นักวาดภาพพฤกษศาสตร์ | ตื่นพร้อมแสงเช้า ทุ่มเทและเฝ้ารอจนถึงวันที่ความพยายามผลิดอกออกผล

The Guest
16 Jun 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, ธนดิษ ศรียานงค์

“ชีวิตคนเราอาจไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะมากมายไปกว่าการได้ทำสิ่งที่รัก และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นในทุกๆ วัน สิ่งนั้นสำหรับเราคือการวาดภาพพฤกษศาสตร์”

     ทุกวัน ‘แอน’ – ศันสนีย์ ดีกระจ่าง จะทุ่มเทเวลาครึ่งค่อนวันหรือ 12 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นตอนหกโมงเช้าจรดพระอาทิตย์ตกตอนหกโมงเย็น เพื่อวาดภาพต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความสงสัยจากคน (ไทย) รอบกายว่ามีประโยชน์อันใด? ทนนั่งหลังขดหลังแข็งไปเพื่ออะไร?

     แต่สำหรับเธอผู้แน่วแน่และเด็ดเดี่ยวกับเป้าหมายในชีวิตว่า “ต้องใช้อาชีพนักวาดภาพพฤกษศาสตร์เลี้ยงตัวเองให้ได้” ทำให้เธอกล้าตัดสินใจท้าทายชีวิตตัวเองในวิถีทางที่แตกต่างไปจากเดิม เธอออกจากงานประจำที่ยิ่งทำยิ่งบั่นทอนความรู้สึกภายในแล้วเลือกเส้นทางเดินใหม่ให้ชีวิต กรุยทางถางขวากหนามที่ขึ้นสูงรกชัฏ ไม่เคยมีใครฝ่าเข้าไปมาก่อน เธอไม่รู้หรอกว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วต้องพบกับอุปสรรคหนักหนาแค่ไหน แต่ยอมเสี่ยงเพราะมันคือหนทางเดียวที่จะนำเธอไปสู่สิ่งที่ต้องการ

      ระยะเวลาหลายปีที่สร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น ในที่สุดความเพียรพยายามได้ผลิดอกออกผล บานสะพรั่ง ไม่ต่างกับวันเวลาที่เธอเฝ้าดูพันธุ์พืชและดอกไม้ผลิกลีบบานเต็มช่อขณะเขียนภาพ มันช่างคุ้มค่าและสวยงาม ณ วันนี้เธอได้รับการยอมรับในฐานะ Botanical Artist หรือนักวาดภาพพฤกษศาสตร์เต็มตัว ภาพวาดของเธอได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ เธอทำสำเร็จและยึดถือการวาดภาพพฤกษศาสตร์ที่หลงใหลคลั่งไคล้ไว้เป็นอาชีพได้ตามความตั้งใจ

     หลายคนอาจสงสัยว่าจะวาดภาพไปทำไมในเมื่อถ่ายรูปแทนก็ได้ บางครั้งความเร็วและความสะดวกจากการกดชัตเตอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป โลกกว้างรอให้ทุกคนออกไปค้นพบสิ่งใหม่ฉันใด ชีวิตธรรมชาติและทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ล้วนมีเหตุผลหลายแง่มุมให้ทำความเข้าใจฉันนั้น

     บทสัมภาษณ์นี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจคนธรรมดาที่ประสบความสำเร็จจากการพยายามเพื่อทำสิ่งที่รักที่สุด และตอบคำถามที่คนมักถามเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าภาพเขียนดอกไม้ใบหญ้าสำคัญมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตอย่างไร ทำไมคนคนหนึ่งถึงต้องอุทิศเวลาครึ่งค่อนวัน และฟิตร่างกายให้แข็งแรงเพื่อมานั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเดิมๆ

     ซึ่งไม่มีอะไรง่าย และไม่ได้สวยงามเหมือนภาพที่เธอวาดเสมอไป และจะดียิ่งหากเรื่องราวของเธออาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนกลับมาทบทวนความรู้สึกของตัวเองและใส่ใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มากกว่าที่ผ่านมา

 

ภาพพฤกษศาสตร์

 

ทุกคนมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงในตัวเอง แล้วการที่คุณได้ทำอาชีพเป็นนักวาดภาพพฤกษศาสตร์เต็มตัวและได้รับการยอมรับระดับนานาชาติอย่างทุกวันนี้เกิดขึ้นจากอะไร

     ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพรสรรค์หรือพรแสวง เรียกว่าเป็นความชอบดีกว่า เริ่มตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลย เราชอบดูต้นไม้ ใบไม้ บางครั้งเวลานั่งเรียนก็ชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง จนครูเคยเขียนจดหมายมาถามที่บ้านว่าเรามีปัญหาหรือเปล่า ตลกเหมือนกัน (หัวเราะ) เราแค่รู้สึกว่าเพลินดีเวลามองใบไม้ไหว

     อีกอย่างแม่เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาทให้ฟังก่อนนอน เชื่อไหม เราไม่ได้ฟังเรื่องที่แม่เล่าเลย เพราะมัวแต่ดูรูปในหนังสือแทน ทำให้เราชอบวาดรูป ตอนเด็กๆ พ่อเคยถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกไปว่าอยากเป็นคนวาดรูป เลยเริ่มวาดรูปดอกไม้ ใบไม้ ต้นไม้เล่นตั้งแต่ตอนนั้น

     จนกระทั่งได้รู้จักกับ Botanical Art จริงๆ สมัยเรียนวิทยาลัยช่างศิลป จำได้ว่าหาข้อมูลแล้วมีแต่ภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาไทยเลย ตอนนั้นเราไม่เก่งภาษาด้วย เลยคิดว่าคงยังไม่ถึงเวลา ต่อมาเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ตอนนั้นเริ่มรับวาดรูปดอกไม้เพื่อเอาไปทำเป็น ส.ค.ส. ก็ได้รู้จัก Botanical Art มากขึ้น แล้วพยายามศึกษาด้วยตัวเองมาตลอด

     พอเรียนจบได้งานประจำ ทำอยู่สี่ห้าปีก็ตัดสินใจลาออกตอนปี 2010 เพราะในทุกๆ วันที่ต้องตื่นเช้าไปทำงานรู้สึกไม่มีความสุขเลย หันมาทำธุรกิจส่วนตัวแทนควบคู่กับการวางแผนเก็บเงินก้อนเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง เพราะเราตั้งใจเอาภาพวาดพฤกษศาสตร์ของตัวเองไปประกวดในต่างประเทศ

 

ซึ่งไม่ง่ายและเป็นเรื่องท้าทายมากๆ

     เราผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง พอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเอางานไปประกวดต่างประเทศให้ได้ ก็ลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทั้งหมด เราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีสปอนเซอร์ เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เงินที่ใช้ได้แต่ละวันต้องไม่เกินสองร้อยบาท เราเริ่มเรียนภาษาด้วยตัวเองเน้นอ่านออกเขียนได้และสื่อสารให้รู้เรื่อง ตอนแรกต้องให้เพื่อนช่วยแปลใบสมัครให้ด้วย เพราะการส่งภาพวาดไปประกวด มีกฎข้อบังคับที่เราต้องอ่านให้เข้าใจและทำตามอย่างเคร่งครัด เราต้องทำข้อมูลต่างๆ ส่งไปกับผลงานด้วย เป็นช่วงเวลาที่เราต้องฝึกทั้งตัวเองให้มีวินัยและฝีมือในการวาด

     จนในที่สุดปี 2012 เราตัดสินใจส่งภาพไปแสดงครั้งแรกในงาน Focus on Nature ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กับ Margaret Flockton Awards ที่ออสเตรเลีย แล้วก็มีคนมาติดต่อเราให้วาดภาพประกอบรายการการวิจัย ซึ่งได้ค่าตอบแทนค่อนข้างสูง เราดีใจมาก

 

‘ครั้งแรก’ มีความหมายกับคุณมากแค่ไหน

     ประทับใจมากที่สุด ทุกอย่างคือความแปลกใหม่ เป็นการเปิดโลกกว้างครั้งแรก เราได้เรียนรู้จากศิลปินมืออาชีพตัวจริงว่าเขาทำงานกันยังไง ทุกอย่างต้องตรงต่อเวลามากๆ แล้วไม่มีใครสนใจว่าคนวาดเป็นใคร เขาสนใจงานอย่างเดียว ส่วนกรรมการก็เดินดูผลงานแล้วตัดสินตรงนั้นเลย แต่งานแรกที่เราได้รางวัลเหรียญเงินคือ The Royal Horticultural Society (RHS) ที่อังกฤษ และ The Royal Botanic Garden Edinburgh (RBGE) ที่สกอตแลนด์ ในปี 2013 นั่นทำให้เรามีกำลังใจพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ

     จนในปี 2016 เราได้เหรียญทองครั้งแรกจากโปรแกรมเดียวกัน ซึ่งในแวดวงจะรู้กันว่างาน RHS เป็นโปรแกรมที่มีการแข่งขันสูงมาก นักวาดภาพพฤกษศาสตร์จากทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่นี่ ดังนั้น การได้เหรียญทองสำหรับเราคือการได้รับการยอมรับและได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักวาดภาพพฤกษศาสตร์

 

เป็นไปได้ไหมว่าเหตุผลที่อาชีพนักวาดภาพพฤกษศาสตร์ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความสนใจเหมือนประเทศที่คุณเดินทางไปจัดแสดงและประกวด เกิดจากพื้นฐานความเข้าใจและการให้คุณค่าเรื่องศิลปะและธรรมชาติที่ต่างกัน

     คนไทยในวงการเริ่มรู้จักเราตอนที่นิตยสารออนไลน์ชื่อ Botanical Art & Artists เขียนถึงผลงานของเราที่ได้เหรียญทองครั้งแรก เราว่าพื้นฐานคนไทยไม่เสพงานศิลปะมากกว่า ยิ่งเป็นศิลปะเฉพาะทางอย่าง Botanical Art คนไทยที่รู้จักจริงๆ ก็น้อยลงไปอีก

     คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นงานที่เสียเวลา ถ่ายรูปง่ายกว่า กว่าจะได้แต่ละภาพใช้ความอดทนสูง ใช้สมาธิเยอะ เพราะถ้าวาดผิดหรือเพี้ยนไปไม่ถูกต้องตามหลักพฤกษศาสตร์ ทุกอย่างที่วาดมาก่อนหน้านี้ก็จะจบลงตรงนั้นเลย

     แต่ต่างชาติเขามีรากฐานและแบบแผนชัดเจนมาเป็นร้อยๆ ปี เช่น การเก็บตัวอย่างพฤกษศาสตร์ต้องมีทั้งตัวอย่างแห้ง ตัวอย่างสด ภาพถ่าย ภาพวาดสี ภาพวาดขาวดำ ซึ่งสถานที่เก็บของเขาจะเป็นหอสมุดขนาดใหญ่มาก เมื่อกลับมามองสวนพฤกษศาสตร์หรือหอพฤกษศาสตร์ในไทยจะเห็นว่าต่างกันมาก

     อีกอย่างถ้าอยู่เมืองไทยโอกาสที่จะทำเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวคงเป็นไปได้ยาก คนไทยเสพติดชื่อเสียงนำหน้าผลงาน แต่ในเมืองนอกผลงานนำหน้าคนวาด ถ้าคุณทำผลงานออกมาดีเขาจะจำคุณได้เอง ต่อให้คุณอยู่ไกลแค่ไหน เขาจะไปหาคุณ เพราะคุณเป็นตัวจริง เป็นคนที่ใช่ในอาชีพนี้

 

ภาพพฤกษศาสตร์

ภาพพฤกษศาสตร์

 

ขณะจับพู่กันเขียนภาพ คุณในตอนนั้นนึกถึงอะไรอยู่บ้าง

     นึกถึงว่าเราเป็นคนเล่าเรื่องราวของต้นไม้ที่กำลังวาด เราทำหน้าที่สื่อสารให้ทุกคนรู้ว่านี่คือต้นอะไร คิดแค่นี้จริงๆ พอได้ใช้เวลากับต้นไม้มากๆ เป็นเดือนๆ ทำให้เรายิ่งรู้จักต้นไม้ต้นนั้นลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต้นไม้หรือดอกไม้ที่มองเห็นแล้วสวยอย่างเดียว เราต้องใช้การวาดพูดแทนเขา (ต้นไม้) ให้ได้

 

คุณมีหลักอะไรในการเลือกพืชหรือต้นไม้มาวาด

     เรามักจะนำพืชที่เห็นได้ทั่วไปหรือมีอยู่ใกล้ตัวมาวาด ต้องเลือกต้นไม้ที่เราหยิบจับสะดวก หรือซื้อหาได้ง่าย ส่วนใหญ่เราจะเลือกต้นไม้ที่แม่ชอบปลูกไว้ เพราะเราคุ้นเคยที่สุด เราต้องใช้เวลาอยู่กับมันไปอีกนาน เพราะต้องศึกษาอย่างละเอียดโดยเฉพาะแหล่งกำเนิด ต้นไม้บางชนิดที่เห็นในบ้านเราอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นพืชประจำถิ่น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป ต้องดูให้ดี ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับการวาดภาพพฤกษศาสตร์ เพราะการวาดภาพส่งประกวดหรือจัดแสดงจะต้องวาดภาพเป็นชุดในหัวข้อที่เรากำหนดเอง ซึ่งต้องไม่ตั้งหัวข้อที่แคบมากเกินไปหรือจำกัดการวาดของเรา ดังนั้น เราจะไม่ตั้งหัวข้อว่าพืชประจำถิ่นประเทศไทย แต่เราจะใช้หัวข้อว่าต้นไม้เขตร้อนแทน

     อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ เมื่อเป็นภาพวาดวิทยาศาตร์ ก็ต้องถูกต้องตามพฤกษศาสตร์ จัดส่วนประกอบให้ครบถ้วนภายในหน้ากระดาษ ถ้าไม่แน่ใจต้องขอคำปรึกษาจากนักพฤกษศาสตร์เพื่อให้ช่วยตรวจดูลักษณะและโครงสร้างพืช เพราะสุดท้ายภาพนี้จะต้องนำไปใช้อ้างอิงได้ เราเคยเห็นคนไทยวาดภาพสวยมากแต่ผิดไปจากธรรมชาติ คือต้องเข้าใจก่อนว่าการวาดภาพพฤกษศาสตร์จะผิดไปจากหลักการไม่ได้เลย คนที่ใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ แค่ดูด้วยตาเปล่าก็รู้ได้ว่าไม่ถูกต้อง วิธีที่เราใช้คือเมื่อเลือกพืชได้แล้วจะเริ่มศึกษาให้ละเอียดมากที่สุดก่อน แล้วเรามักจะปลูกพืชชนิดนั้นไปด้วย จะได้สังเกตดูการเจริญเติบโต มันทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลา

 

กว่าจะสำเร็จเป็นภาพวาดหนึ่งภาพ คุณต้องใช้เวลาและความทุ่มเทขนาดไหน

     ชีวิตเรามีวินัยมาก เพราะต้องบริหารเวลาการทำงานตลอด เราเข้านอนตอนสามทุ่มแล้วตื่นตั้งแต่ตีสี่ ทำกิจวัตรส่วนตัว ออกกำลังกาย เล่นโยคะให้เสร็จก่อน เพราะการนั่งนานๆ ตลอดวันทำให้ปวดหลังได้ จากนั้นเราจะเริ่มวาดภาพตั้งแต่พระอาทิตย์แรกขึ้นตอนหกโมงเช้า จนประมาณหกโมงเย็นพระอาทิตย์ตกก็หยุด เพราะการวาดภาพพฤกษศาสตร์ต้องอาศัยแสงธรรมชาติเท่านั้น เราเคยพยายามลองวาดโดยใช้แสงจากหลอดไฟแล้ว สรุปว่าพัง สีเพี้ยน ภาพดูเป็นของปลอม ผิดไปจากธรรมชาติมาก เหมือนเป็นพืชพลาสติก

     ตอนกำลังวาด เรารู้สึกเพลินมาก ไม่เคยเบื่อ วาดไปได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวันจนลืมเวลาไปเลย จะรู้ตัวอีกทีว่าแสงอาทิตย์หมดแล้วก็ตอนที่มีเงาส่องเข้ามาบนกระดาษ เราจะหยุดแล้วค่อยมาวาดต่อในวันถัดไป ชีวิตตอนทำงานของเราจะเป็นแบบนี้ แต่ละรูปจึงใช้เวลาหลายเดือน

     แต่ถ้าถามเรื่องเทคนิคการวาด หลังจากเลือกต้นไม้ได้แล้ว จัดวางส่วนต่างๆ เสร็จ จึงเริ่มร่างบนกระดาษหนา 640 แกรม เพราะแข็งแรงและซึมซับสีได้ดี ส่วนขั้นตอนการลงสี เราใช้เทคนิคการระบายแบบฝนดินสอลงสีเป็นส่วนๆ ใช้พู่กันเบอร์ 2 ระบายสีเป็นเส้นคล้ายการใช้ดินสอแรเงา ใช้น้ำน้อย แค่จุ่มสีพอหมาด บีบสีทีละน้อยเท่าเมล็ดถั่วเขียวเท่านั้น หากบีบสีใส่จานทิ้งไว้นานๆ Gum Arabic ในสีจะแห้งทำให้สีไม่สดใส ระหว่างการวาดแต่ละส่วนของพืช จะมีการหยุดพักบ้างเพื่อรอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ เช่น ดูการเปลี่ยนสีของดอก ดูการบานของใบ เมื่อวาดเสร็จเราจะพักชิ้นงานไว้ประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่จะลงสีเก็บรายละเอียดเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะคุมโทนภาพวาดชุดนั้นให้ไปในทิศทางเดียวกัน

 

ใช้เวลาอยู่กับต้นไม้มากๆ แบบนี้ ทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นไหม

     ธรรมชาติลึกซึ้งมากกว่าที่ตาเราเห็น มันมีวัฏจักรและรูปแบบเฉพาะที่ทำให้มันเป็นแบบนั้นและดำรงอยู่ได้ เราเองต้องรู้ที่มาที่ไปและเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ด้วย การต้องปลูกต้นไม้เอง เตรียมตัวอย่างเอง คือการได้เรียนรู้ต้นไม้ชนิดนั้นจริงๆ เหมือนเราทำความรู้จักคนคนหนึ่งตั้งแต่เขาเป็นเด็ก โตเป็นผู้ใหญ่ ออกลูกออกหลาน

     อย่างต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่เราเห็นตามริมถนน คนคงคิดว่าเป็นต้นไม้ในไทยอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง แต่เข้ามาในไทยครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 และตั้งชื่อตามหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร หรือต้นพญาสัตบรรณ (ต้นตีนเป็ด) มีแต่คนบ่นว่ากลิ่นเหม็น แต่กลับเอามาปลูกในเมืองหรือพื้นที่อยู่อาศัย จริงๆ มันเป็นต้นไม้ที่อยู่ในป่า เหตุผลที่ต้องส่งกลิ่นแรงเพื่อล่อแมลงหวี่ให้มาช่วยผสมพันธุ์ ต้นพญาสัตบรรณจึงออกดอกทีละเยอะมากๆ มันเป็นเป็นกลไกทางธรรมชาติ กลายเป็นว่าเราไม่ได้แค่วาดรูปให้จบๆ ไป แต่เราจะได้รู้จักต้นไม้นั้นๆ ด้วย

 

รู้สึกอย่างไรเมื่อสิ่งที่คุณชอบและทำมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ กลายมาเป็นอาชีพที่ใช้หาเลี้ยงตัวเองได้

     เหมือนชีวิตประสบความสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่งหลังจากลองผิดลองถูกมาเยอะ เพราะเราคิดมาตลอดว่าต้องทำให้ได้ ต้องเอาอาชีพนักวาดภาพพฤกษศาสตร์เลี้ยงตัวเองให้ได้ ซึ่งคนรอบข้างแม้กระทั่งครอบครัวมักจะเป็นห่วงว่าเราใช้ชีวิตลำบากหรือเปล่า โอเค ตอนเริ่มแรกอาจมีบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้คือไม่เลย เรามีงานทำประจำ เราขายรูปได้ เลยทำให้รู้สึกว่าตราบใดที่เรายังไม่สำเร็จ คนไทยก็จะไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วทนทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร วาดภาพอย่างเดียวเนี่ยนะจะเลี้ยงตัวเองได้? แต่เราชอบของเราไง ถ้าทำแล้วมีความสุขก็ไม่เห็นจะต้องมีคำถามอื่นอีก

     ทุกวันนี้เรารู้สึกว่าการวาดภาพเป็นงานที่ไม่ใช่งาน ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย หรือมีความทุกข์อะไร กลายเป็นว่าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าอิจฉา (หัวเราะ)

     แล้วพอมาอยู่ในจุดที่ทำเป็นอาชีพ เราก็อยากให้วงการ Botanical Art ในไทยไปไกลถึงระดับนานาชาติ แต่คนไทยติดอย่างหนึ่งคือไม่ชอบให้ใครมาติ ไม่เชื่อลองไปวิจารณ์งานคนอื่นสิ ตรงกันข้ามกับที่นี่ (สกอตแลนด์) เขาชอบมากเวลามีคนมาวิจารณ์ ถ้าดีก็เก็บไว้ปรับปรุงพัฒนาต่อไปได้

     อีกอย่างความรู้เรื่อง Botanical Art ในไทยก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยเฉพาะการแบ่งประเภทภาพวาด คนไทยวาดภาพสวยมากก็จริง แต่จะอยู่ประเภทไหนล่ะ เป็น Artistry หรือมุมมองทางศิลปะไปเลยไหม หรือจะเป็น Scientiffiic ใช้อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์อย่างที่เราทำอยู่ หรือจะวาดเป็นพอร์เทรตแบบซูมใกล้ๆ ก็ได้ แต่คนไทยยึดติดความสมบูรณ์แบบมากเกินไป งาน Botanical Art ในไทย จึงมักจะต้องเป็นใบไม้สดใหม่ คม เรียบ แต่ใบไม้จริงๆ ตามธรรมชาติต้องมีรอยจับ รอยแทะ รอยหงิก หรือจุดที่โดนแสงมากน้อยต่างกันไป

 

อะไรทำให้คุณตัดสินใจไปใช้ชีวิตและทำอาชีพนี้ที่สกอตแลนด์

     ถ้าขืนอยู่ไทยต่อไปเราคงไม่ได้ไปไหนไกลหรอก นี่คือความจริงในมุมมองของเรานะ เพราะคนไทยไม่เสพงานที่เราทำ จะมีสักกี่คนที่ยอมจ่ายเงินซื้อภาพเขียนของเรา หรือซื้อไปเก็บในหอพฤกษศาสตร์ เราคิดว่าคงไม่มี แต่คนต่างชาติเขาเสพ เขายอมจ่าย เขาส่งเสริม เลยคิดว่าไปอยู่ตรงนั้นน่าจะดีกว่า

     อีกอย่างถ้าเราวาดไปวาดมาแล้วบังเอิญเจอผลงานของตัวเองไปเป็นลายสกรีนลงบนแก้วหรืออะไรก็แล้วแต่ เราทำใจรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ที่ไทยไม่มีอะไรป้องกันผลงานของเราได้ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องลิขสิทธิ์ด้วย แต่ในต่างประเทศจริงจังเรื่องลิขสิทธิ์มาก เพราะเป็นสิ่งที่ต้องให้เกียรติกัน

     แต่อุปสรรคของการอยู่ต่างประเทศอีกอย่างคือค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อาชีพนี้เลี้ยงดูเราได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดตรงที่รายได้จากการขายรูปไม่ได้มีเข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่างหลังวาดรูปเสร็จ เราก็จะหารายได้เสริมจากงานพิเศษไปด้วย (หัวเราะ) ทั้งรับจ้างจูงหมา ล้างจาน ทำขนมขาย ขายของในตลาดนัด หรือบางครั้งก็เปิดคลาสเล็กๆ สอนคนสกอตแลนด์วาดภาพ ก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไปแหละ แต่เหตุผลหลักๆ ที่ตัดสินใจไปอยู่ที่นั่น เพราะเรามองเห็นโอกาสที่จะเติบโตไปได้มากกว่า

 

ภาพพฤกษศาสตร์

 

ตอนที่มีคนเดินเข้ามาติดต่อขอซื้อภาพครั้งแรก คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

     เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาขอซื้อ เพราะตอนนั้นเรายังมือใหม่อยู่ เขาก็เดินเข้ามาถามตรงๆ เลยว่าขายไหม เป็นงานประกวดครั้งแรกที่ผลงานของเราได้เหรียญเงิน ด้วยความไม่รู้ว่าจะต้องขายเท่าไหร่ เลยบอกเขาไปว่า 300 ปอนด์ หรือประมาณหนึ่งหมื่นบาท ค่าตั๋วเครื่องบินยังไม่ได้เลย ค่าโรงแรมก็ยังไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ขายๆ มันไปเถอะ ตอนหลังพอได้ประกวดงานต่างประเทศบ่อยขึ้น เราจะเริ่มสังเกตคนรอบข้าง ดูราคาของเขา ดูปริมาณงานที่เขาทำ บวก ลบ คูณ หาร กับเวลาที่วาด แล้วตั้งราคาใหม่ที่สมเหตุสมผล อย่างภาพล่าสุดที่ขายไป ราคาอยู่ที่ 1,500 ปอนด์ หรือประมาณเจ็ดหมื่นบาท ไม่ต้องกลัวว่าแพง เพราะถ้างานเราดีจริงรับรองว่ามีคนที่ยอมจ่ายแน่นอน

     อย่างมีรัฐมนตรีการเงินของอังกฤษคนหนึ่ง ซื้อภาพเราประจำทุกปีเป็นของขวัญให้ภรรยา เพราะภรรยาของเขาชอบ Botanical Art ทุกครั้งที่วาดเสร็จเราจะส่งให้เขาดูก่อนมาเห็นภาพจริง แล้วเขาจะซื้อไปตลอด

     หรือตอนที่เราได้เหรียญทองครั้งแรกในปี 2016 ภายในชั่วโมงเดียวที่จัดแสดงมีคนขอซื้อภาพเราไป 4 ภาพจากทั้งหมด 6 ภาพ เรายืนไม่นิ่งกับที่เลยนะ (หัวเราะ) เหมือนเป็นความลิงโลดในใจ หรือก่อนหน้านั้นตอนปี 2015 ที่เราคาดหวังว่าภาพที่ส่งประกวดงาน RHS จะได้เหรียญทอง แต่ผลงานของเราเกิดอุบัติเหตุระหว่างขนส่งบนเครื่องบิน น้ำฝนซึมเข้าไปในภาพ ทำให้ภาพเสียหายจนเข้าร่วมการตัดสินไม่ได้ ปีนั้นกรรมการเลยอนุญาตให้ได้แค่แสดงภาพอย่างเดียว เราเสียดายมาก แต่ปรากฏว่ามีสติ๊กเกอร์สีแดงติดอยู่ กรรมการคนหนึ่งมาซื้อรูปไป เขาบอกว่าชอบและเสียใจแทนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะงานของเรามีโอกาสได้เหรียญทอง

     ไม่กี่วันต่อมาเราได้รับอีเมลติดต่อขอซื้อภาพต้นกาแฟโรบัสตาสีทองเพื่อเอาเข้าไปเก็บไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ Kew (The Royal Botanic Gardens Kew) เป็น Kew library collections ของ Dr. Shirley Sherwood ซึ่งคัดเลือกแต่ภาพวาดชั้นเยี่ยมเท่านั้น เราขายแบบไม่ต้องคิดอะไรมากเลย สำหรับเราการขายงานได้เป็นแรงผลักดันให้ทำงานต่อไปได้ ศิลปินบางคนอาจชอบเก็บงานไว้มากกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ถ้าให้เราเก็บงานไว้คำถามใหญ่ที่ตามมาคือแล้วเราจะกินอะไร จะใช้ชีวิตต่อไปได้ไหม

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณภูมิใจมากที่สุดตั้งแต่ทำงานด้านนี้มา

     หลายอย่างเลย คนส่วนมากจะเข้าใจว่าเหรียญรางวัลคือสิ่งที่เราภูมิใจมากที่สุด แต่สำหรับเรารางวัลคือใบเบิกทางที่ดีในสายอาชีพนี้มากกว่า เพราะสิ่งที่ทำให้เราภูมิใจตัวเองจริงๆ คือเวลาได้ยินคนพูดว่า “ภาพนี้ศันสนีย์วาด ฉันจำได้” แสดงว่าภาพพูดแทนเราครบทุกอย่างแล้ว สิ่งตอบแทนจริงๆ จึงไม่ใช่เงินจากการขายรูป แต่เป็นความรู้สึกหัวใจพองโตจากงานที่บอกคนอื่นได้ว่าเราเป็นใคร เราทำอะไร โอ้ย (เน้นเสียง) นี่แหละคือสิ่งที่เราพยายามมาตลอด

     หรืออย่างตอนที่ได้รับเชิญให้เป็นศิลปินอาสาสมัครประจำ Royal Botanic Garden Edinburgh Florilegium รู้สึกภูมิใจมากจนถึงตอนนี้ เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวเราจากผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด แต่เราก็ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามีความเป็นมืออาชีพ คิดดูสิว่าภาพที่เราวาดจะถูกเก็บรักษาไว้ไปอีกนาน อาจจะหลายร้อยหลายพันปีก็ได้ ซึ่งน้อยคนมากๆ ที่จะได้รับโอกาสให้ทำงานตรงนี้ เมื่อได้รับโอกาสเราจึงภูมิใจและตั้งใจทำให้ดีที่สุด

 

การวาดภาพพฤกษศาสตร์ให้บทเรียนการใช้ชีวิตในเรื่องอะไรกับคุณ

     การยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เสมอvและการรอคอย แต่เป็นการรอคอยแบบมีจุดมุ่งหมายนะ คนเราต้องมีจุดมุ่งหมายในชีวิตว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร มุ่งมั่นแค่ไหน เพราะทุกการรอคอยย่อมมีรายละเอียดในนั้น การวาดภาพสอนเราแบบนี้ เรารอให้ต้นไม้ที่ปลูกค่อยๆ โตจนออกดอกออกผลสวยงามมาก แต่วันหนึ่งมันอาจโดนมดโดนแมลงมากัดกินจนเสียหาย หรือกำลังจะตาย มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งเรานำมาวาดเป็น Botanical Art ก็ได้ บางครั้งการรอคอยอาจทำให้ผิดหวังไปบ้าง หรือชีวิตต้องเจอการเปลี่ยนแปลงหนักหนายังไง สุดท้ายอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกมองในมุมไหน

 

แสดงว่าชีวิตจริงไม่สวยงามเหมือนภาพที่วาด

     ใช่ แต่ก็อยู่ที่ว่าเรายอมรับมันได้มากแค่ไหนมากกว่า จำได้ว่าตอนไปประกวดงานครั้งแรกที่ลอนดอน เราติดอยู่ที่ ตม. นานมาก พอผ่านมาได้ก็รีบเดินทางไปสถานที่จัดแสดง ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด วันนั้นเขาไม่ให้เราติดงานเพราะหมดเวลาแล้ว จะให้ติดได้อีกทีพรุ่งนี้เช้าก่อนงานเริ่ม เขายังทักเราด้วยว่าคิดว่าไม่มาแล้ว เช้ามืดวันต่อมา เราต้องรีบออกเดินเท้าฝ่าความหนาวเพราะยังไม่มีรถบัสวิ่งเพื่อไปติดภาพให้ทันเวลา ไม่งั้นทุกอย่างที่เราพยายามมาทั้งหมดจะไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น

     หรือบางครั้งก็อดเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ไม่ได้ว่า เขามีบ้าน มีรถกันแล้ว แต่เรายังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย เราเคยแคร์เรื่องแบบนี้อยู่พักหนึ่ง แต่เรากลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ชีวิตเราต้องการจริงๆ ชีวิตคนเราอาจไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะมากมายไปกว่าการได้ทำสิ่งที่รัก และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นในทุกๆ วัน สิ่งนั้นสำหรับเราคือการวาดภาพพฤกษศาสตร์ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว

 

ภาพพฤกษศาสตร์

 

การวาดภาพพฤกษศาสตร์สร้างความหมายใหม่ให้ชีวิตคุณอย่างไร

     เราสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองจริงๆ เราภูมิใจและพูดได้เต็มปากว่าไม่ได้อาศัยใคร ไม่ได้ติดค้างใครหรือสปอนเซอร์ไหน เป็นความสำเร็จที่ไม่มีภาระ พอใจจะทำอะไรก็ทำ เพราะเราทำของเราเองมาตั้งแต่ต้น ยังนึกถึงวันที่ลำบากมากๆ ได้ เราต้องไปรูดบัตรเครดิตมาจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน มีเงินแค่หมื่นห้าแต่ต้องใช้ชีวิตเจ็ดวันในลอนดอน ไม่เคยมีใครมาสนับสนุน พอวันหนึ่งเราทำสำเร็จ มีคนเข้ามาชื่นชมว่าเป็นตัวแทนคนไทย เราว่ามันไม่ใช่ เราทำเพื่อตัวเองไม่ได้ทำเพื่อประเทศ แต่ถ้ามีภาครัฐหรือหน่วยงานไหนมาสนับสนุนศิลปิน Botanical Art คนไทยอย่างเต็มที่ ช่วยผลักดันเขา อย่างนั้นสิถึงจะบอกได้ว่าเป็นตัวแทนประเทศไทยจริงๆ

     ในประเทศญี่ปุ่น ศิลปิน Botanical Art ถือเป็นบุคคลทรงคุณค่า เพราะรัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนให้สร้างงานได้ แบบนี้ถึงจะพูดได้ว่าเป็นตัวแทนจากญี่ปุ่น แต่ถ้าให้เราบอกว่าเป็นตัวแทนประเทศไทยเหรอ (ถอนหายใจ) เรามองว่าประเทศไทยให้โอกาสคนมีฐานะหรือคนที่อยู่ใกล้โอกาสมากกว่าคนเก่งหรือคนที่มีความสามารถเสมอ ถ้าเราไม่ใช่ข้าราชการหรือหน่วยงานราชการ โอกาสที่เราจะได้ทุนวิจัยหรือการสนับสนุนมันเป็นศูนย์เลยนะ

     เรามองว่าทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิตเกิดจากสิ่งที่เราตั้งใจทำ มันให้อะไรที่มากกว่าแค่การวาดรูป เราได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เปิดมุมมองอะไรหลายๆ อย่าง ได้เห็นการทำงานของมืออาชีพ เมื่อมองย้อนกลับไปใครจะคิดว่าการวาดดอกไม้ใบหญ้าไม่กี่ใบมันสร้างโอกาสและพาให้ชีวิตเรามาไกลได้ขนาดนี้

 

แล้วจุดสูงสุดหรือปลายทางความสำเร็จของอาชีพนักวาดภาพพฤกษศาสตร์อยู่ตรงไหน

     ส่วนใหญ่ปลายทางของอาชีพนี้คือเข้าไปเป็นศิลปินในสวนพฤกษศาสตร์ แล้วทำงานร่วมกับนักพฤกษศาสตร์ ทุกๆ วันจะมีต้นไม้ใหม่ๆ เข้ามาให้เขียนภาพตัวอย่าง เพื่อเก็บสะสมไว้เป็นคอลเล็กชันและคลังข้อมูลของหอพฤกษศาสตร์ นี่คือจุดสูงสุดของนักวาดภาพพฤกษศาสตร์ คือเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ มีเงินเดือน มีสวัสดิการ มีคนยอมรับ

     ส่วนความสำเร็จสำหรับเราคือการที่วาดภาพแล้วไม่ต้องเขียนชื่อ ไม่ต้องมีอะไรเลย แต่คนดูแล้วจำได้ว่าเป็นผลงานของเรา เขารู้จักเราเพราะผลงานจริงๆ ศิลปินแต่ละคนวาดดอกไม้ ใบไม้เหมือนๆ กันหมด แต่มีคนรู้ว่าภาพไหนคือภาพที่เราวาด

     ทุกวันนี้เวลาแสดงงานจะมีคนเข้ามาบอกว่าติดตามดูงานเราอยู่ตลอด แล้วเขาก็จะถามด้วยว่าผลงานใหม่ออกเมื่อไหร่ สุดท้ายมันไม่ได้แค่ตัวเราที่มีคนรู้จักเยอะขึ้นอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราทำหรือศิลปินทุกคนทำคือ ทำให้ Botanical Art กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

 

เป้าหมายที่คุณตั้งใจไว้ในอนาคตคืออะไร

     อยากทำหนังสือรวมเล่ม Botanical Art เป็นภาพวาดพฤกษศาสตร์ของพืชเมืองร้อนในประเทศไทยแล้วพิมพ์ขายในต่างประเทศเป็นของตัวเอง นี้คือเป้าหมายสูงสุดของเรา ซึ่งโอกาสเป็นไปได้มันก็มีแต่อาจต้องใช้เวลาอีกนาน เราไม่อยากหวังอะไรเยอะมาก เราแค่ต้องพยายามทำด้วยตัวเองเหมือนที่เราเคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งตอนเริ่มคิดว่าจะทำให้การวาดภาพพฤกษศาสตร์เป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง ชีวิตตอนนี้ส่วนมากทุ่มเทเวลาให้กับการวาดภาพเพื่อส่งประกวดอยู่ กลายเป็นคนเสพติดการทำงานแบบนี้ แต่เราเชื่อว่าการตั้งเป้าหมายจะสร้างโอกาสใหม่ๆ เข้ามาให้เราไขว่คว้าอีก

 

ภาพพฤกษศาสตร์

 

ตอนนี้การวาดภาพพฤกษศาสตร์คือชีวิตของคุณ แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องสูญเสียความสามารถในการวาดภาพไป คุณเคยคิดไหมว่าชีวิตในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

     คำถามดีจัง ไม่เคยมีใครถามคำถามนี้กับเรา แล้วตัวเราเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อนด้วย (นิ่งคิด) เราก็ควรพอใจว่าอย่างน้อยสิ่งที่เราเคยใฝ่ฝันว่าอยากทำ เราทำได้ และทำสำเร็จมาแล้ว เพราะการวาดภาพพฤกษศาสตร์สอนให้เราเข้าใจความไม่แน่นอน และรู้จักยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับทุกๆ สิ่งได้เสมอ เรารู้สึกว่าใจเย็นขึ้นกับชีวิต ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ เราก็คงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยแล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาได้ทำมันเต็มที่แล้ว เราเต็มที่กับทุกภาพจริงๆ

 


อ่านบทสัมภาษณ์ซีรีส์ ‘geek’ อื่นๆ ได้ที่      

     – คนเลี้ยงมด | การเลี้ยงมดสอนให้อดทน เพราะเราทำได้แค่เฝ้าดูมันมีชีวิตของตัวเอง

     – คนตกปลา | พอคุณชอบตกปลาเมื่อไหร่ เตรียมใจไว้เลยว่าคุณไม่อาจหลุดจากวงโคจรนี้

     – คนดูนก | นกสอนให้มองเห็นความหลากหลาย และคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงหนึ่งเดียวไม่มีจริง

     – คนรักมวลเมฆ | เมฆช่วยบำบัดจิตใจ และคอยย้ำเตือนว่าโลกเรากำลังไม่ปกติ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง