ปันปัน นาคประเสริฐ | เรื่องจริงของ Drag Queen ผู้พบเจอความหมายของชีวิตใต้แสงไฟบนเวที

The Guest
30 Jul 2019
เรื่องโดย:

adB Team

ไปรู้จัก ‘เรื่องจริง’ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของ ปันปัน นาคประเสริฐ หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในฐานะ Drag Queen แถวหน้าของเมืองไทยในชื่อ Pangina Heals กับเรื่องราวความจริงของชาว LGBT ที่ต้องก้าวผ่านอคติ การถูกตราหน้าว่าเป็นตัวตลกของสังคม และการโดนบูลลี่จากคนภายนอก ช่วงชีวิตที่ขึ้นสุดลงสุด การหลงใหลไปกับแสงสี อีโก้ และยาเสพติด เธอก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นจนค้นพบความหมายและความสุขในชีวิตภายใต้แสงสีบนเวทีได้อย่างไร ลองไปรับรู้ประสบการณ์ในชีวิตของเธอกัน

ปันปัน

 

นอกจากจะสู้กับโลกภายนอก เรากำลังสู้กับตัวเองด้วย ไม่ว่าจะสู้กับความกดดัน สู้กับความอ่อนแอที่ไม่กล้าเป็นตัวเอง หรือว่าสู้กับครอบครัว เราก็ต้องฝ่าไปให้ได้

 

พูดถึงความทรงจำเกี่ยวกับ Converse หน่อย คุณมีความประทับใจอะไรบ้าง

     ปันชอบ Converse มาก มีที่บ้านหลายคู่ อย่างแรกที่เราชอบคือใครที่ขาสั้นพอใส่ Converse แล้วขาจะดูยาวขึ้น คือเราชอบตั้งแต่ตอนเป็นแดนเซอร์แล้วเพราะว่าปันเป็นแดนเซอร์ที่พูดจริงๆ ว่าใส่รองเท้ากีฬาไม่สวย (หัวเราะ) แต่พอใส่ Converse กับกางเกงเต้นมันดูเข้ากัน มันแมตช์ได้หลายชุด สีและความหลากหลายเยอะมาก ไม่มีลิมิต สามารถเข้ากับความเป็น LGBT ได้ ปันว่ามันเป็นรองเท้าที่เฉลิมฉลองความสนุก    

 

คู่แรกของตัวเอง  

     ปันจำได้ว่าคู่แรกของเราเป็นสีแดง เพราะเราคิดว่าสีแดงนี่แหละ iconic สำหรับ Converse ที่สุดแล้ว และเป็นรองเท้าที่ใส่สบาย ทุกปีของขวัญวันเกิดที่ปันขอจากเพื่อนๆ คือ Converse คู่หนึ่ง แล้วคู่ที่ปันชอบที่สุดน่าจะเป็นคู่ high top ที่เป็นขายาวๆ เหมือนบูตส์สีแดง ซึ่งหายากมากแต่เราสอยมาได้ ทุกครั้งที่ใส่คนต้องถามว่าได้มาจากที่ไหน ซึ่งเราไปได้มาจากนิวยอร์ก เป็นคู่หายาก ในเมืองไทยเราแทบไม่เคยเห็นเลย 

 

พูดถึงคอนเซ็ปต์ All the Stories Are True รู้สึกอย่างไรที่ Converse ชวนทุกคนมาสนใจเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนแบบนี้

     มันเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะว่าอย่างชีวิตปันก็มีเรื่องจริงหลายๆ เรื่องที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ แล้วทุกๆ คนมีประสบการณ์ มีเรื่องราวในชีวิตที่มีสีสันไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับรองเท้า Converse ที่มีความแตกต่างหลากหลายมาก แต่เป็นรองเท้าที่ใช้ได้จริง แล้วก็ Fun ใครก็ใส่ได้ ไม่ได้ถูกขีดขั้นว่าฉันหรูนะฉันใส่ไม่ได้ เพราะเราก็รู้จักแฟชันนิสตาหลายคนที่ใส่ Converse เหมือนกัน ปันว่ามันเป็นรองเท้าที่ทุกๆ คนก็ใส่ได้

 

ปันปัน

ปันปัน

 

แล้วทุกวันนี้คุณนิยามตัวเองอย่างไร

     ปันนิยามตัวเองว่าเราต้องเป็นคนที่มีความสุข แล้วก็เป็นคนที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหญิงหรือการทำให้คนเห็นศิลปะของเรา ปันคิดว่าการเป็น Drag Queen คือการขับเคลื่อนสังคมรอบข้างให้เห็นถึง positive energy เราสร้างความกล้าให้เด็กๆ รุ่นใหม่ ให้เขาไม่กลัวที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง จะเป็นใครเพศไหนถ้าตัวเองพร้อมก็ไม่ต้องปิดบัง

     เราไม่เคยคิดว่าเมื่อไหร่จะดัง ไม่เคยคิดว่าเมื่อไหร่อินสตาแกรมจะมีฟอลโลเวอร์ 1 ล้านคน เราแค่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ เลยรู้สึกว่าอยู่ไปได้เรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าจะรวยเมื่อไหร่ด้วย แค่ทำสิ่งที่รักก็ได้กำไรมา 50% แล้ว เพราะไม่ว่าคนรวยขนาดไหนก็ไม่ได้มีความสุขได้ง่ายๆ

 

ตอนนั้นค้นพบได้อย่างไรว่าการเป็น Drag Queen หรือการแต่งหญิงคือความสุขของตัวเอง

     เราชอบ เลดี้ กาก้า มานานแล้ว เราอยากแต่งตัวเหมือนเขา แล้วเราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ จนพบว่ามีศิลปะที่เรียกว่า Drag อยู่ แล้วการที่เราเป็นเกย์แต่งเป็นผู้หญิงเขาเรียกว่า Drag Queen เลยสนใจศิลปะประเภทนี้มาตลอด จนพอมาเรียนมหาวิทยาลัยเราเรียนเกี่ยวกับหลักสูตร Queer in pop music culture ซึ่งในคลาสที่เรียนเขาสอนเกี่ยวกับประวัติของมาดอนนา สอนเกี่ยวกับเรื่องราวของ วิตนีย์ ฮิวสตัน สอนเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ของศิลปินว่าทำไมเกย์ถึงชอบผู้หญิงบางคนในอุตสาหกรรมดนตรี ซึ่งจริงๆ มีรูปแบบหมดเลย หนึ่ง ผู้หญิงเหล่านี้มีพรสวรรค์ที่โลกไม่สามารถหาที่อื่นได้ สอง พวกเขามีชีวิตที่น่าเศร้า มีปัญหา สาม พวกเธอสู้ด้วยพรสวรรค์ของตัวเองและเอาชนะมาได้ อย่างวิตนีย์ เธอมีปัญหาเรื่องยาเสพติด แต่พอเปิดปากร้องเพลงแล้วทุกคนหุบปาก ไม่มีใครพูดได้เลยว่านี่ไม่ใช่นักร้องที่เสียงดีที่สุดในโลก ซึ่งเหมือนกับชีวิตของ LGBT ที่ต้องเอาชนะอะไรบางอย่าง

 

สิ่งที่ช่วยให้เอาชนะสิ่งต่างๆ มาได้คือการเป็น Drag Queen อย่างนั้นเหรอ

     ก็ทางหนึ่ง เพราะว่าการ Drag ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นในเวลาที่ตัวเองซึมเศร้าหรือไม่มั่นใจ การแต่งหญิงทำให้เรายอมรับในตัวเองมากขึ้น มันเชื่อมต่อกันเหมือนเราใส่หน้ากากอันหนึ่งหรือเวลาเราใส่ส้นสูงแล้วทำให้สรีระตัวเองดีขึ้น ถ้าเราทำตัวเองให้มั่นใจในภายนอกไปเรื่อยๆ สุดท้ายความมั่นใจจะเหมือนน้ำที่ค่อยๆ ซึมเข้าไปในตัวเอง และที่สำคัญคือการเป็น Drag Queen มันสนุก เหมือนเราได้อยู่ในฮาโลวีนตลอดเวลา เลยรู้สึกอยากทำอะไรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

ปันปัน

ปันปัน

 

แต่ก่อนการโชว์คาบาเรต์หรือโชว์เต้นต่างๆ เหมือนเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในมุมเล็กๆ ของสังคม ทุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนไปไหม

     จริงๆ เราก็มาจากโลกนั้นเหมือนกัน เราเคยทำงานกลางคืนตั้งแต่ปี 2010 แต่เราไม่เคยดูถูกการทำงานของใคร หรือว่าให้ใครมาดูถูกเรา เพราะว่าเราทำงานสุจริต เรารู้สึกว่าคนทำงานแบบนี้เขาทำงานหนักมาก แล้วเดี๋ยวนี้ก็มี Drag Queen หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จที่เริ่มทำงานกลางวัน ในความหมายของเราก็คือเริ่มได้งานที่ไม่ได้อยู่ในคลับ ไม่ว่าจะเป็น Drag Queen ที่ไปทัวร์หลายๆ ประเทศ ได้งาน MC เปิดตัวอีเวนต์ในห้าง งานเหล่านี้เริ่มขยับเคลื่อนตัวไปในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น

     แต่การยอมรับก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดเปลี่ยนที่วันใดวันหนึ่งพลิกมาเลย แต่ที่พีกๆ คือการที่มีรูปของเราโฆษณาอยู่บนบีทีเอส หรือแบบมีรูปที่เราแต่ง Drag Queen อยู่บนบิลบอร์ด เรารู้สึกว่า โอ้โฮ เมืองไทยยอมรับได้ถึงขนาดมีรูป Drag Queen อยู่บนบิลบอร์ด คิดว่าจะมีกี่ประเทศที่เป็นแบบนี้ ไม่มีทาง นอกจากอเมริกาหรือประเทศที่เขาเปิดกว้างจริงๆ ที่ให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงขึ้นไปอยู่บนนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การมองว่าเราเป็นตัวตลก แต่มองเราเป็นคนคนหนึ่งที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ

 

ในมุมมองของคุณ ความจริงในการยอมรับ LGBT ในประเทศไทยดีขึ้นแค่ไหน

     ปันว่ามันเริ่มเปลี่ยน เหมือนที่เรามองดูสมัยนี้ สิ่งที่ดีมากๆ คือเวลาที่คนถามใครสักคนว่ามีแฟนไหม แล้วบอกว่ามีแต่เป็นผู้ชายนะ คนก็ไม่ได้ถามว่าต่อทำไม คนก็โอเค เฉยๆ จบ เด็กสมัยนี้รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว แต่ย้อนไปสมัยก่อนไม่ใช่แบบนี้ การเป็น LGBT เป็นอะไรที่ต้องปิดบัง หนังหรือว่าสื่อไม่ได้เอาประเด็นเรื่องความหลากหลายมาฉายมากกว่าการมี LGBT Festival ปีละครั้ง แต่เรื่องความหลากหลายทางเพศไม่ได้เป็นความสนใจหลักเลย แต่วันนี้เรามีหนังที่พูดถึง Gay Culture ให้เป็นความธรรมดาอย่าง The Danish Girl มันเริ่มยืนยันว่าคนเริ่มเข้าใจแล้ว

 

พูดถึง True Stories ของ LGBT ในไทย มีสิ่งใดที่ต้องก้าวผ่านมาบ้าง

     สิ่งที่ยากที่สุดในการต้องเอาชนะคือการถูกบูลลี่ ตอนเด็กๆ ปันโดนแกล้งหนักมาก เคยโดนเอามีดขู่ หรือเพื่อนกระทำต่อเราด้วยวิธีการที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่คน หรือทำให้เราเป็นตัวประหลาด ตัวตลก แต่เราเชื่อว่าสังคมไหนก็ตาม ถ้ามีเด็กที่แตกต่าง ไม่ว่าจะผอมเกินไป อ้วนเกินไป ก็มักจะโดนกลั่นแกล้งอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งนี้แหละจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นและเป็นตัวของตัวเองในทุกวันนี้

     ปันว่าในปัญหาพวกนี้ นอกจากสิ่งที่คนอื่นๆ ทำกับเรา สิ่งที่สำคัญมากๆ คือการพูดคุยในครอบครัว คือถ้าพ่อแม่มีอคติว่าลูกเป็นเพศที่สามแล้วฉันไม่โอเค ลูกก็จะไม่มีวันบอกพ่อแม่หรอก อยู่ที่การเปิดกว้างของพ่อแม่ อย่างพ่อปันเคยพูดไว้ว่าหน้าที่ของพ่อแม่คือการรักลูก และการที่ลูกของเขาจะไปรักใครไม่ได้หมายความลูกของเขาจะต้องเป็นคนดีหรือไม่ดี ทุกอย่างจบแค่นั้น ปันเชื่อว่านอกจากจะสู้กับโลกภายนอก เรากำลังสู้กับตัวเองด้วย ไม่ว่าจะสู้กับความกดดัน สู้กับความอ่อนแอที่ไม่กล้าเป็นตัวเอง หรือว่าสู้กับครอบครัว เราก็ต้องฝ่าไปให้ได้

 

ปันปัน

 

เราชอบงานนิทรรศการที่คุณจัดร่วมกับเพื่อนเมื่อปีที่แล้วมาก ที่คุณจับพ่อของคุณมาแต่งเป็น Drag Queen

     จริงๆ คุณพ่อไม่ค่อยชอบแต่งหญิงนะ (หัวเราะ) แต่เขาก็ทำเพราะว่าเขาอยากจะเข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลกของเรา และที่เขามาทำแบบนี้ก็เพื่ออยากให้พ่อแม่คนอื่นเข้าใจว่าถ้ามีลูกเป็นเพศที่สาม เราควรที่จะยอมรับเขามากน้อยขนาดไหน และถ้าพ่อของปันยอมแต่งหญิงได้ พ่อแม่คนอื่นก็ควรยอมรับได้สิว่าตัวตนของลูกเขาจริงๆ เป็นอย่างไร

 

ฟังดูเหมือนง่าย จริงๆ การจะเป็นตัวเองได้ ง่ายอย่างนั้นจริงไหม

     ไม่ จริงๆ เมื่อก่อนเราก็ทนทุกข์ทุกวัน ต้องพยายามทำให้อารมณ์ของเราเสถียรจากสิ่งที่เป็นแง่ลบ ตื่นมาก็ยากนะ มันไม่มีแรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ แต่เมื่อเราปลดปล่อยไปได้แล้ว ทุกอย่างมันสบาย มันง่ายกว่าที่คิด อันนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องของการ come out นะ แต่พูดถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตของตัวเอง ถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่มีความสุขในร่างของตัวเอง ยังไงเราก็ไม่มีทางทำอะไรประสบความสำเร็จได้

 

ถ้าคนบอกว่าก็คุณมีต้นทุนชีวิตเยอะนี่ถึงเป็นตัวของตัวเองได้ คุณจะตอบเขาอย่างไร

     เธอไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้กับฉัน เพราะว่าทางเลือกของปันพ่อแม่ก็ไม่ได้เห็นด้วย ปันเริ่มต้นทำทุกอย่างมาเองทั้งหมดเลย ปันไม่ได้ขอเงินพ่อแม่ด้วย วันวันหนึ่งปันเป็น Drag Queen ที่ต้องวิ่งไปทำงาน 3 คลับ ตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึงหกโมงเช้าเพื่อที่จะหาเลี้ยงตัวเอง

     ปันรู้สึกว่าทุกคนต้องมีทัศนคติบวกในตัวเอง ลองดูม๊าเดี่ยวสิ (อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ) ตอนแรกเขาไม่ได้มีเงินมากมายมหาศาล เขาเอาวัตถุดิบทุกๆ อย่างที่ใกล้ตัวเขามาทำเสื้อผ้าแฟชั่น เอาสุ่มไก่มาทำเป็นกระโปรง เอารองเท้าแตะมาทำเป็นชุด แต่ตอนนี้เขาเป็นดีไซเนอร์แล้ว เพราะฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์มาบ่น บ่น บ่น มันไม่ได้เกี่ยว โอเค ต้นทุนชีวิตเป็นสิ่งที่ช่วยทุ่นแรง แต่ทำไมคุณไม่โฟกัสสิ่งที่อยู่ในมือของตัวเอง Drag Queen หลายคนที่เก่งๆ ปันเห็นว่าเขาเย็บผ้าเอง ทำชุดของเขาเอง มันอยู่ที่พรสวรรค์และพรแสวง

 

เราควรเริ่มต้นค้นหาความจริงของตัวเองอย่างไร

     ประสบการณ์เลยค่ะ มันมีเส้นบางๆ ระหว่างการมโนกับการมีความมั่นใจในตัวเอง ความเป็นตัวเอง แต่เด็กยุคใหม่ๆ วันนี้มักจะมีความมั่นใจในตัวเองโดยที่ไม่ได้มีของอยู่ในตัว นี่เป็นสิ่งที่ปันรู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ เป็นเยอะมาก ฉันเข้าไปในคลาสเต้นวันเดียว ฉันรู้สึกว่าฉันดัง ฉันเก่งแล้ว เพราะว่าทุกคนรู้สึกมีอำนาจอยู่ในมือ มีโซเชียลมีเดียในมือ เพราะฉะนั้น ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ แต่เขาไม่รู้หน้าที่ความรับผิดชอบเลยว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะดังได้ กว่าเขาจะขึ้นมายืนได้ขนาดนี้ต้องทำงานหนักแค่ไหน ต้องล้มแล้วล้มอีก ต้องเป็นสะเก็ด ต้องให้เลือดออกจนกว่าจะกลับมาเป็นตัวเองที่แข็งแรงได้ ถ้าคุณไม่เคยตกเลือด ถ้าคุณไม่มีสะเก็ดแผลเลย คุณจะไม่สามารถเป็นตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ปันปัน

 

สำหรับคุณ ความหมายในชีวิตคืออะไร

     ปันว่าทุกคนมีปัญหาด้วยกันหมด แต่ปัญหาสำคัญของคนส่วนใหญ่คือเขาไม่ได้รักตัวเองมากพอจึงต้องการความรักจากคนอื่น อยู่กับตัวเองไม่เป็น รักตัวเองไม่เป็น สำหรับเรา ความหมายในชีวิตคือการทำให้คนรอบข้างเราให้มีความสุขจากข้างในจริงๆ ทุกวันนี้ปันมีความสุขมาก

     เราเคยใช้ยาเสพติดนะ แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้ยาเสพติดมาปีกว่าแล้ว เรื่องนี้จำเป็นต้องพูด เพราะว่าเราจะไม่มีการรู้สึกถึงความสุขจริงๆ เลยถ้าเราอยู่ในสภาวะที่ต้องการความสุขไปเรื่อยๆ จนเราไม่รู้ว่าความสุขที่เบสิกที่สุดของเราคืออะไร แต่ก่อนเราดื่มเหล้าเสร็จแล้วยังรู้สึกว่าเมาไม่พอ ต้องหาอะไรมาใส่เพิ่ม พอเราเริ่มรู้สึกว่าชินชากับความสุขขั้นน้อยๆ แล้ว เราต้องเพิ่มมากขึ้นๆ จนวันหนึ่งต้องมี 5 อย่างเลยเหรอถึงจะมีความสุข จนเราเลิกทุกอย่างเลย แล้วเรามาพบความสุขในแก้วน้ำส้มแก้วหนึ่งด้วยซ้ำ ก็เลยรู้สึกปลง และรู้สึกว่าการที่เราทำงานกลางคืนไม่ใช่ว่าเราต้องหลงไปกับมันจนเสียความเป็นตัวเอง

 

ความรู้สึกในช่วงที่ลุ่มหลงไปกับมันเป็นอย่างไร

     เรารู้สึกตัวเองเปลี่ยนไปไม่ใช่คน กลายเป็นปีศาจที่ขึ้นอยู่กับตัณหา และเราต้องการความสุขโดยที่ไม่แคร์คนรอบข้าง หลายๆ คนอาจจะเจออะไรแบบนี้มา แต่เราพูดว่ามันเป็นชีวิตของ LGBT ทุกคนไม่ได้ การทำงานกลางคืนทำให้คุณหลงไปกับมันง่ายมาก แต่ว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา บางครั้งความสุขคือการที่เราบอกว่าไม่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่