มะเดี่ยว ชูเกียรติ: ‘Life is beautiful’ ในความสุขมีความเศร้า ในความเศร้ามีความสุข

The Guest
27 Oct 2019
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม

Highlights

เมื่อพูดถึงความเจ็บปวดในชีวิต (pain) ที่สอนให้เรียนรู้และเติบโต (gain) เขามองเห็นมันอย่างไร? 

        ‘มะเดี่ยว’ – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับคนเก่ง นึกถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนใกล้ตัว ครั้งแรกคือผู้เป็นพ่อ และล่าสุดคือคนรัก

        “ไม่ว่าจะสูญเสียงาน ชื่อเสียง เงินทอง หรืออะไรต่างๆ นานา เราผ่านมาหมดแล้ว และเราก็นำมันกลับมาได้ เราเชื่อว่าถ้าใจเรายังสู้ ยังไม่ตาย เรานำมันกลับมาได้เสมอ แต่กับคนที่เรารักเราผูกพัน ถ้าเขาจากไป ไม่ว่าจะทำยังไงเราก็นำเขากลับมาไม่ได้ เรื่องราวของเขาจึงฝังอยู่ในใจ” 

        “เมื่อบางส่วนของชีวิตถูกเฉือนออกไป มันจะส่งผลต่อจิตวิญญาณของเราไปตลอดกาล” เขาเชื่ออย่างนั้น 

        ถามว่าในชีวิตนี้กลัวอะไรที่สุด? “กลัวสูญเสียคนที่รักนั่นแหละ” เขาตอบในทันที 

       แล้ววันที่เขาตรวจเจอมะเร็งระยะสุดท้ายล่ะ? “ก็รักษาให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ… ไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ก่อน ไม่อยากคิดเป็นอย่างอื่น บ้าเนอะ จริงๆ แล้วควรเผื่อใจไว้บ้าง แต่เราคิดว่ายังไงก็หาย ซึ่งก็ไม่หาย (ยิ้มเจื่อน)”

        เมื่อสิ่งที่น่ากลัวที่สุดได้เกิดขึ้น ชีวิตยังมีความหมายหรือเปล่า? 

        มะเดี่ยวใช้เวลาคิดสักพัก ก่อนจะตอบคำถามอย่างไม่รีบร้อน ผ่านบทสนทนาสะท้อนประสบการณ์สุขปนเศร้า ของชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 38 ปี จากเด็กที่วิ่งตามความฝันจนเจอ สูญเสียบางอย่างเพื่อให้ได้บางสิ่งกลับมา สบตากับสิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิต และภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เชื่อว่าจะนำสิ่งดีๆ กลับมาหาเขาอีกครั้ง

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

เมื่อพูดถึงความเจ็บปวดในชีวิต (pain) ที่สอนให้เรียนรู้และเติบโต (gain) คุณมองเห็นมันอย่างไร 

        (นิ่งคิด) เหตุการณ์ที่เป็น pain ของชีวิตเราเพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วงหลังๆ คงนับตั้งแต่วัยเบญจเพสเป็นต้นมา เราก็ไม่รู้เหมือนกันที่เขาบอกกันว่าเบญจเพสมักพาเรื่องร้ายๆ มาสู่ชีวิตนั้นเป็นเรื่องจริงแท้แค่ไหน แต่ถ้าให้นับสิ่งที่เป็น pain ของเรามันก็มาในช่วงนั้นแหละ เรารู้สึกว่าตอนต้นของชีวิตนับตั้งแต่เกิดมา เข้าโรงเรียน ก้าวสู่วัยรุ่น ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ออกไปพบปะเข้าสังคม เราได้รับอะไรมามากมาย เหมือนเป็นเด็กที่วิ่งตามความฝันแล้วเจอ ดังนั้น แทนที่จะเติบโตจากความเจ็บปวด เรากลับรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตทำให้เราเติบโต (gain) ขึ้นมามากกว่า อาจจะมีช่วงที่ล้มลุกคลุกคลานหรือต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปเพื่อให้ได้บางสิ่งกลับมาบ้าง แต่เราถือว่ามันเป็นแค่ความเจ็บปวดเล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น 

        จนกระทั่งเหตุการณ์แรกที่รู้สึกได้ว่ามันเป็นความเจ็บปวดจนถึงขั้นเป็น pain ในชีวิตก็คือตอนที่เราสูญเสียพ่อไปราวๆ ปี 2008 ช่วงที่ทำ รักแห่งสยาม (2007) เสร็จและได้ฉายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งความสูญเสียนี้เองที่ทำให้เราทำหนังเรื่อง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ (2012) เพื่ออุทิศให้พ่อ 

ความเจ็บปวดที่จะกลายเป็น pain คือการสูญเสียแบบไม่ได้อะไรกลับมาเลย อาจจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือตามช่วงเวลา แต่พอเกิดขึ้นแล้วมันได้ฉุดบางอย่างในตัวของเราออกไป

ความเจ็บปวดเล็กน้อยกับความเจ็บปวดที่กลายเป็น pain ในชีวิตแตกต่างกันอย่างไร 

        สำหรับเราความเจ็บปวดที่จะกลายเป็น pain คือการสูญเสียแบบไม่ได้อะไรกลับมาเลย อาจจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือตามช่วงเวลา แต่พอเกิดขึ้นแล้วมันได้ฉุดบางอย่างในตัวของเราออกไป การสูญเสียคนรักคือจุดเปลี่ยนชีวิต เพราะช่วงที่ทำ รักแห่งสยาม เราประสบความสำเร็จมาก ปรากฏว่าปีนั้นแม่กับพ่อเป็นมะเร็งพร้อมกัน แม่เป็นที่ทรวงอก ส่วนพ่อเป็นที่กล่องเสียง ซึ่งพ่อเป็นเยอะกว่าแถมยังรักษายากกว่า จนสุดท้ายร่างกายแกทนไม่ไหว จากไปในที่สุด

        ช่วงนั้นเราเองก็ห่างหายไปจากวงการหนัง ไปทำงานอื่นๆ เช่น ทำเพลง พาวงออกัสไปประเทศจีน แล้วก็พยายามจะมีเวลาให้ครอบครัวเยอะๆ แต่เราไม่เคยมองไปถึงจุดที่จะต้องสูญเสียเขาไปจริงๆ เลย รู้นะว่าทุกวิกฤตจะต้องมี worst-case scenario เกิดขึ้น แต่ไม่เคยแพลนถึงสิ่งนั้น ก็ทำงานของเราไปแล้วก็ do the best กับคนที่เรารัก ตอนที่พ่อป่วยเราเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ตลอด เพราะอยากมีเวลาให้เขาเยอะขึ้น แล้วในบรรดาพี่น้องทุกคนมีเรานี่แหละที่ทำงานอิสระที่สุดแล้ว จึงไปอยู่ดูแลเขาได้ อย่างตอนที่แฟนป่วยเราก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

ทำไมถึงไม่เคยเตรียมใจไว้สำหรับเหตุการณ์เลวร้าย 

        อาจจะด้วยความที่เรายังมองโลกในแง่ดี อย่างกรณีของพ่อก็มีเหตุการณ์สับขาหลอกเกิดขึ้นบ่อยๆ มีช่วงที่เขาถูกเจาะกล่องเสียงออกไป พูดไม่ได้ แต่ทุกอย่างยังคงดูดีไปหมดในสายตาเรา อยู่มาวันหนึ่งทุกคนกลับบ้าน อ่อนเพลียจนหลับกันไปหมด ตื่นเช้าถึงรู้ว่าเมื่อคืนเขาดับไปนานแล้ว หมอพยายามช่วยขึ้นมา จุดนั้นเองที่เราเริ่มรู้สึกถึงวิกฤต และ pain ได้เกิดขึ้นแล้ว 

         อยู่แบบนั้นกันไปสักพัก จนเราเริ่มรู้สึกตัวว่าทำงานไม่ได้ มีบางงานที่รับบรีฟมาแล้วพบว่าเราคงรับมือไม่ไหว ก็ต้องขอเขาหยุดไปก่อน มีงานเข้ามาให้ทำซิตคอม โห ตลกไม่ไหวนะคุณ ก็ต้องตัดใจไม่ทำ จนกระทั่งช่วงสุดท้ายของเขา ใจเราก็ยังสู้ ถ้าเปรียบตัวเองเป็นนักกีฬา กำลังตีแบดอยู่กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งก็คือความตาย เรายังไม่ได้เลยสักแต้ม ในขณะที่ความตายกำลังจะเอาชนะอยู่รอมร่อแล้ว เราก็จะเป็นคนประเภทที่สู้ต่อไป หวังว่าอย่างน้อยได้กลับมาสักหนึ่งแต้มก็ยังดี 

        วันหนึ่ง เราบินกลับมากรุงเทพฯ เครื่องเพิ่งจะแตะพื้นแล้วมีคนโทร.มาบอกว่าพ่อหลับไปอีกแล้วนะ กลับมาเถอะ ก็บินกลับไปเชียงใหม่อีกรอบ แกรับรู้ว่าเราไปหา จากนั้นจึงค่อยๆ หลับไป นั่นคือครั้งแรกที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย คือมันหายไปเลย ความตายที่เกิดขึ้นกับคนที่เรารักมันเหมือนกับมีคนมาควักเอาบางสิ่งบางอย่างออกไปจากหัวใจเรา ชีวิตของเราครึ่งหนึ่งหายไปเลย 

เพราะยังติดค้างอะไรในใจหรือเปล่า

        ไม่นะ เราทำเต็มที่แล้วตอนที่เขาอยู่ พอเราแพ้ เขาจากไป ก็คือจบเกม มีเสียใจเป็นธรรมดา ด้วยความรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างหายไป ใจหายมากกว่า แต่คนที่น่าจะเสียใจมากคือแม่ เพราะเขาอยู่ด้วยกันมาตลอด สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ที่เขาบอกกันว่ารักแท้คือการอยู่กันไปจนแก่เฒ่า มันคือแบบนี้แหละ ต่อให้มีข้อผิดพลาด มีความไม่เข้าใจ ทะเลาะเบาะแว้งกันแค่ไหนก็ตาม แต่เขายังอยู่กันไปจนถึงวันที่ชีวิตจบสิ้น ช่วงที่แย่ต่างฝ่ายต่างดูแลกัน เหมือนที่แม่ดูแลพ่อ คือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าความรักมีอยู่จริง และคนที่โชคดีจะได้เจอ 

ใช้เวลานานไหมกว่าที่ความรู้สึกเจ็บปวดจะตกตะกอนออกมาเป็นหนัง

        ก็ตกตะกอนไปตามธรรมชาติของมัน ทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติด้วยความเข้าใจ ที่ถือว่าโอเค ไม่มีปัญหา และเราก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ดูแลแม่ ดูแลครอบครัว แม้ไม่ถึงกับเป็นเสาหลักของบ้านก็ตาม แต่นี่คือการก้าวผ่านช่วงหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ แล้วก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ทำให้ตกตะกอน ซึ่งไม่ได้ดราม่าอะไรมากมาย ไม่ฟูมฟาย อะไรที่ทำไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป แล้วหลังจากนั้นก็มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น เริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ได้ขยับไปทำโปรเจ็กต์นู่นนี่ต่อ 

ที่ทำงานมากมายเพราะอยากทำให้พ่อภูมิใจในตัวคุณหรือเปล่า 

        ไม่นะ พ่อเราเป็นคนชิลๆ จะเป็นแม่ซะมากกว่าที่ภูมิใจและ proudly present “ลูกฉันๆ” นึกออกไหม แต่พ่อเราจะมีบุคลิกแบบคนกินเหล้า ขี้เมา ใจดี ไม่ใช่ ‘จน เครียด กินเหล้า’ นะ คือเขาดื่มจัดมาก เราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเห็นเขามีขวดเหล้ากับแก้ววางอยู่ข้างตัว มีเพื่อนมาดื่มเหล้าที่บ้าน หัวเราะกันไป บ้านเราถูกดีไซน์ให้มีสเปซสำหรับคนดื่มเหล้า เขาก็อยู่ของเขากันไป ส่วนเราพอเข้าห้องไปแล้วก็เงียบ ไม่มีอะไรมารบกวน พ่อไม่ค่อยยุ่งอะไรกับเรามากมาย เขาแค่รู้ว่าเราออกไปทำนั่นทำนี่ เขาจะชอบให้เราเล่นดนตรี เวลาซ้อมดนตรีอยู่ที่บ้านแกจะชอบมานั่งฟังเงียบๆ ดื่มเหล้าไปด้วย คงคิดว่าได้บรรยากาศแบบดื่มเหล้าที่ร้านอาหาร (หัวเราะ) 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

ชีวิตของเราคือก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่ง การสูญเสียคนที่รักก็เหมือนกับการที่บางส่วนของก้อนกลมๆ ถูกเฉือนหายไป เกิดแผลเป็น ซึ่งแผลเป็นนี้เองที่มีส่วนกำหนดให้ชีวิตเรากลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ 

ดื่มด้วยกันบ่อยไหม 

        เราเป็นคนไม่ค่อยดื่ม คือดื่มบ้างตามวาระ เช่น เลี้ยงกอง หรือบางทีกลับบ้านมาเครียดๆ ก็ดื่มบ้าง แต่ไม่ได้เป็นคนออกไปหาความสุขแบบ เฮ้ย วันนี้ไปดื่มเหล้ากัน บางวันมีอารมณ์อยากดื่มก็ดื่มซะหน่อย แค่นั้นเอง

        แตกต่างจากพ่อเลย ช่วงที่เขาเริ่มสุขภาพไม่ค่อยดีเราเคยถามเขาว่าดื่มให้น้อยลงหน่อยได้ไหม มันมีอะไร เครียดเหรอ ทำไมต้องดื่มขนาดนั้น เขาบอกว่าไม่ได้เครียดเลย นี่คือความสุขของเขา ก็เขาทำงานเลี้ยงลูกจนโตมาขนาดนี้ เลี้ยงตัวเองกันได้หมดทุกคนแล้ว เขาก็หมดหน้าที่แล้วไง เอ้อ เหมือนถูกด่าว่าเสือกเลยเนอะ (หัวเราะ) จึงเข้าใจว่าการดื่มเหล้าของเขามันไม่ได้มีอะไรกลุ้มใจหรอก แต่มันคือความสุขของเขา เมื่อคนเป็นพ่อหมดหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงดูลูก เขาจะไปหาความสุขในบั้นปลายด้วยวิธีไหนก็เป็นเรื่องของเขา 

แล้วบางส่วนในชีวิตของคุณที่ถูกความตายของพ่อมาพรากไปคืออะไร 

        มันคือความรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา มันมาจากความรู้สึกรักและผูกพันกับเขา แต่วันหนึ่งการดำรงอยู่ของเขา (existance) มันไม่มีแล้ว ไม่ปรากฏอีกต่อไป ชีวิตของเราคือก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่ง การสูญเสียคนที่รักก็เหมือนกับการที่บางส่วนของก้อนกลมๆ ถูกเฉือนหายไป เกิดแผลเป็น ซึ่งแผลเป็นนี้เองที่มีส่วนกำหนดให้ชีวิตเรากลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ 

การทำหนังอุทิศให้พ่อกลับมาเติมเต็มความรู้สึกของคุณอย่างไรบ้าง

        เราอยากทำอยู่แล้วด้วย การทำหนังอุทิศให้พ่อเป็นเมโมรีหนึ่งในชีวิต พาร์ตที่สองของ Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ (2012) คือการอุทิศให้เขาและทำให้เขายังอยู่ในความคิด ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับเขาคงอยู่ไปตลอดกาล 

        หนังเรื่องนี้นอกจากพูดถึงการสูญเสียพ่อเราแล้ว มันยังทำให้เราย้อนกลับไปแถวๆ ช่วงมัธยมฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในพาร์ตแรกของหนัง ตอนนั้นมันเป็นความคลุมเครือ เป็นความรักแบบยังไม่ลึกซึ้ง เรายังไม่เข้าใจเลยว่ามันคือความรู้สึกอะไรกันแน่ อาจเพราะว่ายังเด็กมาก เราอยู่ ม.5 แล้วน้องคนนั้นอยู่ประมาณ ม.3 เรากับเขาสนิทสนมกันเพราะเขาเป็นเพื่อนของรุ่นน้องที่อยู่วงโยฯ แล้วพอดีบ้านของน้องเขาอยู่ในทางที่ไปมาหาสู่กันได้ พูดจากันถูกคอ เจอกันบ่อย และเขาก็จะชอบมาที่บ้านเรา 

        วันหนึ่งเราต้องเดินทางไปเล่นดนตรีพร้อมกับวงโยฯ ในงานอะไรสักอย่างหนึ่งนี่แหละ ตอนที่กำลังจะเก็บของออกไป น้องคนนั้นโทร.มา บอกว่าจะเข้ามาหา เราปฏิเสธไปเพราะเดี๋ยวจะต้องออกจากบ้านแล้ว เขาก็บอกว่าแป๊บเดียวๆ ซึ่งเราก็ตอบกลับไปว่าไม่ได้จริงๆ

        จนเดินทางไปเล่นดนตรีอยู่สองวัน กลับบ้านมาในวันที่สาม มีคนมาบอกว่าน้องคนนั้นตายแล้วนะ ตอนนี้กำลังเผาอยู่ เฮ้ย จริงเหรอ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์กันไปที่เมรุ เจอศพถูกเผาอยู่ในเตาแล้ว เข้าไปดู เออ ไปจริงๆ แล้วว่ะ เขาขี่มอเตอร์ไซค์แล้วถูกเฉี่ยวชน ล้มลงไปกระดูกหักอยู่ข้างทาง มีคนมาพบศพอีกทีคือตอนเช้า ซึ่งทางที่เขากำลังขับไปคือทางไปบ้านเราพอดี เราเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเขาตั้งใจไปหาเราหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้ดราม่าวิ่งไปร้องไห้อะไรหรอกนะ มันเป็นความรู้สึกที่อึ้งมากกว่า แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือความรักความผูกพันหรือเปล่า รู้แค่ว่าตอนที่เขาอยู่เราก็อยากเจอเขาทุกวัน และทุกครั้งที่เราอยากเจอเขาก็จะมาให้เจอเสมอ 

นั่นคือการสูญเสียครั้งแรก

        ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นทำให้เรารู้จักกับการสูญเสียหรือเปล่า เราว่ามันคงเบาบางมากกว่าที่เราจะรู้สึกดราม่าหรืออะไร มันเป็นความคิดถึงที่สักพักจะหายไป เพราะชีวิตจะพาเราไปเจอเรื่องนั้นเรื่องนี้อีกมากมาย ยังไม่ทันได้รู้จักกับความผูกพันหรอก  

        ตอนที่เกิดขึ้นมันชา มันมีน้ำตาคลอหน่อยๆ เหมือนในหนังที่ตอนจบพบว่าไอ้เด็กคนนั้นมันตายไปตอนไหนวะ ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนี้แหละ คือถ้าวันนั้นเราเปลี่ยนใจ บอกว่า มานะ ค่อยๆ มาแล้วกัน หรือเราเป็นคนแวะไปหาเขาเอง สุดท้ายชีวิตของเขาอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนหรอก เมื่อมันเกิดขึ้นจึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญของชีวิต จนวันนี้เราก็ยังไม่ลืม เขายังอยู่ในความคิดตลอด “ถ้าคืนนั้นเราไม่ทำแบบนั้น” “ถ้าตอนนั้นเราเลือกทำอย่างนี้นะ” เรื่องราวของเขายังคงก้องไปมาในหัวเราอยู่เลย 

ดูเหมือนว่า pain ส่วนใหญ่ของคุณจะเป็นเรื่องการจากไปของคนรัก แล้วอย่างเรื่องความฝัน การงาน หรือทุกข์สุขในมิติอื่นๆ ของชีวิตล่ะ  

        ไม่ค่อยมีนะ pain ส่วนใหญ่ของเรามักจะเป็นเรื่องของการสูญเสียคนรัก สำหรับเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะสูญเสียเรื่องงาน ชื่อเสียง เงินทอง หรืออะไรต่างๆ นานา เราผ่านมาหมดแล้ว และเราก็นำมันกลับมาได้ เราเชื่อว่าถ้าใจยังสู้ ยังไม่ตาย เรานำมันกลับมาได้เสมอ แต่กับคนที่เรารักเราผูกพัน ถ้าเขาจากไป ไม่ว่าจะทำยังไงเราก็นำเขากลับมาไม่ได้ เรื่องราวของเขาจึงฝังอยู่ในใจ และเมื่อบางส่วนของชีวิตเราถูกเฉือนออกไป มันจะส่งผลต่อจิตวิญญาณของเราไปตลอดกาล 

        เหมือนวัยเด็กที่คุณเคยถูกบูลลี เคยโดยเหยียดหยาม หรือเรื่องราวบางอย่างที่ทำผิดพลาดและรุนแรงจนฝังใจ ความทรงจำพวกนี้จะค่อยๆ เฉือนเอาชีวิตคุณออกไป จากเคยเป็นก้อนกลมๆ กลายเป็นก้อนที่มีบางส่วนแหว่งไป แน่นอนมันย่อมเปลี่ยนวิถีทางกลิ้งไปจากเดิม วันใดวันหนึ่งอาจตกหล่มจนไปต่อไม่ได้หรือเปล่าก็ไม่มีทางรู้ 

เวลาอกหักหรือเลิกกับแฟน จะรู้สึกเหมือนมีบางส่วนของชีวิตถูกเฉือนออกไปหรือเปล่า

        เราอาจจะมีรอยแหว่งเกิดขึ้นกับเรื่องแฟนก็ได้ (นิ่งคิด) แต่กับแฟนส่วนใหญ่ที่เลิกกัน ทุกวันนี้ก็ถือว่าไม่มีใครจบไม่ดีนะ เพราะเราเป็นคนดี (หัวเราะ) แต่ตอนที่เลิกกันช่วงนั้นเราอาจจะเป็นคนรักที่ไม่ดีจนเลิกกันไป กลายเป็นเพื่อนกัน เออ เป็นเพื่อนกันดีเว้ย จำได้ว่าตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ มาถึงช่วงปลายๆ เราผ่านคนมาเยอะมาก และมักจะจบลงด้วยเหตุผลที่ว่าเราไม่มีเวลา และเราก็เป็นคนเอาแต่ใจ ขี้วีนขี้เหวี่ยงตามประสาศิลปิน 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

การมีความรักครั้งใหม่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ถูกเฉือนออกไปได้หรือเปล่า 

        มันจะมีที่ใหม่ๆ ให้เฉือนไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) มันเติมไม่ได้ นี่คือความเชื่อของเรานะ เราเคยไปตามหาคนนั้นคนนี้มาอุด แล้วมันก็ไม่ใช่ ชีวิตกลับดราม่ายิ่งกว่าเดิม สงสารเขาด้วย เพราะการอุดของเราคือการไปเฝ้าถามว่า “ทำไมไม่เหมือนคนนั้น” “ถ้าเป็นคนนั้นเขาจะทำแบบนี้” คือบางทีก็หลุดปากไง แต่ก่อนไม่ค่อยคิดถึงสิ่งเหล่านี้หรอก เวลาปากหมาก็พูดออกไป สุดท้ายก็เลิกกันเพราะว่า ใช่สิ ฉันไม่เหมือนคนนั้นของเธอ พอเลิกกันไปแล้วเราเพิ่งจะกลับมาคิดได้ว่า เออว่ะ เราจะพูดถึงคนนั้นทำไมวะ เพราะมันไม่มีใครมาแทนที่ตรงนั้นได้อยู่แล้ว

การสูญเสียคนรักครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับคุณ มันเข้มเข้น รุนแรงแค่ไหน

        เข้มข้นและรุนแรงแน่นอน เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต และเราเพิ่งจะเอนจอยกับมันด้วย จริงอยู่ที่ผ่านมาเราเคยมีแฟน แต่ในวัยนี้มันไม่ใช่ฟังก์ชันของแฟนแบบโรแมนซ์อย่างเมื่อก่อนแล้ว เขาคือคู่ชีวิตที่เราจะฝ่าฟันเรื่องราวต่างๆ ไปด้วยกัน คนอย่างเราทำงานสายนี้ ยากมากนะที่จะมีความสัมพันธ์ ออกกองตั้งแต่ตี 5 บางทีละครเลิกกองตอน 4 ทุ่ม ยิ่งบางวันออกกองถ่ายหนังไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้กลับบ้านก็มี เราเคยมีแฟนที่ทำงานเข้าออกตามเวลาออฟฟิศ สุดท้ายก็อยู่ไม่รอด คนทำงานสายโปรดักชันจึงมักครองตัวเป็นโสด แต่สำหรับแฟนคนนี้ เราทำงานสายเดียวกัน มีจุดหมายชีวิตคล้ายๆ กัน มองอนาคตไว้ด้วยกัน พอจบจากตรงนี้เราจะมีเท่านี้ แล้วเราจะเอาไปลงทุนกับตรงนั้น ใช้ชีวิตจนถึงวันที่เราแก่เฒ่า แต่แล้วทุกอย่างกลับเฟลไปหมดเลย 

        ก่อนจะล้มป่วย ชีวิตของพวกเราเหมือนฟ้าที่สดใส ทุกสิ่งทุกอย่างดูสวยงาม ไม่มีสัญญาณของความฉิบหายใดๆ แค่สังเกตเห็นว่าอยู่ๆ ก็ผอมลงไป คงเพราะทำงานหนัก ปีก่อนหน้าเขาชอบบ่นว่าปวดท้อง พอไปหาหมอก็วินิจฉัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังเพราะยังเอนจอยกับงานอยู่ การได้ทำงานใกล้กับคนที่รักแล้วชีวิตเดินไปข้างหน้าด้วยกันมันดีมาก เติบโตไปด้วยกัน ได้รับสิ่งดีๆ กลับมามากมาย จนกระทั่งถึงจุดที่คนอื่นทักว่าทำไมขาเขาบวม เขาเป็นตากล้องถ่ายหนัง ต้องยืนทั้งวัน ก็เลยขาบวมและมีจุดเลือดประๆ เราก็พาไปหาหมอ แต่ยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมาก 

        หาหมอครั้งแรกหาย แต่พอครั้งที่สองที่สามมันไม่หาย สุดท้ายเขาเลยให้อัลตราซาวนด์จนไปเจอว่ามีก้อนเนื้อใหญ่ขนาด 30 ซม. อยู่ในท้อง มันไปขวางเส้นเลือดที่ขา พอเลือดไหลลงไปมันจึงย้อนกลับขึ้นมาไม่ได้ แต่ตอนนั้นพวกเรายังมีความหวังว่าคงไม่ใช่เนื้อร้ายหรอกมั้ง

        กระทั่งต้นปี 2018 ตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งระยะที่สี่ แถมยังเป็นพันธุ์รักษายาก ต้องได้รับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มันลุกลามมากไปกว่านี้ ช่วงนั้นเราก็เบรกงานเพื่อไปจัดการเรื่องของเขาเลย ย้ายสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลจากพะเยามาอยู่ที่เชียงใหม่ หาหมอที่เชี่ยวชาญรับเป็นเจ้าของเคส ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อการรักษา ซึ่งเขาก็ได้รับการรักษาที่ดี ได้ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้วก็กลับมาทำงานได้ แต่หมอบอกไว้ว่าให้เตรียมใจเอาไว้บ้างเพราะประวัติครอบครัวของเขามีคนที่เป็นแล้วเสียชีวิตตอนอายุเท่านี้อยู่ เราก็ตามสไตล์เดิม เหมือนตอนพ่อป่วยเลย ไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ก่อน ไม่อยากคิดเป็นอย่างอื่น บ้าเนอะ จริงๆ แล้วควรเผื่อใจไว้บ้าง แต่เราคิดว่ายังไงก็หาย ซึ่งก็ไม่หาย (ยิ้มเจื่อน)

การสูญเสียเขาเป็นอีกเหตุการณ์ที่เฉือนชีวิตเราไปอีกก้อนหนึ่ง ถามว่าชีวิตนี้กลัวอะไรที่สุด ก็กลัวการสูญเสียคนรักนั่นแหละ เอาจริงๆ ช่วงที่เขาป่วยหนักๆ เราก็เทงานไปเยอะ กราฟบริษัทกำลังพุ่งสูง มีงานเข้ามาเยอะแยะ แต่เราเลือกที่จะไม่ทำแล้ว 

ไม่วางแผน เอาแต่ทำงาน และไม่ได้เก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขในรูปแบบอื่นๆ เลย? 

        มีบางเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่คือการทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าเธอกำลังจะตาย ฉันจะต้องพาเธอไปที่นั่นที่นี่แบบในหนัง เราทำเหมือนเดิม เคยเที่ยวยังไงก็ทำอย่างนั้น กินอะไรอร่อยๆ เราก็กินด้วยกัน อยากทำอะไรที่ไหนเราก็พาไป เธออยากกลับมาทำงานใช่ไหม ก็กลับมาทำซะ เพราะถ้าไม่ได้ทำงานคงจะยิ่งไปกันใหญ่ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเขาจะชอบพูดบ่อยๆ ว่าไม่อยากเป็นภาระใคร

        เคยบอกว่าให้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวเอาตังค์ให้ก็ได้ เขาก็ไม่เอา โอเค ถ้าอย่างนั้นก็ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงนะ แล้วจะพามาทำงาน ก็ทำได้อยู่สักพัก อย่างหนังเรื่องนี้เขาก็เป็นคนถ่าย เป็นกล้องสองถ่ายตั้งแต่เริ่มจนจบ และเป็นคนบินโดรนที่เก่งมากในประเทศนี้ ไม่มีใครเทียบได้ เพราะว่ามันเป็นโดรนของพวกเราเอง จะบินฉวัดเฉวียนแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัว บินได้อย่างสะใจ แถมผลลัพธ์ยังออกมาดีซะด้วย 

        ก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งจะทำบุญร้อยวันเสร็จไป การสูญเสียเขาเป็นอีกเหตุการณ์ที่เฉือนชีวิตเราไปอีกก้อนหนึ่ง ถามว่าชีวิตนี้กลัวอะไรที่สุด ก็กลัวการสูญเสียคนรักนั่นแหละ เอาจริงๆ ช่วงที่เขาป่วยหนักๆ เราก็เทงานไปเยอะ กราฟบริษัทกำลังพุ่งสูง มีงานเข้ามาเยอะแยะเลย แต่เราเลือกที่จะไม่ทำแล้ว 

รู้สึกผิดกับการเทงานไหม 

        ปกติเราไม่เคยเทเลย มีงานเข้ามาก็ทำ เพราะละโมบ (หัวเราะ) แต่เราถือว่าถ้ารับงานใครมาแล้วต้องทำให้ดีที่สุด เอาให้สุด แต่พอเขาป่วยหนักๆ เราก็ไม่มีอารมณ์จะทำ ถ้าฝืนทำไปเราต้องตายแน่ๆ เคยอยู่ในกองถ่ายด้วยกันมาตลอด เท่ากับว่าเราต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ คนเดียว แต่เฮ้ย กองถ่ายมันคือที่ของเราสองคนนะ เราอยู่หลังมอนิเตอร์ เขาเป็นคนถ่าย เราตื่นเช้าออกจากบ้านและกลับพร้อมกันทุกวัน ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดสี่ถึงห้าปี ตอนนั้นเรารีบบอกกับน้องๆ ในบริษัทตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ตอนที่ยังมีงานทำกันอยู่ “ถ้าไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ จะไปทำอย่างอื่นก็ได้ พี่ขอโทษจริงๆ เพราะพี่แบกรับพวกมึงไม่ไหวเหมือนกัน” เหตุการณ์นี้มันร้ายแรงมากสำหรับเรา จะออกไปคุยงานที่ไหนหรือรับงานเองเลยก็ได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังไม่ไปไหน สิบกว่าคนนี้ยังอยู่กันต่อไป ไม่เป็นไร เราก็แบกกันไปเรื่อยๆ ซึ่งผลประกอบการในปีที่ผ่านมาไม่ได้ขาดทุนขนาดนั้น แต่ปีนี้เราว่าน่าจะพัง 

อยากได้เงินเยอะๆ ไปทำอะไร 

        ตอนที่เราทำธุรกิจเรามีทุกอย่าง ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน คิดแค่ว่าบริษัทของเราต้องเติบโต ต้องทำนั่นทำนี่ ความสามารถในการสร้างงานของบริษัทก็ต้องมีเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ อย่างตัวเราเองตอนนี้ก็ทำงานกับต่างชาติอยู่ด้วย แนวโน้มที่จะได้ทำงานสเกลใหญ่ขึ้นก็มี พอมีเงินเยอะแล้วเราได้อยู่ใช้มันก็แฮปปี้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าตัวเขาเองไม่ได้ใช้ว่ะ เราได้นั่งอยู่ด้วยในตอนที่เขาแบ่งสมบัติกัน เขาทำให้แม่ น้อง และครอบครัวของเขาสบาย แต่คนตายไม่ได้ใช้ จริงอยู่ที่เขาอยากให้คนรอบข้างมีความสุข แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เห็นมันอยู่ดี 

        เราให้ความสุขกับคนรอบข้างได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ในรูปแบบของเงินเท่านั้น ตอนนี้เรายังเหลือแม่ที่อยู่ตัวคนเดียว แล้วเขาจะชอบถามบ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน เมื่อไหร่จะนั่นเมื่อไหร่จะนี่ เราก็จะใช้ชีวิตโดยให้ความสำคัญกับเวลามากขึ้น 

คุณมักเขียนจดหมายถึงแฟนคุณในเฟซบุ๊ก 

        เราเขียนถึงเขาด้วยความคิดถึง เพราะแต่ก่อนเวลาเราเจออะไรมา เรามักจะคุยกัน ตอนนี้มันไม่มีแล้วไง เราก็คุยให้น้องฟังบ้าง แต่ก็อยากให้เขาได้รับรู้เหมือนกัน ชีวิตมันตลกเนอะ เป็นเรื่องประสาทแดก มันอะไรก็ไม่รู้ หลังจากแฟนเสียไป เราก็กลับมาคิดว่า แล้วกูจะทำอะไรต่อไปวะ กลับมาที่บริษัทพบว่า โห เละเทะ ขาดทุนยับ คนทำบัญชีก็เทหนีไป แถมยังมีสรรพากรมาตามไล่บี้ คือมันวุ่นวายมาก เจอแต่อะไรไม่รู้เต็มไปหมด 

ชีวิตคนเรานี่มันบ้าเนอะ สามวันดีสี่วันร้าย พอเรื่องร้ายๆ จบไปเรื่องหนึ่งก็ยังมีเรื่องวุ่นวายอีกหลายเรื่องเข้ามา

ไม่ได้มีโมเมนต์ซึมๆ เหงาๆ 

        เราอยากทำอย่างนั้น อยากทำมาก แต่สิ่งที่เจอกลับเป็นความบ้าบอที่ต้องตามมาจัดการ ชีวิตคนเรานี่มันบ้าเนอะ สามวันดีสี่วันร้าย พอเรื่องร้ายๆ จบไปเรื่องหนึ่งก็ยังมีเรื่องวุ่นวายอีกหลายเรื่องเข้ามา ภายในสามวันเราต้องไปหาเงินสองล้านกว่ามาจ่ายสรรพากร ไม่มีเวลานั่งสวยๆ เหงาๆ หรือตามหาสับปะรดกระป๋องที่หมดอายุภายในวันนั้นวันนี้มากินหรอก

        แล้วก่อนหน้านั้น วันที่เผาศพเขาเสร็จ เรากลับมาบ้านที่เชียงใหม่ ซื้อตั๋วพร้อมกลับกรุงเทพฯ เสร็จสรรพ แม่เกิดล้มหัวฟาดพื้น ต้องทิ้งตั๋วมาจัดการเรื่องแม่ก่อน อยู่โรงพยาบาลกับแม่สองสามวัน กลับมาทำงานต่อ อยู่กองถ่ายละครก็ โอ๊ย ช่วงแรกคิดถึงมาก บรรยากาศเก่าๆ ในกองถ่ายแฟลชแบ็กกลับมาหมดเลย ไม่ดีว่ะ เริ่มลังเลว่าเราจะทำอย่างนี้ต่อไปไหวไหมหนอ งานภายในบริษัทก็เจ๊งระนาว จนกระทั่งเคลียร์เรื่องสรรพากรเสร็จปุ๊บ งานที่จีนก็คอนเฟิร์มมาว่าเราจะได้ไปทำหนังที่นั่นกับบริษัทอำนวยการสร้างที่ใหญ่มาก ทำหนังฟอร์มยักษ์มามากมาย แล้วยังมีอีกโปรเจ็กต์หนึ่งที่เพิ่งเซ็นสัญญากับทางจีนไปอีก เออว่ะ ระหว่างที่ลังเลสงสัย จู่ๆ กลับมีงานหลั่งไหลเข้ามาอย่างตั้งตัวไม่ทัน 

ชีวิตตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่คลี่คลายไปบ้างหรือยัง

        พยายามอยู่ โดยเฉพาะเรื่องงานนี่โคตรวุ่นเลย แต่มีงานก็จะทำให้มีเงิน พูดเรื่องเงินอีกแล้ว ดูเป็นคนโลภเนอะ (หัวเราะ) เงินคือความสุข นอกนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เหมือน pain ของชีวิตช่วงนี้จบไปแล้ว ตอนนี้ gain ค่อยๆ กลับเข้ามา ชีวิตก็แบบนี้ ขึ้นๆ ลงๆ เราเองก็เคยขึ้นสู่จุดที่สูงและเคยตกลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน  

มีช่วงที่ชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินด้วยเหรอ

        มีสิ เราเคยตกเป็นข่าวว่าผู้กำกับคนนี้เอาความฝันของเด็กมาหลอกล่อให้เขาทำนั่นทำนี่ คือหาว่าเราเลี้ยงเด็กไว้นั่นแหละ แล้วก็มาบอกว่าเรามีภาพโป๊ของเด็กเต็มไปหมด ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นภาพศิลปะที่เราเตรียมไว้สำหรับจัดนิทรรศการในตอนนั้น แล้วคนก็พร้อมใจกันเต้าข่าวขึ้นมา เล่นเราไม่ปล่อย วิธีการทำให้ทุกอย่างสงบคือเงียบไว้และทำในส่วนของเราไป สมัยนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่บ้าขนาดนี้ด้วย มันทำให้เห็นว่ามีคนมากมายที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเราจริงๆ แต่เขาตัดสินเราจากข่าวไปแล้ว แถมตอนนั้นหนังเรากำลังเข้าพอดีด้วย ก็กังวลว่าข่าวจะมีผลกระทบกับหนังหรือเปล่า สรุปว่ารอดนะ ไม่เจ๊ง แต่มันก็ทำให้เรามีภาพแปลกๆ ติดอยู่พักหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องขำๆ กันไปแล้วล่ะ 

        ช่วงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเราคือช่วงที่ถูกสังคมตัดสินโดยไม่รู้จักเราจริงๆ แล้วเราก็หายไป พร้อมๆ กับที่ชีวิตช่วงนั้นของเรายุ่งมาก รวมถึงเราก็อาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็น god ในวงการไง 

ดีลกับชีวิตที่ขึ้นสูงลงต่ำยังไง 

        เราเคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่ไม่ได้เศร้าอะไรกับมันมาก ถ้าได้ดู ฝัน หวาน อาย จูบ (2008) จะเห็นว่าเราเคยทำหนังแอนิเมชันแล้วคนด่ากันกระเจิดกระเจิงเลย คือหลังจาก รักแห่งสยาม (2007) ประสบความสำเร็จ พอคนรู้ว่าเราจะทำหนังแอนิเมชันเขาก็คาดหวังมาก เราเองก็ไม่อยากซ้ำทางเดิม อยากทำหนังที่ออกไปหาอะไรใหม่ๆ ทีนี้มันคงใหม่เกินไปหน่อย ประสบการณ์ในการทำยังไม่เคยมี ก็พังพินาศจริงๆ คุณภาพก็ไม่ได้เพราะทำไม่ทันด้วย คนด่ากันขรมเลย (หัวเราะ) เป็นบทเรียนว่าอย่าอาจหาญเบอร์นี้ 

        ถ้าไม่ยึดติดอะไรมากเราก็จะผ่านเรื่องร้ายๆ ในชีวิตไปได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยเจอมาเป็นทั้งข่าวดีและไม่ดี จึงเตือนใจตัวเองและพยายามบอกคนรอบข้างอยู่ตลอดว่า เวลามึงขึ้นสุด อย่าคิดว่ามึงจะอยู่ในตำแหน่งนั้นตลอดไป เช่นเดียวกับเวลาอยู่ล่างสุด ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอยู่ตรงนั้นตลอดไป ชีวิตมีขึ้นมีลง มีการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น อย่าไปกระโดดตึกหรือไปกินยา 

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ

เคยเจอวิกฤตวัยกลางคนบ้างหรือยัง 

        อาจจะมีในบางครั้ง แต่มันเกิดขึ้นตอนที่เรายังมีอายุน้อยกว่านี้ เช่น โมเมนต์ที่อยู่คนเดียว เขียนเพลง เขียนบท หรือตัดต่อ จะมีบางแว้บที่รู้สึกว่างเปล่า สติแตก ร้องไห้โฮ แต่มันจบด้วยการโทร.หาเพื่อน แล้วเพื่อนก็มา มีคนที่พร้อมไปกินข้าวดูหนังกับเราตลอด ไม่ต้องจ้างใครมาเอนเตอร์เทน (หัวเราะ) เราจึงให้ความสำคัญกับคนที่ผูกพัน มิตรภาพ ซึ่งในชีวิตเราก็ไม่ได้มีคนรอบข้างเยอะ แต่มีคนที่อยู่กับเราจริงๆ ในวันที่ฝนตกแดดออก หรือตอนที่หนาวเหน็บ 

        ช่วงที่แฟนตายใหม่ๆ เจอปัญหาอะไรเยอะๆ เราก็มีโอดโอย คิดอยู่เหมือนกันว่ามารับกูหน่อยเหอะ ทำไมโลกนี้มันห่วยแตก มันแย่จังเลย มารับฉันไปอยู่ด้วยกันที เออ ไม่มารับว่ะ ก็ยังต้องอยู่ที่นี่ต่อไป สุดท้ายเราก็เจอเรื่องดีๆ ตามมา ได้ทำหนัง ได้มีอนาคตต่อไป แล้วเราก็เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต 

คิดว่าเรื่องราวในชีวิตของคุณเหมือนตัวละครในหนังโรแมนติกหรือเปล่า 

        อืม (นิ่งคิด) มีคนบอกว่าหนังของเราชอบจบแบบไม่โรแมนติก หนังมะเดี่ยวจะต้องจบเศร้า โดยเฉพาะเรื่องที่มี LGBT ถึงกับมีคนมาคอมเมนต์เลยนะว่าถ้าหนังเรื่องนี้จบเศร้า ฉันจะไม่ไปดู ไปดูเถอะนะ ตอนนี้เราบอกไม่ได้หรอกว่าหนังจะจบยังไง แต่มันอาจจะเป็นอะไรที่คุณคาดไม่ถึง 

        ความโรแมนติกในแง่ของภาพยนตร์คือหนังที่มุ่งเชิดชูความรักความสัมพันธ์ ทำให้เราเชื่อว่ารักแท้มีจริง บอกกับเราว่าต่อให้ชีวิตจะทุกข์ยากแค่ไหน แต่การมีใครสักคนที่อยู่กับเราเป็นเรื่องที่ดี นี่คือหนังโรแมนติก ซึ่งถ้าถามถึงชีวิตของเรา เราบอกตัวเองไม่ได้หรอกว่ามันโรแมนติกหรือเปล่า ถ้าเรายอมเทงาน ยอมทิ้งอะไรบางอย่างในชีวิตเพื่อคนที่เรารัก แล้วเราก็ทำอย่างนี้ตลอดไม่ว่าวิกฤตไหนจะเกิดขึ้นทั้งกับคนในครอบครัวหรือแฟน เรายอมลุกออกจากกองถ่าย ละจากงานที่ทำเพื่อไปใช้เวลาอยู่กับเขา เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้มันโรแมนติกไหม คงต้องถามคุณมากกว่า

ก็ฟังดูโรแมนติกนะ

        แต่บางคนอาจมองว่ามันคือความจำเป็นก็ได้ มันอยู่ที่การให้ความหมายกับการกระทำมากกว่า เราเคยได้ยินว่ามีบางคนที่ตัดสินใจว่าไม่ไป เขาจะทำงาน การงานต้องมาก่อน พ่อตายอยู่ที่โรงพยาบาล เขายอมถ่ายหนังจนจบคิววันนั้น ซึ่งเขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองทุ่มเทให้กับการงานและทำเพื่อส่วนรวม ซึ่งมันก็คือการให้ความหมายอีกแบบหนึ่ง

แล้วเขาสมควรโดนประณามหรือเปล่า 

        เราไม่ประณาม เพราะเข้าใจว่างานคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาในเวลานั้น แต่ถ้าเป็นพี่น้องเรา เราด่าแน่นอน อีบ้า ทำไมถึงทำแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่ามันขึ้นอยู่กับความจำเป็นของชีวิตด้วย ตอนเราอายุ 21 กำลังบ้างาน เราอาจจะเป็นคนคนนั้นก็ได้ เพียงแค่ตอนที่เราอายุเท่านั้น สิ่งแย่ๆ ยังไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเราไง 

พูดถึงหนังเรื่องล่าสุด ดิว ไปด้วยกันนะ (2019) หนังเรื่องนี้คือการบันทึกความทรงจำในชีวิตช่วงไหนของคุณ 

        จริงๆ หนังเรื่องนี้มีสตอรีอยู่ก่อนแล้ว แต่เราคือคนที่นำมาพัฒนาโดยใส่ตัวตน ไอเดีย และความทรงจำบางช่วงของเราลงไป เช่น ความเป็นยุค 90s ความเป็น LGBT และบางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร รวมถึงอีกหลายๆ อย่าง แต่มันเป็นหนังที่ยังพูดอะไรมากไม่ได้ เดี๋ยวจะสปอยล์ 

 

จะมีรสชาติที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณไหม 

        คงเป็นความโหยหาอดีต (nostalgia) ที่เรื่องนี้จะมีอย่างเข้มข้นขึ้น อย่างหนังเรื่องอื่นๆ ของเราอาจจะมีกลิ่นอยู่นิดๆ แต่เซตอัพของทุกเรื่องอยู่ในปัจจุบัน เช่น เกรียน ฟิคชั่น (2013) จะมีความโหยหาอดีตอยู่บ้าง เพราะทำให้คนดูนึกถึงเพื่อนในอดีตของเขา 

        เรานำเอารสชาติของหนังไทยยุค 90s เช่น หวานมันส์ ฉันคือเธอ (1987) และ กระโปรงบานขาสั้น (1993) มาใช้เป็นบรรยากาศในเรื่องเยอะ มันคือการทริบิวต์ให้กับงานที่เราโตมากับมัน ยุคนั้นคนดูหนังที่เป็นซีเนไฟล์บางคนจะมองว่าเราดูหนังวัยรุ่นปัญญาอ่อน แต่หนังพวกนี้มันกล่อมเกลาให้เราเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างนี้ไง กูถึงไม่เครียด ไม่บ้า (หัวเราะ) Film lovers are sick people. ใช่ไหม โชคดีที่กูไม่ sick เพราะดูหนังพวกนี้แหละ ส่วนหนังลึกๆ เรามาดูเอาทีหลัง มีบ้างที่ตอนเด็กๆ อ่านหนังสือแล้วออกไปเช่าวิดีโอหนังของ เดวิด ลินช์ (David Lynch) มาดู เพราะหนังสือบอกว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หลับ ไม่เก็ต แต่เป็นการดูให้รู้ว่ารสชาติของมันเป็นยังไง เราเชื่อว่าหนังบางเรื่องทำอะไรบางอย่างกับเราโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถามว่ารู้เรื่องไหม ไม่อะ ไม่รู้เรื่อง 

        โดยส่วนตัวเราชอบหนังฮอลลีวูด ชอบหนังตลาด มันส่งผลให้เราทำหนังอย่างที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ เราชอบหนังวัยรุ่นสมัยก่อน และมักจะรู้สึกว่าหนังพวกนี้มันมีเมสเสจ คือดูเสร็จแล้วเราอยากเป็นคนดี เพียงแค่มีเพื่อนที่ดี มีครอบครัวที่ดี เราก็แก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก หนังมันช่วยให้เราได้หลีกหนีจากความจริงที่โหดร้ายและทำให้เด็กวัยรุ่นยุคนั้นเชื่อในมิตรภาพและความรัก 

ในยุคนั้นเราเคยมีเพื่อนเรียนเก่งที่เป็นตุ๊ด อยู่ดีๆ โรงเรียนก็บอกว่าใครที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศให้ไปรายงานตัว แล้วเขาก็ส่งจดหมายไปหาผู้ปกครอง การที่เราเป็นครูหรือเป็นคนปกครองโรงเรียน เราอาจจะแค่คิดว่าต้องแจ้งให้ผู้ปกครองเด็กทราบไว้ แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าบ้านที่มีร้อยพ่อพันแม่เขามีวิธีจัดการกับลูกยังไง 

การเป็น LGBT ในยุคที่สังคมยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ เคยสร้างความเจ็บปวดให้คุณบ้างไหม 

        เราโชคดีที่ไม่ได้เจอความโหดร้ายจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อตัวตนและจิตใจ แต่หลายๆ คนที่อยู่รอบตัวไม่ได้โชคดีเหมือนเรา บางคนที่บ้านรับไม่ได้ ถูกพ่อแม่ซ้อม เปลี่ยนจากคนดีๆ กลายเป็นคนอีกแบบหนึ่งไปเลยก็มี ในยุคนั้นเราเคยมีเพื่อนเรียนเก่งที่เป็นตุ๊ด อยู่ดีๆ โรงเรียนก็บอกว่าใครที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศให้ไปรายงานตัว แล้วเขาก็ส่งจดหมายไปหาผู้ปกครอง การที่เราเป็นครูหรือเป็นคนปกครองโรงเรียน เราอาจจะแค่คิดว่าต้องแจ้งให้ผู้ปกครองเด็กทราบไว้ แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าบ้านที่มีร้อยพ่อพันแม่เขามีวิธีจัดการกับลูกยังไง หลายคนจึงโดนซ้อม โดนตัดพ่อตัดลูก โดนไล่ออกจากบ้าน ทั้งๆ ที่เป็นคนเรียนดีมาก่อน แต่พอถูกปฏิเสธ ชีวิตเขากลับพลิกผันไปเลย  

แล้วคุณเอาตัวรอดมาโดยไม่รู้สึกผิดกับการถูกแปะป้ายว่าเป็นคนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างไร  

        คือบ้านเราไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น หลายคนก็คิดเหมือนกันว่าถ้าพ่อเรารู้เขาจะต้องโวยวายแน่นอน แต่ปรากฏว่าเขาเฉยๆ ไม่อะไรสักอย่าง พ่อไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรามากมายอยู่แล้ว มีแต่แม่ที่อาจจะอึ้งนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเหมือนบ้านอื่นๆ เราอาจจะโชคดีกว่าเพื่อนคนอื่น แต่สำหรับคนที่เคยผ่านจุดที่เลวร้ายเหล่านั้นมา เราเชื่อว่าความรุนแรงจะยังตราตรึงมาถึงชีวิตเขาในตอนนี้ 

รอบตัวเราตอนนี้มีคนมากมายที่มองไม่เห็นคุณค่าและหาความหมายของชีวิตไม่เจอ คุณพอจะมีคำแนะนำบ้างหรือเปล่า

        อืม… หมายถึงว่าคนสมัยนี้มีภาวะซึมเศร้ากันเยอะใช่ไหม เพื่อนเราที่เป็นโรคนี้ก็มีเยอะ ณ วันนี้เราอาจจะยังโชคดีอยู่ก็ได้ แต่เราเชื่อว่ามันอยู่ที่วิธีคิดว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่เจออยู่ด้วยวิธีไหน เราอาจจะคิดว่า โอเค มันเกิดขึ้นแล้วมันจะผ่านไป มองไปข้างหน้ายังมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะให้ทำ ส่วนในกรณีของเรา สิ่งสำคัญคือตอนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่วิกฤต เราอยู่กับมันยังไง ทำดีที่สุดแล้วหรือยัง ตอนที่แฟนหรือตอนที่พ่อเราป่วยมากๆ เราก็ยังรับมือกับมันด้วยความสนุกสนาน 

        พ่อป่วยพูดไม่ได้ เราก็ทำบอร์ดการ์ด เขียนประธาน กริยา กรรม มีคำ Yes, No, OK ให้ชี้ “พ่อเป็นอะไร” “คันใช่ไหม คันตรงไหนล่ะ” พ่อไม่มีแรงชี้ มือตกลงไปที่ตูด ก็หัวเราะสนุกสนานกันไป หรือตอนที่แฟนป่วย ไม่มีละครให้ถ่าย ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเราเอากล้องมาถ่ายกันเองที่บ้าน จัดละครหลังข่าวกันเอง เล่นไปตลกกันไป ยังมีคลิปอยู่เลย พอเราได้อยู่ตรงนั้นด้วยกันก็เป็นความทรงจำที่ดีๆ ที่ทำให้เขาหัวเราะ มีความสุข พอมันจะจบก็ปล่อยให้มันจบไป

        Life is beautiful. ในความสุขมีความเศร้า ในความเศร้ามีความสุขเนอะ ถ้ามัวแต่นั่งร้องไห้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลยใช่ไหมล่ะ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง