คนดูนก | นกสอนให้มองเห็นความหลากหลาย และคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวไม่มีจริง

The Guest
13 Jun 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ธนดิษ ศรียานงค์, ภาคิน วลัยวรางกูร

2,000 กว่าชนิด คือจำนวนของนกที่ชายคนนี้เคยเห็นมา หากเทียบสัดส่วนกับประชากรนกทั้งโลกเท่ากับว่าเขารู้จักนกมากถึง 1 ใน 6 ของประชากรนกทั้งหมด ถ้าหากมีอาชีพหลักเป็นนักชีววิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์ผู้ต้องทำหน้าที่ศึกษาสายพันธุ์นกเราคงไม่แปลกใจ แต่ชายผู้นี้มีอาชีพเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ที่พ่วงสถานะของคนหลงใหลคลั่งไคล้ในการดูนก ทุกสัปดาห์จะต้องจัดทริปออกไปดูนกสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้ได้ เพราะชีวิตของนกไม่ต่างจากชีวิตของคนรัก เราจึงต้องหมั่นใส่ใจ จัดสรรเวลาให้กับพวกมัน หนึ่งทริปต่อหนึ่งสัปดาห์ในประเทศไทย และสามถึงสี่ทริปต่อปีที่ต่างประเทศ ติดต่อกันมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี

     เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อของเขามักปรากฏขึ้นตามสื่อในประเด็นเหตุบ้านการเมือง แต่อีกด้านหนึ่ง เขาคือคนดูนกที่มีความชื่นชอบอย่างลึกซึ้งและใช้เวลาศึกษาอย่างจริงจัง วางแผน เฝ้ารอเฝ้าคอย สละเวลาและการเงิน ไปกับค่าใช้จ่ายในการออกทริปและตามดูนกที่เขาฝันอยากจะเห็นสักครั้ง

     “นกบอกเราว่าในการเอาชีวิตรอดให้ได้นั้นไม่ได้มีเพียงแค่กลยุทธ์เดียว คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวไม่มีจริง มีแค่เวิร์กหรือไม่เวิร์กเท่านั้น แม้กระทั่งในนกประชากรเดียวกัน ก็มีนกที่ปากสั้นนิดหนึ่ง ปากยาวหน่อยหนึ่ง กล้าหาญบ้าง ขี้ขลาดบ้าง คือถ้าเราคิดว่ามีคำตอบที่ถูกหนึ่งเดียว แล้วนกทั้งโลกหน้าเหมือนนกพิราบไปหมด มันไม่ถูกต้อง”

     ในอดีตการดูนกอาจเป็นกิจกรรมที่ถูกดูแคลน เหมือนเป็นงานอดิเรกของพวกคนบ๊อง แต่หากศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป และเฝ้าดูปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านประชากรนกทั่วโลก ชีวิตที่ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงของนกกำลังบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมของโลกและสังคม เพราะทุกชีวิตเชื่อมโยงและสะท้อนภาพกันไปมา และยังสอนให้มนุษย์รู้จักเปิดใจให้กว้าง เพื่อยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย

     “ถ้าเรามองเห็นความหลากหลายของนก เราจะยอมรับความหลากหลายของคนในสังคมมากขึ้น ความหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายทางพฤติกรรม ความหลากหลายเรื่องหน้าตา คนที่เราคิดว่าเป็นคนประหลาดบางกลุ่ม ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เขาอาจจะเป็นคนที่อยู่รอดก็ได้ เพราะเขาคิดไม่เหมือนคนอื่น ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น”

 

คนดูนก

 

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณหันมาสนใจดูนก

     ผมสนใจธรรมชาติมาตั้งแต่เด็กๆ ตอน ป.1 ผมเจอหนังสือแจกในงานศพของ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ซึ่งเป็นหนังสือที่รวมข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่า ตั้งแต่นั้นก็อ่านหนังสือมาตลอด แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปเที่ยวข้างนอก จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวเขาใหญ่ มีพี่คนหนึ่งที่ไปด้วยกันเขาเอากล้องให้เราลองส่องนกดู สนุกดี จำได้ว่าครั้งนั้นได้เจอนกบั้งรอกใหญ่ นกโพระดกคอสีฟ้า แล้วก็นกปรอดเหลืองหัวจุก นอกจากนั้นยังมีพวกไก่ด้วย นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้น

     การดูนกเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจธรรมชาตินะ เพราะคุณดูพวกมันได้ทุกที่ ในเมืองก็ดูได้ ไม่ต้องเข้าป่า ถ้าเป็นพวกสัตว์ป่าที่เขานิยมถ่ายภาพกันก็ต้องไปถึงในอุทยาน โอกาสเห็นไม่แน่นอน แถมจำนวนยังน้อยด้วย เราไปเที่ยวป่าครั้งหนึ่ง อาจจะเจอสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่แค่หนึ่งหรือสองชนิด โอกาสจะเจอช้าง กระทิง วัวแดง กวาง เก้ง มีน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นกระรอกที่มีหลายชนิดหน่อย แต่ว่าถ้าเป็นนกก็อาจได้เจอสัก 70-80 ชนิด หรือร้อยกว่าชนิดเลย เยอะกว่ามาก หรืออย่างในจุฬาฯ ที่ผมสอน บางวันตอนเช้าถ้าหากเดินดูดีๆ ก็อาจได้เห็น 20-30 ชนิดเลย

 

หลังจากได้ลองส่องนกที่เขาใหญ่ พอกลับจากทริปนั้นชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

     พอกลับมาผมก็ไปซื้อกล้องส่องทางไกล แล้วเริ่มตระเวนดูนกใกล้บ้าน ที่สวนลุมฯ สวนรถไฟ ม.เกษตร อะไรพวกนี้ สมัยก่อนในหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันอาทิตย์มีสโมสรศุภวัฒน์ที่คอยแนะนำเรื่องนก ก็ได้เห็นตัวจริงของนกตีทอง นกสีชมพูสวน นอกจากนั้น สมัยก่อนยังมีคู่มือสอนดูนกเบื้องต้นของสำนักพิมพ์สารคดี มีหนังสือแหล่งดูนกในประเทศไทยของ คุณรุ่งโรจน์ จุกมงคล ผมก็ซื้ออ่าน แล้วก็ออกไปดูตามนั้น เขาบอกให้ซื้ออะไรก็ซื้อตาม (หัวเราะ)

 

ย้อนกลับไปที่หนังสือแจกในงานศพของหมอบุญส่งเล่มนั้น มีรายละเอียดอะไรที่ทำให้คุณสนใจเป็นพิเศษ

     เป็นหนังสือที่ทำให้เราอยากเห็นสัตว์ที่ท่านเล่าตัวเป็นๆ เพราะหมอบุญส่งท่านเล่าถึงสัตว์ที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเราไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น ท่านพูดถึงเสือ กระทิง พูดถึงสัตว์ป่านานาชนิด แต่หนังสือเล่มนั้นพูดถึงนกน้อยมากเลยนะ เพราะว่าท่านเขียนขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพยังไม่ดี การดูนกยังเป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง แล้วตัวท่านเองก็มีความรู้พื้นฐานในการล่าสัตว์ด้วย สิ่งที่ท่านเล่าไว้ส่วนมากจึงเป็นเรื่องของสัตว์ใหญ่ แต่พอมาถึงยุคของเรา สัตว์ตามธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ลดน้อยลง ผมก็เลยหันมาสนใจทางด้านการดูนกมากกว่า

     หลังจากหมอบุญส่งเสียชีวิตประมาณปี 2535 สำนักพิมพ์สารคดีก็จัดพิมพ์พวกหนังสือที่เคยเป็นของหมอบุญส่ง เรื่องธรรมชาติ นานาสัตว์ การเที่ยวป่า พ่อผมก็ซื้อให้ หรืออย่างนิยาย เพชรพระอุมา, ล่องไพร ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนใจธรรมชาติก็เริ่มจากหนังสือพวกนี้ เพราะว่าในประเทศไทยมีคนที่เขียนเรื่องแบบหมอบุญส่งน้อยมาก ส่วนคนที่บ้านเราเขาก็ไม่ได้สนใจธรรมชาติขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ขัดนะ เขาโอเคกับการซื้อหนังสือของเราตลอด พ่อผมเป็นหมอ แล้วลูกของหมอบุญส่งก็เป็นอาจารย์ของพ่อผมอีกที ผมก็มักจะได้รับวารสาร นิยมไพรสมาคม ของหมอบุญส่งมาหลายเล่มเหมือนกัน

 

คนดูนก

 

นับตั้งแต่วันนั้นคุณดูนกมากี่ปีแล้ว

     ดูตั้งแต่ปี 2547 ถึงตอนนี้ก็ประมาณ 15-16 ปีแล้ว ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เห็นนกก็รู้สึกว่ามันสวยดีนะ คือผมเป็นคนไม่ค่อยสนใจในเรื่องความหายากของนกเท่าไหร่ แค่มันสวย เราก็ดูเพลินๆ ไปเรื่อย (หัวเราะ)

 

เคยเห็นนกมาทั้งหมดกี่ชนิด

     เคยนับคร่าวๆ น่าจะ 2,000 นิดๆ จากนกทั้งโลกที่มีประมาณ 11,000-12,000 ชนิด อันนี้แล้วแต่วิธีการแบ่งอนุกรมวิธานด้วยนะ แต่ผมก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ นั้นแหละ

 

แล้วคุณมีวิธีเก็บสถิติในการดูนกหรือชนิดของนกอย่างไร

     ผมเป็นคนที่แย่มากเรื่องนี้ ที่จริงมันมีแอพพลิเคชันที่ชื่อว่า eBird ของมหาวิทยาลัยคอร์แนล เอาไว้รายงานเรื่องนก เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูลที่เรียกว่าเป็นข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์พลเมือง (citizen scientist) คือทุกคนจะช่วยกันส่งข้อมูลเข้าไป แล้วก็เอาฐานข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์ต่อ แต่หลายคนก็นิยมนำมาใช้เก็บสถิติส่วนตัว ผมเพิ่งเริ่มเก็บเมื่อ 5-6 ปีหลัง ช่วงปีแรกๆ นี่ ตกหล่นไปเยอะเหมือนกัน เคยโหลดเช็กลิสต์มานั่งติ๊กดูว่ามีอะไรบ้าง ใช้เวลา 3-4 วัน ก็ได้สถิติอยู่ที่ 2,000 กว่า คิดว่าตอนนี้คงขยับขึ้นไปอีกนิดหนึ่งแล้ว

 

นกสองพันกว่าชนิดที่คุณเคยเห็นมาคือเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม

     ทั่วโลกแล้วครับ เพราะผมมีธุระไปไหนมาไหนตลอด ช่วงที่เรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ผมก็หาเวลาไปดูนกด้วย ลิสต์นกเมืองนอกจะสูงหน่อย แต่ถ้าเป็นนกในไทย ลิสต์ของผมยังไม่ค่อยสูงมาก สมัยก่อนตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็มีติดสอบ ซึ่งสอบก็มักจะตรงกับช่วงพีกของนกอะไรสักชนิด เราก็เลยไม่ได้ไป รถยนต์ก็ไม่มี จึงไม่ค่อยได้ออกต่างจังหวัด

     ครั้งหนึ่งตอนผมเรียนอยู่ก็ไปดูนกที่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน จากบ้านต้องขึ้นรถเมล์สองต่อ ไปลงวิภาวดี เสร็จแล้วยังต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อไปอีก คือเดินทางเป็นชั่วโมงๆ หรือไปวัดเฉลิมพระเกียรติฯ ไปดูนกแก้ว นกแขกแต้ว นั่งรถเมล์ไปลงท่าน้ำราชวงศ์ ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยาฯ ไปท่าน้ำนนท์ ต่อเรือหางยาวจากท่าน้ำนนท์ไปอีก คือสมัยก่อนจะค่อนข้างลำบาก แต่เดี๋ยวนี้ก็ขับรถไปดูได้แล้ว

 

คนดูนก
นกนางนวลหัวดำใหญ่

 

สมัยก่อนตอนที่ยังต้องเดินทางไปดูนกด้วยความยากลำบาก คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าสถานที่ไหนมีนกอยู่จริงๆ

     เวลาเราอ่านหนังสือแล้วมีคนพูดถึง ม.เกษตรฯ บางเขน เรามักจะถามว่าเขาไปดูกันตรงไหน เขาก็จะบอก เช่น ข้างหลัง ตรงที่เป็นนาข้าวนะ แล้วเราก็เดินหาเอาเอง บางทีก็เจอ บางทีก็ไปเจอที่ใหม่ๆ หรือฟลุกเจออะไรที่ไม่คาดฝัน บางครั้งการที่เราเป๊ะมากๆ หรือบางคนใช้ GPS บอกเดินตรงเข้าจุดนี้ปุ๊บ เจอตัวนี้ ก็จบแล้ว เปรียบไปก็เหมือนซื้อหนังสือใน Amazon.com กับเดินไปซื้อในร้านหนังสือ ซื้อในแอมะซอนคุณอาจจะเจอเล่มนี้ แล้วก็จบ แต่ถ้าคุณไปเดินดูในชั้นหนังสือ บางทีคุณอาจจะได้หนังสือเล่มอื่นติดไม้ติดมือไปด้วย เพราะได้มาค้นหาเองจริงๆ

 

แล้วลิสต์นกเมืองนอกที่เคยเห็นมาอยู่ในประเทศใดบ้าง

     มีทั้งยุโรป ทั้งอเมริกา โดยเฉพาะในอเมริกาจะมีนกเยอะที่สุด เพราะว่าผมเคยไปเรียนที่นั่นด้วย ประเทศเขาเดินทางง่าย บินราคาประหยัด มีเพื่อน มีเครือข่าย ส่วนลิสต์นกในยุโรปมาจากตอนไปอังกฤษครั้งแรก เช็กในเว็บไซต์ของ RSPB (Royal Society for the Protection of Birds) เป็นสมาคมอนุรักษ์นกของเขา ในนั้นจะบอกหมดเลยว่าแต่ละเมืองมีนกอะไรบ้าง ใครเป็นคนที่เราต้องติดต่อ เราก็ต้องอีเมลไปหา นัดเจอกัน พาไปที่คลับ แต่เดี๋ยวนี้ง่ายกว่านั้นเยอะ คือใช้วิธีถามจากเพื่อนของเพื่อน หรือว่าดูใน eBird ซึ่งมีข้อมูลให้ติดต่อโดยตรง คุยกันตัวต่อตัว แล้วก็ไป หรือว่าหาในอินเทอร์เน็ต แล้วก็ลองไปดู เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ

     สมัยก่อนนี้เรียกได้ว่าแมนนวลแทบทุกอย่าง แอนะล็อกมาก ต้องออกไปเจอคน ต้องเข้าสังคมคนชอบดูนก ต้องเข้าร่วมเบิร์ดคลับถึงจะได้ข้อมูล เขาถึงจะชวนเราไปไหนมาไหน แต่พอผมกลับไปครั้งที่สอง หาดูในอินเทอร์เน็ตก็เจอ มีคนเขียนไว้หมดแล้ว เราเช่ารถแล้วก็ไปเลย แต่ถึงแม้จะสะดวกขึ้น มันกลับทำให้เราเจอคนน้อยลง เดี๋ยวนี้ ปุ๊บปั๊บ ไปเองได้เลย

 

การหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้น มันไปลดทอนคุณค่าในการดูนกบ้างไหม

     (นิ่งคิด) ไม่นะ เราห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็มีข้อดีตรงที่ทำให้เราสะดวกขึ้นแหละ

 

ทุกวันนี้แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับสถานที่ดูนกอยู่ตรงไหน

     หนังสือยังเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดเสมอ แต่ข้อเสียคือมันอาจจะไม่อัพเดต เพราะกว่าจะเขียนเสร็จ กว่าจะตีพิมพ์ ก็มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว ที่สำคัญหนังสือดูนกเป็นหนังสือที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม คนไทยก็ยังซื้อกันน้อย เลยมีตีพิมพ์น้อย ส่วนใหญ่หนังสือแนวนี้เลยเป็นหนังสือจากต่างประเทศที่เป็นภาษาอังกฤษมากกว่า ซึ่งคนไทยก็ซื้อ คนต่างชาติที่จะเข้ามาดูนกในไทยเขาก็ซื้อ นอกจากหนังสือก็คือข้อมูลที่แบ่งปันกันในกลุ่มคนชอบดูนกต่างๆ ที่อยู่ในเฟซบุ๊ก ในอินเทอร์เน็ต คุยกับเพื่อนที่อยู่ในนั้น มีข่าวอัพเดต มีอะไรน่าสนใจบ้าง

 

ตั้งแต่ที่ดูนกมาสิบกว่าปี ครั้งไหนที่คุณประทับใจที่สุด

     น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมไปแก่งกระจาน ตอนปี 2548 หลังจากทริปเขาใหญ่ประมาณ 1 ปี เป็นทริปที่นั่งรถตู้เข้าไป ซึ่งสมัยก่อนไม่มีทางเข้า เพราะช่วงนั้นแก่งยังไม่ค่อยเจริญ ต้องเข้าทางหนองหญ้าปล้อง วิ่งเลยอำเภอเมืองแล้วค่อยอ้อมเข้าไปบ้านลาดหรือท่ายาง จำไม่ค่อยได้แล้ว แต่โคตรไกลเลย (หัวเราะ) วิ่งกัน 3-4 ชั่วโมง ไปถึงเขื่อนต้องนอนพักก่อน แล้วตอนเช้าค่อยขับเข้าไป แต่สมัยนี้ไม่ต้องไปริมเขื่อนแล้ว ไปตรงด่านสามยอดแล้วเข้าไปได้เลย

     ครั้งนั้นเจอนกรวมๆ แล้วประมาณร้อยกว่าชนิด เป็นนกใหม่เกือบทุกตัวด้วย นับเป็นครั้งที่ทำลายสถิติเลย คือถ้าไม่ไปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ เราคงไม่มีทางทำลายสถิตินี้ได้ แก่งกระจานเป็นที่ที่นกเหนือและนกใต้มาเจอกันหมด นกเยอะมาก และตอนนั้นคงเป็นช่วงที่แก่งยังไม่ได้บูมขนาดนี้ ยังไม่มีถนนตัดเข้าไป ไม่มีอะไรเลย บรรยากาศก็เลยชวนประทับใจ

 

คนดูนก

 

การเดินทางไปดูนกครั้งไหนที่คุณรู้สึกว่าต้องดั้นด้นไปมากที่สุด

     ดั้นด้นที่สุดน่าจะเป็นทริปที่สเปน จริงๆ ก็ไม่ยากนะ แต่เหตุการณ์คือตอนนั้นวางแผนบินราคาประหยัดจากอังกฤษไป จากบ้านผมที่อังกฤษไปที่สนามบินแกตวิกใช้เวลา 5 ชั่วโมง แล้วไปถึงช้ามากเลย เครื่องบินดีเลย์ พอไปลงมาดริด ถึงตอนนั้นบริษัทรถเช่าก็ปิดแล้ว จากเดิมที่คิดว่าไปถึงสักสี่ทุ่ม เช่ารถขับไปถึงเมืองนั้นสักตีหนึ่งตีสอง กลายเป็นว่าต้องนอนค้างที่สนามบิน เจ็ดโมงเช้าถึงจะได้เช่ารถ เลยช้าไปประมาณ 12 ชั่วโมง ผิดแผนไปหมด แต่เราก็คิดว่าไม่เป็นไร เราอยากเห็นนกตัวนี้มา 10 ปีแล้ว รออีกแค่ 12 ชั่วโมงจะเป็นอะไร (หัวเราะ)

     มันเป็นนกกระสาขาว หน้าหนาวจะบินลงไปแอฟริกา แล้วจะบินกลับยุโรปในหน้าร้อน ทำรังตามหลังคาบ้าน หลังคาโบสถ์ คือตามหลังคาของทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยนกกระสาที่กำลังเลี้ยงลูก หรือทำกิจกรรมต่างๆ ตามธรรมชาติของพวกมัน ซึ่งเป็นภาพที่เราอยากเห็นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว มีคนเคยเอาภาพให้ดูว่ามีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ หรือเวลาอ่านหนังสือก็จะมีคนพูดถึงเมืองนี้ พูดถึงฉากนี้ เราเองไม่มีโอกาสได้ไปสเปนสักที จนกระทั่งมาเรียนต่อที่อังกฤษ จึงค่อยๆ วางแผนจนไปได้ คืออาจจะไม่ได้ดั้นด้นแบบว่าเหนื่อยยากนะ แต่มันเป็นการรอคอยมากกว่า (ยิ้ม)

     อีกทริปที่ต้องดั้นด้นก็เกิดขึ้นที่สเปนเช่นกัน ครั้งนี้เป็นการไปดูนกช้อนหอยหัวล้าน หรือ Bald Ibis ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์มากๆ แล้ว เราก็อยากเห็น เพราะตามอ่านหนังสือมาตลอด ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาก็เลยไป ที่จริงก่อนหน้านี้ก็เคยไปแล้ว แต่ว่าครั้งนั้นเป็นนอกฤดู มันไม่บินกลับมานอนตรงจุดนั้น ผมจึงรอเวลาอีกสองปี ทำทริปใหม่ บินไปสเปนเพื่อขับรถไปดูนกตัวนี้ ถึงเวลาก็ได้นั่งดูมันอยู่สามวันเลย แล้วก็ขับกลับ

 

มีครั้งที่ผิดหวังบ้างไหม

     มีเยอะ (หัวเราะ) แต่มีอยู่ทริปหนึ่ง เป็นอุทยานในไทยนี่แหละ จองทุกอย่างไว้แล้ว พอใกล้จะถึงวันไป ก็ได้ข่าวว่าพายุจะเข้า แต่ก็ต้องไป ขับรถไปฝนตกตลอดทาง ทากก็เยอะ กลางคืนนี่ฝนตกจนเต็นท์ถล่ม น้ำท่วม ต้องไปนอนบนโต๊ะกินข้าวที่โรงอาหาร เอาผ้าขาวม้าคลุมหน้า ตอนเช้าตื่นมาโคตรสะโหลสะเหล ฝนตกอย่างนั้นอยู่ 3-4 วัน ไม่เจออะไรเลย สรุปว่าทริปนั้นเจอนกไม่น่าจะถึงสิบชนิด ขับรถกลับเลย เหนื่อยมาก หรือบางทริป ยิ่งขับรถไป ฝนยิ่งตกแรงขึ้น ต้องถอนตัวกลับมาตั้งทัพ พอฝนหยุดก็แวะดูตรงโน้นตรงนี้ เจอนก กำลังจะยกกล้องถ่าย อ้าว ลืมการ์ด จบ ฝนตกนี่ก็แย่แล้ว ไม่มีการ์ดยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าเป็นทริปทรหดแบบนี้มีเยอะ

 

มีสถานที่ดูนกที่ไหนที่อยากไปมากๆ แล้วยังไม่เคยไปบ้างไหม

     ก็มี แถบแอฟริกา อเมริกาใต้ เพราะพอเป็นคนละทวีป นกก็เปลี่ยนชุดทั้งหมด รวมถึงบรรยากาศด้วย อีกอย่างคือช่วงหลังมานี้เราดูนกไทยจนค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว หรือแม้แต่ในยุโรปก็ไปดูได้โดยไม่ต้องเอาคู่มือไปดูแล้ว เดินดูตัวเปล่าก็รู้ว่ามีนกอะไรบ้าง เหมือนเริ่มอิ่มตัว

     นึกย้อนตอนไปออสเตรเลีย ผมตื่นเต้นมาก ทุกอย่างต้องเปิดคู่มือ ต้องหัดสังเกตใหม่หมดเลย เฮ้ย ตัวนี้ ตัวนั้น ผมก็รู้สึกดีนะ คืนสู่สามัญ เหมือนกลับเข้าไปเรียนใหม่ ถ้ามีอะไรแบบนี้ก็ดี ช่วยรีเฟรชตัวเราได้

     พอยิ่งดูนกเยอะขึ้น ยิ่งอ่านเยอะขึ้น ตัวที่อยากเห็นยิ่งมีเยอะขึ้นไปด้วย (หัวเราะ) อย่างนกเขาสีทองกับสีส้มของฟิจิ ผมก็อยากดู เป็นนกสีส้มทั้งตัว สีทองทั้งตัว อร่ามเลย เราก็อยากเห็น แต่ว่าต้องไปฟิจิเท่านั้น เหตุผลที่อยากเห็นก็เพราะมั่นใจว่ามันต้องสวยแน่ๆ แล้วนกตามเกาะเล็กๆ แบบนี้น่าจะหายากด้วย

 

คนดูนก

 

นกแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาค แตกต่างกันอย่างไร

     ต่างกันนะ ดูนกก็ดีอย่างหนึ่งคือฝึกให้เราเป็นคนช่างสังเกต เราจะเห็นรายละเอียดของความแตกต่าง เล็กๆ น้อยๆ ของพวกมัน เวลาเปลี่ยนสถานที่ หรือเปลี่ยนเมือง แม้กระทั่งการดูนกในที่ซ้ำๆ อย่างในกรุงเทพฯ เรายังสังเกตเห็นได้ว่าอะไรดีขึ้นหรืออะไรแย่ลง วัดจากชนิดของนกที่อาศัยอยู่ในเมืองได้เลย

     ตอนหมอบุญส่งเขียนหนังสือ ‘นกเมืองไทย’ เล่มแรกๆ ท่านยังพูดถึงนกอ้ายงั่ว เป็นนกน้ำใหญ่ หายาก ทำรังบนต้นมะฮอกกานี อาศัยอยู่แถวถนนวิทยุ แถวถนนตก และแถวโรงแรมชาเทรียม

     ก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ เคยมีทั้งพญาแร้งและแร้งเทาหลังขาว ผมเคยไปคุยกับคนแก่ๆ เขายังจำได้ว่าตอนเด็กๆ เขาวิ่งไล่นกแร้งพวกนี้ เขาบอกว่าขนาดของนกแร้งใหญ่พอๆ กับตัวของเขาเลย เวลาจะหนีทีหนึ่งมันจะคายอาหารให้ตัวเบาก่อน แล้วค่อยบินหนี ผมยังเคยเจอหนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า 23 ตุลาคม ช่วงหน้าหนาว มีเหยี่ยวดำจำนวนมากอพยพมา เกาะตามเสารักบี้ที่สระใหญ่ ฝั่งใหญ่ของจุฬาฯ เลย แต่ทุกวันนี้ไม่อยู่แล้วนะ

     เคยอ่านบันทึกในสวนลุมฯ เจอว่ามีนกกิ้งโครงหัวสีนวล มีนกกระเต็นอกขาว แต่พอตอนผมเริ่มดูนกจริงจัง นกพวกนี้ก็หายไปหมดแล้ว เหลือแต่นกเอี้ยง นกอะไร ยิ่งไปหลายๆ ที่ในประเทศไทย ก็จะยิ่งรู้ถึงความต่าง

 

ทุกวันนี้คุณใช้จ่ายไปกับการดูนกมากน้อยแค่ไหนแล้ว

     ต้องอธิบายว่าการดูนกจะมีค่าใช้จ่าย 3 อย่าง มีอุปกรณ์กล้อง (พวก optic ทั้งหมด) หนังสือ แล้วก็การเดินทาง ค่ากล้องจะราคาแพงที่สุด คือจะมีกล้องสองตา (Binoculars) ผมซื้อมาหมื่นสาม มีกล้องโทรทรรศน์ตัวใหญ่ ห้าหมื่นกว่าบาท เอาไว้ดูนกที่อยู่ไกลมากๆ อย่างพวกนกชายเลน สมัยก่อนคนซื้อกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว เพราะว่าไปซื้อกล้องถ่ายรูปกันหมด ส่วนกล้องถ่ายรูปทั่วไปผมก็มี Nikon D90 เลนส์เทเล 200-500 มม. แล้วก็มีเลนส์ 300 มม. อีกตัวหนึ่ง พอรวมๆ กันแล้วก็ราคาเป็นแสนอยู่ครับ (หัวเราะ)

     แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มคนดูนกด้วยกันถือว่าไม่แพง เพราะเลนส์ตัวใหญ่ๆ ก็สองแสนกว่าหรือสามแสนแล้ว ไหนจะกล้องอีก รวมๆ กันแล้วดาวน์รถได้เลย แต่เข้าใจได้ เพราะว่ามันเป็นของที่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนค่าหนังสือก็ถือว่าเสียไปเยอะอยู่ รวมๆ กันก็หลายหมื่น ยังไม่มากเท่ากล้อง ต่อให้มีหนังสือเต็มตู้ก็ยังแพ้ราคากล้องตัวเดียว ส่วนทริปนี่พูดไม่ได้ ก็เป็นแสนเหมือนกัน แต่มันก็กระจายๆ กันไปหลายๆ ครั้งนะ

 

คนดูนก
นกชายเลน

 

เคยเฝ้ารอดูนกอยู่นานเป็นวันๆ บ้างไหม

     ไม่ค่อยมีแบบนั้น สำหรับผมการดูนกมันเป็นเกมเบานะ ตารางคนดูนกนี่โคตรขี้เกียจเลย ตื่นเช้าตีห้าครึ่ง ดูนกตั้งแต่แสงแรก แปดโมงกินข้าว เก้าโมงเดินอีกนิดหน่อย สิบเอ็ดโมงพัก ก๊องๆ แก๊งๆ อยู่ที่ค่าย สี่โมงเย็นเดินอีกรอบ สบาย

     ถ้าเป็นคนขยันมาก สองทุ่มจะไปส่องนกกลางคืน เช่น พวกนกเค้าแมวอีกสักหนึ่งรอบ สี่ทุ่มหมดรอบแล้ว คือถ้าเทียบกับพวกช่างภาพสัตว์ป่า เขาไปนั่งเฝ้าตั้งแต่ตีห้าถึงทุ่มหนึ่ง ฉี่ใส่ขวดน้ำ บางทีเจ็ดวันไม่เจออะไรเลย เจอเสือดาวเดินผ่านมาแวบหนึ่งเท่านั้น (หัวเราะ) แบบนี้คนดูนกไม่ทำ ดูนกถือว่าเป็นเกมเบา เหมาะกับคนทั่วไป เด็ก ผู้หญิง คนแก่ ไปได้หมด

 

ปัจจุบันกลุ่มคนดูนกในไทยถือว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน

     ก็ถือว่าใหญ่ขึ้น ผมคิดว่าการดูนกเริ่มเข้ามาในทางสายหลักมากขึ้น เราได้เห็นตามสื่อ สมัยก่อนตอนผมเริ่มดูนี่เป็นกิจกรรมคนบ๊อง ไปส่องนกส่องอะไร ซึ่งจริงๆ ก็เป็นภาพที่ติดตาเวลาคนนึกถึงคนดูนกทั่วโลก อย่างผมไปอังกฤษ คนก็มองว่าคนดูนกที่นั่นเป็นคนบ๊องนั่นแหละ

 

คนดูนก

 

คุณทุ่มเทความสนใจให้การดูนกมากจนรู้สึกว่าต้องสละอะไรในชีวิตไปบ้างหรือเปล่า

     หลักๆ คงเป็นเรื่องเวลา ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เราก็ต้องไป เพราะจองทริปไว้แล้ว เวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่ อยู่กับครอบครัวก็น้อยลง เว้นแต่ว่าคุณโชคดีจริงๆ ที่โน้มน้าวให้แฟนยอมไปดูด้วยได้ ซึ่งในความเป็นจริง คุยกันแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่ามันเป็นหายนะ (หัวเราะ)

     มีพี่คนหนึ่งพาแฟนไป ผู้หญิงก็ไม่ได้ชอบดูนก กลายเป็นพามาตกระกำลำบาก จัดของ กิน อยู่ เข้าห้องน้ำลำบาก หรือบางคนพาพ่อแม่ไปแล้วต้องวิ่งไปวิ่งมา เหนื่อยนะ ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้

 

แต่อย่างคุณไม่น่ามีปัญหาในการจัดการเรื่องพวกนี้

     ผมก็ทำไม่ได้ (หัวเราะ) พยายามอยู่ นักดูนกทุกคนติดหนี้บุญคุณสามีภรรยาตัวเองเสมอ ผมเคยไปหัวหินกับแฟน ขาไปผมก็ขอแวะไปดูนกแป๊บหนึ่ง บอกเขาว่าตรงนี้มีนกหายากมาลงนะ พอไปทุ่ง ร้อนมาก วนไปไม่เจออะไร โชคดีไม่โดนด่า แล้วช่วงที่อยู่หัวหินสามวัน ติดใจมาก คิดถึงตลอด ขากลับเลยขอเขาแวะอีกรอบ (หัวเราะ) เฮ้ย เจอ แต่เข้าไม่ได้ มีไม้กั้น ขอเดินเข้าไปดูในทุ่งก็ยังดี เข้าไปส่อง พอเจอแล้ววิ่งกลับมาบอกแฟน กลับกรุงเทพฯ ได้ แฟนใจดีถามกลับมาว่า แล้วถ่ายได้หรือยัง บอกแฟนว่ายังไม่ได้ถ่าย แฟนบอกว่า งั้นเอารถเข้าไปถ่ายให้หายคาใจเถอะ ไม่งั้นอาทิตย์หน้าก็ต้องมาอีก ต้องกราบขอบพระคุณแฟนมากครับ (หัวเราะ)

 

อะไรคือความพิเศษของการดูนกที่คนทั่วๆ ไป ไม่มีวันได้สัมผัส หากเขาไม่หลงใหลในกิจกรรมนี้

     เรื่องความหลากหลาย มีชีวิตที่อยู่รอบตัวเยอะมาก ถ้าไม่ใช่คนชอบดูนกอาจจะมองไม่เห็น เช่น เวลาไปตีกอล์ฟ เราไม่เคยรู้เลยว่าต้นไม้ต้นนี้มีนกเค้าจุดทำรังอยู่ ในจุฬาฯ มี นกกระจอกอย่างน้อย 2-3 ชนิด หรือในเมืองมีนกเอี้ยง 3-4 ชนิด มีนกทำรัง มีนกอพยพผ่าน มีนกแต้วแล้วลม 2-3 ตัว มีนกเค้าเหยี่ยว คือถ้าไม่ดูนก ก็จะไม่เห็นว่ารอบตัวเรามีอะไรแบบนี้ด้วย หรือมองเห็นนก แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นนกอะไรบ้าง มีกลุ่มนกแอ่นใช้โคลนทำรังอยู่หลังโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ พอตกเย็นจะมีเหยี่ยวมาจับนกแอ่นกิน เอากล้องส่องดูจึงจะเห็น ถ้าเราไม่ใช่คนดูนก เราไม่รู้เลยนะว่ามีเหตุการณ์เหล่านี้อยู่รอบตัวเราด้วย เราใช้ชีวิตประจำวันของเรากันไป เรียน ทำงาน ประชุม ทำอยู่แค่นั้นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วข้างนอกก็มีชีวิตอื่นๆ ที่กำลังดำเนินไปอยู่

 

 

พฤติกรรมแบบไหนของนกที่คุณคิดว่าน่าสนใจที่สุด

     ผมสนใจเรื่องการอพยพมากที่สุด การอพยพของนกมีหลากหลายรูปแบบและเป็นกิจกรรมที่ท้าทายที่สุดในชีวิตนก มันบีบให้นกต้องแสดงพฤติกรรมหรือต้องเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ผมชอบไปดูตามจุดที่เป็นจุดสังเกต หรือเป็น Migration Track นกต่างชนิดมีกลยุทธ์ในการเตรียมตัวไม่เหมือนกัน แล้วก็มีเรื่องของการเดินทาง นกเล็กๆ อย่างพวกนกกระจิบ ตัวแค่เนี้ย (ทำท่าจีบมือเป็นนก) หนัก 7 กรัม เบามาก บินมาจากไซบีเรีย จากสแกนดิเนเวีย ลงไปจนถึงมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย มันทำได้โดยใช้กระแสลมบนที่หมุนอยู่ข้างบนเหนือชั้นเมฆขึ้นไป ส่วนนกใหญ่ นกกระสา นกเหยี่ยว ใช้ลมร้อน อพยพกลางวัน บางทีเราเห็นนกเป็นพันๆ ตัว พยายามบินผ่านช่องแคบไป

     อย่างตอนผมไปสเปนตอนใต้ ช่วงทางลงไปแอฟริกา ผมได้เห็นนกกระสาและเหยี่ยวเป็นพันๆ ตัวต่อวัน พวกมันพยายามจะบินผ่านไปให้ได้ ในขณะเดียวกันที่ยิบรอลตา กระแสลมผันผวนมาก เพราะมันเป็นที่ที่น้ำสองมหาสมุทรมาเจอกัน มีหมอกด้วย บางวันผมเห็นเหยี่ยววนรอเหยื่ออยู่เป็นวันๆ เราไปทั้งหมด 7 วัน เห็นหมดเลยว่าบางวันมันได้เหยื่อ บางวันมันทำได้แค่บินวนกลับไปกลับมาเท่านั้นเอง

     ส่วนในเมืองไทยมีที่เขาดินสอ จังหวัดชุมพร ที่นั่นจะมีเหยี่ยวอพยพ แต่พอเราไปในสถานที่อย่างเกาะมันใน จังหวัดระยอง ก็เป็นนกเล็กที่อพยพ จะเห็นได้ว่ามันมีนกจำนวนมาก เป็นร้อยๆ ตัวที่ผ่านเกาะ จุดนิดเดียว หลากหลายชนิด เป็นนกอพยพกลางคืน มาถึงสายๆ และก็หากินตอนบ่ายๆ เย็นๆ กลางคืนก็ออกบินต่อ ตอนเช้านกก็เปลี่ยนชุด เราจะเห็นนกเข้ามาแบบเรียลไทม์เลย แล้วสายๆ นกอีกชุดบินเข้ามา

     นอกจากกลยุทธ์ของนกในการอพยพแล้วยังมีพฤติกรรมอย่างอื่นที่น่าสนใจ เช่น นกชายเลนที่อพยพมาบ้านเรา มันต้องจัดสมดุลระหว่างน้ำหนักใหม่ ต้องเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักจะไปลดอวัยวะบางส่วนลง หดลำไส้ หดสมอง เพื่อจะเติมเนื้อที่ในกระโหลกด้วยไขมันทั้งหมด อันนี้สุดมาก ลองคิดดู ถ้าคนเราหดสมองนี่ตายนะ ทำไม่ได้ แต่นกทำได้ มันทำได้ปีละสองครั้ง คือต้องมีจุดสมดุลที่มันจะบินต่อได้ และมีพลังงาน ผมช่วยนักปักษีวิทยาติดห่วงขาพวกนกอพยพด้วย เช่น พวกนกกระจิบ นกกระจาบ

 

คนดูนก
เหยี่ยวเพเรกริน

 

เหมือนเป็นการติด GPS ให้นกหรือเปล่า

     GPS ก็มี แต่ที่ผมไปช่วยจะเป็นการติดห่วงกับธงสี คือไม่ว่านกกระจายไปที่ไหนก็ตาม จะมีเว็บไซต์กลางคอยบอกข้อมูลอยู่ว่าพวกมันไปอยู่ไหนบ้าง เราก็จะได้รู้ว่ามีนกจากมาเลเซีย จากสิงคโปร์ มีนกจากรัสเซียบินผ่านมา เราเคยเห็นนกพวกนี้มีธงจากรัสเซีย มีธงจากจีน แล้วเราก็จะแลกเปลี่ยนกันว่ามีนกอะไรบ้าง เขาก็จะบอกมาเหมือนกันว่ามีนกไทยไปอยู่ที่ไหนบ้าง เดี๋ยวนี้เริ่มมีธงที่พิมพ์ตัวอักษรบอกไว้ หรือถ้าให้ละเอียดขึ้นไปอีกจะเป็นห่วงเหล็กที่สลักตัวเลขลงไปเลย เราจะรู้ได้เลยว่ามีคนเคยดักนกตัวนั้นไปแล้ว

     สัปดาห์ที่แล้ว ฟิลลิป ดี. ราวด์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักปักษีวิทยา ส่งข่าวมาบอกว่าเขาไปดักนกที่แหลมผักเบี้ย มีนกโกงกางหัวโต ตัวเล็กนิดเดียว ติดธงไว้เมื่อห้าปีก่อน ผมเป็นคนติดเองด้วย ที่รู้เพราะมีการบันทึกไว้หมดแหละว่าใครเป็นคนติด นกตัวที่เราติดธงเมื่อห้าปีก่อนมันบินกลับมาให้ติดใหม่อีกรอบหนึ่ง เราก็เซอร์ไพรส์ มีข้อมูลเยอะมากที่ได้จากการติดห่วงพวกนี้ เราได้เห็นนกกระจิบมีอายุ 17 ปีแล้ว เฮ้ย ถ้าเปรียบป็นชีวิตคนนี่เขากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ แล้วไม่รู้ว่าก่อนที่คนจะดักมันเมื่อ 17 ปีก่อน มันมีชีวิตมากี่ปีแล้ว

 

ข้อมูลจากการติดธงเหล่านี้มันมีประโยชน์ต่อนักดูนกอย่างไร

     ช่วงหลังๆ เริ่มมีการติด GPS พวกเรายิ่งรู้เยอะขึ้น ซึ่งมันช่วยเรื่องการอนุรักษ์ เรารู้ว่าพื้นที่ตรงไหนที่เราจะต้องอนุรักษ์บ้าง นกไม่ได้อพยพเป็นเส้นตรง อย่างเช่น เหยี่ยวผึ้ง เรารู้ว่ามันกลับไปทำรังที่ญี่ปุ่นหรือคาบสมุทรเกาหลี เราคิดว่ามันบินเป็นเส้นตรง แต่ไม่ใช่ มันบินเข้ากัมพูชา พัก บินเข้าพม่า วนขึ้น แล้วก็บินอ้อมไปอีกเกือบ 500 กิโลเมตร ถามว่าพวกมันทำอย่างนั้นทำไม ก็เป็นเพราะอิทธิพลของกระแสลมในแต่ละฤดู

     ถ้าเกิดไม่มีข้อมูลเหล่านี้ เรามักจะคิดถึงการอนุรักษ์ที่เป็นเส้นตรง แต่ไม่ใช่ เราต้องอนุรักษ์พวกมันมากกว่านั้น ไม่อย่างนั้นจะมีข้อสงสัยว่า ทั้งที่เราอนุรักษ์ต้นทางและปลายทางแล้วนะ แต่ทำไมจำนวนนกยังลดลง พอเราติดตามตามพฤติกรรมอย่างจริงจังจึงได้เข้าใจ

 

ปรากฏการณ์เหล่านี้บ่งบอกถึงความเป็นไปของโลกใบนี้ได้อย่างไรบ้าง

     บ่งบอกบอกว่าทุกชีวิตเชื่อมกันเป็นระบบใหญ่และมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา สิ่งมีชีวิตเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งโดยใช้กลไกต่างๆ ใช้น้ำ ใช้ลม และอื่นๆ อยู่ในระบบเดียวกัน งานหลักของผมคืองานด้านกฎหมาย อยู่บนฐานคิดทางสังคม เราพูดกันถึงเรื่องความรักชาติ เรื่องชาตินิยมใช่ไหม แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้เตือนสติเราว่า เส้นแบ่งพรมแดนจริงๆ แล้วเป็นเพียงเรื่องสมมติ สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่านั้น ไม่มีเรื่องของพรมแดนมาเกี่ยวของเลย

     นกกับคนคล้ายกันหลายอย่าง ทั้งเรื่องความต้องการ ทั้งเรื่องของพฤติกรรม เราเจอคู่ เรา show-off หรือเราล้วนมีสัญชาตญาณในการเลี้ยงลูก มีความชอบหรือไม่ชอบอะไร ยิ่งศึกษานกก็ยิ่งพบว่ามันก็เหมือนคนนี่แหละ ทุกคนต่างพยายามทำอะไรให้ตัวเองอยู่รอด

     อย่างเช่น นกในออสเตรเลีย เขาคิดกันว่ามันเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว แต่พอไปดูจริงๆ ปรากฏว่าตอนกลางคืน พอตัวผู้เผลอ ตัวเมียไปหาตัวผู้อีกตัว พอตัวเมียเผลอ ตัวผู้ที่ทำเหมือนว่าออกไปหาอาหารให้ กลับแวบไปหาอีกตัวหนึ่งก่อนจะเอาอาหารมาให้ลูก เหมือนคนเลยใช่ไหมล่ะ (หัวเราะ) ถามว่าทำไมทำอย่างนั้น ก็มีทั้งเรื่องของความต้องการยีนที่แข็งแรงที่สุด แต่ก็มีส่วนที่ไม่เหมือนคนเพราะว่ามันออกไข่ได้หลายฟองมาก ฟองนี้ของพ่อตัวนี้ ฟองนี้ของพ่อตัวนั้น บางครั้งก็พบว่าการที่ตัวเมียไปผสมกับตัวผู้หลายๆ ตัวนี่ก็ทำให้ตัวผู้พวกนั้นไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อของเด็กในรังนั้นกันแน่ ทุกตัวก็เลยพยายามจะเลี้ยงลูกในรังนั้นให้รอด กลายเป็นว่าตัวเมียได้ประโยชน์สูงสุด เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจดี

 

คนดูนก

 

คุณได้บทเรียนอะไรจากการดูนกบ้าง

     แน่นอนคือเรื่องความหลากหลาย คล้ายๆ กับคน นกมีความหลากหลายมาก เพื่อจะปรับตัวให้เข้ากับทุกระบบนิเวศ ในทะเลทราย กลางทะเล ในน้ำแข็ง ยอดเขา หุบเขา ป่าต่ำ ป่าสูง อะไรพวกนี้ แม้กระทั่งในป่าเดียวกัน ก็มีทั้งที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับยอดไม้ กลางไม้ หรือว่าพุ่มไม้ แม้กระทั่งในพุ่มไม้เดียวกัน ก็ยังมีนกหลายชนิด

     นกบอกเราว่าในการเอาชีวิตรอดให้ได้นั้นไม่ได้มีเพียงแค่กลยุทธ์เดียว คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวไม่มีจริง มีแค่เวิร์กหรือไม่เวิร์กเท่านั้น แม้กระทั่งในนกประชากรเดียวกัน ก็มีนกที่ปากสั้นนิดหนึ่ง ปากยาวหน่อยหนึ่ง กล้าหาญบ้าง ขี้ขลาดบ้าง คือถ้าเราคิดว่ามีคำตอบที่ถูกหนึ่งเดียว แล้วนกทั้งโลกหน้าเหมือนนกพิราบไปหมด มันไม่ถูกต้อง

     ถ้าเรามองเห็นความหลากหลายของนก เราจะยอมรับความหลากหลายของคนในสังคมมากขึ้น ความหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายทางพฤติกรรม ความหลากหลายเรื่องหน้าตา คนที่เราคิดว่าเป็นคนประหลาดบางกลุ่ม ถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เขาอาจจะเป็นคนที่อยู่รอดก็ได้ เพราะเขาคิดไม่เหมือนคนอื่น ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น

     อีกอย่างที่สำคัญคือพลังในการพยายามเอาชีวิตรอดของนกแต่ละสายพันธุ์ มันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ท้ายที่สุดเราจะพบว่านกที่เหลือจำนวนน้อยมากๆ จะพยายามใช้ชีวิตให้มันอยู่รอดปลอดภัยต่อไปให้ได้ เช่น ไปจับคู่กับนกชนิดอื่น เหมือนก่อนที่นกแต้วแล้วท้องดำจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ก็พบว่ามันไปจับคู่กับนกแต้วแล้วลาย หรือนกกระสาปากเหลือง ซึ่งในบ้านเรามีไม่กี่ตัว หรือไปจับกับนกกาบบัว นกพวกนี้ได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่จะอยู่รอด ซึ่งผมคิดว่าเป็นพลังที่น่าสนใจ

 

ระหว่างอาจารย์สอนกฎหมายกับนักดูนก คาแร็กเตอร์ไหนบ่งบอกถึงตัวคุณได้มากกว่ากัน

     ผมพยายามแบ่งพาร์ตนะ เป็นอาจารย์ก็เรื่องหนึ่ง เป็นคนดูนกก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมสอนกฎหมาย ซึ่งการอนุรักษ์ก็คือเรื่องกฎหมาย ก็จะสนใจข้อกฎหมายพวกนี้เยอะหน่อย เราเห็นการดักนก การลักลอบค้าสัตว์ป่า หรือการนำเข้าสัตว์ป่า เราก็จะคิดถึงในแง่ของกฎหมายเยอะ ละเอียดกับมันมากขึ้น พยายามคิดให้รอบด้านว่าจริงๆ แล้วกฎหมายมีช่องโหว่ไหม แก้ไขอย่างไรดี ทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้หรือเปล่า

     ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติที่ดีหรือไม่ดีกับตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน บางทีคิดมากไปมันก็เครียด พอพูดถึงกฎหมาย พูดถึงผู้บังคับใช้กฎหมายแล้วปวดหัวมาก เพราะกระบวนการอนุรักษ์เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ยังไม่เวิร์กเท่าที่ควร ไหนจะเรื่องพื้นที่ เรื่องเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ผมไม่อยากพูดไปมากกว่านี้ เพราะถ้าให้พูดเดี๋ยวเราต้องคุยกันอีกยาว (หัวเราะ)

 

*ขอขอบคุณภาพถ่ายนกจาก อาจารย์เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

 


อ่านบทสัมภาษณ์ซีรีส์ ‘geek’ อื่นๆ ได้ที่      

     – คนเลี้ยงมด | การเลี้ยงมดสอนให้อดทน เพราะเราทำได้แค่เฝ้าดูมันมีชีวิตของตัวเอง

     – คนตกปลา | พอคุณชอบตกปลาเมื่อไหร่ เตรียมใจไว้เลยว่าคุณไม่อาจหลุดจากวงโคจรนี้

     – คนรักมวลเมฆ | เมฆช่วยบำบัดจิตใจ และคอยย้ำเตือนว่าโลกเรากำลังไม่ปกติ

     – นักวาดภาพพฤกษศาสตร์ | ตื่นพร้อมแสงเช้า ทุ่มเทและเฝ้ารอจนถึงวันที่ความพยายามผลิดอกออกผล

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

ภาคิน วลัยวรางกูร

Content Creator - adB JUNIOR

*ที่เห็นในแก้วคือน้ำเปล่า