ก้อย อรัชพร: สิทธิในการจีบผู้ชายก่อน ช่วงเวลาที่ผู้หญิงขอออกแบบชีวิตด้วยตัวเอง

The Guest
2 Oct 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

หากพูดถึงรายการในยูทูบ ณ ปัจจุบัน ชื่อของ ‘ถ้าหนูรับ พี่จะรักปะ’ จากช่อง GoyNattyDream Channel คือหนึ่งในน้องใหม่ที่มาแรงในแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        เพราะด้วยสไตล์คอนเทนต์ที่ ‘สดใหม่’ จากการพาแขกรับเชิญชายเนื้อหอมมากหน้าหลายตามานั่งบนรถ ก่อนที่ ก้อย แนตตี้ และดรีม 3 สาวพิธีกรจะทำการพูดคุยกึ่งหยอกล้อ คล้ายเป็นการ ‘จีบ’ กันบนรถ ยังคงเป็นเรื่องที่ใหม่ในสังคมไทย จนอาจทำให้ใครต่อหลายคนไม่เข้าใจและมองว่าสิ่งที่พวกเธอทำนั้นดู ‘แปลก’ ไปจากวัฒนธรรมอันดีของสังคมไทยยิ่งนัก

        “เราหวังว่าการมีอยู่ของรายการนี้จะทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง เราอยากทำให้ผู้หญิงบางคนที่กำลังชอบผู้ชายแต่ไม่กล้าจีบ มีความกล้าและเข้าใจมากขึ้นว่าการที่ผู้หญิงเริ่มจีบก่อนไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด 

        จุดมุ่งหมายสำคัญที่ ‘ก้อย’ – อรัชพร โภคินภากร หนึ่งในเจ้าของรายการกล่าวอย่างเปิดอกในการพูดคุยกับเราในวันสบายๆ ณ ร้านกาแฟย่านบางรัก ซึ่งนอกจากรายการที่เธอทำอยู่นั้น ความฝันในวัยเด็ก สิ่งที่เรียนรู้จากวงการบันเทิง และเป้าหมายในชีวิตในขวบปีที่ 26 ก็เป็นประเด็นสำคัญที่เธอบอกเล่าในการสนทนาครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

 

ก้อย อรัชพร

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้คุณทำอะไรมาแล้วบ้าง

        ก่อนหน้านี้เราก็เป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์คนหนึ่งที่ทำงานด้านนี้มาบ้าง หลายคนอาจจำเราได้จาก Hormones: The Series, O-Negative รักออกแบบไม่ได้ แต่นอกจากนี้เราก็มีบทรอง บทตัวประกอบอีกมาก เหมือนเด็กคณะนี้คนอื่นๆ เลย ที่ต้องอยู่ในกองถ่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มเพื่อรับค่าตัว 700 บาท 

        เหมือนตอนนั้นมีอะไรให้ทำก็ลองไปก่อน เพราะพูดตามตรง เราก็เป็นคนที่ไม่มีความฝันเป็นชิ้นเป็นอันขนาดนั้น ตอนเด็กเราก็อยากเป็นหมอเพราะสังคมและครอบครัวบอกว่าดี เป็นความฝันที่เกิดจากค่านิยมของคนอื่น แต่พอมาเปลี่ยนมาเรียนนิเทศศาสตร์ที่ทุกอย่างใหม่หมด เราเลยเคว้งกับอนาคตตัวเองเหมือนกัน ในหัวคิดแค่ว่าต้องเรียนให้ได้คะแนนดี ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแค่นั้น

ทำไมถึงเบนเข็มจากเป็นหมอแล้วมาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคุณ

        จริงๆ เนื้อแท้ของตัวเราเป็นเด็กกิจกรรมมากกว่า สมัยมัธยมเราทำกีฬาสี แข่งโต้วาที พูดหน้าเสาธงมาตลอด แต่อาจเป็นเพราะค่านิยมของผู้ใหญ่ด้วยที่เห็นเราเรียนสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ เขาเลยตั้งความหวังไว้ว่าโตไปจะต้องเป็นหมอสมความตั้งใจเขา ซึ่งตัวเราเองตอนนั้นก็เช่นกันเห็นเขาว่าดีก็เลยทำตามแบบไม่ได้คิดอะไร 

        ซึ่งถามว่าเขาผิดไหม ไม่เลยเพราะก็ต้องคาดหวังกับการลงทุนลงแรงไปทั้งค่าเทอม ค่ากิน ค่าเรียนพิเศษ ตัวเราก็ไม่เคยได้ตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ ความฝันของคนอื่นเลยหล่อหลอมตัวเราขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว

แล้วจุดไหนที่คุณค้นพบตัวว่าตัวเองคือนักแสดง ไม่ใช่แพทย์ตามที่พ่อแม่คาดหวัง

        อาจเป็นช่วงที่เราสอบคณะแพทย์ไม่ติด เพราะพูดกันตามตรงเราก็ไม่ใช่เด็กที่ตั้งใจเรียนขนาดนั้น ซึ่งการจะเข้าคณะแพทย์ได้แบบเพื่อน เขาต้องอ่านหนังสือกันจริงจังและหนักมาก ซึ่งเราก็ตรงกันข้ามกับเพื่อนอย่างสิ้นเชิง (หัวเราะ) 

        ถามว่าเสียใจไหม เราใช้คำว่าช็อกดีกว่า เป็นช่วงที่เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองถึงขนาดที่ว่า เราโง่เหรอ แต่ครอบครัวต่างหากที่เสียใจกว่าเราเยอะ เราเลยตัดสินใจไปหาครูแนะแนวว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เขาก็ให้เราลองเอาผลงานตัวเองลองมานั่งกางดู ก็เเลยทำให้รู้ตัวว่า เราคือเด็กกิจกรรมมาตลอด ความคิดที่ว่าถ้าเราไปทางวิทย์ไม่รอด​ก็ขอไปทางศิลปะให้สุดบ้างดูแล้วกัน

พอเลือกเส้นทางแบบนี้ ที่บ้านเขายอมรับได้ไหม

        เขาจะเข้าใจได้ยังไง (หัวเราะ) ด้วยความที่เขาคาดหวังในตัวเราขนาดนั้น แต่สุดท้ายเราก็พยายามบอกเขาให้เข้าใจว่า เราบอกเขาว่าไม่ว่าจะเลือกอะไร เราจะทำให้เต็มที่ จะเอาตัวให้รอด เขาเลยพอจะเข้าใจบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้ปิดกั้นเราให้ได้ลอง 

ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น แล้วคุณสอบติดแพทย์ขึ้นมาจริงๆ คิดว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไรตอนนี้

        ด้วยนิสัยที่เป็นเด็กเนิร์ดขั้นสุดของเรา ถ้าได้เรียนแพทย์จริงๆ ตอนนี้ก็คงกลายเป็นหมอก้อยที่อยู่ในโรงพยาบาลสักแห่งหนึ่ง

 

ก้อย อรัชพร

พอย้ายมาอยู่ในสังคมนิเทศศาสตร์เป็นอย่างไรบ้าง

        เปลี่ยนตัวตนเราไปเยอะมาก เมื่อก่อนเราเป็นลูกคนเล็กที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอด เราเลยกลายเป็นคนที่คลั่งคำชื่นชมและต้องเป็นที่ 1 ในทุกอย่างให้ได้ในทุกอย่าง แต่พอเรามาอยู่ในโลกของศิลปะเราค้นพบว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะมีอันดับ 1 ให้คว้า วงการบันเทิงที่เป็นศาสตร์ของศิลปะสอนให้เรามองเป้าหมายอีกแบบ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราจะคาดหวังความเป็นหนึ่งจากคนอื่นไม่ได้ แต่เป็นเป้าหมายที่วัดจากตัวเราเท่านั้น ว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเต็มที่พอแล้วหรือยัง

        อีกอย่างคือที่นี่สอนให้เรารู้ว่าโลกไม่มีอะไรควบคุมได้ ทุกอย่างไม่ได้หมุนรอบตัวเรา สิ่งที่เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งทำได้ คือทำให้เต็มที่และยอมรับว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ตรงไหน สิ่งนี้จะทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น

หลังจากจบมาจากรั้วมหาลัย วางแผนอาชีพในอนาคตอย่างไรบ้าง

        เชื่อไหม ว่าพอกลับมาอยู่ในโลกความเป็นจริง ความเป็น ‘Perfectionist’ กลับมาอีกแล้ว เหมือนเป็นสันดานที่ตัดไม่ขาด (หัวเราะ) สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าชีวิตไม่ต้องเป็นที่ 1 ก็อยากเป็นที่ 1 อีกครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะครอบครัวเราตอนนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว เลยต้องพยายามให้เต็มที่มากกว่าเดิม 

        ทำให้ช่วงที่ทำงานในวงการบันเทิงตอนนี้จึงไม่เหมือนกับสมัยเรียนอยู่เลย เรามีความกดดัน มีความคาดหวังมากขึ้น กลายเป็นว่าการทำงานในช่วงนี้เราเริ่มหาความสมดุลระหว่างความฝันและความจริง ซึ่งในวงการบันเทิงตอนนี้กลายเป็นช่วงที่เรามองหาสิ่งที่สามารถทำ และอยู่กับเราไปตลอดไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป เช่น การเขียนบท กำกับการแสดง เลยเป็นสาเหตที่เราจะอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิง 

เหตุผลที่เราต้องทำ GoyNattyDream Channel ด้วยใช่ไหม

        ใช่ (ยิ้ม)

รูปแบบของเรายการ ‘ถ้าหนูรับ พี่จะรักปะ’ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

        จริงๆ ‘ถ้าหนูรับ พี่จะรักปะ’ เกิดจากเราไปออกรายการของพี่ ‘นิกกี้’ – ณฉัตร จันทพันธ์ ในรายการ Shareโลมา ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ารายการเขามีคนดูเป็นล้านแทบทุกคลิป ตอนดูเทปตัวเองก็ตกใจมากว่าคนเขาดูอะไรกัน (หัวเราะ) แต่ในตอนนั้นเราก็เกิดคำถามขึ้นในใจขึ้นมาว่า ถ้าผู้หญิงทำรายการจีบผู้ชายจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

รายการ Shareโลมา ก็มีกระแสลบตีกลับมาค่อนข้างเยอะ คุณไม่กลัวเหรอ

        ตอนแรกที่เริ่มเราไม่กลัวเลย ตอนนั้นรู้สึกสนุกมากกว่าที่จะได้ลองทำอะไรแบบนี้ ที่สำคัญคือเรารู้ว่าเส้นแบ่งระหว่างคำว่าเหมาะสมกับคุกคามทางเพศอยู่ตรงไหน ทุกคลิปเราจะส่งให้แขกรับเชิญตลอดว่าเขาโอเคไหม ซึ่งก็มีบางคนที่บอกว่าบางช่วงในคลิปดูล้ำเส้นเกินไป เราก็ลบช่วงนั้นให้ทันที แม้จะเป็นช่วงที่ดีขนาดไหนก็ตาม

        เพราะสำหรับเราความสบายใจของเราและแขกรับเชิญถือเป็นจุดที่ ‘เหมาะสม’ สำหรับรายการ ถ้าหนูรับ พี่จะรักปะ มีคนรอบตัวเตือนมาตลอดว่าอย่าทำคลิปแบบนี้เลย มีดราม่าชัวร์ๆ แต่เรากลับไม่ได้สนใจเลย เพราะสำหรับเรา ถ้าจะเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ถ้ามัวแต่ฟังเสียงคนอื่นแต่ไม่ยอมฟังเสียงหัวใจตัวเอง ก็คงไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรสักที

แต่สุดท้ายก็มีคอมเมนต์เชิงลบเกิดขึ้นอยู่ใช่ไหม

        เราเจอถึงขนาดที่เขาบอกว่า “พวกมึงสามคนคือตัวแทนที่ทำให้ผู้หญิงดูร่าน” (หัวเราะ) ส่วนตัวเราเองไม่ได้สนใจความเห็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะอ่านไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เราจะสนใจคอมเมนต์ที่เขาติเพราะอยากให้เราปรับปรุงมากกว่า เช่น บางตอนที่พวกเราแต่งตัวค่อนข้างโป๊เลยมาเตือน แบบนี้เราจะรับฟัง ปรับปรุง และขอบคุณพวกเขามากที่ทำให้รายการมีคุณภาพมากขึ้นไปอีก

ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว คุณคิดเห็นต้องชุดความคิดนี้อย่างไรบ้าง         

        เราคิดว่ามนุษย์ทุกคนควรมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้อย่างเท่าเทียมกันโดยที่ไม่ไปละเมิดคนอื่นเขา ไม่กี่วันก่อนก็คุยกับเพื่อนไปเอง เราชวนกันตั้งคำถามว่า ทำไมในสังคมผู้ชายคำว่าจีบถึงเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่พอมาอยู่ในสังคมผู้หญิง การจีบถึงกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างกับไปทำร้ายใครมาอย่างนั้น

        ชีวิตของเราคือชีวิตของเรา เป็นคำที่ยังใช้ได้เสมอ เราทุกคนที่อยู่ในสังคมต้องหัดเคารพการตัดสินใจหรือความคิดเห็นมากขึ้นกว่านี้ได้แล้ว

ถ้ามองว่ารายการของคุณคือตัวแทนของการผลักดันเพดานในการแสดงออกของผู้หญิงได้ไหม

        ถ้าคิดไปกันถึงขนาดนั้นก็ขอบคุณมาก (หัวเราะ) เพราะอย่างที่บอกว่าจริงๆ รายการเริ่มจากความสนุก ความอยากรู้อยากลองของเราก่อน แต่ระหว่างที่ทำไปเรื่อยๆ เราก็ถูกหล่อหลอมเรา จนหลังๆ ในรายการก็พูดถึงการแสดงออกของผู้หญิงเยอะขึ้น อย่างตอนที่ ‘วี’ – วิโอเลต วอเทียร์ มาออกรายการเรา ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเลยว่านี่คือประเด็นหลักที่อยู่ในรายการ

        เราหวังว่าการมีอยู่ของรายการนี้จะทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง เราอยากทำให้ผู้หญิงบางคนที่กำลังชอบผู้ชายแต่ไม่กล้าจีบ มีความกล้าและเข้าใจมากขึ้นว่าการที่ผู้หญิงเริ่มจีบก่อนไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด 

 

คุณคิดว่าตัวเองเป็นเฟมินิสต์ไหม

        พูดกันตามตรงเราไม่ได้เชื่อพลังหญิงขนาดนั้น เราแค่อยากผลักให้บทบาทของผู้หญิงเขยิบมาเท่ากับเพศอื่นๆ ในสังคมบ้าง เพราะบางทีเราเจอเฟมินิสต์ค่อนข้างสุดโต่งที่ไปกดขี่หรือต่อว่าผู้ชายอีกที เราก็จะรู้สึกประมาณว่า มึงเป็นอะไรมากหรือเปล่า (หัวเราะ) 

ส่วนตัวคุณเป็นคนประเภทบูชาความรักหรือเปล่า

        เราเป็นคนคลั่งไคล้ในความสัมพันธ์ เวลาจะทำอะไรสักอย่างถ้าเราทำคนเดียว เหมือนถ้าจะไปไม่รอด ดูท่าไม่ดี เราก็จะล้มเลิกง่ายๆ กลางคัน เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ต้องจริงจังหรือรับผิดชอบอะไรขนาดนั้น 

        แต่ถ้าเราทำอะไรบางอย่างร่วมกับคนอื่น มีเรื่องของความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เราทุ่มหมดตัวตลอด เราว่าของเหล่านี้เหมือนไฟที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้พลุ่งพล่านมากขึ้น ถ้ามีแฟนเราก็จะรักหมดหัวใจ ทำงานกับเพื่อนก็เต็มที่ไม่มีผ่อน 

ในวัย 26 ย่าง 27 นี้ ยังมีอะไรที่คุณอยากทำอีกไหม 

        มีอย่างหนึ่งที่อยากลองทำคือการกำกับหนัง พอเราพาตัวเองมาในอุตสาหกรรมบันเทิงแล้ว ก็อยากทำให้เป็นทุกอย่าง เพราะเราเคยเขียนบทแล้ว เคยแสดงแล้ว เคยตัดต่อแล้ว เคยกำกับการแสดงแล้ว ผู้กำกับเลยเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่อยากลองเหมือนกัน

        ส่วนในระยะยาวแทบไม่ได้คิดเลย ในหัวตอนนี้มีแต่คำว่าช่างแม่ง (หัวเราะ) ขอเป็นคนที่ใช้ชีวิตให้สนุกกับวงการบันเทิงแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน ส่วนอนาคตเดี๋ยวไว้ค่อยมาคุยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

ก้อย อรัชพร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง