Freddy V: ดอนแห่งวงการฮิปฮอปไทย หนึ่งในสมาชิก South Side ที่อยากให้แร็ปเปอร์รุ่นใหม่ได้รู้จัก

The Guest
7 Oct 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

“สมัยก่อนทหารสเปนเข้ามาอยู่ทางใต้ของอิตาลี เพราะตอนนั้นเป็นเมืองขึ้นของประเทศสเปน ทหารเหล่านี้มักจะรังแกคนอิตาลีที่ไม่มีทางสู้ ทำให้คนในเมืองก็ต้องไปพึ่งพ่อบุญธรรมหรือดอน (Don) จัดการปัญหาให้ พูดง่ายๆ ก็เหมือนตำรวจชาวบ้านที่คอยดูแลเรา เพียงแค่ต้องมีการจ่ายส่วยเป็นค่าตอบแทน ดังนั้น ดอนจะเป็นที่เคารพนับถือสำหรับคนอิตาลีมาก”

        สำหรับ ‘เฟรดดี้’ – เฟเดริโก วาสซานโล คำว่ารุ่นใหญ่ในวงการมาเฟียอิตาลีอันเป็นบ้านเกิดนั้นหมายถึงการเป็น ‘ดอน’ ที่ต้องคอยดูแลชาวบ้านในเมืองที่อาศัย แต่สำหรับวงการฮิปฮอปไทยที่เป็นเหมือนอีกตัวตนหนึ่งของเขา คำว่ารุ่นใหญ่ หมายถึงการเป็น ‘แร็ปเปอร์รุ่นพี่’ ที่ต้องทำตัวให้รุ่นน้องเคารพและส่งต่อสิ่งดีๆ ให้วงการเดินหน้าไปต่อได้

        “เวลามีคนบอกว่าพี่เฟรดดี้เป็นรุ่นใหญ่ ทุกครั้งผมจะสงสัยเสมอว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นรุ่นใหญ่ เพราะเราแก่เหรอ ครั้งหนึ่งยายผมเคยเล่าให้ฟังว่า สิงโตหน้าวัดก็อยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่เห็นจะมีใครไหว้เลย ดังนั้น อย่าแก่แบบกะโหลกกะลาเพียงแค่เกิดก่อน ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นด้วย”

        เช้าวันอาทิตย์เรานัดเฟรดดี้มาพูดคุยกันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เขาจะบินกลับไปอยู่ภาคใต้ทันทีหลังถ่ายทำรายการ Show Me the Money Thailand Season 2 จบ ในวันนั้นเฟรดดี้ได้พาเราย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็กวัยรุ่นที่รวมหัวกันก่อตั้งกลุ่ม South Side Phuket จนถึงช่วงที่เขากลับมาบ้านเกิดอีกครั้งในฐานะรุ่นใหญ่ที่อยากเห็นวงการฮิปฮอปไทยเติบโตในภายภาคหน้า

 

Freddy V

Welcome to tha South

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก วงการฮิปฮอปในภาคใต้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง

        จริงๆ ก็แทบไม่ต่างจากแร็ปเปอร์รุ่นพี่คนอื่นที่เริ่มมาจากศูนย์เลย South Side Phuket เดิมทีคือกลุ่มฮิปฮอปที่หลงใหลการเล่นสเกตบอร์ดก่อน แต่ทีนี้ด้วยสไตล์การแต่งตัว ด้วยรสนิยมการฟังเพลง ที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านชาวช่องเท่าไหร่ พวกเราก็เลยต้องเกาะกันเอาไว้ เลยกลายเป็นกลุ่มของพวกเราซึ่งตอนนั้นจะมีสมาชิกทั้งหมด 9 คนด้วยกัน     

        ในยุคนั้นขนาดเพื่อนที่ชอบฮิปฮอปว่าหายากแล้ว เพลงฮิปฮอปแทบไม่ต้องพูดถึงเลย จำได้ว่ามียุคหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ตมีบีตให้ใช้แค่ 4 จังหวะเท่านั้น เราก็เลยปล่อยไปทั่วจังหวัดภูเก็ตเลย ให้แร็ปเปอร์กลุ่มอื่นๆ มาแร็ปแข่งกัน จำได้ว่าตอนนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ผมเห็นวงการฮิปฮอปในภาคใต้กับตาครั้งแรก

        แต่สำหรับวง South Side โต้ง (TWOPEE SOUTHSIDE) คือหัวหอกที่อยากทำเพลงก่อน ผมก็เลยเอาด้วยซึ่งตอนนั้นเนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์จริงที่พวกเราเจอ เพราะถ้าคุณดูดีๆ เนื้อเพลงของพวกเรามีแต่เรื่องเด็กตีกัน ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีอิทธิพลกับเรามากจริงๆ 

        กลุ่มฮิปฮอปในสมัยนั้นคือวัยรุ่นที่น่าสงสารมาก พวกเราเหมือนคนนอกที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะโดนมองว่าแตกต่าง มองว่าประหลาดอยู่เสมอ แล้วยิ่งตัวผมที่เป็นลูกครึ่งอิตาลี แทบไม่ต้องพูดถึงเลยไม่ว่าจะเดินไปไหนผมก็โดนแซวตลอด

ดังนั้น เพลงของ South Side เลยเขียนขึ้นมาจากความอัดอั้นภายในใจ

        ไม่ใช่ความอัดอั้นที่แค้นขนาดนั้น แต่มันคือการตอกกลับของพวกเรามากกว่า คิดดู ขนาดวง Thaitanium ที่อยู่กรุงเทพฯ ใส่หมวกเบสบอล กางเกงหลุดตูด ยังโดนแซวเลย แล้วพวกผมที่อยู่ภูเก็ตจะไปเหลืออะไร (หัวเราะ) ภาคใต้ในตอนนั้นพื้นที่ของดนตรียังคงยึดติดอยู่ครับเพลงเพื่อชีวิต เขาฟังกันแค่บ่าววี หลวงไก่ โกไข่กับนายสน ฯลฯ แต่พวกเรา South Side แทบไม่มีที่ยืนในเวทีภาคใต้แม้แต่น้อย นี่ยังไม่รวมถึงชีวิตทั่วไปที่จะต้องโดนแซวตลอดไม่ว่าจะไปไหน จนเราต้องเขียนเพลง ‘ต่อยกับเพื่อนกูมั้ย’ เพราะโดนแซวจนไปมีเรื่องกัน ก็พอมันมาหาเรื่องเราสู้ไม่ได้ก็ต้องไปขอให้รุ่นพี่ในกลุ่มฮิปฮอปมาต่อยให้ นักเลงตัวๆ ไม่มีอยู่แล้ว จริงไหม (หัวเราะ)

 

เพราะความแปลกทำให้กลุ่ม South Side ต้องรักกันใช่ไหม

        ใช่ อาจเพราะด้วยสังคมบังคับให้พวกเราต้องรักกันเข้าไว้ แล้วพวกกลุ่มฮิปฮอปก็ดันแปลกอย่างหนึ่ง พอได้รวมกลุ่มแล้ว ทุกวันนี้ก็ไม่แยกกันสักที South Side ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004 และแม้จะมีแค่เรากับโต้งที่ขึ้นมาทำเพลงต่อที่กรุงเทพฯ แต่ทุกวันนี้กับเพื่อนคนอื่นที่เหลือก็ยังไปนั่งชิล ไปแฮงเอาต์ด้วยกันอยู่เลย

        ดังนั้น เวลาบอกว่า South Side ผมอยากให้บอกชื่อทั้ง 9 คนเลย พวกเราอยู่กับเป็นครอบครัว เหมือน Wu-Tang Clan เวลาจะพูดถึงกลุ่มนี้ก็อยาก Shout Out เพื่อนที่เหลือให้หมดด้วย

 

รายชื่อสมาชิกกลุ่ม South Side

 

Freddy V

ภาพ: Fotofools

ย้อนกลับไป ถ้าตอนนั้นภูเก็ตไม่มีกลุ่ม South Side คิดว่าชีวิตคุณตอนนี้จะเป็นอย่างไร

        พูดตามตรง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะรอดมาถึงวันนี้ไหม (หัวเราะ) ในยุคนั้นการจะโตเพียงลำพังเป็นเรื่องยากมาก ทุกวันนี้คุณยังมีโซเชียลมีเดียในการหากลุ่มเพื่อนที่มีความชอบเหมือนกัน แต่สมัยก่อนไม่มีก็คือไม่มีเลย ดังนั้น การเจอใครสักคนที่เหมือนกันแค่นี้ก็ล้ำค่ามากแล้ว 

        พวกเราเลยไม่ยอมใครเวลาโดนแซว โดนหัวเราะใส่ สมัยก่อนเวลาใส่กางเกงหลุดตูดแค่นั้นก็โดนแล้ว ซึ่งผมก็งงมากว่าเป็นอะไรกันนักหันหนา ดูทุกวันนี้ใส่เสื้อสะท้อนแสงจนกวาดถนนได้อยู่แล้ว กลับยกย่องกันหน้าตาเฉย (หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นเราสมัยก่อนนี้โดนล้อตายแน่นอน

        เชื่อไหมสมัยก่อน ผมโดนแซวถึงขนาดที่ว่าใส่กางเกงหมีคูโบต้าตะกายตึก อะไรก็ไม่รู้ น่าโมโหมาก

“ไอ้สั*นี้มึงหรอยจิงแอ๊ะ ทำเป็นใส่หมวกเอียง ทำเป็นเดินไม่ตรง
เดี๋ยวกูตบให้คอพับ นอนหลับไม่ตื่น แหลงอะไรของมึง
เอ๊า กูฟังไม่รู้เรื่อง รำคาญแล้วเด๊ พ่อเด็กแนวมองไปไม่เข้าท่า”
– เพลง ‘ต่อยกับเพื่อนกูมั้ย’

เชื่อไหมทุกวันนี้ถ้าไปถามเด็กสมัยนี้เขาก็ยังรู้จักเพลง ต่อยกับเพื่อนกูมั้ย อยู่เลย คิดว่าอะไรที่ทำให้เพลงของคุณมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นยุคนี้อยู่

        ผมว่าเราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแค่ในกลุ่ม South Side แต่เราพูดเรื่องที่เกิดตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ยันรุ่นน้อง จนถึงปัจุบัน ปัญหาของวัยนักเลง วัยฮอร์โมนมีทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ห้ามกันไม่ได้หรอก แล้วยิ่งแถวบ้านผม คุณเข้าใจไหมนักเลงแบบเด็กใต้สวนยาง (หัวเราะ) สู้กันแบบคลุกฝุ่นอยู่แล้ว เพลงเราเลยดูสนุก ดูเถื่อน 

        ทั้งที่ความจริงผมสาบานและขอพูดอย่างเปิดอกเลยว่า ทุกอย่างเกิดมาจากความเปรี้ยวตีนทั้งนั้น ความจริงพวกเราไม่ได้เจ๋งอะไรเลย กลุ่มเราเคยนิยามกันเล่นๆ ว่าเพลงพวกเรามีสไตล์แบบ หัวด* คือกัดเขาไปเรื่อย แต่เอาเข้าจริงก็สู้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) คือพวกเราไม่มีอะไรเลยจริงๆ ใครจะยิงกันก็ยิงไป พวกเรามีแค่ปืนแก๊บจุดไฟแช็กของรุ่นพี่ (บังซี้ด) เอาไว้ขู่คนอื่นแค่นั้น แต่กลับได้ผลเพราะเวลารุ่นพี่คนนี้ถือโคตรน่ากลัว ไม่เชื่อคุณลองดูรูปสิ

Freddy V

จาก Hiphop Crew ในภาคใต้ ความฝันขยับขยายมาสู่กับทำเพลงเป็นอาชีพได้อย่างไร

        ตอนแรกผมวางแผนไว้ว่าจะไปเรียนออกแบบภายในที่ประเทศออสเตรเลีย โต้งก็จะไปเรียนเกี่ยวกับอาหารที่นิวยอร์ก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงกะทันหันหมดเลย เพราะหลังจากเราโดนคนรอบตัว โดนคนในบ้านแซวมาตลอดว่ากลุ่มฮิปฮอปที่ทำอยู่จะไปได้สักกี่น้ำ “มึงฟังเพลงอะไรของมึงวะ ฉึกกะฉึกกะฉึก (เสียงสแครชแผ่น) ทั้งวัน ไร้สาระ” ผมเจอคำนี้เข้าไปสะอึกขึ้นมาเลย ประกอบกับความที่ผมเป็นพวกไม่ยอมคน เวลาเจอใครมาดูถูกหรือหยามในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ชอบเกิดความรู้สึกที่ว่า ‘เดี๋ยวคอยดู’ อยู่ตลอด

 

Freddy V

What’s Up BKK

หลังจากนั้นพวกคุณทั้งคู่ก็เลยทิ้งแผนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเลยเหรอ

        ใช่ โต้งก็บ้าตามผมเหมือนกัน (หัวเราะ) จากนั้นผมก็เริ่มทำเพลงปั๊มลงแผ่น ปกก็เอาไปให้บังซี้ดวาดให้ทำกันเองแบบบ้านๆ แล้วพอกรุงเทพฯ มีงาน Fat Festival เราก็เอาแผ่นไปวางขาย ได้เงินมาหลายพันบาท ก็ถ่ายรูปอวดเงินบนเตียงแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว 

        แล้วหลังจากนั้นเราก็เครื่องติดเลย เหมือนได้น้ำมันแล้วไปต่อ จนวันที่วง Thaitanium ได้มาเล่นที่ภูเก็ตเราก็เอาแผ่นไปให้เขา ที่สำคัญพวกเราขอขึ้นไปเล่นเปิดให้ด้วยตามสไตล์กล้าได้อายอด ก่อนที่จะเป็นคอนเสิร์ตที่ต่อยอดให้เรากลายเป็นวง South Side ในปัจจุบัน

เส้นทางในโลกดนตรีของ South Side กำลังไปได้สวยอย่างที่หลายคนเห็น แต่ทำไมคุณถึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่อิตาลี

        ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เลย ผับก็ไม่ค่อยชอบเที่ยวจนเพื่อนในกลุ่มชอบเรียกผมว่าตัวละครลับ เพราะเวลาไปเที่ยวไหนก็จะขอตัวกลับก่อนเสมอ แต่ในการเป็นศิลปินทำแบบนี้ไม่ได้ เราต้องออกไปเจอผู้คนบ้างเพื่อรู้จักคนในวงการให้มากขึ้น ซึ่งขัดกับผมที่เป็นพวกเล่นเสร็จแล้วกลับบ้านเลย 

        เอาเป็นว่าผมชอบดนตรี แต่ผมไม่ชอบทุกอย่างที่มาพร้อมกับดนตรี ผมไม่ค่อยชอบชีวิตของนักดนตรีสักเท่าไหร่ ประกอบกับหลังจากพิสูจน์ให้ที่บ้านดูมาสักระยะหนึ่งแล้วว่าเราสามารถหากินกับดนตรีฮิปฮอปได้จริง ก็เริ่มอยากกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน เพราะครอบครัวก็มีร้านอาหารที่อิตาลีรอให้สานต่อ 

        เป้าหมายของผมในตอนนั้นคือไปตั้งตัวที่อิตาลีก่อนแล้วค่อยกลับมา ‘รันวงการ’ ในจังหวัดภูเก็ต เพราะสุดท้าย ในทุกวันนี้ผมตอบตัวเองได้แล้วว่าเรารักจังหวัดนี้มากที่สุด ชอบวิถีชีวิต ชอบความเชื่องช้า ชอบความบ้านๆ ของภูเก็ต

        แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นผมต้องกลับไปเป็นคนแปลกหน้าอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้คำว่าชีวิตให้ครบถ้วนเสียก่อน

Freddy V

Life in Italy

ชีวิตในอิตาลี คุณวางแผนไว้อย่างไรบ้าง

        ผมบอกกับแม่เลยว่าเราต้องไปเป็นคนแปลกหน้า จะหายไปจากสังคมไปใช้ชีวิตอยู่ในหลังครัว จริงๆ ผมเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการเรียนต่อ แต่เป็นการเรียนผ่านประสบการณ์ ผ่านการเปิดโลก เพราะผมจะไม่เรียนทำอาหารจากในโรงเรียนเท่านั้น ผมต้องได้ลองใช้ชีวิตอยู่ในก้นครัวตั้งแต่หั่นผัก ล้างจานเลย อยู่ที่นั่นผมทำทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ล้างจาน ทำความสะอาดครัว ตัดหัวปลา ถอดเครื่องในปลา ผ่าหอยเม่นและแยกหนามเม่นทะเลออกจากไข่หอยเม่นทีละเส้นๆ ซึ่งทำมาหนึ่งกะละมัง เหลือได้กินจริงๆ เท่ากระปุกยาหม่อง พอทำเสร็จหันไปมองผลงานแล้วโคตรเหนื่อยเลย (หัวเราะ)

เล่าสังคมมาเฟียในอิตาลีให้ฟังหน่อย ในฐานะที่คุณก็นามสกุลวาสซานโล ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในอิตาลี

        ผมขอเล่าในฐานะคนที่เคยศึกษาและเคยเห็นบ้างดีกว่า

        ย้อนกลับไปสมัยก่อนอิตาลีเป็นเมืองขึ้นที่ดูแลโดยประเทศสเปน ซึ่งคนในอิตาลีก็จะเกิดการแย่งพวกกันเป็น Kingdom of the Two Sicilies ซึ่งจะมีฝั่งทหารของสเปนที่ปกครองประเทศ รวมไปถึงชาวบ้านอิตาลีเองที่บางกลุ่มก็ไม่ถูกกับทหารเท่าไหร่ เพราะบ่อยครั้งที่ทหารสเปนเหล่านี้รังแกคนอิตาลีอย่างไม่มีทางสู้ ทำให้คนในเมืองก็ต้องไปพึ่งพ่อบุญธรรมหรือดอน (Don) จัดการปัญหาให้ พูดง่ายๆ ก็เหมือนตำรวจชาวบ้านที่คอยดูแลเรา เพียงแค่ต้องมีการจ่ายส่วยเป็นค่าตอบแทน

        แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้แล้ว มาเฟียในปัจจุบันมีความเป็นกองโจรมากขึ้น ผมใช้ชีวิตอยู่ในตลาดบัลลาโร เมืองปาร์แลโมที่มีการเก็บค่าคุ้มครองจริง มีการสู้กับมาเฟียจริง มีการเผาบ้านจริง บางร้านไม่จ่ายส่วยมีการระเบิดรถ จับหมามาฆ่าจริง เวลาจะเข้าเมืองเขายังไม่ให้ใส่หมวกกันน็อกเลยเพราะเขากลัวว่าจะไปยิงคนอื่นในเมือง

การที่เป็นคนแปลกหน้าเกือบ 2 ปี คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

        ผมเป็นคนชอบวิถีชีวิตแบบ พี่เร แม๊คโดแนลด์ ที่มีกระเป๋าหนึ่งใบ ค่ำไหนนอนนั่น ตอนอยู่อิตาลีผมก็ทำตามพี่เขาเลย ตอนแรกอยู่มิลาน ก็เดินทางไปซิซิลีไปขอทำงานให้ฟรีซึ่งเขาเอาอยู่แล้วมีเด็กฝึกงานมาขอช่วยทำงานให้แบบนี้ (หัวเราะ) ทำไปได้สักพักก็ขอออกไปทำร้านอีกที่ในอีกเมือง เป็นการชีวิตในอิตาลีวนอยู่แบบนั้นเลยสนุกมาก สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตแบบนี้คือ คนพลังงานบวกจะดึงดูดคนพลังงานบวกเข้าหากัน ผมพิสูจน์แล้วว่าถ้าไปด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดี อย่างไรเขาก็ตอบรับเราดีไม่แพ้กัน 

        อีกอย่างคือเราได้เห็นค่าความลำบากมากขึ้น เห็นค่าของเงินมากขึ้น เห็นความโชคดีมากขึ้น และได้รู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกไม่มีที่ไหนสบายเท่าบ้านเรา 

       เหมือนประสบการณ์หลายอย่างในอิตาลี ทำให้ผมรู้ว่า ‘คิดถึงเมืองไทยว่ะ อยากกลับไปกินข้าวไข่เจียวแล้ว’

Freddy V

ความคิดถึงบ้านเลยเป็นเหตุผลที่คุณตัดสินใจกลับมาเหรอ

        ใช่ (หัวเราะ) แต่ตอนกลับมาเราก็ยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่ เพราะเป้าหมายตอนนี้คือไม่ได้อยากเป็นศิลปินขนาดนั้นแล้ว เราอยากกลับมาพัฒนาวงการฮิปฮอปในภาคใต้มากกว่า ทุกวันนี้เวลามองไปภาคอื่นเขาก็มีพื้นที่ให้เด็กฮิปฮอปแสดงออกเต็มไปหมด ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมภาคใต้ถึงไม่มี ก็เลยมาตั้งบริษัทกับเพื่อนเพื่อจัดงานในภาคใต้

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องมา ‘รันวงการ’ ในบ้านเกิดของตัวเอง

        เวลามีคนบอกว่าพี่เฟรดดี้เป็นรุ่นใหญ่ ทุกครั้งผมจะสงสัยเสมอว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นรุ่นใหญ่ เพราะเราแก่เหรอ ครั้งหนึ่งยายผมเคยเล่าให้ฟังว่า สิงโตหน้าวัดก็อยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่เห็นจะมีใครไหว้เลย ดังนั้น อย่าแก่แบบกะโหลกกะลาเพียงแค่เกิดก่อน ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นด้วย

        ทุกวันนี้อาจจะไม่ได้เป็นศิลปินจริงจังแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ในวงการฮิปฮอปไม่ได้ เรายังสามารถ รันวงการด้วยวิธีอื่นอยู่ สุดท้ายผมไม่ได้อยากให้ฮิปฮอปเป็นแค่แฟชั่น แต่อยากให้เป็นแพสชันที่ฝังอยู่ในรากของวัฒนธรรมไทย ไม่อยากให้เป็นกระแสเพียงชั่วคราวแล้วดับไป อยากให้คนทุกยุคทุกสมัยในอนาคตข้างหน้า มีเพลงฮิปฮอปฟังกันอย่างไม่ขาดสาย

 

Freddy V

 

“กูจะเหมือนออกซิเจนให้กับวงการฮิปฮอปไทย เขาเรียกกูมาสานต่อ เรียกกูว่าคลื่นลูกใหม่
Rap is my life แล้วกูจะกู้ชีพมันเหมือนกับหน่วยกู้ภัย ที่ทำไป แม้ไม่ได้กะตังค์
F**k the ผลตอบแทน กูไม่ต้องการอะไร get the DJ up and just pass the mic”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง