CLASH | การกลับมา มุมมองต่อชีวิต วงการดนตรีในยุคที่เปลี่ยนไป และคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปีที่กำลังจะเกิดขึ้น

The Guest
16 Jul 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ธนดิษ ศรียานงค์

7 ปีก่อน พ.ศ. 2554

Clash Rebirth the Final Concert ซึ่งเป็นดั่งคอนเสิร์ตอำลาวง CLASH ถูกจัดขึ้นที่สนาม Yamaha Stadium เมืองทองธานี พร้อมแฟนเพลงคับคั่งที่มาร่วมเปล่งเสียงร้องบทเพลงที่ตนเองชื่นชอบร่วมกับศิลปินที่รักเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ CLASH สร้างปรากฏการณ์ความสุขแก่แฟนเพลงมากว่า 10 ปี และสถาปนาตนเองกลายเป็นวงร็อกแถวหน้า พร้อมทั้งขีดเขียนตำนานบทหนึ่งที่วงการดนตรีไทยต้องจดจำ ทั้งภาพลักษณ์ และผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปสู่เส้นทางฝันใหม่ๆ ที่เลือกจะเป็น

7 ปีถัดมา พ.ศ. 2561

ช่วงบ่ายแก่ๆ เรามีนัดพบวง CLASH ที่ตึกแกรมมี่ ภายหลังการประกาศกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมกับคอนเสิร์ตใหญ่ CLASH AWAKE CONCERT ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 7 ปี ช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ สร้างความดีใจและตื่นเต้นให้กับแฟนเพลงของแคลชได้คึกคักกันขึ้นมา เมื่อถึงเวลานัด ศิลปินทั้งห้าที่เราคุ้นหน้าดีทยอยเดินเข้ามาในห้องสัมภาษณ์ ‘แบงค์’ – ปรีติ บารมีอนันต์ (ร้องนำ), ‘พล’ – คชภัค ผลธนโชติ (กีตาร์), ‘แฮ็ค’ – ฐาปนา ณ บางช้าง (กีตาร์), ‘สุ่ม’ – สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ (เบส) และ ‘ยักษ์’ – อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์ (กลอง) ในนามวง CLASH ที่หลายคนคิดถึง

     แม้หลายปีที่ผ่านมาเราจะได้ชื่นชมผลงานเดี่ยวของสมาชิกหลายคนในวงแคลช แต่เมื่อทั้งห้าคนมารวมกัน ภาพของวงร็อกระดับตำนานก็ทำให้เราได้นึกย้อนไปถึงวันคืนเก่าๆ เรานึกเปรียบเทียบพวกเขาในตอนนี้กับช่วงที่เพิ่งเข้าสู่วงการดนตรีใหม่ๆ ทุกคนดูโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม แม้เราจะสังเกตเห็นความเหน็ดเหนื่อยซ่อนอยู่หลังใบหน้าของแต่ละคน เพราะคิวสัมภาษณ์ของพวกเขาช่วงนี้เรียกได้ว่าแน่นทุกวัน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันพลังของทั้งห้าคนก็ช่วยปลุกให้ความความกระฉับกระเฉงและความผ่อนคลายกลับคืนมา สมาชิกทั้งห้านั่งลงบนโซฟาและเริ่มพูดคุยหยอกล้อกัน ก่อนจะสลับมาโยนคำถามใส่เราเล็กน้อย เบื้องหน้าของเราคือศิลปินที่ผมสามารถใช้คำว่า ‘โตมาด้วยกัน’ ได้อย่างไม่ขัดเขิน ในยุคหนึ่งหลายคนเคยเซตผมเหมือนเขา เคยเอาเมจิกมาวาดเป็นรอยสักบนไหล่ หรือแต่งตัวเลียนแบบพวกเขา เราแอบนั่งชื่นชมศิลปินที่เราเคยชื่นชอบในยุคหนึ่งอยู่เบื้องหน้าครู่เล็กๆ ก่อนที่จะกดบันทึกเสียง หลังจากนั้นบทสนทนาของเราทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มต้นขึ้น

 

clash

 

7 ปีที่ห่างหายและได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ระยะเวลา 7 ปีนี้มีความสำคัญต่อพวกคุณอย่างไร

     แฮ็ค: จริงๆ ไม่ใช่การกำหนดว่าต้อง 7 ปี แต่มันเป็นความรู้สึกของพวกเราว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะรวมตัวกันในช่วงเวลานี้ เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนอาจจะยังไม่พร้อม หรือหลังจากนี้ก็อาจจะดูนานไป คือมันเริ่มจากที่ผมกับแบงค์ได้คุยกันว่ามันถึงเวลาแล้ว ผมก็เลยนำสิ่งนี้มาคุยกับสมาชิกคนอื่นๆ ทั้งพี่พล พี่ยักษ์ พี่สุ่ม ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย

 

ดูเหมือนว่าแฮ็คกับแบงค์จะเป็นตัวตั้งตัวตีของการคืนเวทีในครั้งนี้

     พล: เรียกว่าเป็นเหมือนประกาย แต่จริงๆ ก่อนที่แบงค์กับพี่แฮ็คจะมาคุยกันเรื่องโปรเจ็กต์นี้ ย้อนกลับไปประมาณปี 59 เราเคยนัดทานข้าวกันทั้งวง แล้วก็ได้นั่งคุยกันว่าแต่ละคนเป็นยังไง แต่ตอนนั้นด้วยความที่แต่ละคนก็กำลังทำในอีกเส้นทางอยู่ การจัดเวลาเพื่อที่จะมาถึงวันนี้มันเลยต้องใช้เวลาวางแผนพอสมควร แบงค์มีแพลน พี่แฮ็คมีแพลน พี่สุ่มมีแพลน พี่ยักษ์มีแพลน ผมมีแพลน จนกระทั่งเมื่อกลางปี 60 ที่แบงค์กับพี่แฮ็คเขาได้ไปทัวร์ยุโรปด้วยกัน เขาก็ไปคุยกันมา พอกลับมาก็มานั่งคุยกันสามคนกับผม เฮ้ย ไอเดียมันเกิดว่ะ แบงค์เขาอยากกลับมาทำ หลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดเลยนัดกันมาคุย พอทุกคนเห็นพ้องก็คุยกันต่อว่าจะทำแค่ไหน ทำประมาณไหน เป้าหมายแต่ละคนคืออะไร

     แฮ็ค: เป้าหมายเราตอนแรกคืออยากกลับมาเล่นดนตรีด้วยกันก่อน คือแต่ละคนก็จะรู้แล้วว่าถ้าแคลชมารวมกันมันน่าจะมีอะไรสักอย่าง เช่น อาจจะเป็นเพลงใหม่ หรือคอนเสิร์ตใหญ่ แต่จริงๆ จุดประสงค์แรกคืออยากมาสนุกด้วยกัน อยากมาเล่นดนตรีด้วยกันก่อน มันก็จะเป็นเรื่องของความสุข ความสนุกสนานที่ได้กลับมาเล่นดนตรีด้วยกัน

 

คนทั่วไปมองว่าแคลชเป็นเหมือนวงดนตรีที่โตมาด้วยกัน ในกระบวนการเติบโตของคนมันก็จะมีช่วงที่เราได้ออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ คล้ายกันกับช่วงที่พวกคุณแยกย้ายกันไปทำโปรเจ็กต์ของตัวเอง พวกคุณคิดว่ากระบวนการนี้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตไหม

     แบงค์: ผมเปรียบให้ว่ามันเหมือนนักปีนเขา งานประจำคืออาชีพปีนเขา เราก็ต้องปีน แล้วสมมติพอวันหนึ่งไปถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ มันก็บรรลุไปแล้วหนึ่ง ซึ่งนักปีนเขาคงไม่หยุดยืนอยู่บนยอดนั้นนาน ทั้งออกซิเจนน้อย เสี่ยงตกลงมาตายอีก ดังนั้นคุณก็ต้องลงมาข้างล่าง แต่ตอนที่เราอยู่บนยอดสูง เราก็จะเห็นว่า เฮ้ย ข้างๆ มีอันนาปุรณะที่มันเตี้ยกว่า แต่มันน่าปีนว่ะ มันอาจจะไม่ได้ชันเท่าเอเวอร์เรสต์ แต่มันขรุขระกว่า ขอลองไปปีนดูได้ไหม มันน่าจะเป็นอีกแบบหนึ่งที่สนุกดี ซึ่งผมว่ามันเป็นระบบขั้นตอนความคิดของคนส่วนใหญ่ พอมันสำเร็จจุดหนึ่ง มันก็อยากไปสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใหญ่กว่าเดิมก็ได้

     พล: พอถามคำถามนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีสำหรับผมที่ได้แยกตัวออกไปเพื่อไปเจอสิ่งใหม่ มันเหมือนได้ไปรับความคิด ได้ไปเรียนรู้ในสิ่งที่เราอาจไม่เคยรู้เลยก็ได้ แล้วเราโตกับความเป็นศิลปินมาสิบปี อยู่ในวงการ อยู่ในลูปเดิมๆ วนไปเรื่อยๆ จนจริงๆ ช่วงสุดท้ายของแคลชในตอนนั้น เราเบื่อกันเสียด้วยซ้ำนะ พวกเราจะมีความรู้สึก ‘ขึ้นรถตู้อีกแล้วเหรอวะ กินข้าวกล่องอีกแล้วเหรอวะ ถ่ายเอ็มวี ถ่ายรายการอีกแล้วเหรอ’

     แล้วมันจะมีข้อความหนึ่ง เวลาที่เราต้องตื่นเช้าแล้วมีรถตู้มารับ ทุกคนก็จะบอกว่า ‘ไปทำงานที่เรารักกันเถอะ’ แต่มันจะหงอยๆ อะ มันคือความรู้สึกที่เราไม่ได้ตื่นเต้น เหมือนกับที่แบงค์ว่า เราปีนเขาลูกนี้จนไม่ได้ตื่นเต้นแล้ว แต่พอเราได้ลองออกเดินไปทางอื่นๆ บ้าง มันก็ทำให้แต่ละคนได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยเห็นตอนทำวงแคลช ซึ่งพอกลับมารวมกันแล้วเราสามารถเอาสิ่งที่ได้มาผสมกันเป็นรูปแบบใหม่ๆ ได้ ผมว่านี่เป็นผลดีที่เราได้ใน 7 ปีที่ผ่านมา

 

เหมือนเรามีมีดเล่มหนึ่งที่ใช้มันจนทู่สุดๆ แล้วไม่เคยมีเวลาไปลับมันเลย แต่พอเราได้แยกตัวออกไป เรากลับไปอยู่บ้านของแต่ละคน ไปลับมีดให้คมขึ้น ทำให้วันนี้เรากลับมาทำงานกับแคลชแล้วสามารถฟันสิ่งที่เราอยากฟันได้ในฉับเดียว

 

ในมุมหนึ่ง พวกคุณเคยเป็นเด็กนักเรียนที่ประกวดดนตรี แน่นอนย่อมมีวงที่เราติดตามเป็นไอดอล แล้วพอวันหนึ่งที่มีคนมาตามเรา มันให้ความรู้สึกอย่างไร

     แบงค์: มันเป็นทั้งโลกนะ ทุกคนต้องมีแบบอย่าง มีโรลโมเดลที่เล็งไว้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราตามเขายังไง ถ้าเราตามเขาในรูปแบบของการใช้ชีวิตนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าตามในแง่การเป็นศิลปินแล้วเราไปร้องตามเขาผมว่ามันยิ่งใหญ่เท่าเขาไม่ได้หรอก เพราะของที่เหมือนกันมันต้องมีที่หนึ่งกับที่โหล่ แต่ว่าถ้าอยากมีที่ยืนที่เดียวก็ต้องไปยืนตรงอื่น มันเลยขึ้นอยู่กับว่าเราจะตามยังไง ถ้าเราตามในฐานะแฟนคลับก็ปกติทั่วไป แคลชเองก็ไม่เคยคิดหรอกว่าวันหนึ่งเราจะมาอยู่ในจุดนี้ จุดที่มีคนตามเรา มีคนแต่งตัวเหมือนเรา สักเหมือนเรา ทำผมเหมือนเรา

 

ปกติคนก็จะตามแคลชเรื่องผลงานเพลง ซึ่งก็จะเป็นมุมที่ดี แต่เขาก็อาจจะเหมารวมไปในชีวิตจริงของสมาชิกทุกคนด้วยว่าพวกคุณคือ ‘ต้นแบบที่ดี’ พร้อมแปะป้ายว่าคุณคือตำนาน จุดนี้มันทำให้พวกคุณอึดอัดบ้างไหม เพราะหากมองในแง่ของพวกคุณเองก็คือมนุษย์ธรรมดาที่อาจจะไม่ได้เผชิญแต่กับสิ่งสวยงามอย่างที่คนทั่วไปคิด

     พล: ผมรู้สึกว่าความอึดอัดมันก็มีบ้าง เพราะมันก็จะต้องมีความคาดหวังจากคนอื่น อย่างง่ายๆ เรื่องเพลงที่เป็นเมสเสจหลักของวง มันอาจจะไม่ถูกใจเขาทุกครั้ง เขาชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง เขาวิจารณ์บ้าง มันก็เป็นสิ่งที่พวกเราก็ต้องรับฟัง รับรู้ แล้วก็ต้องวางให้เป็นด้วยนะ ถ้าเก็บมาคิดทุกเรื่องมันก็จะพัง เราก็จะไม่ได้ทำงานในแบบที่เราอยากทำ หรือในความรู้สึกที่เราเห็นหรือเป็น เพราะฉะนั้นมันมีความอึดอัดแน่ แต่แค่ผมมองว่า ณ วันนั้น มันเป็นความรู้สึกของพวกเราที่ว่า ‘ก็กูอยากทำแบบนี้’ เราเองก็ fuck up กับสิ่งที่คนอื่นวิจารณ์เหมือนกัน เราก็เดินของเรา ในแบบที่อยากจะเป็นในวันนั้น มันก็จะมีมุมดาร์กๆ ของเราแบบนี้ด้วย

     แต่ในมุมหนึ่งพวกเราเองก็ไม่ได้ดาร์กทั้งหมด เพราะว่าสุดท้ายแล้วในหนึ่งอัลบั้มของพวกเรามันก็จะมีจุดที่สามารถเชื่อมต่อกับแฟนเพลงได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าวงดนตรีมันแสดงออกได้หลายรูปแบบ วงร็อกทั่วโลกมันมีทั้งความ aggressive มันมีทั้งความอ่อนโยน แล้วร็อกเนี่ยมันเป็นดนตรีที่ผมว่า extreme เวลารักมันรักสุด เวลาเกลียดมันก็เกลียดสุด พวกเราเองก็เป็นสายเลือดประมาณนี้

 

พูดถึงร็อก คนก็จะนิยามวงแคลชว่าเป็นวงร็อก จนถึงวันนี้พวกคุณให้ความหมายกับคำว่าร็อกอย่างไร นอกเหนือจากนิยามในการเป็นแนวดนตรี

     แฮ็ค: ผมว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของความแข็งแรง หรือความมีเอกลักษณ์บางอย่าง คือดนตรีร็อกเรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องหนักแน่น สนุกสนาน มีเอกลักษณ์ของความแข็งแรง ทั้งในแง่ของดนตรีและวิถีชีวิตของแต่ละคน เพียงแต่ว่าในความหนักแน่น แน่วแน่ มันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรุนแรง กระโชกโฮกฮาก หรือชวนทะเลาะ บางทีอยู่เงียบๆ ทำตัวสบายๆ มันก็ดูแข็งแรงได้

     สุ่ม: ผมว่ามันก็แค่การเล่นดนตรีร็อกครับ มันไม่ได้ใช้วิถีชีวิตแบบร็อกแอนด์โรลล์ เมืองไทยมันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก แต่เราสามารถที่จะเล่นเพลงที่มันหนักแน่นได้

     แบงค์: ผมเสริมนิดหนึ่งว่าสมัยก่อน เช่น ในยุคฮิปปี้เนี่ย เรื่องยาเสพติด เรื่องผู้หญิง หรือเรื่อง LSD ที่ยังเสพกันอยู่ ผมว่ามันเป็นเรื่องของสังคมสมัยนั้นที่อยู่อย่างยากลำบาก ซึ่งเพลงร็อกมันเป็นวิธีระบายอารมณ์บางอย่างที่ทำให้เขาหลุดพ้น แต่พอเวลาผ่านไปวงการเพลงพัฒนามากขึ้น วงร็อกเปลี่ยนไป เรากลับมองว่าในวันนี้คนที่ยังติดยาอยู่และยังคิดว่าวงการร็อกต้องสุขภาพไม่ดี ต้องมีผู้หญิงมากมาย มันเชยไปแล้ว

     ทุกวันนี้วงร็อกเดือดดาลบนเวทีได้ แต่ก็มีสุขภาพดี มีจิตใจที่ดี พูดจาไพเราะก็ได้นี่ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้น มีวงร็อกตั้งเยอะแยะที่ทุกวันนี้กล้ามเบ้อเริ่มเทิ่มแล้วก็ไม่ได้ยุ่งกับสิ่งไม่ดี

 

วิถีชีวิตมันไม่ได้พิสูจน์ว่าแนวเพลงคุณเป็นอะไร บางคนทำเพลงเบาๆ สบายๆ เขาอาจเป็นคนไม่ดีก็ได้ บางคนเล่นเพลงหนักๆ โหดๆ แต่ชีวิตจริงเขาก็เป็นอีกโหมดเลยนะ

 

Clash

 

พูดถึงวงการดนตรี แคลชก็เป็นวงดนตรีที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก ยุคเทปครองเมือง จนมาถึงยุคนี้ มองการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้อย่างไร

     ยักษ์: ถ้าในเรื่องดนตรี ผมว่าคนฟังเพลงมันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการหาเงินมากกว่า เมื่อก่อนเราขายเทป ซีดี มันเป็น Physical มันมีมิติสิงของให้เห็น แต่เดี๋ยวนี้วงการดนตรีมันขายอยู่ในอากาศ มันมี Digital download ซึ่งการทำงานเราก็ต้องปรับตัวตาม พัฒนาตาม ตอนนี้การทำงานและธุรกิจเพลงมันเปลี่ยนไป เราก็คงไม่หัวรั้น ทำตัวเหมือนเดิม ยุคนี้มันเปลี่ยนไปเร็วมาก ก็ไม่รู้ว่ายุคต่อไปจะเป็นยังไง

     พล: ถ้าเป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงของเพลง ลองมองไปในชาร์ตเพลงปัจจุบันทั้งหมดเราก็จะเห็นว่าเพลงร็อกทุกวันนี้มันแทบไม่อยู่แล้ว แทบไม่มีบนชาร์ตแล้ว น้อยมาก สมมติ Top 10 หรือ Top 50 จะมีเพลงร็อกสักกี่เพลง มันออกไปแนวที่เป็น Pop, R&B, Hip-hop หรือช่วงนี้ที่กระแส Rapper ที่มาแรงเสียมากกว่า เห็นไหมว่าวัฏจักรของเพลงมันก็หมุนไปเรื่อยๆ แล้วหมุนไปเร็วขึ้นด้วย เพราะว่าพฤติกรรมคนเร็วขึ้น เราอยู่กับสมาร์ตโฟน เราอยู่กับมิวสิกสตรีมมิง แฟชั่นต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เพลงร็อกครองชาร์ตหมด Top 10 คือเป็นเพลงร็อกหมดเลย

     ยักษ์: มันเป็นวันที่กระแสโลกไปพร้อมๆ กัน เรารับกระแสเร็วมาก โลกก็จะมีกระแสหนึ่ง แล้วเราก็จะมีกระแสบ้านเราอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งหมุนเร็วมาก

     พล: สำหรับผมถือเป็นเรื่องสนุกนะ เราแค่ต้องวิ่งให้ทัน แล้วคาดการณ์ให้แม่นยำ อย่างเพลงในชาร์ตทุกวันนี้ผมฟังแล้วมีความสุขมาก มันมีความวาไรตี้ทั้งป๊อปชาร์ต หรืออินดี้ชาร์ต ซึ่งโคตรเฟี้ยวฟ้าวเลย มันไม่ใช่ทิศทางเดียว

 

แล้วความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้ศิลปินต้องปรับตัวตามให้ทันมันส่งผลดีหรือผลเสียต่อคุณ

     พล: ข้อเสียผมว่าเหมือนที่พี่ยักษ์พูด คือ Physical ที่เป็นซีดีมันหายไป คือวันนี้คนที่เป็นศิลปินไม่ค่อยมีซีดีเป็นของตัวเองนะ มีแต่เพลงที่อยู่ในอากาศ เครดิตแทบไม่มีเลย เวลาเราจะอ่านเครดิตต้องไปอ่านในยูทูบ ซึ่งถามว่าคนอ่านหรือเปล่า ก็ไม่ได้อ่าน ซึ่งเมื่อก่อน ยุคเรามันเป็นยุคที่มีเทปหรือซีดี แล้วคนในยุคเราก็ต้องไปอ่านเครดิตในปก เฮ้ย ใครเป็นโปรดิวเซอร์ ใครอัดกีตาร์ ใครแต่ง ขอบคุณใครบ้าง หรือขอบคุณอุปกรณ์ (หัวเราะ) มันเป็นแบบนี้ แล้วเราจะตามอ่านตลอดทุกปกที่เราซื้อ แต่เดี๋ยวนี้มันหายไป อันนี้มันเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นข้อเสีย

 

แล้วเราสามารถเรียนรู้อะไรจากเด็กๆ ศิลปิน หรือวงการเพลงยุคนี้ได้บ้างไหม

     แฮ็ค: คงเป็นเรื่องโซเชียลมีเดีย ยุคนี้ทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ สามารถพรีเซนต์ตัวเองออกมาได้ง่าย แต่มันก็มีข้อเสียนะ มันทำให้เพลงเพลงหนึ่งอายุสั้น มาเร็วไปเร็ว คือบางทีถ้าฟังแล้วไม่ชอบ ก็ปล่อยผ่านเลย ไม่ได้สนใจ

     แบงค์: วันนี้ความศรัทธาในตัวศิลปินมันถูกลดทอนลงไปตามความเร็วของคำว่าดิจิตอล เมื่อก่อนเราอ่านปกเทป โห พี่คนนี้แม่งแต่งเพลงเก่งชิบหาย ตั้งกี่เพลง แต่งได้ยังไง แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว หรือถ้าโชคดีหน้าตาดูเป็นผู้ทรงภูมิ คนจะคิดว่า อ๋อ คุณแต่งเพลงเองแน่ แต่บางคนถ้าหน้าตาดูป๊อปหวาน แต่เขาแต่งเพลงทั้งอัลบั้มนะ คนกลับจะคิดว่าคุณไม่ได้แต่งเองหรอก คือมันจับมือใครดมไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน พอดมแล้วมันก็ไม่ได้กลิ่น พอไม่ได้กลิ่นคนก็ไม่เชื่อ เพลงไม่ดังก็ไม่ดัง ไม่ฟังก็ไม่ฟัง ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับชีวิตเขา มันก็แค่มีคนใหม่เข้ามาเสียบแทน อันนี้คือสิ่งที่น่าน้อยใจของศิลปินยุคใหม่บางกลุ่มที่พยายามทำแต่ก็ไม่ดัง ส่วนบางคนทำแบบไม่ได้เคี่ยวมาก แต่กลายเป็น One hit wonder อันนี้ก็ไม่รู้ ก็แล้วแต่

     พล: อย่างเราที่อยู่กับศิลปินรุ่นใหม่จริงๆ (พลเป็นโปรดิวเซอร์ของค่าย Boxx Music)  เราเลยรู้สึกว่า ข้อดีในเด็กรุ่นใหม่ที่ทำเพลงทุกวันนี้คือมีโอกาสที่ดี เพราะวันนี้มีเดียเท่ากัน คุณมีมีเดียเท่ากับบริษัทเพลงใหญ่ๆ เลย ถ้าคุณทำแล้วคุณโพสต์ลงไปในยูทูบ หรือในเพจของคุณเอง แล้วงานดีปุ๊บ ดังปั๊บเลย ได้ไปอยู่ค่าย ได้เป็นศิลปิน แล้วในทุกวันนี้มีโมเดลแบบนี้ไม่ต่ำกว่าสิบเบอร์ หรือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มันอยู่ใน Top 10 แม่งเป็นโมเดลนี้หมดเลย อันนี้ก็อาจจะเป็นข้อดี

     แต่ข้อเสียก็อย่างที่คนอื่นๆ ว่า คือมันจะมาเร็วไปเร็ว ทีนี้ถ้าเราไม่เคี่ยว หรือเราไม่ใช่ตัวจริง มันก็จะยาก แต่ส่วนใหญ่น้องๆ ในวงการเพลงที่ผมได้เจอ  ผมจะรู้สึกว่าพวกนี้แม่งตัวจริง มันจะมีคำหนึ่งที่แบงค์เคยพูดเสมอว่า ถ้าเป็นนักมวย คุณทนหมัดได้หรือเปล่า เพราะว่าการแต่งเพลง สมมติคุณมีสิบเพลง ผมเชื่อว่ามันไม่สามารถดังต่อเนื่องได้สิบเพลงหรอก มันยาก หรืออาจจะมีคนทำได้ แต่เป็นส่วนน้อย แล้วการยืนระยะระหว่างช่วงเพลงที่ไม่ดัง คุณรับมันได้ไหม มันไม่ดังติดกันสามแทร็กคุณยังมีแรงทำต่อหรือเปล่า หรือไม่ดังติดกันห้าแทร็กคุณยังทำต่อหรือเปล่า มันเหมือนนักมวยที่โดนหมัดมาตลอด แต่ถ้าคุณยังยืนอยู่ได้ ผมเชื่อว่าเขาก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

 

ถ้าเปรียบวงแคลชเป็นนักเรียนรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว อะไรที่เราอยากบอกนักเรียนรุ่นน้องที่กำลังจะเรียนจบแล้วออกไปเจอชีวิตจริง

     แฮ็ค: อย่าห้าว (หัวเราะกันทั้งวง)

     แบงค์: ผมอยากบอกว่าให้นับศูนย์ให้เป็น เพราะเดี๋ยวนี้โลกมันไปไว สมมติพรุ่งนี้เช้าคุณอยากแต่งตัวเป็นพังก์ คุณก็ไปเสิร์ชดูสิ เป็นพังก์ไปสิ สัญลักษณ์บนนิ้ว บนแหวน บนหลัง มันคืออะไรล่ะ คือใครเป็นอะไรก็ได้หมด แต่สมัยก่อนอย่างพวกเรา อยากจะฟังวงร็อกแต่ลงวง กว่าจะได้แผ่นมา คุณจะต้องศึกษา แล้วต้องรู้ให้ชัดด้วยนะ ต้องรู้ว่าเพราะอะไร ทำไม แต่วันนี้สมมติเต็มสิบ คุณสตาร์ทที่แปดแล้ว

     เมื่อก่อนเรารู้สึกว่ารองเท้า Limited Edition ไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้นในการเสพ เราคิดว่าตัวเราต่างหากคือ Limited Edition ไม่ใช่รองเท้า วัยรุ่นหลายคนในทุกวันนี้มักใช้เงินแก้ปัญหา อยากเท่ก็ใช้เงินซื้อเอา แต่อย่างเมื่อก่อนถ้าเราอยากเท่ เราต้องศึกษาถึงแกนมัน แกนทำให้คนที่ไม่มีอะไรเลยได้สู้จนกลายเป็นตัวจริง

 

Clash

 

มาพูดถึง CLASH AWAKE CONCERT กันบ้าง คุณมีของขวัญอะไรมาเซอร์ไพรซ์แฟนเพลงที่รอคุณมานานถึง 7 ปี

     สุ่ม: มันคือการรวมตัวของวง กับแฟนเพลงที่เขาเรียกตัวเองว่าพรรคพวกวงแคลช มันคือความคิดถึง เพราะว่าเขาก็อยากให้เรากลับมารวมตัว เราก็อยากจะเล่นเพลงที่เคยเล่นกันมาตั้งแต่ 17 ปีก่อน มันคืออายุวัยรุ่นคนหนึ่งเลยนะ มันคือภาพเก่าๆ เพราะเชื่อว่าถ้าได้ไปคอนเสิร์ตทุกคนจะต้องนึกย้อนไปในวัยหัวเกรียนแล้วคุยกัน ‘เฮ้ย จำได้รึเปล่าวะ เพลงนี้ที่มึงเอามาเปิดให้กูฟังไง’

     แบงค์: แต่มันก็คงจะเป็นในรูปแบบใหม่ ลองนึกภาพว่าเราเป็นแฟนเพลงวงฝรั่งสักวงหนึ่ง แล้วพอเขาหายไปเจ็ดปีแปดปี กลับมาอีกทีอ้วนฉุเลย นึกออกไหม อันนี้เราไม่โอเคเลย แล้วก็มายืนร้องเพลงงงๆ ไม่มีการเอ็นเตอร์เทน ซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เรารับรองเลยว่ากลับมาคราวนี้ยังไงก็ต้องซ่าเหมือนเดิม คือเราต้องเฟี้ยวต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จนกว่าจะไม่ไหว ไม่ต้องห่วงว่ากลับมาแล้วทุกอย่างจะนิ่งๆ ซึ่งทางเราเองก็หวังเหมือนกันนะ จะคอยดูคนที่บอกอยากดู ถ้าเราบอกให้โดดเยอะๆ อย่ามาบ่นนะ (หัวเราะ)

 

ถึงจะเชื่อในความเป็นมืออาชีพของวงแคลช แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะถามคุณว่ามีความตื่นเต้นกังวลอะไรกับคอนเสิร์ตครั้งนี้บ้างมั้ย

     แฮ็ค: ตื่นเต้นอยู่แล้ว เพราะไม่ได้เล่นด้วยกันมา 7 ปี อย่างเมื่อก่อนที่เราทัวร์ตลอดมันก็เหมือนได้ซ้อมไปในตัวอยู่แล้ว แต่คราวนี้มันคือการโผล่มาแล้วขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่เลย เราไม่ได้ออกไปลองเวทีอื่น หรือไปเจอคนก่อนเลย ก็เหมือนขึ้นชกเวทีใหญ่เลย (หัวเราะ) ฉะนั้นต้องซ้อมให้ดี

 

อยากรู้เลยว่าบรรยากาศของวันแรกที่กลับมาจับเครื่องดนตรีอีกครั้งเป็นอย่างไร

     CLASH: เละ เหมือนขึ้นเวทีแล้วก็ร่วงเลย (หัวเราะ)

     แฮ็ค: คือความเป็นวงดนตรีมันต้องสม่ำเสมอ มีทีมเวิร์ก แล้วเราหายไปเจ็ดปี มันก็ต้องมีตะกุกตะกัก แต่ก็ยังดีที่เรายังมีกล้ามเนื้อเก่า เพลงยุคก่อนที่เราจะแยกกันเราเล่นมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว กล้ามเนื้อไปได้แต่มันไม่ได้ยืดหยุ่นเท่านั้นเอง มันก็จะมีตึงๆ บ้าง ก็ต้องใช้เวลาหน่อย

 

คำว่า Awake ในความหมายของวงแคลชคืออะไร

     แบงค์: จริงๆ มันเป็นนัยรวม เพราะในขณะที่เราเลือกชื่อนี้ แฟนคลับก็อาจจะคิดแบบนี้เหมือนกัน คือเขาก็จะปลุกเรามาตลอด ถามตลอด นักข่าวก็ถามเมื่อไหร่จะกลับมา แฟนเพลงเจอกันตามปั๊ม ตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ในห้องน้ำ ก็ถามตลอด เราก็ตอบตลอด ใจเย็นๆ นะ กำลังคุยกันอยู่ กลับมาแน่ แต่รอเวลาก่อน มันก็เหมือนการสะกิดให้เราตื่น ซึ่งตอนนี้เราตื่นแล้ว มาสนุกกันดีกว่า มีสิ่งมันส์ๆ รออยู่เยอะเลย

     พล: ที่แบงค์เล่ามันทำให้ผมนึกถึงเวลาดูหนัง เวลาพระเอกหรือตัวละครบางตัวสลบอยู่ มันจะชอบมีเสียงเพื่อนก้องอยู่แบบ ‘John ! Wake up!’ (ทำเสียงพากย์หนัง) ไอ้คนสลบมันก็ยังอยู่ในภวังค์ แล้วลืมตาแบบมัวๆ (หัวเราะ) ช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราหลับหรือสลบอยู่ แต่เสียงแฟนเพลงที่ก้องอยู่ในหัวมันก็ปลุกเรา ทุกครั้งเวลาคนในวงโพสต์รูปมันก็จะมีแฟนเพลงมาคอมเมนต์ พี่กลับมารวมกันเถอะ พี่กลับมากันรึยัง เมื่อไหร่จะกลับมา พวกผมรออยู่ รอไปกระโดดอยู่ นั่นแหละคงเป็นเสียงที่มันปลุกเรา

     แบงค์: แล้วมีเรื่องตลกคือ เราโพสต์รูปคอนเสิร์ตไปแล้วยังมีคนมาคอมเมนต์ว่า ‘พี่กลับมารวมกันเถอะ’ (หัวเราะ) คือเขายังไม่รู้ เขายังงงๆ อยู่ เหมือนคิดว่าเรามาถ่ายรูปรวมกันเล่นๆ หรือเปล่า

     พล: เนี่ย พอกลับมาแล้วถ้าไม่ซื้อบัตรเดี๋ยวจะโดนตีมือแน่ (หัวเราะ)

 

ถ้าหากคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็นเวทีสุดท้ายที่วงแคลชจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา คุณมีอะไรอยากจะบอกกับเพื่อนสมาชิกในวงบ้าง

     แฮ็ค: สิ่งที่อยากบอกคือ คอนเสิร์ตครั้งนี้มันมีความหมายกับผมมาก ต่อให้ผมไปเล่นกับวงอื่น ผ่านเวทีไหนมา มันก็ไม่เหมือนเล่นกับเพื่อน แล้วผมก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว อย่างที่บอกว่าอยากจะเล่นให้กับพรรคพวกวงแคลชของเราที่ไม่ได้พบกันมา 7 ปี อยากให้เขามีความสุขในวันนั้น แล้วเราก็จะเต็มที่แบบให้ย้อนวัยกันไปเลย คือโตมาด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าผมไหวคุณก็ต้องไหว

     สุ่ม: สำหรับผมเหมือนเป็นการกลับมาในฐานะที่เป็นนักดนตรีอาชีพอีกครั้งหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับดนตรีเลย พอกลับมาปุ๊บ วงแคลชก็มีคอนเสิร์ต เหมือนเป็นการเปิดตัวผมว่าได้กลับมาเป็นนักดนตรีอาชีพแล้วนะ ก็คงเป็นจุดเริ่มที่จะเดินทางต่อไป

     พล: ของผมมันเป็นความสุขที่จริงๆ มีอยู่แล้ว แต่เราวางไว้แล้วออกไปทำอย่างอื่น พอกลับมาทำคอนเสิร์ตครั้งนี้ผมรู้สึกเลยว่ามันเป็นความสุขที่เหมือนได้กลับบ้านมาเจอครอบครัว มันไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ไม่ต้องมีกำแพง ไม่ต้องไตร่ตรองอะไรเยอะ เราอยู่ด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ซ้อมดนตรีด้วยกัน พูดคุยเฮฮา มันมีความสุข เราเคยคิดว่าการออกไปทำเดี่ยวมันอาจไปเจอความสุขอย่างอื่น แต่มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เหมือนกับการที่เราได้นั่งอยู่กับเพื่อนสี่ห้าคนนี้ ที่แบบอยู่กับพวกมึงแล้วมีความสุขว่ะ

     ยักษ์: มันเต็มไปด้วยความคิดถึง และความโหยหาที่จะได้กลับมาเล่นด้วยกัน แล้วก็ได้เจอเพื่อนเก่า นั่นหมายถึงพวกเราวงแคลชและแฟนคลับ เราใช้คำว่าคิดถึงเหมือนเดิม เราตั้งหน้าตั้งตารอเลย เหมือนเป็นงานเลี้ยงรุ่นที่เรากำลังจะกลับไปเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมาก ก็มีความสุขแล้วก็นับวันรอที่จะได้เจอกัน

     แบงค์: รู้สึกว่ามันก็เหมือนจบกันไปทีละคาบเรียน ทีละการศึกษา แคลชจบทีแรกก็เหมือนกับผ่านการศึกษาแล้วไปฝึกงานมา 7 ปี จริงๆ เพื่อนๆ ก็พูดไปหมดแล้วล่ะ แต่ผมรู้สึกว่ามันเหมือนอาชีพนักร้องจริงๆ มันอาจเพิ่งเริ่มต้นก็ได้มั้ง เพราะที่ผ่านมาเราก็ไปฝึกฝนมาพอสมควร แล้วการกลับมาครั้งนี้เรารู้สึกว่ามันคมขึ้น เหมือนเราไปลับมีดกันมา คุณภาพที่แท้จริงมันอาจจะออกมาวันนี้ก็ได้ แล้วแต่ละปีคุณภาพมันก็แตกต่างกันไป วันนี้ก็อาจจะมีสิ่งใหม่ๆ ที่คนฟังน่าจะได้ประโยชน์อะไรจากพวกเราที่มากกว่าเดิมครับ

 


Leo Presents CLASH AWAKE CONCERT

วันที่: 15 กันยายน 2561 สถานที่: BITEC บางนา HALL 98

จำหน่ายบัตรที่: ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา / www.thaiticketmajor.com

ราคาบัตร:

– EARLY BIRD : ขายวันที่ 1-5 ส.ค. 61 / VIP 3,000 บาท / Standing A 2,000 บาท / Standing B และบัตรนั่ง 1,500 บาท

– NORMAL PRICE : ขายวันที่ 6 ส.ค. – 15 ก.ย. 61 / VIP 3,500 บาท / Standing A 2,500 บาท / Standing B และบัตรนั่ง 2,000 บาท

Facebook: Clashrockband

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง