Srirajah Rockers x Bomb at Track การปะทะกันของสองแนวดนตรีที่แตกต่างสุดขั้ว แต่มีอุดมการณ์เดียวกัน

The Guest
17 Apr 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ภาสกร ธวัชธาตรี

หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจที่สุดของแวดวงดนตรีอินดี้ไทยทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นงาน Fungjai Crossplay Festival เทศกาลดนตรีจากฟังใจที่รวมศิลปินอินดี้ชื่อดังมากมายมาแลกเพลงกันเพื่อนำไปเรียบเรียงสร้างสรรค์ใหม่ในฉบับของแต่ละคน และได้รับการตอบรับที่ดีมาตลอดทั้งจากศิลปินที่มาเข้าร่วมและผู้ฟัง จนถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 แล้ว

ในปีนี้มีไลน์อัพศิลปินที่ถูกเลือกมาครอสกันอย่างน่าสนใจมากมาย โดยสองวงที่ต้องมาครอสกันอย่าง Srirajah Rockers กับ Bomb at Track จะนับว่าเป็นมวยถูกคู่ก็ไม่ผิด เพราะถึงแม้แนวดนตรีของทั้งสองวงจะต่างกันสุดขั้ว ด้านหนึ่งเป็นเร็กเก้ที่มีจังหวะเนิบช้าฟังสบายพอได้ขยับสนุก กับอีกด้านเป็นแร็ปเมทัล ที่มีความหนักหน่วงของดนตรี ได้โยกกันอุตลุด แต่สิ่งที่น่าสนใจของทั้งสองวงนี้คือ เนื้อร้องที่พรั่งพรูจากความเป็นจริงของสัจจะแห่งชีวิต และการปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นของสังคม ในมิติที่นอกเหนือไปจากความรัก อันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองวงที่คนฟังพูดถึง

น่าสนใจว่าทั้งสองวงจะตีความบทเพลงของกันและกันในฉบับตนเองอย่างไร และพวกเขามีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการวิพากษ์สังคมในรูปแบบศิลปะอย่างดนตรีที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ ในยุคที่สังคมปราศจากการวิพากษ์มากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นนี้บ้าง

Srirajah Rockers Bomb at Track

 

ก่อนที่จะมาร่วมครอสกันในโปรเจ็กต์นี้ พวกคุณมีมุมมองหรือภาพที่คิดไว้ของกันและกันอย่างไรบ้าง

     Srirajah Rockers: พวกเราเองได้เห็น Bomb at Track ครั้งแรกบนยูทูบในเพลง อำนาจเจริญ เมื่อประมาณสองปีก่อน ส่วนตัวพวกเราชอบเพลงฮาร์ดคอร์หรือเมทัลกันอยู่แล้ว ถ้าเราอายุเท่าน้องๆ เขาตอนนี้ก็คงจะทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน เพราะเราก็โตมากับวงดนตรีเมทัล แต่ในยุคนั้นไม่มีวงไหนที่แต่งเพลงภาษาไทยเข้าไปในดนตรีได้สมบูรณ์ขนาดนี้ พอมาเห็น Bomb at Track เลยรู้สึกเหมือนว่าพวกเขามาทำความฝันเราอีกอันที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ แล้วทำถึงด้วย เพราะที่ผ่านๆ มาก็ไม่มีวงฮาร์ดคอร์ที่กระชากใจสักเท่าไหร่

 

     Bomb at Track: ถึงภายนอกทุกคนจะมองว่าพวกเราเป็นวงดิบๆ เถื่อนๆ แต่จริงๆ แล้วก็ฟังเพลงหลายสไตล์ ซึ่ง Srirajah Rockers ก็เป็นอีกวงหนึ่งที่พวกเราฟังและเป็นแฟนเพลง ทั้งดนตรีแล้วก็เนื้อหา ยิ่งพอได้เจอพี่ๆ ก็ยิ่งรักวงนี้เข้าไปอีก เพราะตอนแรกพวกเรารู้จัก Srirajah Rockers ในยูทูบเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้ดูเล่นสด จนมีอยู่งานหนึ่งที่ตามโปรแกรมพวกเราจะเล่นเวทีเล็กอีกเวทีหนึ่ง พี่ๆ Srirajah Rockers ก็เล่นเวทีใหญ่อีกเวทีหนึ่ง อยู่ดีๆ มีเหตุขัดข้องอะไรบางอย่าง แล้วปรากฏว่าพวกเราได้เปลี่ยนไปเล่นเวทีใหญ่ เวทีเดียวกับพวกพี่ๆ ก็เลยดีใจมาก แล้วเราชอบการเล่นสดบนเวทีของพี่ๆ มาก ทั้งซาวนด์ ทั้งเครื่องดนตรีที่เลือกใช้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งบวกกับ performance ยิ่งชอบ เหมือนทุกคนโดนดูดเข้าไปในโลกของพี่ๆ เลย

 

ทำไมถึงตัดสินใจเลือกกันและกันมาครอสในโปรเจ็กต์นี้

     Srirajah Rockers: ตอนแรกก็มีหลายวงมากที่คิดจะเลือก เราก็คุยในวงกันว่าต้องมาคิดดีๆ ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร สุดท้ายเราต้องการคนที่คิดไปในทางที่ใกล้เคียงกันที่สุด คือถ้าให้ไปทำกับศิลปินคนอื่นอาจจะยากกว่า สุดท้ายก็เลือกเพลง ฆาตกรคีย์บอร์ด อันนี้ยอมรับเลยว่าเราเอาเนื้อเพลงน้องๆ มาแต่งโคตรยาก เพราะว่ามันเป็นเนื้อแร็ป แต่เราคิดว่าถ้าเอาเนื้อเพลงของน้องๆ มาลองมาใส่ทำนองแบบ Srirajah Rockers ก็อาจจะทำให้เนื้อเพลงน่าสนใจขึ้น จริงๆ ก่อนหน้าจะมีโปรเจ็กต์ก็เคยคุยกับเขาไว้แล้วว่า เฮ้ย มึงแลกเพลงกับกูไหม น่าสนุกนะ คือต่างคนต่างสนใจซึ่งกันและกันอยู่แล้ว สายเหลืองๆ (หัวเราะ)

 

     Bomb at Track: ตอนที่รู้ว่าพี่ๆ เลือกพวกเราก็ดีใจมาก แล้วก็ตื่นตัวกันเลยว่าจะเอาเพลงอะไรของพี่ๆ มาทำกันดี ก็ไปนั่งฟังเพลงเก่าๆ ของ Srirajah Rockers แล้วก็ส่งให้โหวตกันในวงก่อน สุดท้ายก็มีแค่เพลง Destroy Babylon ที่ทุกคนใจตรงกันหมดเลย เราว่าดนตรีกับเนื้อเพลงน่าจะไปด้วยกันได้ องค์ประกอบก็คล้ายกัน

 

พอเลือกเพลงมาแล้ว มีวิธีตีโจทย์ในสไตล์ของวงตนเองกันอย่างไร แล้วมันยากง่ายขนาดไหน

     Srirajah Rockers: มันยากที่เนื้อเพลงยาว 7 นาที ตอนแรกคิดกันว่าจะตัดดีไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ เอายาวๆ แบบนี้แหละ อีกอย่างคือเนื้อเพลงก็เป็นแร็ป คำจะค่อนข้างถี่ เราก็เอามาทำเป็นเมโลดี้ แล้วก็มีการคอรัสกันในแบบของเรา คือเร็กเก้ ตอนทำพวกเราก็เอาเนื้อมานั่งอ่าน ค่อยๆ คิดคอร์ด เข้าจังหวะ แล้วก็โหวตกัน คอร์ดนี่หวานไปไหมวะ เออ คอร์ดนี้ดี ก็ลองทำกันเหมือนเล่นสดเลย เราจะไม่เอามาขัดถูจนเยอะเกินไป

 

 

     Bomb at Track: จริงๆ ก็คล้ายๆ กัน ปกติเพลงของเราจะเนื้อเพลงเยอะมาก เพราะท่อนมันจะพอดีกับดนตรีที่เราคิด ส่วนอันนี้ถ้าไปฟังดีๆ ท่อนมันจะไม่เหมือนเพลงอื่นที่เราทำ มันจะมีความเซอร์ไพรส์บางอย่าง เช่น อยู่ๆ ก็เข้าโซโลเลย หรือจู่ๆ ไปท่อนนี้เลย ตอนทำก็คล้ายๆ พี่ๆ คือตอนแรกเล่นแจมกันไปก่อน เพราะไม่เคยเอาเพลงแนวอื่นมาทำ เพลงนี้มีความโชคดีบางอย่างคืออินโทรของเพลงหรือบางท่อนที่เป็นเครื่องเป่า เราก็เอามาทำได้ค่อนข้างลงตัว ตอนแรกคุยกันว่า เนื้อมันน้อยไป จะแต่งแร็ปเพิ่มไหม อยากแต่งนะ แต่กลัวจะไม่ถึงพวกพี่ (หัวเราะ)

 

 

คนฟังก็จะมองว่าเป็นมวยถูกคู่ ถึงแนวดนตรีจะต่างกัน แต่ว่าในแง่ของเนื้อเพลงทั้งสองวงก็จะมีความวิพากษ์สังคม พูดถึงแง่มุมชีวิต ทำไมพวกคุณถึงเลือกที่จะทำเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวต่างจากเพลงทั่วไปที่มักพูดถึงความรัก

     Srirajah Rockers: เราเบื่อเพลงรัก มันมีความเบื่อด้วยตัวเอง ไม่ได้ดัดจริต เพราะรู้สึกว่าซ้ำไปซ้ำมา พูดถึงเรื่องเดิมๆ ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันจะไปฆ่าตัวตาย ฉันคิดถึงเธอ เราคิดว่าเขาทำกันเยอะแล้ว ก็เลยอยากทำอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่ามีอะไรหลายอย่างมากที่น่าพูด แต่คนที่ทำเพลงรักไม่ได้ผิดนะ ก็แล้วแต่ใครจะเลือกฟังอะไรก็ได้ แต่สำหรับเรา เราเหมือนถูกกำหนดมาว่าต้องทำแบบนี้ ถ้าทำแบบอื่นจะรู้สึกผิด แล้วไม่สบายใจ ไม่ได้กระแดะ แล้วต้องทำให้ดี ต้องทำให้คนเกิดกระบวนการคิด อย่างเนื้อเพลง พยายามเขียนให้ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีทำให้เกิดกระบวนการคิดอะไรบางอย่าง อาจจะไม่เหมือนเพลงเพื่อชีวิตแต่ก็เหมือนเพลงเพื่อชีวิต งงไหม (หัวเราะ)

 

การจะมีสายตาในการเขียนเพลงแบบ Srirajah Rockers ควรต้องเป็นคนที่เข้าใจชีวิตในระดับหนึ่งหรือต้องผ่านความเลวร้ายในชีวิตมาก่อนหรือเปล่า

     Srirajah Rockers: เราคิดว่าชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจจะเข้าใจเร็วหน่อย บางทีเรื่องที่เราเขียนก็ใช่ว่าจะทำได้หมด เราก็อาจจะไม่ได้เข้าใจทุกอย่าง แต่มันคืออุดมคติที่ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าทำได้ สังคมคงจะดีขึ้น หรือถึงจะไม่ได้ดีขึ้นก็ช่างแม่ง แต่คิดว่าควรจะทำแบบนี้ต่อไป ความเลวร้ายที่แต่ละคนเจอก็ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเจอความลำบาก อุปสรรค หรือปัญหาไวเท่าไหร่ ก็น่าจะมองเกมได้ง่ายขึ้น และเข้าใจปัญหา ระบบ กฎของธรรมชาติ หรือสัจจะของธรรมชาติมากขึ้น มึงเกิดมาแล้วมึงต้องตาย ง่ายๆ แค่นั้น อาจจะไม่ต้องเป็นคนที่เดินทางทั่วโลกก็ได้ ไม่จำเป็น แต่การเดินทางหรือการมีประสบการณ์ก็จำเป็น (นิ่งคิด) เหมือนอ่านหนังสือนะ แต่อ่านหนังสือคือการฟังเรื่องของคนอื่น ส่วนอันนี้เราไปเจ็บเอง เป็นการข้ามปัญหาไปทีละนิดๆ จนเรารู้วิธีแก้ปัญหา และเข้าใจเอง เป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้อง โห กูเข้าใจโลก จริงๆ อาจจะไม่เข้าใจก็ได้

 

แล้วอย่าง Bomb at Track ที่คนจะมองว่าเป็นเพลงของการวิพากษ์สังคม แสดงว่าเราต้องถึงจุดจุดหนึ่งที่เรารู้สึกเบื่อ หรือไม่พอใจอะไรบางอย่าง ถึงได้ลุกขึ้นมาทำเพลงหรือเปล่า

     Bomb at Track: เกิดจากเต้ (นักร้องนำ) อินในสถานการณ์นั้นๆ ในแต่ละช่วง มีช่วงหนึ่งที่เขาเล่นเฟซบุ๊กแล้วมีเหตุการณ์หนึ่งดังมาก ซึ่งตอนแรกเห็นแต่หัวข้อก็ปกติ แต่พอกดไปอ่านดูก็รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่ยุติธรรมกับสังคมเท่าไหร่ ก็เริ่มฉุกคิด เต้ก็เลยเขียนเพลงขึ้นมา ซึ่งก็คือเพลง อำนาจเจริญ เหมือนระบายอารมณ์ผ่านทางการเขียนเพลง

     เรารู้สึกว่าอยากทำดนตรีหนักๆ อยู่แล้ว พอลองเอาแร็ปมาใส่มันดันเข้ากัน อีกอย่างก็รู้สึกว่าการแร็ปคือการเล่าเรื่องที่จะเยอะหรือน้อยก็ได้ แต่ว่ามีการเดินทางผ่านการเล่าเรื่อง เพราะว่าพอพูดถึงเรื่องสังคมเราจะรู้สึกถึงความอันตรายหรือความไม่ยอม ความอยุติธรรม ความในใจอะไรบางอย่าง มันมีความกระแทกและแรง พอเอามาใส่กับดนตรีหนักๆ ที่เราชื่นชอบ ได้ตะโกน ได้ปลดปล่อยสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ก็รู้สึกว่ากลมกล่อมแล้วไปด้วยกันได้

 

 

ถ้าเราจะสะท้อนภาพสังคมทุกวันนี้ การวิพากษ์อย่างเสรีไม่ว่าจะในรูปแบบของศิลปะหรืออะไรก็ตามเป็นสิ่งสำคัญของสังคมมากน้อยแค่ไหน

     Srirajah Rockers: สำคัญมาก ถ้าอยู่จุดนี้แล้วถ้าไม่สามารถวิพากษ์หรือออกความเห็นได้ก็แย่นะ ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะพูดในสิ่งที่รู้สึกว่าไม่โอเคในสังคมเรา ในบ้านเมืองเรา แต่ก็ต้องคิดก่อนพูดหรือก่อนออกความเห็นสักนิด สมมติเราจะวิพากษ์ ก็ต้องไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดขนาดนั้น มันจะเป็นการวิพากษ์ที่แฟร์สำหรับการรักษามิตรภาพ

     สมมติว่าถ้าพูดถึงการเมือง แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกันถูกไหม แต่เราจะคุย จะสร้างมิตรภาพยังไง เราต้องคิด อย่างคนในวงเอง เมื่อก่อนก็อาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ เราก็คุยกันว่า อ๋อ มึงคิดแบบนี้เหรอ แค่นั้น เราว่าสำคัญตรงที่การรักษามิตรภาพ รักษาบรรยากาศ บางทีถ้าเราด่าไป มันย้อนกลับมา ตูม! ก็เป็นดาบสองคมได้

 

     Bomb at Track: เหมือนพูดถึงการยอมรับคนที่แตกต่างกว่า เรารู้สึกว่าในชีวิตประจำวันที่เจอ ผู้ใหญ่ เพื่อน หรือรุ่นน้อง การพูดกันหรือถกเถียงจะมีข้อคิดเห็นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราใช้อารมณ์เป็นสิ่งแรกที่ดึงออกไป ก็เหมือนที่พี่ๆ บอกเรื่องมิตรภาพ อาจจะเกิดข้อขัดแย้งได้ เอาจริงๆ ขัดแย้งอยู่แล้วล่ะ แต่เราเลือกจะขยี้ความขัดแย้งนั้นต่อไปหรือเปล่า บางเรื่องสมควรพูดก็พูดได้ แต่คิดก่อนก็ดี ไม่ต้องไปพูดตามความสุดโต่งของอารมณ์ขณะแรกก็ได้ ไม่ตึงเกิน ไม่หย่อนเกิน ถ้าหย่อนเกินไปก็เรียกร้องยากหน่อย แต่ถ้าสมมติเราตึงไป สุดไป พวกเราอาจจะโดนยิงบนเวทีได้ ใช่ไหม เห็นหลายคนแล้ว

 

Srirajah Rockers Bomb at Track

 

สังคมที่พวกคุณอยากเห็นจริงๆ ในอนาคตเป็นอย่างไร

     Bomb at Track: ไม่รู้นะว่าควรจะเป็นยังไง แต่แค่หวังมากกว่า เราพูดถึงจิตใจคนแล้วกัน เราหวังว่าคนจะมีน้ำใจมากกว่านี้ คิดถึงส่วนรวมมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง หรือเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ยกตัวอย่างการขับรถก็ได้ ถ้ามีน้ำใจมากกว่านี้ คนก็คงไม่ลงมาเอาดาบไล่ฟันกันบนถนน ไปจี้ตูดกัน ไม่เบียดกันไปมา

 

     Srirajah Rockers: อยากให้ยอมรับข้อแตกต่าง และไม่พยายามบอกว่าเราแตกต่างแล้วต้องแบ่งว่าใครเป็นใคร สีอะไร แค่ยอมรับแล้วมีสติในการควบคุมอารมณ์ อย่างที่ Bomb at Track บอกเรื่องการขับรถ มันเกิดจากอารมณ์ ทุกคนมีอารมณ์ แต่เลือกจะใช้มันได้ แล้วก็ต้องให้เกียรติกัน เคารพกัน ไม่ต้องเดินถือดอกไม้ยิ้มให้กันตลอดก็ได้

     ยุคนี้คนมีความชาตินิยมมากขึ้น แต่ชาตินิยมบนกองเถ้าถ่านก็ไม่ไหว รักชาติแต่ต้องถูกวิธี แล้วก็วิพากษ์ผ่านดนตรี ใส่เนื้อเพลงพูดอ้อมๆ เข้าไป ถ้ายังทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว สมัยก่อนคาราบาวแต่งเพลงบางเพลงแล้วโดนสื่อช่องนั้นช่องนี้แบน โดนทหารแบน คือเหมือนกรอบที่วางไว้ถ้าไม่เหมือนกันก็ผิด แต่ตอนนี้มันหลากหลาย อิสระ เข้าถึงได้ง่าย

 

ถ้าเหตุการณ์เดิมๆ ที่เราไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือวิพากษ์กลับมาอีก คุณคิดว่าเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรในการใช้ชีวิตเพื่ออยู่ในสังคมเช่นนั้น

     Srirajah Rockers: สู้ได้ก็สู้ ถ้าเราต้องเรียกร้องหรือทำอะไรบางอย่างก็ต้องทำ เช่น พวกเรามีหน้าที่เล่นดนตรี ทำเพลง บ้างมีหน้าที่เป็นสื่อ ก็ต้องตรงไปตรงมา ทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่ทำเพื่อแค่เงิน ยศ ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่านิ่งเฉย อย่าปล่อยผ่าน อะไรที่ทำให้เราเดือดร้อน หรือคนรอบข้างเดือดร้อน อย่าปล่อย เราทำเต็มที่ของเรา อย่าให้ใครเดือดร้อน

 

     Bomb at Track: ทำเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่แค่วงดนตรีเท่านั้นที่จะช่วยกัน ยังมีอีกหลายบุคคล หลายอาชีพที่ช่วยกันอยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้ออกมายืนข้างหน้าแค่นั้น อย่างพวกเราเอง คนอื่นเขามีโอกาสเห็นพวกเรา แต่บางคนที่ทำแต่ไม่ได้ออกสื่อ เขาก็เป็นดวงไฟเล็กๆ เหมือนกัน แล้วดวงไฟหลายๆ ดวงรวมกันวันหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นมา ยังไงก็ช่วยกันได้

 

เหมือนโปรเจ็กต์ Fungjai Crossplay ที่เอาความแตกต่างมาร่วมกันได้ อยากทราบว่าความสนุกของโปรเจ็กต์นี้คืออะไร

     Srirajah Rockers: สำหรับพวกเราคือการได้ทำเพลงกับ Bomb at Track จบเลย เพราะรู้สึกว่าเรากำลังเดินไปในทางเดียวกัน แล้วเขาทดแทนสิ่งที่พวกเราอยากทำตอนเด็กแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ทั้งดนตรี ทั้งเนื้อ แล้วก็รู้สึกสนุกที่เขาจะได้เอาเพลงของเราไปทำด้วย พวกเราจะรอแดนซ์หน้าเวทีนะ (หัวเราะ)

 

     Bomb at Track: ยังจำความรู้สึกแรกตอนที่รู้ว่าได้ครอสกับพี่ๆ ได้ เหมือนเรามองภาพอนาคตไปแล้วว่าต้องสนุกแน่เลย เพลงเราจะเป็นยังไง เพลงพี่เขาจะเป็นยังไง นึกถึงตอนเล่นสด นึกถึงฟีดแบ็กจากคนดู หรือหลังจากนี้จะมีอะไรดีๆ เข้ามาอีก ขนาดบางเรื่องที่ยังไม่เกิดก็รู้สึกสนุกแล้ว หรือแค่มานั่งคุยกันก็สนุกแล้ว

 

     Srirajah Rockers: ที่บอกว่าให้วงใหญ่เลือกวงเล็กอะไรแบบนี้ สำหรับเราคือไม่มีใหญ่ไม่มีเล็ก เราเท่ากัน ตอนนี้พวกเราสามสิบกลางๆ ห่างจากน้องๆ 10 กว่าปี แต่เป็นเพื่อนกันยังได้ ขอเป็นเพื่อนกันเถอะนะ พวกกูจะได้หนุ่มขึ้นไง (หัวเราะ)

 

Srirajah Rockers Bomb at Track

Srirajah Rockers Bomb at Track

 

ถ้าให้แต่ละวงเลือกท่อนเพลงที่ชอบที่สุดของเพลงที่เราเลือกมาครอส จะเลือกท่อนไหน เพราะอะไร

     Srirajah Rockers: ‘ไอ้พวกที่ตามกระแส ด่าคนอื่นเอามัน ไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง แล้วเสือกสวมยศเป็นผู้พัน’ ท่อนนี้ติดหู ไม่รู้ทำไม แต่ท่อนที่หนักแน่นที่สุด แล้วแม่งสัจจะมาก คือ ‘เพราะความคิดคนมันห่วย สังคมเลยห่วยแตก’ มันคือบทสรุปจริงๆ ว่าทุกอย่างมาจากความคิด ความคิดไปสู่การกระทำ ถ้าคิดดีก็ทำดี แต่คิดห่วยก็ห่วย ในสังคมแม่งมีดีและไม่ดีใช่ไหม แต่ภาพรวมคือคนคิดห่วย ไม่ได้ว่าใครนะ บางทีเราเองก็ห่วย เราห่วยเพราะเราตกเป็นทาสกิเลส ทาสความต้องการต่างๆ ที่เราสับขาหลอกตัวเอง

 

     Bomb at Track: ‘ดุ่มเดินลุยๆ กันไป ไปตามทำนองละครความจริงที่แสนร้ายกาจ’ ประโยคดูเศร้าดี เศร้าจากคำที่แฝงอยู่ข้างใน กับท่อน ‘เมื่อเรานั้นเวียนวนอยู่ในป่า ระบบบัญชาเปลือกของใครดีกว่า’ มันเห็นเป็นภาพคนตัวเล็กๆ อยู่ในระบบอะไรบางอย่างที่กำลังดำเนิน หรือฟันเฟืองที่มันหมุนไปเรื่อยๆ ชัดเจนเลย

 

คอนเสิร์ต LEO X Crossplay 3 Festival ที่กำลังจะเกิดขึ้นมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

     Srirajah Rockers: โห เร็กเก้กับแร็ปเมทัล ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว มันมีความตื่นเต้นมากอยู่แล้ว การที่ได้เห็นศิลปินที่ตัวเองชอบทั้ง 2 วงเอาเพลงมาทำด้วยกัน แล้วที่แน่ๆ จะได้ฟังในงานวันนั้นแบบสดๆ มันเป็นดีกรีที่คล้ายกันแม้ประเภทดนตรีจะต่างกัน แต่เรื่องที่จะสื่อสารคือเรื่องประเภทเดียวกัน มีจุดร่วมเดียวกัน ก็น่าจะเดือดดาลอยู่ วอร์มร่างกายดีๆ แล้วขอให้ทุกคนพกมีด พกปืน เข้ามา ล้อเล่นนะ (หัวเราะ)

 


LEO X Crossplay 3 Festival

     Max Jenmana: Lover Boy x Phum Viphurit: Wine

     Greasy Cafe: อย่าเลย…อย่าทรมาน x Moving and Cut: นิรันดร์

     Srirajah Rockers: ฆาตกรคีย์บอร์ด x Bomb at Track: Destroy Babylon

     Slur: ช่วงเวลา x Zweed n’ Roll: โปร่ง

     Yellow Fang: Gang x Young Bong: แค่เพียง

 

รายละเอียดงาน LEO x Crossplay 3 Festival

     วันที่: 8 มิถุนายน 2562 สถานที่: Voice Space ถ.วิภาวดีรังสิต 

     ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฟังใจ – Fungjai

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN