ดร. ชเนตตี ทินนาม | ฐานรากความรุนแรง อคติกีดกันเหยียดเพศ และคำตอบที่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเท่ากัน

The Guest
19 Mar 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, ธนดิษ ศรียานงค์

ในบริบทโลก กระแสเคลื่อนไหวและการตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงอยู่เสมอ แต่ความจริงเบื้องหน้าที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ การเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายในความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งในสังคมเท่านั้น เพราะอคติและความรุนแรงทางเพศหยั่งรากลึกจนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม เกิดเป็นกลไกที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ คอยซุ่มสร้างความคิดฝังหัวให้อคติและปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศถูกสืบทอดและผลิตซ้ำไม่จบสิ้น

     แล้วสังคมไทยล่ะ? สิทธิความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับความหลากหลายของมนุษย์เป็นอย่างไร? ความเข้าใจที่ว่าประเทศไทยเปิดกว้างในเรื่องนี้นั้นมีความจริงแท้แค่ไหน? ‘อ.แอน’ – ดร. ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเพศภาวะ พร้อมตอบทุกคำถามที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพรวมทั้งหมดของฐานรากความรุนแรงและอคติกีดกันเหยียดเพศ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจถึงสาเหตุสำคัญประหนึ่งต้นเสาที่ชูตั้งค้ำยันความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศให้ดำเนินต่อไปในสังคม

 

ชเนตตี ทินนาม

 

เราพยายามพร่ำบอกตัวเองว่าประเทศไทยเปิดรับและเปิดกว้างความแตกต่างทางเพศ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ กลับพบเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเป็นข้อกำหนดแสดงถึงการไม่ได้เปิดกว้างหรือเปิดรับชัดเจน อะไรคือสาเหตุที่ประเทศไทยยังก้าวไปสู่อิสระเรื่องเพศไม่ได้

     เรื่องนี้ต้องอธิบายตั้งแต่ระดับรากวัฒนธรรม ปัญหาความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับมิติเรื่องเพศ เพศสภาวะ เพศวิถี และรสนิยมทางเพศ มีมานานแล้วและเป็นปัญหาสากล เวลาไปประชุมวิชาการในระดับนานาชาติในประเด็นเพศสภาวะและเพศวิถี จะพบว่าแต่ละประเทศมีรากปัญหาที่เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ

     ความรุนแรงหรืออคติกีดกันเหยียดเพศ เช่น การแบ่งแยกกีดกัน อาการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ หรืออาการเกลียดและไม่ยอมรับในความเป็นผู้หญิง มองผู้หญิงในสถานะที่ต้อยต่ำกว่า ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เปรียบเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นออกมา สาเหตุเพราะถูกสนับสนุนโดยฐานรากที่สำคัญของสังคม แบ่งเป็นสองระดับ

     ฐานรากแรกเป็นสถาบันและระบบสังคมที่ค้ำยันก้อนภูเขาแห่งความรุนแรงไว้ซึ่งจะทำงานร่วมกัน เช่น ระบบการศึกษา ผลิตหลักสูตรยอมรับความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ โดยเฉพาะหลักสูตรสังคมศึกษาและสุขศึกษาที่ยังยึดติดอยู่กับกล่องเพศ (gender box) เป็นการกำหนดเพศตามวัฒนธรรมซึ่งมีอยู่สองเพศเท่านั้น คือกล่องเพศชาย และกล่องเพศหญิง ในตำราเรียนยังคงสอนบทบาทเดิมๆ ของผู้หญิงและผู้ชายอยู่ แสดงว่าคนที่ไม่ได้อยู่ตรงตามกล่องเพศทั้งสองนี้ก็จะถูกอัปเปหิ กลายเป็นตัวประหลาดในสังคม

     แล้วบทเรียนเกี่ยวกับ LGBT หรือคนข้ามเพศที่ถูกต้องก็ไม่ถูกนำมารวมเข้าอยู่ในระบบการศึกษาเลย ฐานคิดของผู้สอนในสถาบันศึกษาเองก็ยังมีมุมมองที่ไม่เปิดกว้างยอมรับความหลากหลาย เช่น ผู้หญิงจะถูกแนะนำให้เรียนคหกรรม เรียนภาษา ผู้ชายไปเรียนไฟฟ้า เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมถึงสถาบันผลิตครูด้วย เช่น คณะครุศาสตร์ก็ถูกตั้งคำถามมากว่ายังเป็นสถาบันที่มีอคติต่อ LGBT เพราะยังมีกรอบความคิดยึดติดแบบกล่องเพศ แข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น มีแนวโน้มเลือกปฏิบัติกับครู LGBT

    ยังมีระบบอื่นๆ ที่เกื้อหนุนอีก เช่น ระบบครอบครัว ตั้งแต่ลูกเกิดมา พ่อแม่ก็พยายามจับเด็กเข้ากล่องเพศตามระบบการศึกษาที่เรียนมา ซื้อตุ๊กตาให้เด็กผู้หญิงเล่นเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อโตขึ้นจะได้เป็นแม่คน ซื้อปืนให้เด็กผู้ชายเล่น ปลูกฝังให้ใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ผิด สถาบันครอบครัวจึงเป็นอีกระบบหนึ่งที่ค้ำยันภูเขาแห่งความรุนแรงไว้

     ระบบกฎหมายที่มีลักษณะแบ่งแยกกีดกัน ให้ความไม่ยุติธรรมเรื่องเพศ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดปี 2560 หมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ยังคงระบุเพศตามกล่องเพศคือ ชาย หญิง มีสิทธิเท่าเทียมกัน การระบุคำว่าชายหญิงนั้นเท่ากับว่ามีวิธีคิดแบบกล่องเพศที่ให้ความสำคัญกับ heterosexuality สังคมเชิดชูความรักต่างเพศเป็นอุดมการณ์สูงสุดตั้งแต่กฎหมายหลัก ช่องว่างของกฎหมายเหล่านี้จะผลิตความไม่เท่าเทียมออกมา พลเมืองภายใต้กฎหมายก็ถูกฐานคิดนี้มาครอบงำอีกที

     ระบบสาธารณสุขมีการเลือกปฏิบัติ เช่น สภากาชาดไม่รับบริจาคเลือดจากบุคคลรักเพศเดียวกัน เพราะถือว่าเสี่ยงต่อการมีเชื้อ HIV หรือกีดกันผู้หญิงไม่ให้เข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย เพราะประเทศไทยกำหนดให้มีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่สามารถทำแท้งปลอดภัยได้ ทำให้ผู้หญิงที่หลุดออกไปจากการคุ้มครองของกฎหมายต้องเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงตลอดชีวิต

     ระบบศาสนาความเชื่อแบบไทย ยังคงมีการสั่งสอนว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีกรรมมากกว่าผู้ชาย ส่วนกลุ่ม LGBT จะถูกตีตราทางศาสนาที่รุนแรงกว่า สังคมแบนพระที่มีอัตลักษณ์ไม่ใช่ผู้ชาย มีการตั้งคำถามว่า เกย์ กะเทย คนข้ามเพศ ไม่สมควรบวช หรือภิกษุณี มหาเถรสมาคมก็ไม่ยอมรับ ทำให้สถานะการดำรงอยู่ของภิกษุณีในสังคมไทยยากลำบาก เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านสวัสดิการเมื่อเทียบเท่ากับพระ

     กระบวนการยุติธรรมเห็นช่องโหว่เยอะมาก ผู้หญิงถูกข่มขืนไปแจ้งความ จำนวนพนักงานสอบสวนหญิงมีไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางมาก ผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งผ่านวิกฤตทางด้านจิตใจ ร่างกาย ต้องเข้าไปในสถานีตำรวจซึ่งเต็มไปด้วยผู้ชาย ห้องสอบสวนและห้องพิจารณคดีที่ควรปกป้องความเป็นส่วนตัว ไม่เผชิญหน้าระหว่างโจทย์กับจำเลย ก็ยังดำเนินการได้ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

     ส่วนการทำงานของสถาบันสื่อ พบว่าบ่อยครั้งที่สื่อได้สร้างภาพเหมารวมที่คลาดเคลื่อนและผิดพลาด สื่อเป็นระบบสังคมที่สำคัญมากเพราะถ่ายทอดอุดมการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และชั่วชีวิตของคนในรุ่นเราเรียนรู้ผ่านทางสื่อมากกว่าการศึกษาในระบบโรงเรียน หลายครั้งที่ชุดความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ (heterosexuality) ได้รับการเชิดชูให้ปรากฏในสื่อ ส่วนความสัมพันธ์หรือรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) รูปแบบอื่นถูกขับออก สังคมเชิดชูความรักแบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) แล้วโจมตีการมีครอบครัวผัวเดียวหลายเมียว่าไม่ชอบธรรม แต่ในขณะเดียวกันความชอบธรรมของระบบการคบกันหลายๆ คนแบบยินยอมพร้อมใจ (polyamory) กลับไม่มีบนพื้นที่สื่อ

     ส่วนประเด็น LGBT เราพบภาพเหมารวมมากมาย เช่น การทำให้ภาพเกย์และกะเทยเป็นพวกหมกหมุ่นในเรื่องเพศ ภาพชายรักชายในฐานะวัตถุทางเพศของกลุ่มชื่นชอบซีรีส์วาย ไม่มีพื้นที่มากนักสำหรับหญิงรักหญิงในสื่อ ส่วนผู้หญิงก็ถูกทำให้เป็น sex toy และถูกทำให้มีแค่สองบทบาทคือ แม่และเมีย บทบาทความเป็นผู้นำของผู้หญิงในสังคมพอจะมีให้เห็นอยู่บ้างในสื่อแต่ก็เป็นลักษณะการสวมรอยความเป็นผู้นำแบบชายในวัฒนธรรมปิตาธิปไตย หรือการรายงานข่าวกล่าวโทษผู้หญิงและ LGBT ที่ถูกกระทำรุนแรง

     ทั้งหมดนี้คือระบบของสังคมที่ทำงานสอดรับกันอย่างน่าตกใจ เป็นไปในทิศทางเดียวกันที่ทำให้สังคมมีลักษณะอาการเหยียดเพศ แบ่งแยก กีดกัน แต่จะมองแค่กลไลการทำงานของสถาบันสังคมเหล่านี้ยังไม่พอ

 

ชเนตตี ทินนาม

 

เพราะยังมีฐานรากที่ลึกลงไปมากกว่านี้อีก

     ใช่ คือฐานรากที่สองเป็นระบบวัฒนธรรมและอุดมการณ์ ซึ่งคอยค้ำยันสถาบันต่างๆ ให้ขึ้นไปผลิตภูเขาของความรุนแรง ได้แก่ ปิตาธิปไตย เป็นรากที่สำคัญที่สุด เป็นระบบคิดที่ให้ผู้ชายสามารถใช้อำนาจเหนือทุกเพศ ผู้ชายกลายเป็นผู้นำ ใช้ความรุนแรงได้ ขณะที่เพศอื่นๆ ถูกกดให้เป็นชั้นต่ำกว่า ปิตาธิปไตยยังสถาปนาระบบรักต่างเพศมาครอบงำว่าสังคมจะให้การยอมรับความสัมพันธ์ฉันผัวเมียระหว่างหญิงและชายเท่านั้น

     เวลาพูดถึงปิตาธิปไตยเรากำลังกล่าวถึงระบบคิดที่ทำให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ใช่การโจมตีผู้ชายในฐานะปัจเจกบุคคล กลไกของปิตาธิปไตยจะหล่อหลอมในฐานคิดของปัจเจกไม่ว่าชายหรือหญิง นอกจากนี้ยังมีรากวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม เป็นผลจากการอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลานาน อิทธิพลของชนชั้นที่ถูกถ่ายทอดผ่านระบอบนี้ยังดำรงอยู่ในสังคมผ่านตระกูล ครอบครัว การสืบเชื้อสายผ่านชาติพันธุ์ เรายอมรับเฉพาะชาติพันธุ์ไทยภาคกลาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำนาจสูงสุดทางการเมืองและการปกครอง วัฒนธรรมกระแสหลักแบบเมืองหลวงจะผลักอาณาบริเวณอื่นให้กลายเป็นชายขอบในทันที หรือชนชั้นในมิติอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ การศึกษา สถาพร่างกาย อย่างเช่น คนพิการถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าคนที่มีร่างกายปกติ คนผิวขาวอยู่ในกลุ่มที่สูงกว่าคนผิวสีอื่น

     ส่วนวิธีคิดแบบระบบอาวุโส บางครั้งทำให้เกิดการแบ่งแยกมิติเรื่องเพศอย่างที่เราคาดไม่ถึง กลุ่มคนรุ่นเบบี้บูเมอร์มีวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมสูงมาก เปลี่ยนแปลงตัวเองยากมาก ยิ่งตอนนี้คนที่มีอำนาจกุมนโยบายขับเคลื่อน รวมทั้งผู้นำประเทศล้วนอยู่ในรุ่นเบบี้บูเมอร์ทั้งหมด มีงานวิจัยพิสูจน์ว่าเจเนอเรชันที่ยึดโยงกับระบบอาวุโสมักมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องเพศนั้นยากมาก รวมทั้งการไม่ยอมรับในกระแสความหลากหลายทางเพศซึ่งกำลังเป็นความเคลื่อนไหวทั่วโลก

     สำหรับทุนนิยม บริโภคนิยม สนับสนุนให้มีการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ให้คุณค่าบางอย่างของงานบางเพศ เช่น การเป็นแม่บ้านเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่มีความหมาย ไม่ถูกนับว่ามีคุณค่าต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเป็นผู้หญิงถูกผลักให้อยู่ในสถานะรองลงไป หรือการสมัครงานบางตำแหน่งที่รับเฉพาะบางเพศเท่านั้น เพดานที่มองไม่เห็นสำหรับผู้หญิง (glass ceiling) เป็นปรากฏการณ์ของผู้หญิงซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมแต่ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารองค์กร เนื่องจากอุปสรรคที่มองไม่เห็น เช่น ความลำเอียงจากอคติทางเพศ ภาระที่ต้องรับผิดชอบทั้งงานและชีวิตส่วนตัวในฐานะแม่และเมีย

     ส่วนบริโภคนิยม โฆษณาในสื่อมีบทบาทมากในการผลิตสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นกับชีวิต แต่อุดมการณ์ทุนนิยมทำให้ผู้หญิงเชื่อว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสร้างร่างกายใหม่ได้ เช่น ครีมไวเทนนิง อาหารเสริม เสื้อผ้า ผู้หญิงจับจ่ายซื้อสินค้านี้มาเชิดชูค่านิยมความงามเพื่อไปรับใช้ปิตาธิปไตยอีกทีหนึ่ง

     ความเป็นชาตินิยมในสังคมไทยก็เบียดขับเรื่องบทบาททางเพศ โดยเฉพาะหญิงไทยที่ดีที่แท้ต้องเป็นกุลสตรีตามคุณค่าชาตินิยม ต้องเป็นผู้หญิงไทยในอุดมคติแบบแม่พลอยใน สี่แผ่นดิน ผู้หญิงที่ไม่เป็นแบบแม่พลอยจะถูกตีตราและลงโทษจากสังคมในลักษณะต่างๆ เช่น ถ้าผู้หญิงที่ไม่ได้มีลักษณะแบบแม่พลอยถูกข่มขืนจะถูกประณามทันทีว่าผู้หญิงดีๆ ไม่ออกจากบ้านดึกดื่น ต้องแต่งตัวมิดชิด ไม่ไปไหนกับผู้ชายสองต่อสอง

     รากวัฒนธรรมทั้งหมดทำงานมาเป็นร้อยปีผ่านสถาบันและระบบสังคมที่รับและปรับเอาอุดมการณ์เหล่านี้ไปใช้ แล้วสร้างนโยบาย กฎหมาย หลักสูตร ค่านิยม ยุทธศาสตร์ ขึ้นมาเพื่อให้คนเดินไปตามเส้นทางที่สถาบันสังคมกำหนด กระบวนการเหล่านี้ทำงานแบบแยบยลเรียกว่า Internalization (การสร้างความเชื่อฝังหัว) และ Socialization (ระบบขัดเกลาหล่อหลอมทางสังคม) เกิดเป็นฐานคิด ติดตั้งถาวร พอเห็นใครอยู่นอกกรอบกล่องเพศ ก็จะถูกตีตราและกระทำรุนแรงในลักษณะต่างๆ เช่น การแก้ทอมซ่อมดี้ กะเทยถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเพื่อคืนกลับความเป็นชาย และผู้หญิงถูกข่มขืน

     ทั้งหมดทำให้เกิดปัญหาใหญ่โตเป็นก้อนภูเขาซึ่งเราจาระไนไม่หมด ดังนั้น สื่อต้องรายงานให้เห็นฐานรากทั้งหมด เพื่อให้เช้าใจว่าทำไมอคติกีดกันทางเพศยังอยู่ ก็เพราะว่าสถาบัน ระบบและวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน ความรุนแรงจึงยังอยู่

ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีระบบกฎหมาย มีการสร้างมายด์เซตให้ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายของคนและเพศ แต่ก็ยังมีปัญหาการแบ่งแยกหรือเหยียดซุกซ่อนอยู่ แล้วประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา ต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหนเพื่อให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแบบนั้นบ้าง

     อาจารย์ว่าอย่าแบ่งว่าเขาพัฒนาแล้วหรือเรากำลังพัฒนาเลย เพราะจากประสบการณ์ที่เคยไปประชุมวิชาการในต่างประเทศ เราพบว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็เผชิญกับปัญหาแบบเดียวกัน อย่างเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในงานประชุมวิชาการ Gender Studies ที่ประเทศตุรกี มีนักวิชาการจากประเทศอังกฤษมานำเสนองานวิจัยหนึ่ง บอกว่ามหาวิทยาลัยในอังกฤษ อาจารย์ผู้หญิงกับผู้ชายได้รับค่าตอบแทนไม่เท่ากัน ประเทศอังกฤษที่เราคิดว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ไม่น่าจะมีปัญหาการปฏิบัติต่อผู้หญิงแบบไม่เท่าเทียม (Chilly Climate) หรืออคติทางเพศ แต่ปรากฏว่ารายงานวิจัยชิ้นนั้นกลับทำให้เราตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศว่าเป็นปัญหาสากล

     ดังนั้น ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศที่เรากำลังเผชิญ เกิดขึ้นเพราะเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะ gender bias (อคติทางเพศ) เป็นปัญหาสากล และเราไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขได้แล้วในบางประเทศ หรือบางประเทศเป็นโมเดล เราไม่สามารถสรุปได้แบบนั้น

     อาจารย์มองว่ามันแก้ได้ยาก คนที่จริงจังจะแก้ไขปัญหานี้ในสังคมไทยก็มีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อยู่นอกระบบซึ่งมีแค่หยิบมือเดียว คือนักกิจกรรมด้านความเป็นธรรมทางเพศ หรือที่เราเรียกว่ากลุ่ม NGOs หลายๆ นโยบายเกิดขึ้นจากคนกลุ่มนี้พยายามเข้าไปกดดันรัฐบาล เช่น ปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม หรือพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจากการจุดประกายของรัฐ มันเกิดจากการกดดันอย่างหนักของนักกิจกรรมภายนอก และภาควิชาการในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะถามว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยได้ริเริ่มการปกป้องคุ้มครองสิทธิความเท่าเทียมทางเพศหรือไม่นั้น อาจารย์คิดว่ายังไม่เห็นเด่นชัด

 

แสดงว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานในภาครัฐไม่ได้ให้ความสนใจ และไม่ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีสาเหตุมาจากการไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เคยชินกับระบบเดิมๆ หรือ ignorance ใช่ไหม

     ใช่ ถ้าพูดในประเด็น LGBT เขาก็มีอาการ Homophobia (เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน) หรือ Transphobia (เกลียดกลัวคนข้ามเพศ) รวมถึงเกลียดกลัวความเป็นเพศหญิง ยอมรับไม่ได้กับการที่มีเพศหญิงอยู่ในบทบาทผู้นำทางสังคมในที่สาธารณะ เพราะไม่คุ้นชินกับการเห็นผู้หญิงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กร หรือลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างที่ผิดจากขนบในรูปแบบเดิมๆ

     เช่น ผู้หญิงเริ่มโชว์เนื้อตัวร่างกายเพื่อแสดงอิสรเสรีภาพเรื่องเพศมากขึ้น หรือผู้หญิงเรียกร้องสิทธิในการทำแท้งอย่างเสรี หรือเขาอาจจะรับไม่ได้กับการมี sex workers อย่างถูกกฎหมาย เพราะผู้หญิงที่ดีไม่ควรค้าบริการทางเพศ หรือรับไม่ได้ถ้าผู้หญิงจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำทางศาสนา หรือรับไม่ได้ถ้าจะมีครอบครัวแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ครอบครัว LGBT หรือครอบครัวที่แสดงออกเรื่อง sexual identity (อัตลักษณ์ทางเพศ) ที่แตกต่างออกไป

     ตรงนี้มันสะท้อนอาการกลัว กลัวที่จะไม่เหมือนเดิมในขนบเรื่องเพศ เพราะสังคมมีโซนที่จะอิงแอบหรืออาศัย เป็นโซนในสุดที่เรารู้สึกว่าปลอดภัย คือ comfort zone หรือ gender box ซึ่งเราอยู่ตรงนี้กันมานานเป็นร้อยปี อยู่มาวันหนึ่งมีคนพยายามออกจาก gender box ก็เลยทำให้เกิดพื้นที่เสี่ยง แต่พื้นที่เสี่ยงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ รูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในสังคม เกิดการตระหนักถึงสิทธิใหม่ เกิดการเรียนรู้ในประเด็นต่างๆ ที่พลิกมุมมอง หลายสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลมาจากกระบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เพราะฉะนั้น เรื่องเพศ จริงๆ แล้วคือพื้นที่ของการเรียนรู้ใหม่ แต่เรากลับไปกลัว และขดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่ยอมออกมาเรียนรู้ ส่งผลให้โลกของเราแคบอยู่เท่านี้

     แต่พอเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศก็เป็นการเปิดโอกาสให้ประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคม หลายๆ วงการตอบรับกับนวัตกรรมทางสังคมตรงนี้เยอะมาก เทคโนโลยีเองก็พัฒนาตาม เช่น ทางการแพทย์มีการคิดค้นเทคโนโลยีให้ผู้ชายตั้งครรภ์แทนผู้หญิงได้ ถามว่าเรื่องนี้ใหม่ไหม นักสตรีนิยมสายถอนรากถอนโคน หรือ Radical Feminism ได้เสนอแนวคิดนี้ไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ว่า สังคมไม่ควรจองจำบทบาทความเป็นแม่และเมียของผู้หญิง สังคมต้องสร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยให้กำเนิดเด็กออกมาเพื่อแบ่งเบาภาระผู้หญิง สมมติผู้หญิงบางคนไม่มีความประสงค์จะเป็นแม่ แต่ถ้าต้องการสืบเผ่าพันธุ์ต่อ ก็ควรมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย มาถึงในปี 2019 เราเริ่มเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า วิทยาศาสตร์มีการพัฒนาตรงนั้น หรือ LGBT ก็สร้างครอบครัวได้ด้วยตัวของเขาเอง

     ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศมันได้สร้างสังคมและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย รวมทั้งภาระในการเลี้ยงดูเด็ก ก็ไม่ควรผลักภาระให้แม่ เช่นในประเทศแถบแอฟริกา มีคำสอนที่ส่งต่อกันมาให้ชุมชนร่วมกันเลี้ยงเด็ก (it takes a village to raise a child)

 

จากประสบการณ์การทำงาน มีกรณีไหนบ้างที่คุณรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก

     ผู้หญิงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการเข้าไม่ถึงระบบทำแท้งที่ถูกต้องและปลอดภัย ปีหนึ่งมีผู้หญิงเข้าสู่กระบวนการทำแท้งไม่ต่ำกว่าแสนคน และทั้งหมดนี้ถูกผลักเข้าไปสู่การทำแท้งเถื่อนทั้งสิ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าเสียใจ เนื่องจากมีความละเอียดอ่อนและทับซ้อนกับเรื่องศาสนาเยอะมาก และเป็นประเด็นที่ประเทศไทยเคลื่อนยากมาก

     อาจารย์รู้สึกเปราะบางและอ่อนไหวกับเรื่องการทำแท้งมาก เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตาย ทุกครั้งที่เห็นข่าวเด็กทารกตัวแดงๆ ถูกทิ้ง สิ่งหนึ่งที่เราคิดถึงคือ ผู้หญิงคนนั้นตอนนี้เป็นอย่างไร จะมีใครพาเขาไปหาหมอไหม หรือเขาจะตกเลือดหรือเปล่า แต่ภาพที่ปรากฏในสื่อจะเป็นไปในลักษณะตำหนิเพ่งโทษผู้หญิง และพยายามหาตัวมาลงโทษ ตำรวจก็จะต้องไปตามจับเพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แล้วผู้หญิงเหล่านี้เขาจะมีที่พึ่งตรงไหนบ้าง ส่วนผู้ชายหายไปไม่มีใครพูดถึง หรือในพื้นที่ของสื่อก็ไม่ได้สนับสนุนการทำแท้งที่ปลอดภัยเท่าที่ควร ถ้าละครมีฉากเกี่ยวกับการทำแท้งก็จะถูกเซ็นเซอร์

     ความคืบหน้าเรื่องการทำแท้งในปัจจุบัน แม้จะมีกลุ่มต่างๆ เสนอให้แก้ไขกฎหมายและเข้ามาดูแลผู้หญิง แต่พลังจากภาครัฐยังไม่ได้เอื้อหรือทอดสะพานเข้ามาสนับสนุนให้กลุ่ม NGOs สามารถทำงานขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ สังคมไทยยังคงยึดติดเรื่องบาปบุญคุณโทษ โดยไม่ได้คำนึงว่าผู้หญิงจะต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากท้องเพื่อจะไปทำแท้ง เรายังมองการทำแท้งเป็นอาชญากรรม มองผู้หญิงที่ทำแท้งเป็นอาชญากร

     ส่วนประเด็นอื่นๆ ในพื้นที่สื่อที่อาจารย์รับไม่ได้เลย คือมีรายการนำเสนอเนื้อหาที่มีอคติทางเพศออกอากาศในช่วงที่เด็กและเยาวชนดู ปีที่แล้วอาจารย์ได้พัฒนาระบบ www.mongtvdek.com เป็นเว็บไซต์ที่เราจะใช้เฝ้าระวังรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก โดยมีตัวชี้วัดหนึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านเพศ ทำให้พบว่ามีหลายรายการนำเสนอหรือแอบแฝงเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นการปลูกฝังฐานภูเขาความรุนแรงให้กับเด็ก

     เช่น ละครพื้นบ้านเรื่อง สังข์ทอง ปลูกฝังค่านิยมที่สร้างปัญหาเรื่องเพศอย่างมากให้เด็ก การละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในละครเรื่องนี้ เช่น การเหยียดชาติพันธุ์ มีการเพิ่มเติมบทตัวละคร LGBT แล้วทำให้เป็นตัวตลก ปลูกฝังค่านิยมการเป็นเมีย การเป็นแม่ที่ดีซึ่งเป็นภาพเหมารวมทำให้เด็กๆ ที่ดูละครถูกปลูกฝังเข้าสู่ระบบกล่องเพศหรือบทบาททางเพศที่ตายตัว รวมถึงปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับชนชั้น ระบบอาวุโส ชาตินิยม อำนาจนิยม ละครพื้นบ้านที่ออกอากาศในช่วงเวลาของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ไม่เคยถูกตั้งคำถาม และยังคงอยู่ในผังรายการมาเป็นสิบๆ ปี อาจารย์คิดว่าความเคลื่อนไหวเรื่องเพศในสื่อของประเทศไทย ค่อนข้างเคลื่อนไปช้ามาก

 

ชเนตตี ทินนาม

 

ถ้ามองระบอบรัฐในปัจจุบัน การออกกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิ์บางอย่าง เช่น พ.ร.บ. คู่ชีวิต หรือการทำแท้งเสรี ถ้ากฎหมายสามารถลดอคติเหล่านี้ได้ คือยอมรับความแตกต่างทางเพศได้จริง คุณมองว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมไหม

     เป็นการแก้แค่ด้านเดียว ขบวนการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้านเพศในประเทศไทยเราอิงรูปแบบขบวนการต่อสู้สาย Liberal Feminism เป็นสตรีนิยมสายเสรีนิยม มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงผ่านการแก้กฎหมาย แก้นโยบาย ซึ่งทำมาตลอดสี่สิบห้าสิบปี การเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่เด่นชัดเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70 ในเหตุการณ์ปี 2516 ช่วงนั้น การเคลื่อนไหวเรื่องพวกนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง เราสู้เรื่องการแก้กฎหมาย และทำสำเร็จมาในหลายๆ มิติในส่วนของผู้หญิง  ส่วน LGBT ก็พยายามผลักดัน พ.ร.บ. คู่ชีวิต เราเห็นผลลัพธ์ว่ากฎหมายเปลี่ยน แต่ฐานคิดของคนกลับไม่เปลี่ยนเลย

     กฎหมายอาจจะทำให้ผู้หญิงถูกจ้างงานมากขึ้น ผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงจากการกระทำของคนในครอบครัวอาจจะได้รับการคุ้มครองโดยตัวกฎหมาย หรือผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้น และ LGBT ก็อาจจะได้สมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังมีคนฆ่ากะเทย จับทอมไปข่มขืน ยังมีครอบครัวที่ไม่ยอมรับลูกที่เป็นเกย์ ยังมีผู้หญิงที่ถูกทุบตี และอาจยังมีแม่วัยใสที่ไม่กล้าไปโรงเรียน เพราะฐานคิดของคนในสังคมยังเหมือนเดิม กฎหมายเปลี่ยนได้แค่พฤติกรรมแต่ไม่สามารถเปลี่ยนสำนึกภายใน

     หรือตอนนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ผลก็คือเป็นส่วนของ LGBT ที่ coming out (เปิดเผยตัวตน) แล้ว แต่ก็ยังมี LGBT จำนวนมากในสังคมไทยที่ยังไม่สามารถออกมาเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เพราะว่ามีกฎหมาย แต่เป็นเพราะมายด์เซตที่เป็นรากฐานทางความคิดยังไม่เปลี่ยนไป ฉะนั้น สังคมเรายังเป็นสังคมที่ใช้อำนาจเหนือกว่ามากดทับคนที่ไม่ใช่รักต่างเพศให้ออกจากระบบตรงนี้อยู่เรื่อยๆ และก็มีปัจจัยตรงนี้มาเอื้อเสมอ

     อาจารย์จึงคิดว่า โลกได้พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขทางกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ผล ถ้ามายด์เซตคนยังไม่เปลี่ยน คนเราจะอยู่ได้ด้วยการที่ได้รับความเคารพในศักดิ์ศรี การที่เขาทำผิดในเรื่องเพศมันไม่สมควรที่จะถูกตีตราว่าเขามีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่น หรือการที่เขามีรสนิยมทางเพศแตกต่างจากคนอื่น ไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้เขาถูกเลือกปฏิบัติให้มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่า กฎหมายมันควบคุมสมองคน แต่มันไม่ได้เปลี่ยนจิตใจคน กฎหมายหลายอย่างเราได้เห็นแล้วว่าถ้าทำตาม มันไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนดี คนอยู่ในคุกเพราะทำผิดกฎหมาย แต่บางทีคนที่อยู่นอกคุกซึ่งไม่ได้ทำผิดกฎหมายนั้นเลวยิ่งกว่าคนที่อยู่ในคุกเสียอีก แล้วคุณค่าของความเป็นมนุษย์ใครสูงหรือต่ำกว่ากัน ระหว่างคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย กับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

     เพราะฉะนั้น กฎหมายเป็นเพียงแค่เครื่องมือเดียวเท่านั้นที่จะต้องทำให้เป็นสัญลักษณ์ กฎหมายควบคุมคนแค่สมองและตรรกะ แต่ไม่ได้ควบคุมความดีงามที่อยู่ข้างใน การที่เราจะยอมรับคนต้องยอมรับด้วยหัวใจ ไม่ใช่ยอมรับเพราะใช้สมอง ฉะนั้น คุณเปิดรับ LGBT ด้วยหัวใจหรือยัง คุณยอมรับคุณค่าของความเป็นผู้หญิงโดยใช้หัวใจในการมองหรือเปล่า ตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญมาก

     ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2517 ว่าหญิงชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน แล้วทุกวันนี้เท่ากันไหม ผู้หญิงยังคงถูกเลือกปฏิบัติ เอาง่ายๆ เมื่อเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ คนที่ถูกตำหนิมากที่สุดคือผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย เราจะเห็นกรณีเปรียบเทียบระหว่างนักแสดงหญิงกับนักร้องชายเมื่อเร็วๆ นี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อคือผู้หญิงทั้งนั้น เลยคิดว่าต้องมีการทำงานอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยนอกจากออกกฎหมาย ใช้หัวใจให้มากขึ้นเหมือนคิดและใช้สมอง ทุกๆ รูปแบบของความรักจะเป็นสิ่งสวยงาม ไม่ว่าคุณจะรักข้ามเพศ รักต่างเพศ รักสองเพศ หรือคุณจะไม่มีความรักเลย คุณจะไม่ถูกตีตราว่าเป็นหญิงโสด หญิงม่าย แม่เลี้ยงเดี่ยว คุณจะมีคุณค่ามีรูปแบบในวิถีทางของคุณ

 

แล้วเราจะอยู่ในสังคมที่ยังไม่เปิดใจกว้างยอมรับในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร อะไรคือความหวัง

     อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่า มันค่อยๆ เปลี่ยน นี่คือความหวังที่ชโลมหัวใจเราในตอนนี้ มันไม่เชิงสิ้นหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่ากฎหมายอาจจะไม่ใช่เครื่องมือเดียว แต่การที่มีกฎหมายออกมาก็ช่วยทำให้ผู้คนในสังคมเห็นว่า อย่างน้อยมันก็เขยิบมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและระบบในเรื่องเพศเป็นเส้นทางอีกยาวไกล ฉะนั้น การทำงานที่เราเชื่อมันต้องใช้ระบบน้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน เวลาเราไปเที่ยวภูเขาจะเห็นว่าน้ำมันเซาะลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นช่องเขาขาดได้ในอีกร้อยปีต่อมา การทำงานเพื่อต่อสู้กับฐานภูเขาน้ำแข็งที่เป็นรากของโครงสร้างและวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน มันต้องค่อยๆ กัดเซาะ ตรงนั้นคือความหวัง

     จริงๆ ทุกวันนี้หลายอย่างสามารถปรับเปลี่ยนและพลิกโฉมได้อย่างรวดเร็ว เรายังอยู่ในยุคที่สามารถหวังได้อยู่ เพราะว่าปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีตมากเหลือเกิน เพราะเทคโนโลยีได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อมายด์เซตของผู้คนเยอะมาก เวลาที่เราเข้าไปสำรวจในโลกออนไลน์ ถึงแม้จะมีการแสดงทัศนคติเหยียดเพศ แต่เราก็จะเห็นสำนึกฝ่ายดีลุกขึ้นมาทำงานฉับพลันทันที แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อย แต่นั่นคือความงอกงาม และความคิดนั้นเริ่มส่งผลฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งสังคม ไม่เคยเห็นกระทู้หรือโพสต์ไหนที่ไม่มีคอมเมนต์ของคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ซึ่งใช้หัวใจมองและเคารพสิทธิคนที่เป็นทั้งผู้หญิง และคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

     ท่ามกลางคนที่คิดลบมากมายมหาศาล อย่างน้อยจะมีคนจำนวนหนึ่งมาจุดประกายความหวังตรงนั้น ส่งความรักความปรารถนาดีไปยังผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายในเรื่องเพศ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีบางด้านก็เป็นการส่งกระจายความเกลียดกลัวไปด้วย แต่เราก็ไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว

 

ชเนตตี ทินนาม

 

ถ้าพิจารณาจากระบอบการปกครองในปัจจุบัน อำนาจเผด็จการมีผลอย่างไรกับสิทธิมนุษยชนและภูเขาน้ำแข็งแห่งความรุนแรง

     ถ้าเราเชื่อว่าหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำคัญของความเท่าเทียมระหว่างเพศ หลักการสิทธิมนุษยชนที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม และการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับระบอบประชาธิปไตย คือหลักความเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครพรากสิทธิ์นี้ออกไปจากตัวเราได้ นักสิทธิมนุษยชนจึงสนับสนุนให้ทุกคนเคารพความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์นั้นมีความเท่าเทียมกันโดยที่ไม่มีการแบ่งแยกเพศ ชนชั้น สีผิว สภาพร่างกาย ฐานะความเป็นอยู่ การศึกษา ชาติกำเนิด ท้องถิ่นที่อยู่ ภูมิลำเนา

     เมื่อสิทธิมนุษยชนเชื่อในเรื่องความเท่าเทียมกันของทุกคนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว ยังส่งเสริมให้สังคมมีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่เป็นอิสระชนิดที่ว่าไม่ถูกแทรกแซง และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ปกครองประเทศโดยประชาชนด้วย ฉะนั้น สิทธิมนุษยชนก็คือสิทธิทางประชาธิปไตย และสิทธิทางเพศก็อยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน

     ดังนั้น การปกครองที่เป็นประชาธิปไตยกับเผด็จการทหารย่อมส่งผลแน่ๆ ต่อเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ เพราะความเป็นธรรมทางเพศต้องมีการแสดงออก เราจะไว้วางใจระบอบเผด็จการได้อย่างไร ในเมื่อมันมีกฎหมายบังคับใช้ได้โดยผู้ปกครองด้วยเหตุผลหรือตรรกะอะไรก็ได้ แต่สิทธิเรื่องเพศเป็นเรื่องเนื้อตัวร่างกาย ถ้าเราถูกจำกัดอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ เราก็อาจอยู่ภายใต้อาณาจักรของความกลัว ที่อาจทำให้เราระแวงและไม่กล้าตัดสินใจอะไรได้บนพื้นฐานของเนื้อตัวร่างกายและเรื่องเพศ

     ภายใต้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของระบอบเผด็จการ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างกับเรื่องเพศ เรื่องร่างกาย เรื่องความสัมพันธ์หรือการยอมรับกันระหว่างเพศ เพราะหลายครั้งผู้ปกครองก็สะท้อนทัศนคติอำนาจนิยม มันทำให้เรารู้สึกว่ากลับไปอยู่ในกล่องเพศ (gender box) เหมือนเดิม เช่น กล่าวโทษนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ถูกข่มขืนเพราะนุ่งบิกินี แต่ความจริงคือการนุ่งบิกินีเป็นสิทธิพื้นฐานทางร่างกาย ไม่ใช่สาเหตุของการถูกข่มขืน ต้นเหตุที่แท้จริงของการถูกข่มขืนอยู่ที่รากของภูเขาน้ำแข็ง มันอยู่ที่ปิตาธิปไตย ผู้ชายไม่เคยถูกสอนให้เคารพในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง เขาถูกสอนให้มีอิสระในเรื่องเพศ การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นสัญลักษณ์การแสดงออกของความเป็นผู้ชายซึ่งไม่ถูกต้อง

     หรือในวันสงกรานต์ ผู้นำประเทศบอกให้ผู้หญิงแต่งกายให้มิดชิด มิฉะนั้น จะถูกลวนลาม ซึ่งการที่ผู้หญิงถูกลวนลามไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า หรือบางครั้งที่ผู้ปกครองกล่าวว่าที่ตนปกครองประเทศได้ ทำทุกอย่างได้ ก็เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องงานบ้าน เนื่องจากภรรยาดูแลและทำงานบ้านทุกอย่างเป็นอย่างดี นี่คือ gender box ที่ผู้ปกครองมองว่าผู้หญิงยังคงมีบทบาทเกี่ยวกับการบ้านการเรือน เป็นเมียที่ดี เป็นแม่ที่ดี ตรงนี้ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าระบอบเผด็จการไม่ใช่ระบอบที่เราจะไว้วางใจได้

 

ถ้ามองไปถึงอนาคตที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สองทางคือ ระบอบเผด็จการจะถูกสืบทอดอำนาจต่อไป กับได้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาอีกครั้ง คุณคิดว่าความแตกต่างกันของระบอบการปกครองจะส่งผลต่อระบบสิทธิมนุษยชนในอนาคตอย่างไร

     ทั้งสองระบอบการปกครองให้อำนาจแก่ประชาชนแตกต่างกัน การมีระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยเราก็มีหลักประกันว่า เราสามารถแสดงความคิดเห็นและคัดค้านการตัดสินใจของรัฐบาลได้ โดยเฉพาะเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเพศ เนื้อตัวร่างกาย ความสัมพันธ์ การสร้างครอบครัวของผู้คน รวมไปถึงสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ

     แต่ถ้าเป็นระบอบเผด็จการ ประชาชนจะสามารถเสนอกฎหมาย หรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมทางเพศได้ไหม การออกกฎหมายจะมีการรับฟังเสียงของประชาชนไหม เช่น สมมติจะมีการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ. คู่ชีวิต หรือแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 เรื่องการสมรส จะมีการรับฟังไหม ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ เพราะกฎหมายเหล่านี้กระทบกับชีวิต ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ และครอบครัว ฉะนั้น ระบอบเผด็จการจะเอื้อหรือเปิดให้มีการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงไหม หรือถ้าประชาชนจะเสนอร่างกฎหมายที่เป็นของเขาเอง จะได้รับการพิจารณาหรือไม่ ถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องระบบเพศผ่านนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลพร้อมจะรับฟังหรือเปิดใจให้กว้างพอหรือไม่ นี่คือหัวใจที่สำคัญ

 

สุดท้ายคุณค่าของการเป็นมนุษย์แท้ที่จริงแล้วอยู่ที่ไหน

     อยู่ที่ความเป็นอิสระที่จะสามารถร้องบอกออกไปดังๆ กับคนอื่นได้อย่างภูมิใจว่า ฉันเป็นใคร ฉันมีรสนิยมทางเพศแบบไหน ฉันมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน และฉันมีวิถีชีวิตทางเพศแบบไหน การมอบอิสรภาพให้กับผู้คนคือสิ่งสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์ เราก็ต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้สังคมได้ให้อิสระและเสรีภาพกับพลเมืองอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง