พ.อ.ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า | คุณค่าของการทำงานมากกว่าหนึ่งอาชีพ ของเจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพในเครื่องแบบราชการ

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้รู้จัก พ.อ. ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า หรือ ‘พี่ชิต’ เจ้าของ Chitbeer แบรนด์คราฟต์เบียร์บนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (ที่เราแวะไปนั่งดื่มอยู่บ่อยๆ) ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าผู้ชายกล้ามแน่น ผิวคล้ำ คุยเก่งคนนี้มียศถึงพันเอกของกองทัพบก แถมยังมีตำแหน่งอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) และเป็นเจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพถึงสามบริษัท ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าเขาคือคนที่มีแววตาวิบวับ ทุกครั้งที่ได้รับคำชมจากนักดื่มว่าเบียร์ของเขามีรสชาติกลมกล่อม แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความสุขที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขานั้น เกิดจากคุณค่าของการทำงานที่มากกว่าหนึ่งอาชีพ

วิชิต ซ้ายกล้า

 

     “คุณเชื่อไหม คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีปมมีบาดแผลอย่างเจ็บปวดในอดีต ไม่มากก็น้อย” เขาเริ่มการสนทนาด้วยประโยคคำถาม พร้อมกับเรื่องราวในอดีตของเขาที่ค่อยๆ ตามออกมา

     “ผมมาเป็นทหารเพราะหนีความจน จนเหี้ยๆ แถมครอบครัวก็เว้าแหว่ง พื้นฐานพ่อของผมท่านเป็นคนดี ยกเว้นเวลาเมา เรียกว่าบ้านแตกเลย ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมโชคร้ายที่เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกันดึกๆ ดื่นๆ ผมจะตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือ ไปหาที่นั่งเงียบๆ เพื่อกำจัดเสียงรบกวนต่างๆ และอยู่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด ยิ่งอ่านก็ยิ่งเรียนดี เป็นเด็กที่เรียนได้เกรด 4 จนตัดสินใจไปสอบเข้าเตรียมทหาร และผมก็สอบได้ที่ 2 ของกองทัพบก เมื่อเรียนจบเตรียมทหารสองปี ก็เป็นที่หนึ่งของรุ่น จปร. เลยมีโอกาสได้เลือกทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ และเราก็เลือกไปสหรัฐอเมริกา ไปเรียนนายร้อยที่นั่น จบปริญญาตรีในปี 1995 จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโท และปริญญาเอกตามลำดับ”

     จากเด็กที่ทางบ้านมีปัญหาก้าวไปสู่การเป็นดอกเตอร์ ในระหว่างทางนั้นเขาบอกว่า แค่พรสวรรค์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ชีวิตมันต้องมีพรแสวง และรู้จักประมาณตน รู้เท่าทันขีดความสามารถของตัวเอง เพื่อให้มีแรงเดินหน้าต่อในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอันดับแรก

     “จงเป็นหัวหมา อย่าเป็นเพียงหางราชสีห์ คือแนวคิดจากจุดเปลี่ยนของชีวิตสมัยเรียน ตอนนั้นผมลงเรียนไป 35 ตัว ไม่ได้ A เลย รู้สึกว่าตัวเองแย่มาก สู้คนจีน คนอินเดียไม่ได้ ก็คิดไม่ตก แต่จู่ๆ ก็หยุดคิด แล้วก็เข้าเรียนตามปกติ สอบตามเวลา แต่ไม่อ่านหนังสือ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทำได้มากที่สุดของตัวเองคือ B และเมื่อหลุดจากความวิตกได้ ก็ยังมีเวลาเหลือที่จะฝันถึงสิ่งอื่น และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อนเลย

     “แถมยังยอมรับในความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์และให้อภัยตัวเองเสมอ ต่างจากตอนที่คิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ มันเครียดมาก โหมดชีวิตอยู่ในสนามแข่งขันตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะการแข่งขันทำให้ผมเข้าเรียนที่อเมริกาได้ แต่ระหว่างทางผมต้องเข้าใจตัวเอง เพื่อจะได้พบเจอกับสิ่งที่ตัวทำได้ในเรื่องอื่นๆ ด้วย ผมจึงไปทำงานในร้านอาหาร ร้านขายปีกไก่ ไปเป็นโปรแกรมเมอร์ เขียนซอฟต์แวร์ ทำงานในบริษัทฝรั่ง เป็นไลฟ์การ์ดที่สระว่ายน้ำโอลิมปิก เวลาผ่านไปจึงรู้ว่านี่คือการสะสมจุดที่เรียกว่าทักษะและประสบการณ์ที่ดีของชีวิต”

 

วิชิต ซ้ายกล้า

 

     วันที่เขามาพบกับโลกของคราฟต์เบียร์จากการชิมเบียร์ต้มของเพื่อนฝรั่ง หลังจากเรียนจบและกลับมารับราชการเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยที่ จปร. ระหว่างนั้นเขาก็ได้ประกาศกับน้องชายและเพื่อนๆ ไว้ว่า วันหนึ่งเขาจะต้มเบียร์ให้กิน โดยในจินตนาการของเขาคือ จะต้มตอนเข้าใกล้วันเกษียณ ด้วยเหตุผลข้อเดียวคือ แก่ไปจะไม่ได้ไม่เหงา มีเบียร์ เดี๋ยวเพื่อนก็มา และเขาก็เริ่มยิ้มให้กับความอัศจรรย์ของคราฟต์เบียร์ พร้อมกับสั่งชุด kit ต้มเบียร์กินเอง และเริ่มต้นโดยที่ไม่รอตอนแก่อีกต่อไป ซึ่งเขาทำได้ และทำได้ดีทีเดียว

     แต่ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนเราต้องทำอะไรหลายๆ อย่างด้วย ในเมื่อทำงานประจำเพียงอย่างเดียวก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว เขาเงียบสักครู่ ทำหน้าเคร่งครึมขึ้น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดว่า

     “ผมคิดว่า ทุกอาชีพมีเพดานบินหมด วิธีเดียวที่คุณจะออกจากเพดานบินคือ คุณต้องออกจากคอมฟอร์ตโซนในเรื่องนั้นๆ แล้วไปทำเรื่องอื่น อย่างผมสอนหนังสือ อยู่ๆ ก็ไปเปิดบริษัท ผมคิดว่าเป็นการพัฒนาทักษะให้กับสิ่งที่เราทำ เพราะฉะนั้น การที่เราไปแสวงหาทักษะใหม่ๆ อย่างการต้มเบียร์ คือการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดด แต่สักพักมันก็จะติดอีก แต่พอเราไปทำหลายๆ อย่าง มันก็เหมือนจุดเล็กๆ ที่ได้สร้างทิ้งไว้ พอสร้างไว้หลายจุด เมื่อเกิดการเชื่อมต่อ ก็อาจกลายเป็นอาชีพใหม่ที่เราเองอาจคิดไม่ถึงก็ได้

     “สำหรับผม จุดแรกคือ รับราชการ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แน่นอนว่าหน้าที่ตรงนั้นมีเรื่องของผลตอบแทน นอกจากเป็นเงิน ก็ยังให้ความมั่นคง แต่ถามว่าได้ดั่งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ก็ไม่ได้หรอก” น้ำเสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย

     จากนั้นเขาก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่า “พนักงานประจำคือลูกจ้าง จะทำอะไรได้ดั่งใจตัวเองทั้งหมดได้ยังไง คุณไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้สร้าง ทุกที่มีความขัดใจ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อาการขัดใจมา ให้คิดเสียว่ามันก็เป็นเช่นนั้น ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แล้วคุณขัดใจหรือไม่พอใจเรื่องอะไร แน่จริงคุณก็ลองมาสร้างโลกใหม่ของคุณตามความฝันของคุณสิ”

 

วิชิต ซ้ายกล้า

 

     การออกสู่โลกใบใหม่ในอุดมคติของเขาไม่ได้หมายถึงการลาออกจากอาชีพหลักอย่างทันที และเขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะลาออกจากเป็นทหาร แต่เขาลาออกจากการอยู่ในคอมฟอร์ตโซน เพื่อเติมเต็มให้ชีวิตของเขาสมบูรณ์ นั่นคือจุดต่อมาของเขา

งานอดิเรกทำให้มนุษย์ครบถ้วนสมบูรณ์ และได้เห็นความสวยงามของชีวิต เหมือนมีอีกมุมหนึ่งที่ได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

     “คนส่วนใหญ่ก็อยากมีอาชีพที่สอง แต่บางคนไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง พวกเขาอาจมองเห็นแค่เพียงภาพสุดท้ายที่สวยงามมาก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าก่อนจะถึงภาพสุดท้ายนั้น จริงๆ แล้วคุณสามารถเริ่มทำแบบเล็กๆ ก่อนไม่ต้องซีเรียส ทำไปเรื่อยๆ ผมเรียกมันว่า ‘การก้มหน้าฝัน’

     “ผมยืนต้มเบียร์ทีละหม้อ เริ่ม 1 ทุ่ม เสร็จตี 1 ทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเกือบ 3 ปีถึงเห็นผล เริ่มต้นด้วยความมั่นใจต่อสิ่งที่ทำแบบเล็กๆ ไปก่อน และคุณจะเห็นโอกาสมากมายระหว่างทาง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หากมันใช่อย่างที่คิด สัญญาณบวกจะมาบอกเราเองว่าเราอาจจะมาถูกทาง แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ใหญ่ไปเรื่อยๆ พอถึงจุดนั้นชีวิตของเราก็จะมีทางเลือกที่ว่า ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องขืนใจ ไม่ต้องคิดมากว่าจะลาออกหรือเปล่า

     “เมื่อวันนั้นมาถึง แค่ลมพัดผ่านหน้า เราก็ไปแล้ว แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องอดทน และความอดทนนั้นจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าคุณรักงานอดิเรกนี้จริงไหม มีแรงผลักมากพอไหม สามารถหาเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทำได้ไหม หากเป้าหมายนั้นคือความร่ำรวยอย่างเดียว มันจะไม่ยั่งยืน หากเราทำเพราะชอบ สนุก มีความสุข และรู้สึกว่ากลายเป็นคนสำคัญ ยิ่งทำยิ่งมีผลตอบรับเชิงบวกมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็อาจจะมีคนชมคุณแบบโคตรๆ จนรู้สึกว่า ‘เกินจริง’ นั่นยิ่งเป็นแรงขับให้คุณต้องอ่านหนังสือและค้นคว้า เพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นลึกมากพอหรือยัง แล้วคุณจะถลำลึกลงไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่ต่างจากความรู้สึกของวันแรกที่เราต้มเบียร์แล้วให้เพื่อนชิม แล้วเพื่อนพูดว่า ‘นี่กูกำลังกินเบียร์อยู่ในแคว้นบาวาเรียของเยอรมันหรือเปล่าเนี่ย’ อารมณ์ตอนนั้นคือ เอ๊ะ! หรือเราจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ (หัวเราะ) นั่นทำให้ผมตั้งมั่นต่อตัวเองว่า ต้องพัฒนาต่อ ต้องต้มต่อ ต้องศึกษาต่อ ต้องทำ และต้องทำให้สุดยอดกว่านี้ไปเรื่อยๆ”

     เวลานี้เสียงของเขาเบาลงอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวของเขาเข้าสู่โหมดความสุขแบบสุกงอม และยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เขาอยากเล่าให้ฟัง เขายกเบียร์ที่ดื่มค้างไว้จนหมดแก้ว ก่อนจะถามคำถามที่ชวนคิดขึ้นมาว่า “หากคุณจินตนาการถึง 3 นาทีสุดท้ายก่อนจบการเดินทางของชีวิต คุณจะยิ้มไหม 1 นาทีถัดมาล่ะ และอีก 30 วินาทีสุดท้ายก่อนนับถอยหลังชัตดาวน์ลมหายใจ คุณยังจะยิ้มไหม สำหรับผมคงยิ้มลึกไปถึงจิตใจ เพราะถึงเวลานั้น ผมได้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ทั้งหมดแล้ว”

Share Post
Like 3 View 6577

Author

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

นักขีดๆ เขียนๆ เริ่มเขียนแบบไดอารี่จริงจังก็ตอนอยู่ม.2 ด้วยเหตุผลเดียวคือกลัวตัวเองสมองเสื่อมกะทันหัน จนทำงานเขียนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเรื่องตัวเองไม่เขียนแล้ว เพราะคิดว่าไม่ลืมชัวร์ แล้วหันมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนอื่นแทน!