คนขี่หลังควาย: มนต์เพลงลูกทุ่งของศิลปิน-ครูเพลง ‘ดาว บ้านดอน’

The Guest
20 Dec 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

“กลุ้มใจจริงๆ รักผู้หญิง หญิงก็ไม่สน เรามันคนจน แม่หน้ามน จึงไม่มอง”

        หลายคนคงเคยได้ยินเพลง คนขี่หลังควาย กันมาบ้าง ทั้งจากวิทยุตามสถานีท้องถิ่นต่างๆ หรือแม้กระทั่งดาราตลกที่นิยมนำเสียงร้องในเพลงนี้มาร้องดัดเสียงขึ้นจมูก เป็นมุกตลกให้คนจดจำกันอยู่ในระยะหนึ่ง

        แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า จริงๆ แล้วเพลงนี้เป็นผลงานของ ดาว บ้านดอน ศิลปินเพลงลูกทุ่งชื่อดังที่ครั้งหนึ่งเขาเคยโด่งดังจนสามารถคว้ารางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทานในปี พ.ศ. 2519 แทนที่ สายัณห์ สัญญา ศิลปินที่แจ้งเกิดเป็นพลุระเบิดในปีนั้นได้อย่างคาดไม่ถึง ทำให้ม้ามืดอย่าง ดาว บ้านดอน จึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งประเทศ 

        เมื่อย้อนกลับไปในช่วงนั้น เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยรับงานซ้อนกันบ่อยมากจนถึงขนาดที่บางครั้งต้องให้พี่ชายที่มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนกันไปขึ้นเวทีแทน

        ด้วยความที่ชื่อเสียงและความรับผิดชอบที่ใหญ่เกินตัวมาก ดาว บ้านดอน เท้าความถึงอดีตในวัยยี่สิบเศษว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยมหาศาล แม้ว่างานเพลงจะเป็นสิ่งที่เขารักมากขนาดไหนก็ตาม

 

ดาว บ้านดอน

คุณมีความฝันที่จะเป็นนักร้องตั้งแต่เด็กเลยไหม

        ก็ตั้งแต่ยังเป็นบ่าวซำน้อย (หนุ่มน้อย) สมัยนั้นเราก็อาศัยฟังวิทยุตอนทำไร่ทำนา เลี้ยงวัวควาย คอยฟังรุ่นพี่คนที่เขาโด่งดัง ก็เลยเกิดความคิดในใจว่า เห็นพี่ๆ เขาโด่งดัง เห็นเขาร้องเพราะ ก็เกิดอยากจะเป็นนักร้อง นักแต่งเพลงบ้าง

ในยุคนั้นศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณคือใคร 

       ส่วนมากพ่อจะชอบฟัง ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชาย เมืองสิงห์, ไพรวัลย์ ลูกเพชร เป็นศิลปินที่เราติดอกติดใจในเสียงเพลงของพวกเขา สมัยนั้นพ่อชอบตัดพ้อว่าอยากจะทำเพลงแบบนี้ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอย่างเดียว ยังมีความพยายามออกไปซื้อสมุดเพลงตามตลาดมา แล้วเอามาร้อง มาท่องตามวิทยุให้ถูกต้องตามเขา เขามีลูกเล่นแบบไหนก็พยายามร้อง พยายามทำตาม แม้เสียงจะไม่เหมือนกับเขาเท่าไหร่นัก

หลังจากนั้นคุณคงลองไปประกวดร้องเพลงตามงานวัดใหญ่ๆ ประจำปี หรืองานเทศกาลประจำตำบลแบบที่นักร้องลูกทุ่งหลายๆ คนทำกันใช่ไหม

        ใช่ พอฝึกจากวิทยุ จากหนังสือเพลงแล้ว เราก็หาประกวดร้องเพลง สมัยนั้นเราได้ยินเครื่องไฟบ้านไหน เราก็เดินตามเสียงไปขอประกวด อยากลองวิชา ตอนนั้นก็รู้สึกว่าจะร้องเพลงของ ไพรวัลย์ ลูกเพชร บ่อยอยู่นะ เพราะพ่อจะได้รางวัลที่ 1 มาตลอดหากร้องเพลงนั้น เพลง อนิจจา ของ โฆษิต นพคุณ ก็ได้รางวัลที่ 1 บ่อยอยู่เหมือนกัน พ่อคิดว่าเขาก็คงชื่นชอบบางอย่างในเสียงพ่อกันอยู่บ้างนะ (หัวเราะ)

สมัยนั้นเกณฑ์การประกวดตัดสินจากอะไร การร้องเหมือนต้นฉบับที่สุด หรือเทคนิคการร้องของผู้เข้าประกวด

        กรรมการที่ตัดสินเขาบอกว่า เสียงเราไม่เหมือนครูบาอาจารย์หรือนักร้องต้นฉบับเลย แต่มีลูกเล่นแพรวพราว ร้องเพลงสนุก คนฟังเขาชอบ เขาเลยให้เราได้รางวัล

แต่หลังจากนั้นทราบมาว่า คุณกลับตัดสินใจไปเป็นเด็กวัด ทำไมถึงไม่ร้องเพลงต่อ

        เพราะที่บ้านอยู่ใกล้วัดมาก พ่อมักจะชอบขึ้นไปนอนที่หอระฆัง มันเย็นดี บางคืนก็ร้องเพลงอยู่บนนั้นจนดึกดื่น บางทีก็ถึงเช้า ชาวบ้านเขาก็รำคาญ พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า “ไอ้เทียม มึงชอบร้องเพลงในวัดมากรึ งั้นก็มาเป็นลูกศิษย์วัดเสียเลย” ก็เลยตัดสินใจไปเป็นลูกศิษย์วัด ไปเป็น ‘สังกะลีวัด’ ตามภาษาบ้านพ่อ

        พอเป็นเด็กวัดก็ได้ศึกษาทั้งหนังสือตำนานต่างๆ บทสวดมนต์ สำเนียงแหล่ ก็เริ่มคิดว่า ถ้าเราจะเป็นนักเทศน์ เป็นแค่เด็กวัดมันคงจะไม่เหมาะ อีกอย่างเป็นแค่เด็กวัดไปเรียนเทศน์กับพระอาจารย์ไม่ได้ แต่ถ้าเราบวชเป็นสามเณร เราจะเรียนรู้กับพระอาจารย์ได้ ก็เลยตัดสินใจบวชสามเณรตั้งแต่อายุ 11 ขวบเลย แล้วมาสึกตอนอายุ 18 ปี

แล้วที่สุดทำไมถึงตัดสินใจสึกออกมา เพราะตอนนั้นคุณก็ได้เป็นนักเทศน์ร้องแหล่แล้ว

        ตอนนั้นเป็นช่วงที่เราเริ่มแข่งขันประชันเทศน์ไล่จากอีสานลงมาถึงลพบุรี เป็นช่วงที่เรียนทั้งเทศน์และทั้งธรรม แต่เราก็อยากร้องเพลงลูกทุ่งเหมือนกัน (หัวเราะ) บางวันก็ยังแอบไปร้องเพลงใส่ไมค์ที่เอาไว้ใช้เทศน์อยู่นะ ก็โดนพระอาจารย์ด่าประจำ (หัวเราะ) แต่จะให้ทำอย่างไร ก็เราชอบในเสียงเพลงมาก ขนาดเป็นสามเณรก็ยังแอบร้องเพลงเลย เลยตัดสินใจสึกออกมา

 

ดาว บ้านดอน

เดาว่าคุณสึกออกมาก็โบกรถเข้าเมืองเพื่อจะหาหนทางเป็นนักร้องอาชีพเลยใช่ไหม

        ใช่ มาสมัครเป็นนักร้องเลย เพราะเราไม่มีเงินไปทำเพลงเอง ต้องเป็นลูกจ้างเขาก่อน หรือจะมีงานแข่งที่ไหนก็ออกไปประกวด ตอนนั้นหลายคนเขาก็บอกเรานะว่าเสียงพอได้ ไปหาทุนอัดแผ่นเสียงราคาไม่ถึง 10,000 บาทเอง แต่เป็นเงินหมื่นในช่วงทองราคา 400 บาทนี่ก็หนักอยู่นะ (หัวเราะ) แต่เขาก็ให้เราไปหาเงินมา เดี๋ยวจะพาไปบันทึกแผ่นเสียงเอง พ่อก็เลยออกไปทำสวนปอ ทำทุกอย่างเลย เอาปอแช่น้ำ ลอกปอ เอาไปขายเอง ได้มาแค่ 8,000 ไม่ครบหมื่น แต่ก็ยังดั้นด้นไปขอเขาอัด เขาก็อนุโลมให้นะ เห็นว่าเราเป็นลูกชาวนาน่าสงสาร

เพลงอะไรที่คุณอัดลงแผ่นเสียงเป็นเพลงแรก

        ตอนแรกเราก็แต่งเพลงไว้บ้างเหมือนกัน เพราะเราก็ศึกษามาจากหนังสือบ้าง จากเพลงของรุ่นพี่บ้าง เลยกลายมาเป็นเพลงแรกคือ ‘หนุ่มยโสธร ซึ่งแต่งมาจากชีวิตพ่อที่เป็นคนยโสธร จากนั้นก็จูงมือเพื่อนอีกคนหนึ่งร่วมหุ้นอัดแผ่นเสียงด้วยกัน โดยแบ่งกันคนละเพลง พออัดเพลงเสร็จเรียบร้อย จะเอาเงินมาตัดแผ่นเสียงไปขายก็ไม่มีอีก เลยคุยกับทางร้านตัดแผ่นเสียงว่า ขอเซ็นไว้ก่อนได้ไหม (หัวเราะ) ถ้าขายแผ่นได้หมดเดี๋ยวจะส่งให้ เขาก็บ้าจี้ยอมเราอีก เขาบอกว่ารายนี้น่าสงสาร เป็นลูกกำพร้าหน้ายากเลยยอมให้ (หัวเราะ)

ขายแผ่นหมดไหม

        หมดนะ แต่ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปขายที่ไหน ได้ยินเสียงเครื่องไฟบ้านไหนมีงาน ก็จะเดินเอาแผ่นไปขาย ขายตามงานดนตรีต่างๆ หรือบางทีเขาสงสารเราก็ซื้อ 10 แผ่นเลย เขาซื้อไปแจกพ่อแม่พี่น้องของเขา (หัวเราะ)

คุณเอาแผ่นไปแจกโปรโมตตามสถานีวิทยุไหม แล้วมีใครขอค่าเปิดเพลงจากคุณบ้างหรือเปล่า

        ตอนนั้นรายการที่เปิดเพลงของเรามีอยู่แค่สถานีเดียว เพราะถ้าเราเปิดหลายที่เราไม่มีเงินจ่ายเขา เลยตัดสินใจไปที่สถานีวิทยุ จส.3 ร้อยเอ็ด ไปเปิดกับ ‘ชาย ชมพู’ (ไพบูลย์ ชมพูคำ) เขาก็เปิดให้วันหนึ่งเป็น 10 รอบเลยนะ เปิดจนคนรู้จัก จนขายแผ่นหมดที่ร้อยเอ็ดนั่นแหละ

ตอนนั้นถือว่าดังแล้วหรือยัง

        พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่แค่ในภาคอีสานท่านั้น เราเลยไปสังกัดอยู่วงดนตรีชื่อวงเพชรสำราญ จริงๆ วงนี้เขาไม่ค่อยมีงานหรอก ขนาดงานล้อมผ้าที่ต้องเอาผ้าไปล้อมเวทีของวัด เรายังไม่มีผ้าไปล้อมเลย ต้องไปร้องที่ศาลาวัดแล้วใช้เสื่อล้อมแทน เป็นวงเล็กๆ พออยู่ได้ ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย 

แล้วคุณเริ่มตั้งวง ‘ดาว บ้านดอน’ ขึ้นมาตอนไหน

        เราก็เก็บเงินจากวงเพชรสำราญ เอาไปอัดเพลงต่อมาอีกเรื่อยๆ ทั้ง หนุ่มกำพร้า, เลิกแล้วแมงดา, บ้องจ๋าบ้อง ก็มีคนรู้จักพอสมควร แต่หลังจากนั้นนายทุนก็เอาเพลงจากเราไปทำต่อแล้ว เขาเคยบอกให้เราไปเสริมจมูกด้วย แต่เราไม่เอา เพราะกลัวทำแล้วจะร้องเพลงเสียงไม่เหมือนเดิม (หัวเราะ)

        แต่ตอนนั้นพ่อก็มีเพลงดังๆ เยอะมาก อย่างเพลง ลำเพลินเจริญใจ ตอนนั้นมียอดขายแผ่นได้ 5 ล้านบาท ถือว่าไม่ธรรมดานะ ทั้งพ่อทั้งนายทุนดีใจมาก ดีใจจนถึงขนาดเอาเงินที่ได้ไปซื้อรถเบนซ์จากกรุงเทพฯ ขับมาถึงอีสานเลย ตอนนั้นเบนซ์คันละล้านห้าเอง หลังจากนั้นก็เริ่มทำวงเลย ออกรับงานเองมากขึ้น ทำวงนี่ยากนะ ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก ต้องดูแลคนอีก ไหนจะหางเครื่อง ไหนจะนักดนตรี

 

การแยกออกมาทำวงของตัวเองหลังจากมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเส้นทางที่ศิลปินเพลงลูกทุ่งโดยทั่วไปต้องทำใช่ไหม

        ใช่ เพราะทั้ง ศรเพชร ศรสุพรรณ และ ยอดรัก สลักใจ พอเขาได้รับรางวัลก็แยกออกไปทำวงดนตรีกันหมด พ่อก็แยกออกมาทำเหมือนกัน ตอนนั้นเรามีสมาชิก 50 ชีวิตเลยนะ แต่รับงานแค่ 15,000 บาทเอง ต้องแย่งลูกค้ากับนักร้องคนอื่น อย่าง สายัณห์ สัญญา จะเป็นคนที่พ่อเจอกันแล้วร้องประชันด้วยบ่อยมาก พอเพลง คนขี่หลังควาย ดัง อาจารย์มนต์ เมืองเหนือ จะเข้าทำมาทำเพลงให้เรา ยุคนั้นประมาณ พ.ศ. 2518-2519 พอใครดังแล้วเขาจะแยกวงออกมาเองทั้งนั้น ทั้ง ศักดิ์สยาม เพชรชมภู, เทพพร เพชรอุบล ก็แยกกันไปทำมาหากิน ตัวพ่อเองพอได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน ก็แยกออกไปรับงานเองเลย 

ได้ยินมาว่าในงานประกาศรางวัลเสาอากาศทองคำฯ คุณไม่ได้ไปรับรางวัล

        เพราะวันนั้นเราติดแสดงอยู่แถวเพชรบูรณ์ อาจารย์มนต์ เมืองเหนือ ก็ขึ้นไปรับแทน พ่อไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะได้ ตอนได้ยินประกาศในวิทยุว่า ดาว บ้านดอน คว้ารางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำ ก็ตกใจกันทั้งวง เพราะตอนแรกเขาคิดว่า สายัณห์ สัญญา จะต้องได้แน่นอน แต่กลายเป็น ดาว บ้านดอน ที่เป็นม้ามืดคว้าไป 

        หลังจากนั้นตอนเจอกับสายัณห์ เขายังพูดกับพ่อเลยว่าเขาก็หวังรางวัลนี้นะ แต่ทำไมพ่อถึงได้ไป แต่เขาก็ดีใจด้วยจริงๆ และคิดว่าเห็นสมควรแล้ว แต่พ่อเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะได้

ศิลปินส่วนใหญ่จะเจ้าชู้ เจ้าเสน่ห์ ดาว บ้านดอนเป็นแบบนั้นไหม ตอนนั้นมีสาวๆ เข้ามาหาเยอะหรือเปล่า

        จริงๆ พ่อเป็นคนไม่หล่อเลย (ยิ้มเขิน) แต่เป็นคนใจดี ถ้าเราหล่อ สาวคงชอบเราไปนานแล้ว และคงไม่มีเพลง คนขี่หลังควาย เกิดขึ้น เพราะแต่งมาจากเรื่องจริง สมัยนั้นเราจีบสาว สาวก็ไม่ชอบเรา เขาบอกว่าเราขี้เหร่ เราเป็นคนจน ฐานะไม่ดี ก็เลยตัดพ้อกับตัวเองว่า เรามันคนจน แม่หน้ามน จึงไม่มอง

แสดงว่าเพลง คนขี่หลังควาย ต้องโดนใจหนุ่มๆ ที่ไม่หล่อและอาภัพรักกันทั้งประเทศแน่ๆ เลย

        จะบอกว่าเพราะพ่อร้องเพราะก็ไม่ใช่ เคยมีคนบอกว่าพ่อไม่ใช่คนร้องเพราะ เสียงก็ไม่ดีเท่าไหร่ แต่เนื้อเพลงน่าสงสาร (หัวเราะ) ดังนั้น ตัดเรื่องเสียงเพราะไปได้เลย พ่อคิดว่าคงเป็นเพราะเพลงนี้มันตรงใจแฟนเพลงหลายคน เรามีแฟนเพลงที่มาจากไร่จากนาเยอะ เนื้อหามันไปโดนใจและตรงกับโชคชะตาของเขา

หลังจากได้รางวัลเสาอากาศทองคำฯ คุณมีชื่อเสียงมากขึ้นกว่าเดิมอีกไหม

        ในอีสานพ่อจะดังเท่าเดิมนะ แต่ถ้าเป็นภาคอื่นๆ เหนือ กลาง ใต้ ตอนนั้นจะดังมากๆ ยิ่งช่วงหน้านาแล้งที่เขาไม่ทำงานกัน พ่อจะมีงานแสดงเยอะมาก เพราะพอเพลงเรามีชื่อเสียงทั้งประเทศ คนภาคอื่นก็อยากเห็นหน้าเราบ้าง มีครั้งหนึ่งคนยังคิดว่าพ่อเป็นคนใต้อยู่เลย คิดว่าเราเป็น ดาว บ้านดอน ที่มาจากสุราษฎร์ธานี (พื้นที่ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘บ้านดอน’) พ่อก็เนียนไปว่าใช่ เขาก็เลยให้สับปะรดมากินเป็นกระสอบ บอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน เอาไปเลย (หัวเราะ)

ช่วงที่โด่งดังที่สุดในชีวิต รับงานเยอะที่สุดกี่งานต่อเดือน

        มีงานมาทุกวันเลย บางวันก็มีสองรอบ บางวันก็สองรอบแต่เล่นรอบเดียว เพราะไปไม่ทัน (หัวเราะ) เช่น เวลารับงานที่จังหวัดกำแพงเพชรและอุบลราชธานีในวันเดียวกัน ปกติพ่อจะใช้วิธีให้วงจริงของพ่อไปงานหนึ่ง กับวงมือปืนรับจ้างสำหรับอีกงานหนึ่ง แล้วตัวพ่อจะขับรถวิ่งไปเล่นทั้งสองงานเอง พ่อไปคนเดียวมันไวกว่า ไม่ต้องไปทั้งวงมันวุ่นวาย

        บางวันไปทันแต่ก็ช้ามาก แต่คนเขาก็ยังรอนะ เกือบตี 3 เขาก็ยังรอกันอยู่เลย หรือบางวันมาถึงงานช้า วงก็ไม่อยู่แล้ว โดนจับขึ้นโรงพักก็มี เขานึกว่าเราไปโกงเขา (หัวเราะ) แต่ที่แสบสุดที่เคยทำคือให้พี่ชายพ่อขึ้นแทน เพราะเราหน้าเหมือนกัน เสียงเหมือนกัน คนดูเขาก็ไม่รู้ (หัวเราะ)

 

ดาว บ้านดอน

ชื่อเสียงโด่งดัง งานชุกชุม แล้วค่าตัวล่ะ เพิ่มขึ้นด้วยไหม

        15,000 บาท คือสูงสุดแล้ว มันไม่แพงกว่านี้แล้ว สายัณห์ สัญญา ที่ดังๆ ตอนนั้นเขายังรับแค่  20,000-25,000 เอง 

เงินหมื่นห้าสำหรับคนห้าสิบคนนั้นพอกินพอใช้หรือเปล่า

      ถ้าพูดถึงตัวพ่อเองก็ดีขึ้นนะ เมื่อก่อนตอนอยู่กับค่ายเพลงพ่อได้ค่าตัววันละ 300 บาท แต่พอออกมาทำวงเอง หลักจากหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อวันพ่อก็ได้อยู่ประมาณ 1,000-2,000 บาท

แต่หากคุณยังอยู่ในสังกัด ก็อาจจะมีโอกาสได้เงินล้านจากการอัดแผ่นเสียงอีก

        เหมือนกับลูกที่อยู่บ้านมาทั้งชีวิต พอมีโอกาสสร้างครอบครัวเองบ้าง ก็ขอแยกพ่อแม่ออกมาสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง มันเหนื่อย มันลำบากก็จริงนะ แต่พ่อก็มีความสุข ใจเรารักที่จะทำแบบนี้จริงๆ

ตอนนั้นคุณยังหนุ่มแน่นอยู่เลย แต่ออกปากขนาดนี้ แสดงว่างานนายวงต้องหนักมากๆ 

        เหนื่อยมากลูก บางทีเวลาจะต้องไปอีกงานพ่อขับรถไปเอง ก็กลัวเหมือนกันว่าจะถึงไหม เพราะง่วงมาก บางครั้งก็ต้องจอดหลับข้างทางเอาก่อน แต่ก็เลิกไม่ได้ เราเลือกแล้ว คนดูเขาก็อยากดูเรา ก็ต้องไปแสดงให้ได้

ต้องยอมเหนื่อยนานแค่ไหนถึงจะรู้จุดที่พอดีกับชีวิตของตัวเอง

        พ่อเป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 3 ปีกว่า หลังจากนั้นก็มีเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มดังเข้ามา เช่น เสรี รุ่งสว่าง, พรศักดิ์ ส่องแสง จน พ.ศ. 2526 พ่อก็ยุบวงเลย เอาทีมงานของตัวเองไปให้ พรศักดิ์ ส่องแสง ทำต่อ ทุกอย่างเราให้เขาเช่าหมดเลย เราเริ่มคิดได้แล้วว่าตัวเองเริ่มเก่า ตกยุคไปแล้ว เลยมองอีกลู่ทางหนึ่งเอาไว้ว่าอยากหานักร้องมาปั้นบ้าง เหมือนกับที่อาจารย์หลายท่านเคยปั้นเรา อีกอย่างอาชีพแบบนี้ที่อาจารย์เขาทำมันรายได้ดี มั่นคง อยู่กินได้ มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ก็เลยคิดว่าเป็นช่องทางที่เหมาะสมกับเรามากกว่าในตอนนั้น

ลูกศิษย์คนแรกของดาว บ้านดอน คือใคร

        พ่อปั้นมาสองคนพร้อมกันคือ ฮันนี่ ศรีอีสาน กับ สมจิตร บ่อทอง เพลงดังของฮันนี่ก็จะมี น้ำตาหล่นบนที่นอน,วอนพี่มีรักเดียว ซึ่งก็แต่งมาจากชีวิตจริงของพ่ออยู่ดี แต่บางเพลงก็จินตนาการขึ้นมาบ้าง เราคาดหวังไว้ว่าต้องไปโดนชีวิตใครสักคนหนึ่งบ้างแหละ

 

เพลง น้ำตาหล่นบนที่นอน มาจากชีวิตจริงหรือจินตนาการ

        จริงๆ มันเป็นเพลงสองแง่สองง่าม น้ำตาอะไรมันจะมาหล่นขอบเตียง (หัวเราะ) คงจะเป็นผู้หญิงกับผู้ชายเขากำลังมีความรักกัน ที่มาของเรื่องเกิดที่โรงแรมหนึ่งที่พ่อไปพักในกรุงเทพฯ แล้วเราเปิดประตูห้องเข้าไป แต่ดันเข้าห้องผิด แล้วก็ไปเห็นเจ้าของห้องเขากำลังมีความรักกัน พอเปิดเข้าไปก็เรียบร้อยเลย เราไปเห็นน้ำตาตรงขอบเตียงพอดี (หัวเราะ)  แล้วพวกบ๋อยก็ยังแสบ พอเขาออกไปแล้วพาเราไปดูในห้องอีกรอบด้วยนะ 

       เราเอาเลยเรื่องนี้มาตั้งเป็นชื่อเพลง ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า น้ำตาหล่นบนขอบเตียง แต่คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) เขาไม่ให้ผ่าน กลายเป็นเพลง น้ำตาหล่นบนที่นอน แทน

การเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนเบื้องหลัง เป็นครูเพลงที่คอยผลักดันคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณมากไหม 

        ชีวิตของพ่อก็ดีขึ้นมาเยอะเหมือนกันทั้งเรื่องเงิน เรื่องมิตรภาพ ถึงเราจะเป็นอาจารย์ เป็นลูกศิษย์กัน แต่เราก็รักใคร่พวกเขามาก หวังจะปั้นให้เขาดังด้วยตัวเองให้ได้ แต่ก็มีปัญหากับนายทุนอยู่บ้าง เขาอยากให้เราอยู่เฉยๆ ให้นายทุนจัดการกันเอง เราก็รับเปอร์เซ็นต์ไป ตอนหลังเลยทำอะไรไม่ได้มากมายนัก

แสดงว่าหลังจากนั้นคุณก็เลยทำแต่งานเขียนเพลงอย่างเดียว

        ใช่ พ่อเขียนเพลงให้หลายคนเลย คนที่น่าจะรู้จัก เช่น จินตหรา พูนลาภ เราแต่งให้เขา 10 ชุด 122 เพลงเลย เพราะเขาเป็นหลานเรา เพลงดังๆ ของเขาก็จะมี เช่น รักสลายดอกฝ้ายบาน, รักโผล่โสนแย้ม, เจ้าบ่าวหาย, น้ำตาหล่นบนเถียงนา, พญานาคฝากรัก 

การแต่งเพลงสักเพลงหนึ่ง คุณใช้เวลานานไหม

        ไม่นาน เพลงที่พ่อแต่งเร็วที่สุดคือเพลง วอนนางนอน ของ จินตหรา พูนลาภ ชุดล่าสุด ด้วยความที่มันเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน มันเลยต้องแต่งให้เร็ว วันนั้นจินตหราโทร.มาหาพ่อทันทีเลยนะ (ทำเสียงจินตหรา) “พ่อดาว วันนี้พ่อดาวต้องแต่งเพลงนี้ให้เสร็จนะ เพราะเดียวคืนนี้จะต้องอัดร้องแล้ว” 

        พ่อก็ตอบตกลงไป แต่ตอนนั้นพ่ออยู่ร้อยเอ็ดมาเที่ยวบ้านญาติ ไม่มีสมาธิเลย เพราะคนอยู่ในบ้านเยอะ แต่ต้องแต่งตอนนี้เท่านั้น เดี๋ยวจะไม่ทันเอา ก็เลยตัดสินใจสตาร์ทเครื่องรถยนต์ เปิดแอร์ เข้าไปนั่งแต่งเนื้อร้องบนรถ แต่งเสร็จ อัดใส่เทป ส่งให้เขาเลย ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเอง

        อย่างเพลง คนขี่หลังควาย ก็เขียนตอนอยู่ข้างนอกนะ เรามีคิวจะต้องนั่งรถ บขส. 99 จากยโสธรมาอัดเพลงที่กรุงเทพฯ แต่เรายังไม่มีเนื้อเพลงที่จะอัดเลย (หัวเราะ) พอนั่งมาถึงโคราช เห็นควายกำลังกินหญ้าเต็ม ก็เลยเริ่มเขียนเพลงสำหรับอัดร้องคืนนี้ ทำนองเพลงก็ใช้ปากฮัมเอาสดๆ บนรถเลย

ทุกวันนี้ยังได้ทำแบบนั้นไหม 

        ก็ยังทำอยู่นะ เพลงตัวเองก็ยังเขียนอยู่ตลอด พ่อรักในการเล่าเรื่องราว 

คุณคิดถึงการกลับไปทำวงเองอีกหรือเปล่า

        คิดถึงอยู่ตลอด แต่ให้กลับไปทำคงไม่เอาแล้ว มันลำบากมากเกินไป แล้วกำไรที่ได้มันก็ไม่เป็นกอบเป็นกำ บางทีก็ขาดทุน เหมือนเหนื่อยเปล่า ขนาดที่เราไปช่วยทำวงให้กับ สมจิตร บ่อทอง ก็ยังขาดทุดเลย ปิดวงไปแล้วก็ยังต้องหาเงินไปใช้หนี้เขาต่อ

        เรื่องการแยกออกมาทำวงเอง คิดไปแล้วจะบอกว่าถูกก็ใช่ จะบอกไม่ถูกก็ใช่ ตอนทำเราสนุกมากนะ เรามีความสุขได้ทำอะไรที่ใจรักจริงๆ ได้มีลูกน้อง มีเพื่อนฝูงที่ต้องอยู่ด้วยกัน ดูแลกัน มันทำให้เราผูกพันกับพวกเขา แต่พอมาดูรายรับ-รายจ่าย จริงๆ มันก็ปวดหัวพอสมควรนะ เอามือก่ายหน้าผากได้เลย มันเป็นความสนุกปนทุกข์

แล้วทุกวันนี้คุณยังติดตามวงหมอลำอื่นๆ หรือออกไปพบปะผู้คนอยู่บ้างไหม

        ถ้าเราอยากจะให้หัวใจครึกครื้นเหมือนกับตอนทำวง พ่อก็จะออกไปหาดูวงคนอื่นเขา ทางแถบอีสานสมัยนี้ก็ยังมีวงหมอลำเยอะแยะอยู่ เราก็ไล่ตระเวนดูเลย หรือบางทีวันไหนไม่ได้ออกจากบ้าน เราก็ดูผ่านยูทูบ บางวันก็นั่งดูยันตีหนึ่งตีสอง จนโดนแม่เขาด่าว่า “จะดูหมอลำจนถึงเช้าเลยรึไง” (หัวเราะ) แต่มันก็สนุกสู้ดูแบบสดๆ ไม่ได้นะ เราชอบดูความวุ่นวายหลังเวทีมากกว่า มีหลายครั้งที่พ่อก็แต่งเพลงได้จากความวุ่นวายหลังเวทีเหมือนกัน ทุกวันนี้พ่อยังมีความสนุกกับการแต่งเพลง แต่งกลอนลำ 

        พ่ออยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ ต้องไปไหนมาไหน หาอะไรทำตลอด ต้องออกไปดูหมอลำ ไปหาเพลงฟัง ทำบุญที่วัด ไปศูนย์ศิลปาชีพ ไปดูปลา อยู่บ้านนั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยดี มันทำให้หัวเราตัน แต่งเพลงไม่ได้ เราชอบออกไปดูธรรมชาติมากกว่า

 

ดาว บ้านดอน

 

        ดาว บ้านดอน จะมาเปิดการแสดงสดให้ดูกันถึงกรุงเทพฯ ในงาน ‘เซิ้ง ๓ Thai Dance Music Festival 2019’ ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ณ ดาดฟ้าฟอร์จูนทาวน์ พระราม 9 หากใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ HEAVY Organizer

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง