีคิดอย่างไรให้เห็นช่องว่าของตลาดในต่างจังหวัด

        มันมีความยูนีคของมัน เพราะว่าคนเชียงใหม่เองจะว่าเป็นเมืองทั้งหมดก็ไม่ใช่ จะบอกว่าความเจริญไม่ถึงก็ไม่เชิง ถ้ามีอะไรใหม่ๆ คนจะแห่ไปลองกันแป๊บหนึ่งจากนั้นก็ไม่เอาแล้ว เหมือนเห่อแป๊บเดียว ต้องเข้าใจธรรมชาติของคนที่เราทำธุรกิจด้วยมากกว่า ก็จะเห็นแล้วว่าคนเชียงใหม่ต้องการอะไรบ้าง คือแน่นอนว่าเขาต้องการความความสะดวกในการทำธุรกิจของเขาด้วย

        ที่บริษัทยังอยู่ได้คือเรื่องของความ ‘เป็นมิตรกับตัวผู้ใช้’ ที่ทำให้เขายังไว้ใจ อย่างลูกค้าของเราก็จะให้คนส่งของของเราเข้าไปรดน้ำต้นไม้ให้ด้วย เพราะเขาไว้ใจทีมเราขนาดนั้น บางคนถึงขั้นให้นั่งเครื่องบินไปกับลูกของตัวเองไปส่งที่กรุงเทพฯ มันคือความไว้ใจของการทำธุรกิจกับคนในท้องถิ่นที่ถ้าไปอยู่ในเมืองใหญ่มันก็คงเป็นไปได้ยาก การเอาโมเดลของ Busy Rabbit ไปวางที่อื่นเลยอาจจะตอบโจทย์คนในพื้นที่อื่นได้แค่บางส่วน

        เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจหรือการทำอะไรต่างๆ แน่นอนว่าเราอาจจะต้องมองภาพใหญ่ว่าเราอยากจะให้บริษัทเป็นอย่างไร เสร็จแล้วเราต้องมาดูว่าเจาะตลาดอย่างไร สมมติว่าผมจะเจาะตลาดเชียงใหม่ ผมต้องเข้าใจคนเชียงใหม่ก่อนแล้วก็ลองถามเขา คุยกับเขาว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ปัญหาคืออะไร อย่างตอนที่ผมทำแพลตฟอร์มครั้งแรกก็ไปนั่งถามร้านเลยนะว่าร้านต้องการอะไร หาวิธีการแก้ปัญหาของลูกค้า ลองพยายามปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเขาดู

คุณคัดกรองคนอย่างไรให้เป็นมิตรกับลูกค้าได้ขนาดนั้น

        ที่จริงมันเป็นการฝึกแบบ In-House Training ของบริษัทไปเลย เราจะเทรนในส่วนของแอดมินที่คอยจัดการระบบหลังบ้านให้ลูกค้า และเทรนคนส่งของของเราด้วย คือจะเป็นการสอนการถ่ายทอด DNA เป็นการถ่ายทอด ‘ตัวตน’ ของแบรนด์มากกว่า แล้วเราก็จะคอยฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่ใช้งานไป เราจะได้รู้ว่าเราต้องพัฒนาเพิ่มเติมตรงไหน ถ้าเราใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น รายละเอียดเหล่านี้จะทำให้เขาไว้ใจเรามากขึ้นในอนาคต
        ซึ่งเราเริ่มทำแบบนี้มาตั้งแต่แรกเลย เพราะผมชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วก็มักจะได้รับอิทธิพลจากการใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้มากจากคนที่นั่น

พอมันเป็นแพลตฟอร์ม ลูกค้าใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับ Busy Rabbit นานหรือเปล่า

        ยากมากครับ ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องใหม่ที่กลุ่มลูกค้าร้านค้าเราเองต้องดันให้ลูกค้าของเขาพร้อมที่จะลองด้วย ซึ่งตรงนี้แหละเป็นปัญหาของการที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แน่นอนว่าถ้าเรามีงบประมาณมากขึ้นเราจะสามารถการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น ส่วนการหาร้านค้าที่พร้อมจะลองนำระบบของเราไปใช้ ถ้าเขาเห็นว่ามันมาช่วยแก้ไขปัญหาของเขาได้ เขาก็พร้อมที่จะลองเอง

        นี่คือลักษณะของกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารุ่น Gen X, Gen Y ที่พร้อมจะลองอะไรใหม่ๆ และเบื่อกับระบบเก่า ถ้าลูกค้าคนไหนสนใจระบบของเรา เราจะลงไปนั่งวางแผน Flow ธุรกิจร่วมกันกับเขาเลย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ร้านที่ต้องเลือกเรา ต้องเป็นฝ่ายเราที่เลือกร้านค้าด้วย เพราะเราก็ไม่ได้เปิดให้กับทุกร้าน เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเล็งตลาดแมสอยู่แล้ว บางร้านถ้าเราเข้าไปดูแล้วถ้าเข้ากับ Grab หรือ Foodpanda ได้ดีกว่า ผมก็จะบอกเขาว่าร้านของพี่ไปเข้า Grab น่าจะดีกว่า เพราะว่ามันง่ายกว่าในการทำการตลาด เหมือนเราเข้าไปช่วยช่วยจัดการ operation ของร้าน เป็นระบบรับออร์เดอร์ให้แบบนี้มากกว่า

 

Busy Rabbit

ในทีมมี Developer กี่คน ใช้มาร์เกตติ้งกี่คน

        เราใช้ทีม deverloper นอกที่ชื่อว่า ‘I Gear Geek’ เป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ในเชียงใหม่ที่เราเพิ่งได้มาทำงานด้วยกันเพราะว่าได้ไปเจอกันในงาน Tech on the Rock ก็คุยกันง่าย ทำงานด้วยกันแล้วก็สบายใจ ก็เลยลองทำโปรเจ็กต์ด้วยกันดู ในบริษัทของผมจริงๆ จะมีแค่ผม ส่วน deverloper เราใช้คนนอกทั้งหมด

คิดว่าเฉพาะงานประเภทซอฟต์แวร์หรือเปล่าที่สามารถทำงานไร้ออฟฟิศอย่างเต็มรูปแบบแบบนี้ได้

        ก็จริงนะ อาจจะด้วยความคุ้นชินกับการที่เคยทำงานสายนี้มาก่อน การทำงานสายเทคโนโลยีเลยทำให้การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวไม่ยากมาก หรือว่าการตามงานอะไรแบบนี้มันไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าออฟฟิศแล้ว อย่างงาน Dev ก็ไม่ต้องมานั่งคุมเอง ก็ให้ Dev ส่งงานแล้วเราตรวจงานให้มากกว่า

พอทำงานที่ไหนก็ได้โดยที่ออฟฟิศไม่จำเป็นแล้ว เทรนด์ทิศทางของ Digital Nomad ในไทยเป็นอย่างไร?

        ผมว่าที่จริงมันน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้เราเองก็มี Dev ที่อยู่กรุงเทพฯ ที่เป็นฟรีแลนซ์เหมือนกัน เราก็จะรู้สึกว่ายุคปัจจุบันจะเห็นคนที่ทำงานในต่างพื้นที่เยอะขึ้นมาก อย่างผมเองผมเขียนบทความ เขียนหนังสือ ผมก็ส่งงานให้กับ บก. ของสำนักพิมพ์ที่กรุงเทพฯ อย่าง The Matter เราก็ส่งงานให้เขาทางไกลได้

        ฉะนั้น การทำงานแบบดิจิทัลผมว่าต่อไปเทรนด์น่าจะสูงขึ้น อย่างเมื่อก่อนผมจะมีเพื่อนที่เป็น Digital Nomad อยู่ที่นี่ เป็นคนอเมริกัน บริษัทเขาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาจะมาทำงานที่นี่ 3-4 เดือน กลับบ้านไป 3-4 เดือน แล้วก็กลับมาใหม่

        ก็รู้สึกว่ามันทำให้ตัวเองมีอิสระมากขึ้น ทั้งเรื่องความคิดหรือเรื่องอื่นๆ ด้วย สมัยก่อนเทคโนโลยีมันยังไม่มากพอ การนัดประชุมออนไลน์มันทำไม่ได้ง่าย แต่พอวันนี้เทคโนโลยีมันพร้อมแล้ว มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าออฟฟิศแล้ว เพราะฉะนั้น ผมเห็นเทรนด์ของบริษัทใหญ่ๆ เช่น Google เอง หลังจากที่พ้นโควิด-19 ไป การทำงานที่ออฟฟิศก็จะน้อยลง ผมว่าเมืองไทยเองก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเอื้อให้ทำงานแบบนี้ได้ไหม

        ยังเลยครับ จะบอกว่าไงดี มันเป็นความเห็นของผมนะ ผมรู้สึกว่าประเทศไทยยังพัฒนาได้อีกเยอะ มันเป็นช่องโหว่ที่ดีที่เด็กรุ่นใหม่สามารถจะมาช่วยพัฒนาต่อไปได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะพัฒนาจากนี้ไม่ได้ แต่ว่าผมคิดว่ามันยังมีช่องโหว่อีกเยอะที่จะทำให้พัฒนาได้ พูดถึงการคมนาคม การอยู่เชียงใหม่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวแล้วคุณจะเดินทางยังไง ถามว่ารถแดงสะดวกหรือเปล่า ก็วางใจไม่ได้ขนาดนั้น

        อยู่กรุงเทพฯ เราก็เห็นว่าพอฝนตกทีก็ยืนรอรถเมล์กันแบบเป็น 2-3 ชั่วโมง รถไฟฟ้ายังดีเลย์เลย หลายๆ ระบบประเทศไทยมันยังไม่ดีขนาดนั้น การคมนาคมในเชียงใหม่เองเราก็จะเห็นมีรถบัสขึ้นมา มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ว่าถามว่าพร้อมหรือยัง มันยังไม่พร้อมขนาดนั้น

แสดงว่าปัญหาตอนนี้คือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

        เยอะครับ แต่การสื่อสารก็ดีขึ้น เรื่องของความรู้ทางดิจิทัลก็ดีขึ้น 5G เห็นเริ่มมาแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มใช้ได้จริงเมื่อไหร่ แล้วก็พวกการจัดการพวกขยะก็ยังไม่ดี อันนี้เราก็ยังพัฒนาได้ อย่างการทำขยะ รีไซเคิลและทำให้มันกลับมาเป็นพลังงานทดแทนในประเทศไทยยังมีโอกาสได้อีกเยอะ ผมเห็นสตาร์ทอัพที่เป็นเด็กรุ่นใหม่หลายๆ รายพยายามจะผลักดันเรื่องพลังงานสะอาดก็รู้สึกว่ายังดีที่เด็กรุ่นใหม่ๆ สนใจ เรารู้สึกว่ามันเป็นเทรนด์ที่ดี การทำสตาร์ทอัพหรือว่าการทำธุรกิจเราเห็นคนรุ่นใหม่ๆ อยากทำกันเยอะมาก โดยเฉพาะเด็กใหม่ไฟแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

        ผมก็เห็นทางภาครัฐเองจะมีโครงการให้ทุนสำหรับเด็กที่จบใหม่ออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเอง เช่น NIA โดยทาง Busy Rabbit ก็กำลังจะเข้าโครงการนี้เหมือนกัน แน่นอนมันไม่สมบูรณ์หรอก มันไม่มีทางสมบูรณ์ เรายังห่างไกลจากพวกสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่ถามว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่เราจะพัฒนาขึ้นในอนาคต ผมว่าช่วงยุคต่อไปมันเป็นเรื่องน่าสนใจมาก มันเป็นยุคของเด็กรุ่นใหม่ เราเห็นว่าเขากระหายในการที่อยากจะพัฒนาประเทศ ไม่อยากให้ประเทศอยู่เหมือนเดิม คือมันย่ำอยู่กับที่มาได้สักพักแล้ว เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่กระหายอยากให้ประเทศพัฒนามากขึ้น ผมว่าตรงนี้จะเป็นยุคที่ดี

คิดว่าตลาดแรงงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ทำสายดิจิทัลจะยังอยู่รอดอยู่หรือเปล่า

        ผมว่าสาย Dev หรือว่าสาย Data Scientist พวกนี้แน่นอนว่ามันจะอยู่ไปอีกสักพักหนึ่ง หรือการพัฒนา AI อะไรพวกนี้อยู่ต่ออีกนานแน่นอน ถ้าสมมติว่าเด็กๆ รุ่นใหม่เข้ามาถามว่าเข้ามหา’ลัยเรียนอะไรดี ผมจะบอกเขาเลยว่าเรียนสาขา Digital Marketing กับ AI ไปเลย ถ้าคิดอะไรไม่ออกเรียนสองสาขานี้ไปเลย เรียนไปก่อน

แสดงว่ามันหมดค่านิยมเรียนหมอเรียนวิศวะแล้ว

        เรียนหมอเรียนวิศวะแน่นอนมันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ อย่างหมอขาดไม่ได้แน่นอน แต่หมอเองก็จะถูกดิสรัปต์ เพราะปัจจุบันก็มี Telemedicine เกิดขึ้นแล้ว วิศวะเองเราก็จะเห็นว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้งานของเขาง่ายขึ้น คนสายงานหมอ วิศวกร ก็ต้องพัฒนาตัวเอง ส่วนพวกที่ไม่ใช่ดิจิทัล งานด้านกายภาพนั้นแน่นอน งานโรงงานก็โดนดิสรัปต์ไปแล้ว เพราะตอนนี้มี AI มาแทน งานที่เป็นแคชเชียร์อีกหน่อยเราก็จะเห็นว่าน่าจะไม่มีแล้วล่ะ คนขับรถต่อไปก็อาจจะไม่มีเหมือนกัน จะเห็นได้ว่าในอเมริการถบรรทุกสามารถที่จะเป็นรถไร้คนขับได้แล้ว

        ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นเทรนด์ที่เราควรจะติดตาม เราเห็นแล้วว่าเทรนด์ของดิจิทัลมาแน่นอน เพียงแค่ว่าจะเป็นสายไหน สายอีกสายหนึ่งที่น่าสนใจคือสาย Privacy Security (ความเป็นส่วนตัวในด้านดิจิทัล) ซึ่งตรงนี้ที่เราเห็นว่าต่อไปคนจะให้ความสำคัญมากขึ้น ต่อไปข้อมูลจะมีเยอะแน่นอน แต่ถามว่าคุณจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ได้มากขนาดไหน

        อีกเรื่องหนึ่งจะเป็นเรื่องของ Bitcoin เรื่อง Cryptocurrency พวกนี้เป็นดิจิทัลหมด เราจะหลีกหนีจากจากมันได้ยาก ขนาดการเกษตรก็ยังต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วย ใช้โดรนเข้ามาช่วย ใช้ AI เข้ามาช่วย ตอนนี้เราเห็นคูโบต้าเข้ามาทำโดรนแต่มันไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แล้ว เราเห็นโดรนส่งของของ Amazon เราเห็น Amazon Go ที่เป็น Cashierless Supermarket เราเห็นการใช้หุ่นยนต์ส่งของตามบ้านได้ บุรุษไปรษณีย์อีกหน่อยอาจจะไม่มีก็ได้ คนส่งของอีกหน่อยมันอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปหมด ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเปลี่ยนไปทางไหนเท่านั้นเอง

 

Busy Rabbit

ในช่วงคนตกงานแบบนี้ ความรู้ทางด้านดิจิทัลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้ไหม

        ได้นะ ผมว่าได้นะอย่างน้อยๆ เราเห็นคอร์สเรียนออนไลน์มากขึ้น เราเห็นเว็บไซต์อย่าง Future Skills หรือว่าคลาสต่างๆ ที่เป็นออนไลน์ คนเริ่มสนใจ เริ่มอยากพัฒนาทักษะในการเป็น Developer หรือว่าทำเว็บไซต์ แต่ถามว่าคนส่วนใหญ่ทำเป็นไหมทำไม่เป็นนะ

        วันก่อนผมไปงานประชุมแห่งหนึ่งแล้วก็คุยกับเจ้าของธุรกิจหลายๆ ราย กว่า 80% เขามาถามผมว่าน้องเป็นโปรแกรมเมอร์ใช่ไหม ทำเว็บไซต์เป็นหรือเปล่า พี่อยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง ทั้งๆ ที่เว็บไซต์เป็นเรื่องของ 15-20 ปีก่อนแล้ว บางคนก็ยังไม่มีเว็บไซต์ของธุรกิจเลยด้วยซ้ำ

        ถ้าเราสามารถพัฒนาบุคลากรที่ตกงานหรือพัฒนาทักษะพื้นฐานเรื่องการทำเว็บไซต์หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้ยากขนาดนั้น สามารถที่จะเรียนเป็นคอร์ส 3-6 เดือนได้มันจะดีมาก ผมว่าถ้ามีการสนับสนุนให้คนที่ตกงานหรือว่าคนที่อยากจะเรียนได้เรียนฟรี ก็น่าจะช่วยคนเหล่านี้ได้เยอะพอสมควร

ถ้าเปลี่ยนประเทศไทยกลายเป็นตลาดอุตสาหกรรมของเหล่า Developer ไปเลย ทำได้ไหม

        ก็อาจจะตามที่อื่นไม่ทัน แต่อย่างน้อยก็ช่วยคนที่ตกงานแล้วไม่รู้จะไปที่ไหนได้ อย่างน้อยๆ เขาจะได้มีทักษะติดตัว ผมเชื่อว่าคอร์สเรียนออนไลน์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เราเห็นมีน้องอยู่คนหนึ่งทำ online education เหมือนกัน เป็นการเอาเทคโนโลยีไปให้โรงเรียนเพื่อสอนเด็กๆ ได้สนุกขึ้น เป็นคลาสเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะว่าเป็น distance learning เขาก็จะสามารถเช็กความพึงพอใจของนักเรียนได้ หรือว่าทำเป็น Gamification ซึ่งตรงนี้ผมว่าต่อไปเราจะเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงของเทคโนโลยีด้านการศึกษาอีกพอสมควร

คิดว่าอะไรคือตัวกั้นให้คนไม่สามารถที่จะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้

        ก็ปัญหาที่เขาเจอในแต่ละวันแหละ คือแค่ปากท้องยังไม่มีกิน ปัจจัยสี่ของเขายังขาด แค่ส่วนนี้ยังขาดจะให้เขาไปขวนขวายอะไรใหม่ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าสมมติว่าเราสามารถตอบความต้องการของคนเหล่านี้ได้ดีขึ้นหรือไม่ก็แก้ปัญหาของเขาได้ดีขึ้น การที่จะเอาเรื่องใหม่ๆ หรือความรู้ไปให้เขามันก็จะง่ายขึ้น

แล้วกระแสการทำงานของ Developer มาแรงตั้งแต่ตอนไหน

        นานแล้ว แต่ว่ามันมาบูมช่วงนี้เฉยๆ ที่พอคนต้องไปพึ่งพาเทคโนโลยีหมดมันเลยกลายเป็นว่าตลาด Dev ค่อนข้างที่จะร้อน อย่างบริษัทที่เชียงใหม่เขาก็จะรู้สึกว่าโดนบริษัท Dev ที่กรุงเทพฯ ดึงตัวไปโดยค่าจ้างที่แพงกว่า สวัสดิการที่ดีกว่า เพราะฉะนั้น ถึงบอกได้ไปว่าตลาดค่อนข้างที่จะเปิดกว้างแล้วก็มีความต้องการที่เยอะมากๆ ถ้าสมมติว่าสามารถเรียนทางสายนี้ได้แน่นอน ในอนาคตมันเป็นที่ต้องการอยู่แล้ว

แสดงว่ามันเหมือนกับแรงงาน แต่กลายเป็นแรงงานทางดิจิทัล

        ใช่ครับ เป็นแรงงานทางดิจิทัล แล้วผมก็เชื่อว่าคนจะไม่ต้องติดอยู่กับออฟฟิศแล้ว มันจะช่วยทำให้คุณเองสามารถจัดสรรงานตัวเองได้ แล้วคนก็จะเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น อย่างทีมของผมก็มีใช้ทีมนอก 50% อีก 50% เป็นฟรีแลนซ์ ก็คือเราก็จะแบ่งงานให้ทั้งทีมซอฟต์แวร์เฮาส์กับทีมฟรีแลนซ์ เพื่อที่ว่าพอถึงเวลาต้องปรับปรุงระบบหรืออัพเดตฟีเจอร์ใหม่ เราจะได้สามารถทำได้เลย

        เราจะมานั่งคุยกันก่อนว่าจะเขียนอย่างไร คือจะมีการประชุมกันแบบออฟไลน์บางครั้ง ทั้ง Dev และฟรีแลนซ์ในเชียงใหม่ เราก็จะนัดเลยว่าเข้ามาที่ออฟฟิศ นั่งคุยกันก่อนสักชั่วโมงหนึ่งแล้วก็จะอัพเดตกันว่าตรงนี้ Dev ฝั่งทีมไหนต้องทำอะไร แล้วทางฝั่ง UI UX ต้องทำอะไรต่อ แล้วทีมหลังบ้านทำอะไรได้บ้าง มีพัฒนาตรงนี้ตรงนี้นะ ก็จะนั่งคุยกัน พอคุยกันเสร็จก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเองแล้วก็มาตามงานออนไลน์เอา คือน้อยมากที่จะเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่ก็จะประชุมออนไลน์อาทิตย์ละครั้ง

 

Busy Rabbit

เคยได้ยินมาว่าการเรียนโค้ดดิ้งช่วยในการจัดการระบบความคิดได้ด้วย

        จริง

        ผมเชื่อว่าการทำโค้ดดิ้งมันช่วยเรื่องตรรกะของตัวเอง เพราะอย่างแรกเลยการที่จะ code ได้คุณต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหามันคืออะไรบ้าง ปัญหา 1-2-3 ต้องแก้อย่างไร พอแก้เสร็จจะเจออะไรอีก มันเหมือนกับเล่นเกม พอเจอปัญหานี้เราแก้แบบนี้ พอเจออีกปัญหาหนึ่งเราแก้อีกแบบหนึ่งจนกระทั่งกระบวนการเสร็จสมบูรณ์ มันเลยทำให้คนที่เขียนโค้ดหรือว่าคนที่ทำโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่มี logic ของตัวเอง แก้แล้วก็มันก็จะมีแบบ if, then, else เป็นขั้นเป็นตอนไป ผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีเป็นอะไรที่สนุก เป็นอะไรที่เขาทำแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย! มันท้าทายกับความคิดของเขาที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ

        ผมว่ามันอาจจะเป็น requirement อย่างหนึ่งของการเป็นโปรแกรมเมอร์หรือการที่จะมาทำสาย Dev ก็คือ 1.อยากเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา รู้สึกอยากจะท้าทายตัวเองว่าพรุ่งนี้มีปัญหาอะไรที่เราจะแก้ได้บ้าง มันสนุกตรงนี้ตรงที่ว่าเราได้ requirement มาทุกวันใช่มั้ย ลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจทุกวัน เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย! เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้บ้าง ส่วนใหญ่แล้วคนที่เลิกเป็นสาย Dev จะรู้สึกว่าลูกค้าเรื่องเยอะเกินไป

        วันก่อนพึ่งพูดกับรุ่นน้องที่เป็น Developer ไปว่าจะรับมือกับลูกค้าที่เปลี่ยน requirement ทุกวันอย่างไร แน่นอนว่า 1.เราต้องบอกไทม์ไลน์เขาก่อน สมมติว่าจะเปลี่ยนแบบนี้ ระยะเวลาทำงานของลูกค้าก็ยาวขึ้นไปอีก ลูกค้ายอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับได้ก็โอเคก็ไม่เป็นไร 2.พูดกับเขาก่อนว่าเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องยอมรับไอเดียทุกอย่างที่ลูกค้าให้มา

        เช่น เขาบอกว่า A น่าจะดี แล้วเราบอกว่า พี่ครับ B อาจจะดีกว่านะหรือว่าเอา A กับ B มาบวกกันมาเป็น C ได้ไหม คือเราไม่จำเป็นที่จะต้องก้มหน้าก้มตาทำทุกอย่าง แต่ว่าเราอาจจะเสนอไอเดียที่ดีกว่าแล้วก็อาจจะเสนอไป มนุษย์เรามีไอเดียอยู่แล้ว แล้วตัว Dev เองไม่จำเป็นจะต้องมานั่งทำทุกอย่างที่เขาทำ เพราะถ้าเราทำทุกอย่างที่เขาบอกมันจะเหมือนเป็นการถูกสั่ง แต่หากเราเสนอไอเดียเข้าไปหรือลองปรับลองเปลี่ยน จะกลายเป็นว่าเราได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และจะทำให้เราสนุกมากขึ้น

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนภาคย์ อิทธิชัยพล

ครีเอทีฟ ที่ตามหานิยามของคำว่า 'ครีเอทีฟ'