Chanudom | กระโจนเข้าสู่ ‘โลกที่สาม’ พื้นที่อิสระทางความคิด ด้วยเสียงดนตรีและอารมณ์สุดแสบสัน

The Guest
23 Aug 2018
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, ธนดิษ ศรียานงค์, ธมนวรรณ กัวหา

ทั้งสไตล์ดนตรี บทเพลงที่เล่นได้เห็นภาพ และเนื้อเพลงที่กล่าวถึงตัวตน ความคิด ความฝัน และจิตใจการเป็นมนุษย์ ทำให้วง Chanudom ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสามคน คือ ‘พัด’ – ชนุดม สุขสถิตย์ (ร้องนำ), ‘แพท’ – สถาปัตย์ แสงสุวรรณ (กีตาร์) และ ‘ต๊อบ’ – ธัชพล ชีวะปริยางบูรณ์ (กลอง) กลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีอินดี้ที่มีคาแร็กเตอร์ชัดเจนและโดดเด่นที่สุด จนถึงวันนี้พวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตเปิดอัลบัมแรกที่มีชื่อว่า ‘โลกที่สาม’ หลากหลายสายตากำลังจับจ้องไปที่พวกเขาอีกครั้ง เช่นเดียวกับ a day BULLETIN ที่สัมผัสได้ตลอดการพูดคุยว่าดีกรีความแสบสันของวง Chanudom กำลังจะลุกโชน และเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา (แม้ว่าเช้าวันที่เราคุยกันพวกเขาสารภาพว่าได้นอนคนละไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม)

chanudom

 

แนวทางการนำเสนอดนตรีของวง Chanudom คือ Theatrical Rock ซึ่งแตกต่างจากร็อกทั่วไปอย่างไร

     ต๊อบ: เราเป็นนักดนตรีที่ไม่เคยเล่นละครเวทีมาก่อน จนได้มาเล่นละครเวทีเรื่อง Hedwig and the Angry Inch แล้วได้เจอพัดและแพท หลังละครจบ เราทั้ง 3 คนจึงร่วมกันทำวง Chanudom ดังนั้น Theatrical Rock คือการเล่าเรื่องราวขณะที่พวกเราเล่นสด โดยการดึงเอาความถนัดกับความสามารถของพัดที่เป็นนักแสดง และแพทที่เป็นมิวสิกไดเร็กเตอร์ของละครเวทีอยู่แล้วมาใช้ ส่วนเราเป็นนักดนตรีที่เพิ่งได้มาเรียนรู้และเข้าใจศาสตร์นี้จากการเล่นละครเวทีด้วยกัน

     ดนตรีของพวกเราก็เลยเป็นการนำจุดเด่นของแต่ละคนที่มีมาเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การเล่นดนตรีจบเป็นเพลงๆ ไป มันเป็นการเชื่อมโยงของตัวบทเพลง เล่าออกมาเป็นเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ สำหรับมนุษย์ที่นอนมาแค่ 4 ชั่วโมง สามารถพูดได้เท่านี้คือเก่งมาก (หัวเราะ)

     แพท: ถ้าให้ชัดเจน จริงๆ สไตล์เพลงของวงเราเรียกได้ว่าป๊อปร็อกด้วยซ้ำ แต่เราอยากทำโชว์ให้มีความคิดบางอย่าง มีทิศทาง มีที่มาที่ไปว่าทำไมต้องเล่นแบบนี้ ทำไมนักดนตรีต้องเล่นโน้ตตัวนี้ ตัวโน้ตในแต่ละจุดของดนตรีเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลของมัน ทุกคนในวงก็จะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังเล่น แต่ละคีย์ แต่ละเพลงเหมือนกัน มันมีความหมาย ไม่ใช่แค่วางเพลงแล้วเล่นไปเรื่อยๆ อย่างการเริ่มด้วยเพลงมันๆ คั่นด้วยเพลงเศร้า กลับมาเป็นเพลงสนุกอีก แล้วทุกคนต้องเย้พร้อมกัน ไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นการบอกว่าพวกเรากำลังเล่าเรื่องอะไรอยู่ ในเมื่อไดนามิกไปแบบนี้ก็ต้องเป็นความรู้สึกนี้

     พัด: สำหรับคนที่ได้นอนแค่ 2 ชั่วโมง เป็นการขยายความที่ดี (หัวเราะ)

 

ย้อนกลับไปตอนทำเพลงแรกเสร็จรู้สึกอย่างไรบ้าง

     พัด: เพลงแรกที่วง Chanudom ทำเสร็จคือ รอยประหลาด แต่จริงๆ มันวัดกันไม่ได้เลยนะว่าตอนทำแต่ละเพลงเสร็จแล้วรู้สึกอะไร คือพอเพลงแรกเสร็จมันทำให้เรารู้สึกว่าอยากทำเพลงต่อๆ ไป แต่ไม่ได้รู้สึกดีใจขนาดนั้น แน่นอนว่าเป็นเพลงที่ใช่สำหรับพวกเรา แต่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลงานที่เสร็จออกมานี้จะทำงานยังไงกับคนอื่น บางคนอาจคิดว่านี่คือเพลงแล้วใช่ไหมด้วยซ้ำ เพราะเพลงเน้นเล่าเรื่องมากกว่า แต่ตอนนั้นกับตอนนี้ต่างกัน สำหรับตอนนี้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะว่าเราได้ออกไปเจอคน ได้ออกไปเล่น ได้ทำความรู้จักกับเพลงมากขึ้น

 

 

สมาชิกแต่ละคนนำเอาตัวตนเข้าไปใส่ในวงแง่มุมไหนบ้าง

     แพท: ใส่แต่เราไม่บอกให้คนอื่นรู้

     ต๊อบ: ดี! คำถามดี และคำตอบดี คนที่ไม่ได้ทำงานด้วยกันจะงงแน่นอนกับคำตอบแบบนี้

     พัด: แต่ประเด็นคือฉันทำงานด้วยก็ยังงงเลย (หัวเราะ) เอาใหม่สิ

     ต๊อบ: คืองี้ บางครั้งคนที่ทำงานแบบนี้จะไม่รู้ตัวว่าเอาตัวเองใส่เข้าใปในผลงานนะ คำว่าใส่แล้วไม่บอก คือบางทีพัดไม่รู้หรอกว่านี่คือลายเซ็นของฉัน แล้วพัดก็ไม่ได้มาบอกเพื่อนไง เพราะมันออกมาเอง

     พัด: อ๋อ

 

วง Chanudom ทำทั้งเพลง และออกแบบการแสดงร่วมด้วย คุณเต็มที่กับงานมาก พวกคุณเอาพลังหรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานมาจากไหน

     พัด: นอนก่อน

     ต๊อบ: จริง (หัวเราะ)

     แพท: แรงบันดาลใจคือทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา คนรอบข้าง และตัวเอง

     พัด: จริงๆ เป็นความตั้งใจเวลาทำโชว์ เราก็แค่อยากทำในสิ่งที่ชอบและรู้สึกสนุกไปด้วย พอเป็นสิ่งที่เราสนุก พลังจะออกมาเองโดยธรรมชาติ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นแบบ ‘ฉันจะให้พลังพวกเธอ’ เพราะเมื่อเป็นความตั้งใจของพวกเราว่าเพลงนี้ต้องเป็นเรื่องราวแบบนี้ สุดท้ายคนดูจะได้รับพลังจากพวกเราที่เต็มที่กันบนเวที แต่ไม่ได้คาดหวังนะว่าคนดูจะต้องได้รับ เราแค่ทำให้พวกเราทั้ง 3 คนมีพลังก่อน สนุกก่อน รู้สึกไปกับสิ่งที่เราทำกันก่อน ไม่เช่นนั้นคนดูก็จะไม่รู้สึก ไม่เชื่อ

 

อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด หรือเป็นบททดสอบที่ทำให้วง Chanudom ยืนอยู่ตรงจุดนี้ได้

     พัด: กินส้มตำแล้วร้องเพลง ไม่น่าใช่

     ต๊อบ: จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เราถูกถามคำถามนี้นะ ไม่เคยตอบคำถามนี้มาก่อน คิดแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดของวง Chanudom 

     แพท: สำหรับเรา คิดว่าคือ คอนเสิร์ต ‘CHANUDOM × RASMEE คนบาปเมืองชุดดำ’ เพราะเป็นคอนเสิร์ตที่ใหม่และใหญ่กว่าสเกลที่วงเราเคยทำ แล้วก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราเป็นที่รู้จักดีพอหรือยัง จะมีคนมาดูพวกเราไหม แล้วตอนนั้นทำงานกันหลายอย่างมาก จัดไฟ ดีไซน์นั่นนี่ ตอนแรกก็คิดแค่ว่าทำเอามัน แต่มันจะคิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะมีคนอยู่ข้างหลังเราอีกไม่รู้กี่คนต่อกี่คนที่เราต้องดูแลเขาด้วย แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

     พัด: สำหรับเราไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน มันเป็นเรื่องความสนุกในการที่จะทำกันต่อไป เพราะเราเชื่ออย่างหนึ่งว่าเราจะไม่ทำเพลงถ้าตัวเองไม่ได้รู้สึกสนุก หรือกลายเป็นว่าต้องทำเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่เกิดขึ้นจากภายนอก ที่สร้างกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้นมา เราจะไม่อยากทำ นั่นคือการต่อสู้ และเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเรา ว่าจะหาจุดที่เหมาะสมตรงไหนดีที่จะทำให้เราสนุก และได้งานที่มีคุณภาพที่สุดด้วย แล้วให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอเราโตขึ้น อยู่ในวงการนานขึ้น เราจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนั้น เข้าใจไหมว่ามันก็ต้องมีความรู้สึกท้อแท้เกิดขึ้นบ้าง แต่อะไรล่ะที่สามารถทำให้เราต่อสู้ได้ นี่คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับตัวเราอยู่ตลอดเวลา

 

chanudom

 

วง Chanudom ชัดเจนและแตกต่างในวิถีทางแบบนี้ คิดเห็นอย่างไรกับคำวิพากษ์วิจารณ์

     พัด: เราไม่รู้เลย ไม่ใช่เราไม่แคร์นะ แต่เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู๋ แล้วเราโฟกัสแค่ตรงนั้น หมายถึงฉันจะทำเพลงนี้ แล้วฉันต้องทำโชว์แบบนี้ นี่คือทำสิ่งที่เราชอบ แต่หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงชมหรือวิจารณ์ เรารับฟังข้อดีข้อเสีย แต่เราจะเคารพในตัวตนของเราทั้งสามคนก่อน ถ้าทำแล้วสนุก มีความสุขแล้ว ก็จบ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ถ้าถามว่าทำไมไม่รับฟังความคิดเห็น ก็เพราะเราเชื่อในเรื่องการทำงานโดยเอาตัวตนของตัวเองออกมา แต่เราก็ให้เกียรติคนฟังและคนดูที่จะหยิบยกหรือจัดสรรงานให้ดีมีคุณค่า ไม่ได้ทำไปเรื่อยเพื่อหวังทำเงินอย่างเดียว ถ้าพวกเราโอเคก็ไม่ต้องไปคิดถึงใครแล้ว และเมื่อจะทำอะไรต่อ มันจะเป็นเซนส์เองว่าฉันต้องทำให้ดีกว่าเดิม ต้องพัฒนาตัวเองมากกว่าเดิม

 

ทุกครั้งที่ได้ฟีดแบ็กจากการแสดง โดยเฉพาะเสียงปรบมือ สิ่งนี้มีความหมายกับคุณอย่างไร

     พัด: เสียงปรบมือคือกำลังใจ (ร้องเพลงหางเครื่อง) เราไม่รู้คนอื่นคิดยังไง แต่ตอนเรียนละครเราถูกสอนมาตลอดว่า เสียงปรบมือคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็จริง แต่ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญที่สุดของการเป็นนักแสดง เรายึดสิ่งนี้มาตลอด เพราะว่าครูมักจะพูดเสมอว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญและทำให้เราเก่งและพัฒนาขึ้นคือเราต้องไม่หลงไปกับเสียงชื่นชมตรงนั้น ทุกครั้งเราต้องบอกตัวเองว่าเรามีข้อเสีย แล้วต้องแก้ไขอยู่ตลอด

 

คุณมองตัวเองไหมว่าวง Chanudom อยู่ระยะไหนของเส้นทางดนตรี

     พัด: เป็นคำถามที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเราเลย เพราะเราไม่ได้มองว่าตัวเองเริ่มต้นยังไง อยู่ตรงไหน ไปถึงตรงไหน แล้วจุดจบอยู่ตรงไหน มันก็ย้อนกลับมาที่เราว่า เราอยากทำด้วยความรู้สึกที่สนุกไปตลอด เพราะฉะนั้นเราจึงมีแค่ความรักและสนุกไปกับสิ่งที่ทำด้วยกัน ก็เลยไม่รู้ว่าเราจะไปถึงตรงไหน มันไม่สำคัญว่าวง Chanudom ไปถึงจุดไหนแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของเส้นทาง ถ้าเรามีความสุข นั่นหมายความว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าวันหนึ่งเกิดดังเปรี้ยงขึ้นมา ณ ตรงนั้น ถ้าเราไม่รู้สึกสนุก นั้นก็หมายความว่าเราล้มเหลว

 

นั้นก็แสดงว่าไม่ได้วาดภาพวงในอนาคตไว้เลย

     พัด: ไม่เลย

     แพท: ถ้าเรากำหนดปลายทางไว้นะ เมื่อถึงตรงนั้นเราจะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนต่อ เพราะเราทำสำเร็จแล้ว แล้วไงต่อ เราก็ตอบไม่ได้ สู้ไม่ตั้งเลยดีกว่า แค่โฟกัสตรงนี้ ตอนนี้ อาจมองไปข้างหน้านิดหน่อย เพราะเราไม่ได้วาดภาพระยะไกลไว้ชัดเจนขนาดนั้น

     ต๊อบ: เราก็เหมือนกัน แค่เรามีสิ่งที่อยากทำมากกว่า มันไม่ได้มีปลายทางอย่างที่แพทบอก มีแต่สิ่งที่อยู่ใกล้ๆ พอฟินกับอัลบั้มแรกเสร็จแล้ว มีคิดไว้ว่าอยากทำอะไรต่อดี แต่จะได้เริ่มหรือเปล่าก็ต้องดูบริบทในตอนนั้น เช่น มกราคมปีหน้า ถ้าทุกคนพร้อม ทุกคนเอา สิ่งที่อยากก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้ามีใครติดภารกิจอะไร ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลา เป็นสิ่งที่ตอบไม่ได้ตอนนี้ ต้องรอเวลาของมัน

 

chanudom

 

บอกได้ไหมว่าสิ่งที่อยากทำคืออะไร

     ต๊อบ: อยากทำอัลบัมสองเป็นภาษาอังกฤษ อยากซึมซับความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง นี่คือความท้าทายนะ เป็นอีกภาษาที่เราอยากสื่อสาร ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกัน แต่คนใกล้ตัวที่ทำงานกับเรา เขาก็สามารถให้คำแนะนำได้ เรามีที่ปรึกษาที่จะช่วยให้ทำงานต่อไปได้

 

ถ้าภาษาที่ใช้ในการเขียนเพลงเปลี่ยนไป คิดว่ามีผลต่องานที่จะออกมาไหม

     แพท: เราว่าไม่ได้มีผลชัดเจนขนาดนั้น เพราะดนตรีเป็นภาษาสากล เพียงแต่คิดว่าความหมายของเนื้อเพลงอาจทำให้ตีความได้เยอะมากขึ้น ไม่เหมือนภาษาไทยที่มักจะสื่อความหมายได้ตรงๆ มากกว่า

     พัด: ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะเป็นยังไง เพราะยังไม่ได้เริ่มทำ แต่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจ ปกติเราแต่งเพลงกันเอง มีบางเพลงที่คนอื่นแต่งให้บ้าง แต่ความรู้สึกในการร้องเพลงระหว่างเพลงที่แต่งเองกับคนอื่นแต่งก็แตกต่างกันมากอยู่แล้ว ถ้าเป็นเพลงที่เขียนเองเราจะอยู่ในเพลงนั้นง่ายกว่า อินง่ายกว่า ความรู้สึกจะออกมาโดยอัตโนมัติ แต่พอเป็นเพลงคนอื่นที่เราต้องร้องตามคำของเขา เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ต้องรู้สึกให้ได้ว่าเป็นคำของเราด้วย บางครั้งคำหรือภาษาที่เขาใช้อาจจะไม่ตรงกับปากเราเท่าเพลงที่แต่งกันเอง

 

อะไรคือสารหรือแก่นแกนสำคัญที่วง Chanudom ต้องการสื่อให้คนดูคนฟัง

     แพท: เราไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งที่วงสื่อจริงๆ ไหม แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราทั้ง 3 คนมีความสุขกับมัน นั่นคืออิสระทางความคิด แล้วพวกเราทำงานด้วยสิ่งนี้ตลอดในทุกๆ เพลง เราไม่มีกรอบ เราไม่รู้ว่าคนฟังจะรับรู้สิ่งนี้ได้ไหม แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังนะว่าเขาจะต้องมาเข้าใจ

 

เมื่อใช้อิสระทางความคิดในการทำงานเยอะขนาดนี้ เคยตีกันไหม

     พัด: หูย (ลากเสียงยาว) บ่อย แต่ว่ามันจบได้เพราะเราโฟกัสที่งาน เราคุยกันตลอด บอกเลยว่าใครชอบไม่ชอบตรงไหน แล้วก็ปรับให้พวกเรารู้สึกพอใจให้ได้ นี่คือสาเหตุที่เราตีกัน

     ต๊อบ: ตีกันเป็นเรื่องปกติ

 

chanudom

 

อยากรู้ว่าแต่ละคนมีศิลปินต้นแบบไหม

     ต๊อบ: เพิ่งมีรุ่นน้องถามคำถามนี้กับเราเหมือนกัน เราก็ย้อนคิดกลับไปตั้งแต่เริ่มแรก ปรากฏว่าไม่มี เราตีกลองเพราะอยากตีกลอง คืออยากตีของเราเองไม่ได้เห็นใครตีแล้วอยากตี เราเลยไม่ได้อยากเป็นใครหรือมีใครที่เป็นต้นแบบ เรารักและชอบที่ตัวกลองตรงๆ เลย 

     แพท: จริงๆ เราเริ่มเล่นกีตาร์เพราะพี่เสก โลโซ เราชอบเขาตอนสมัยที่เป็นวงโลโซ ตอนนั้นเขาเก่งมาก เจ๋งมาก แบบนี้คือของจริง คิดดู มี 3 คน แต่เล่นดนตรีแบบเอาเวทีใหญ่ๆ อยู่ เล่นกันแค่นั้นจริงๆ คือสุดยอดมาก แล้วเราก็ชอบไลน์กีตาร์ของเขาด้วย

     พัด: อยากบอกว่าวงโลโซก็ทำให้เราเริ่มฟังเพลงร็อกนะ แต่ตอนเด็กๆ ไอดอลของเราคือแม่พุ่มพวง ดวงจันทร์ ชอบมาก รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีจิตวิญญาณเยอะมาก ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราไม่ได้รู้ประวัติชีวิตว่าเขาเป็นมาอย่างไร แต่เราสัมผัสอินเนอร์เขาได้ พอโตมาเราชอบบียองเซ่ ไม่ได้ชอบเขาที่ภายนอกนะ ถ้าให้เราเต้นตามเราเต้นไม่ได้ เราไม่สามารถเลียนแบบอะไรแบบนั้นได้ แต่เราชอบวิธีการคิด เขามีพลัง แล้วการทำงานเพลงของเขา มักจะมีความคิดบางอย่างแฝงอยู่ในนั้น เรารู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เขาใส่คุณค่าบางอย่างเข้าไปในเพลง อย่างมีเพลงหนึ่งพูดถึงคนดำที่ถูกยิงโดยตำรวจที่เป็นคนขาว เราชอบสิ่งที่เขาทำตรงนั้น

 

นอกเหนือไปจากทำดนตรีและเล่นละครเวที แต่ละคนมีสิ่งอื่นๆ ที่ทำอยู่ไหม

     ต๊อบ: เราทำกางเกงขาย พยายามหาสิ่งอื่นทำขนานไปด้วย เพราะชีวิตมันมีหลายมุม ก็หาเงินแหละ เข้าไปดูได้ในไอจี @Yauk.bkk 

     แพท: เราทำ Music Production ที่ Studio 28 ก็ยังหนีไม่พ้นดนตรี

     พัด: เราเป็นโปรดิวเซอร์ เป็นครีเอทีฟ เป็นคนออกแบบท่าเต้น แล้วก็เป็นคนบ้าๆ บอๆ (หัวเราะ)

 

พูดถึงอัลบั้มแรกกันบ้างชื่อว่า ‘โลกที่สาม’ แนวความคิดสำคัญของอัลบั้มนี้คืออะไร

     แพท: โลกที่สาม เป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากความอยากใช้พื้นที่หนึ่งของตัวเรา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่กับโลกอื่น ปกติคำว่า ‘ที่สาม’ จะให้ความหมายไปในแง่ลบ เช่น โลกที่สาม มือที่สาม แต่เราก็คิดกันว่าใช้ชื่อนี้แหละ แล้วตีความให้เป็นแง่บวก เพื่อบอกว่าเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่งของพวกเราแยกออกมา เป็นพื้นที่ที่เราสามารถทำอะไรก็ได้

     พัด: อะไรก็ได้ในที่นี้คืออิสระที่จะทำ อิสระทางความคิด เราไม่ต้องรู้สึกกลัวว่าทำแล้วจะผิดหรือถูก

 

 

‘นางสาวปรารถนา’ เป็นเพลงเปิดตัวอัลบัมเต็มชุดแรกที่ปล่อยออกมาให้ได้ฟัง ทำไมถึงเลือกเพลงนี้

     พัด: เพราะพูดถึงแพสชั่นของมนุษย์ทุกคน เราอยากหยิบยกผู้หญิงที่มีความชัดเจนในสิ่งที่ตนอยากได้ อยากทำ เราจึงตั้งชื่อให้ผู้หญิงคนนี้ว่าปรารถนา เพื่อเป็นตัวแทนของคนทั่วไปที่มีความฝัน และอยากทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจ หวังให้กลายเป็นจริง แต่กลับพบกับอุปสรรค ทั้งแรงกดดันจากสังคมและคนรอบข้าง รวมทั้งความกลัวในใจ ซึ่งเราต้องการให้เพลงนี้ผลักดันให้ทุกคนกล้าทำในสิ่งที่คิดหวัง เราได้แรงบันดาลใจจากเพลงดาวเรืองดาวโรย แต่นางสาวปรารถนาเป็นผู้หญิงเมืองกรุง และไม่ได้มีจุดจบเหมือนดาวเรืองดาวโรย เพราะมีเป้าหมายที่ต่างกัน

     แพท: ถ้าเป็นแนวดนตรี เริ่มต้นเราทำออกมา 3 เวอร์ชัน พอคุยกันแล้วเราอยากให้เนื้อเพลงเด่นชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทิศทางของเพลงจึงค่อนข้างเป็นมิวสิคัล มีจังหวะเยอะเพื่อส่งให้เนื้อเพลงเด่น ตอนทำเพลงเราจินตนาการกันว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ค่อยๆ แต่งหน้า แล้วออกไปเจอโลกอย่างสนุกสนาน และไม่มีบทสรุปในตอนจบ

     ต๊อบ: เพลงนำเสนอเป็นเรื่องปลายเปิด ไม่มีจุดจบเรื่องที่ชัดเจน ต้องลองฟังดู

 

แล้วอะไรสิ่งที่คนดูจะได้เจอใน ‘The Moon Stories : Chanudom Show Fullband’ คอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มแรกที่กำลังจะเกิดขึ้น

     พัด: สิ่งสำคัญเลยมันคือครั้งแรก เราไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตครบทั้งอัลบั้ม จำนวน 11 เพลง แล้วสิ่งที่น่าสนใจคือแต่ละเพลงมีเนื้อเรื่องและอารมณ์ที่แตกต่างกันทั้งหมด ไหนๆ เราก็ชอบการเล่าเรื่องแล้ว ก็เลยพยายามทำให้มันชัดเจนที่สุดไปเลยว่าตรงนี้คือการเล่าเรื่อง พยายามเรียงร้อยเรื่องราวจากเพลง เหมือนที่เราทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้จะชัดเจนขึ้นมาก นี่คือสิ่งที่เราทดลอง ต้องดูว่าจะออกมาเป็นยังไง ทั้งไฟ ทั้งเวที ทั้งโชว์ การเคลื่อนไหว ทั้งหมด

     ต๊อบ: คอนเสิร์ตนี้มีแขกรับเชิญหลายคน ที่แน่ๆ เลยก็พี่ดา เอ็นโดฟิน คนอื่นๆ เก็บไว้เซอร์ไพรส์ แล้วก็มี DJ จาก Dudesweet และน้องๆ วง De Flamingo ที่มาเล่นเปิด แล้วก็มีน้องๆ วง HER มาเป็นคอรัสให้

     แพท: พวกเราเตรียมงานกันนาน ทุกคนมีพื้นที่ทำงานเต็มที่ด้วยความตั้งใจมากๆ แล้วพบกันนะครับ 

 

chanudom

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

ธมนวรรณ กัวหา

Web Editor และ Proofreader สายปาร์ตี้ ผู้ที่เงินเดือนมีอายุขัยสั้นกว่าวงจรชีวิตยุง ชีวิตช่วงนี้ยุ่งกับการพัฒนางานด้านออนไลน์ และการเดินสายดูงานดนตรีทั้งในและนอกประเทศ