แกรนด์เอ็กซ์ | ชีวิตที่บริบูรณ์ มิตรภาพ ครอบครัว ทะเลาะกัน กอดคอกัน จนถึงบั้นปลายชีวิต

เมื่อไหร่หนอจันทร์จะงาม ข้าคอยเพราะความโศกเศร้า ข้าครวญถึงคราว คราเมื่อสองเรา รักเฝ้าพะนอต่อกัน…

ท่อนฮุกแสนอมตะกับนักดนตรีแบนด์ใหญ่ เสียงเพลงชวนเคลิ้มกำลังเร่งจังหวะเพิ่มความเร้าใจ ส่งให้มือเท้าของแฟนๆ ขยับแบบไม่รู้ตัว

     “เบรกๆ ไมค์ตัวหลังเสียงทุ้มนิดปรับก่อน” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นกลางเวทีขณะฝึกซ้อมก่อนกลับมาเริ่มต้นใหม่

     “หยุดๆ คุณผู้หญิงตรงนั้นนั่งเท้าคาง เธอไม่มีความสุข สงสัยพวกเราเล่นไม่ดีเท่าไหร่” แน่นอน เมื่อหันไปมองเธอคนนั้นแอบยิ้มเขินๆ

     “แป๊บหนึ่งๆ พี่ตี๋ยิ้มน้อยเกินไป” ตามมาด้วยเสียงหัวเราะคำโตจากทั้งเวที

     นี่คือบรรยากาศการซ้อมจากนักดนตรีรุ่นใหญ่ ในร้านอาหารแสนคลาสสิกย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราอย่าง ‘บ้านแสนรัก’

     ทั้งนี้ หากคุณรู้ว่าทั้งหมดบนเวทีคือใคร คุณจะต้องอ้าปากค้าง แต่ถ้าคุณบางคนไม่รู้จัก เรารับประกันว่าคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ของคุณจะต้องหัวใจเต้นระทึกออกมานอกอก เพราะนี่คือตำนานที่เราพูดได้เต็มปากว่าพวกเขาโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงไทย นี่คือบุคลากรระดับครูบาอาจารย์ ทั้ง ‘ต้อง’ – นคร เวชสุภาพร (กีตาร์), ‘ตี๋’ – วสันต์ สิริสุขพิสัย (ออร์แกน, เพอร์คัสชัน), ‘แดง’ – เสน่ห์ ศุภรัตน์ (ทรัมเป็ต), ‘แอ๊ด’ – ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ (เบส), ‘รัก’ – พนัส หิรัญกสิ (แซกโซโฟน), ‘แจ้’ – ดนุพล แก้วกาญจน์ (ร้องนำ, กีตาร์) และ ‘อ๊อด’ – ศรายุทธ สุปัญโญ (คีย์บอร์ด)

     ใช่แล้ว นี่คือ ‘แกรนด์เอ็กซ์’ (GRAND EX’) ที่กำลังเตรียมความพร้อมขึ้นโชว์ใหญ่ครั้งสุดท้ายภายใต้ชื่อ ‘บริบูรณ์’ การเดินทางไกลกว่าครึ่งศตวรรษของจักรพรรดิดนตรีไทยกำลังจะยุติแล้ว เรื่องจริงที่แฟนเพลงไม่อยากน้อมรับมาถึงแล้วจากจุดเริ่มต้นในปี 2513 มาถึงปลายทางในวันที่ 3 สิงหาคม 2562

     ยามบ่ายที่แขกในร้านไม่หนาแน่นเกินไป พวกเขานัดหมายกันมาฝึกซ้อมเพื่อเตรียมงานคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย ทุกคนอยู่ในอารมณ์สบายๆ ทุกอย่างเป็นปกติเหมือนการซ้อมทั่วไป ไม่เครียด ไม่เกร็ง สิ่งสำคัญคือการเน้นรอยยิ้ม

     แน่นอนว่าบทสนทนาจากวงดนตรีมากประสบการณ์อย่างแกรนด์เอ็กซ์ ย่อมซ่อนเรื่องราวให้ติดตามและเรียนรู้มากมาย พวกเขาผ่านอะไรมา ใช้หลักไหนเพื่อครองใจแฟนเพลงทั้งประเทศ แล้วเด็กรุ่นใหม่ในมุมของอาจารย์ใหญ่อย่างแกรนด์เอ็กซ์ มองพวกเขาเป็นอย่างไร วันนี้ได้รู้กัน

 

แกรนด์เอ็กซ์

 

เหลือเวลาอีกนิดเดียว พวกคุณซ้อมรับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายไปถึงไหนแล้ว และครั้งนี้มีความรู้สึกที่ต่างจากสมัยหนุ่มๆ บ้างไหม

     ดนุพล: คราวนี้พวกเรามีเวลาเตรียมตัวราว 4 เดือน เทียบกับ Grand Ex’ Grand Concerts เมื่อปี 2559 ถือว่าน้อยกว่า แต่ก็รู้สึกสบายๆ ไม่มีปัญหาอะไร วางแผนไว้ว่าเดี๋ยวในเดือนสุดท้ายจะเร่งซ้อมกันให้เป๊ะๆ เอาให้จำได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องโน้ตจนเสียสมาธิจากแฟนๆ มากเกินไป อยากให้โชว์นี้เป็นของคนดูจริงๆ

 

     นคร: เราคุยกันไว้นานแล้ว ตั้งแต่คราวสองปีก่อน แฟนเพลงบอกมาว่าเขาซื้อตั๋วแถวหน้าไม่ทัน เลยต้องไปซื้อตั๋วที่นั่งหลังๆ มองไม่เห็นบ้าง ที่นั่งไม่ดีบ้าง แถมต้องเดินขึ้นบันได ซึ่งลำบากมาก เราได้ยินแฟนเพลงบอกแบบนี้บ่อย แล้วก็ถามว่าจัดอีกได้ไหม จากจุดเริ่มตรงนี้วงเราก็คุยกันจริงจังเรื่องคอนเสิร์ตใหญ่ เราคิดว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว สมควรที่เราจะปิดฉากวง ด้วยอายุเราเอง และด้วยแฟนๆ ที่ยังพร้อมจะมารวมพลังครั้งสุดท้าย เพื่อจัดการแสดงดีๆ ให้ครึกครื้นสนุกสนาน เป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน

 

     ดนุพล: ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา เราอยากจะสั่งลากันในแบบที่ทุกคนยังพร้อม ยังแสดงได้ ยังมาดูได้ ไม่ใช่รอไปเรื่อย จนต่างคนต่างไม่ไหวแล้ว คนเล่นก็ฝืนเล่น คนดูก็ฝืน ดูๆ อยู่ต้องออกมาพักกินยา แบบนี้ไม่ไหว

 

     วสันต์: ในส่วนของดนตรี ผมว่ามันต่างออกไป เพลงเดิมก็จริง คนเล่นก็คนเดิมจริง แต่พอต่างเวลาไปแล้วมันก็ต่างไป ในวงเราจะมีพี่อ๊อด (ศรายุทธ สุปัญโญ) คอยเตือนอยู่เสมอว่าพวกเราแก่แล้วห้ามแก่เลยนะ เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทั้งเรื่องชีวิตและการเล่นดนตรี ดังนั้น เพลงเดิมของเราก็ได้ผ่านการขัดเกลามานาน อันไหนดีเราก็เก็บเอามาใช้ปรับแต่งให้สนุกขึ้นได้อีก รับรองว่ามันจะไม่เหมือนเดิม ในส่วนของความรู้สึก ถ้าถามว่าสุดท้ายแล้วจะใจหายไหม ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เอาจริงๆ ความสุขที่สุดในตอนนี้ คือพวกเรายังสามารถมาเจอกัน รวมตัวเล่นดนตรีอย่างมีความสุข แค่ได้เจอเพื่อนก็สุขมากแล้ว

 

     ทนงศักดิ์: ส่วนตัวผมมันเป็นความรู้สึกว่าสมควรอยู่ในวัยปลดเกษียณกันได้แล้ว ตอนนี้ก็ 60 กว่าหมดแล้ว ปิดตำนานตอนนี้กำลังสวย อำลาในขณะที่ยังทำอะไรได้ดี มาพบเจอกันได้ ไม่ใช่ต้องคลานขึ้นเวที

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘แจ้’ – ดนุพล แก้วกาญจน์ (ร้องนำ, กีตาร์)

 

สิ่งที่คนรุ่นเราอยากรู้คือ ในยุคสมัยนั้น ด้วยความโด่งดังคับฟ้าขนาดนั้น มันสนุกอย่างไร มันทุกข์อย่างไร

     ดนุพล: ส่วนตัวเป็นคนไม่ยึดติดกับความหลัง แต่จะเป็นคนวางแผนเพื่อก้าวต่อไปเรื่อยๆ ผมเริ่มจากเป็นนักดนตรีตามร้านอาหาร จนมีโอกาสเข้ามาในวงแกรนด์เอ็กซ์ ถือเป็นก้าวกระโดดของชีวิต โลกกว้างขึ้น แสดงความสามารถได้เต็มที่ พอผ่านไป 8 ปีก็ออกอัลบั้มเดี่ยว ได้เป็นศิลปินเดี่ยว ซึ่งไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งอะไรแบบนั้น เพราะเราเคยผ่านมันมาแล้ว เลยไม่กังวล แต่ปรากฏว่างานเดี่ยวก็ประสบความสำเร็จมาก

     ต่อจากนั้นก็อยากเป็นเจ้าของบริษัทเพลง ปั้นศิลปินขึ้นมา แล้วก็พัฒนาตัวเองมาแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ ดังนั้น มันเป็นความสุขในแต่ละช่วงเวลา ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ลงมือทำเต็มที่ มันออกมาดีเสมอ ยิ่งเราเลือกใช้เวลาในแต่ละช่วงชีวิตให้มีความสุข ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ใจก็สุขแล้ว

     ช่วงที่ดังมากๆ ไปไหนมาไหนใครก็เข้าหา นั่นคือความสุขแบบหนึ่ง ไปเจอแฟนเพลงในเมืองก็แบบหนึ่ง ไปเจอตามต่างจังหวัดก็น่ารักใสซื่อ ตัวเราเองก็วางตัวให้เป็นธรรมชาติ ทำตัวปกติไป ไม่มีปัญหาหรอก สำคัญที่สุดคือตั้งมั่นกับความดี จะไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าเราแล้วร้องยี้ ส่ายหัว อย่างน้อยก็อยากให้เขาชื่นชมในสิ่งที่เราที่ฝากทิ้งไว้ เพราะสุดท้าย ผมเชื่อว่าโลกมันใหญ่เกินไปที่เราจะดูแลเผื่อแผ่ได้ทุกคน สุดท้ายจะเหลือแค่คนที่เรารักและรักเราเท่านั้นเอง

 

     เสน่ห์: ตอนนี้ก็รู้สึกเฉยๆ แล้ว เพราะผ่านมาหมดแล้ว ช่วงแรกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความดังเป็นยังไง เพราะทำแต่งานเล่นดนตรี จนไปเดินเล่นแถวราชเทวี ไปโรงแรมอินทรา แล้วคนในร้านเขาวิ่งออกมากรี๊ด นี่ไงแกรนด์เอ็กซ์ เราถึงได้อ๋อ นี่เราดังแล้ว การมีชื่อเสียงมันเป็นแบบนี้นี่เอง ไปไหนมาไหนมีแต่คนมาทัก โอเค ภูมิใจ

     ตอนหนุ่มๆ มันไม่ค่อยสะดวกกับการนั่งกินข้าวข้างทาง ทำอะไรสบายๆ ก็ทำได้ไม่ทุกอย่าง กลับกัน พอมาตอนนี้ชีวิตสบายมาก ทำอะไรไม่ต้องกังวล นานๆ ทีถึงจะมีคนมาขอถ่ายรูป ก็ดีใจที่เขายังจำเราได้นะ บางทีก็แปลกใจที่มีเด็กวัยรุ่นสาวๆ มาขอถ่ายรูป ดูหน้าแล้วไม่น่าจะเกิดทัน ถามไปถามมา เขาบอกว่าจะเอาไปฝากอาม่าที่บ้าน (หัวเราะ) ก็เป็นความรู้สึกดีๆ ที่หวนกลับมาอีกครั้ง ได้เจออะไรประหลาดอีกเยอะ อย่างพวกน้องนักศึกษามาจ้างไปเล่น แล้วเขาบอกว่าเงินไม่พอ เราก็ไปช่วยเล่นให้เขานะ จนลืมไปแล้ว แต่หลังจากนั้นนานมาก น้องเขายังจำได้ พอเจอหน้าก็ยังมาขอบคุณ

 

     พนัส: ในวัย 68 ผมสรุปแบบนี้นะ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนของชีวิต สิ่งที่จะทำให้เราผ่านไปได้ นั่นคือคำว่าไม่ยึดติด เรามีความสุขไปกับช่วงเวลานั้นๆ มีคนห้อมล้อม เออดี สนุกดี ทำไมเขามาชอบเรา เขาชอบจากผลงานที่ทำใช่ไหม ชอบจากการวางตัวใช่ไหม ถ้าใช่ก็ควรรักษาไว้ พร้อมกับทำความเข้าใจนะว่าเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน อย่าไปยึดติด แค่จำไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีความสุขขนาดไหน ที่สำคัญคือแต่ละช่วงชีวิตผ่านไปต้องอย่าประมาท อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป

 

     วสันต์: วงเราไม่ค่อยยึดติดกับอะไร ช่วงมีชื่อเสียงก็เคยนัดกันบวชทั้งวงมาแล้ว ไม่ได้ยึดถือกับชื่อเสียง เพียงแต่ตระหนักว่าเราทำหน้าที่อะไร และต้องรับผิดชอบต่ออะไรบ้าง

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘อ๊อด’ – ศรายุทธ สุปัญโญ (คีย์บอร์ด)

 

ตลอดอาชีพนักดนตรี ข้อแตกต่างที่เห็นชัดเจนที่สุดระหว่างดนตรียุคปัจจุบันกับยุคของแกรนด์เอ็กซ์คืออะไร

     ศรายุธ: ในฐานะคนทำเพลงมืออาชีพ เรายังต้องการมุมมองที่ทันท่วงที มองเห็นว่าทิศทางหรือเทรนด์ดนตรีจะมุ่งไปทางไหน หรือว่ามันจะวนกลับมาอย่างไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะไล่ตามอย่างเดียวก็ไม่ได้นะ สำคัญที่สุดต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน มีตัวตนในงาน

 

     ดนุพล: ปัจจุบันนักดนตรีเก่งมาก ฝีมือดีมาก มีหลายคนที่ผมเห็นแล้วตกใจเลย โอ้โฮ น้องเล่นได้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่เขาอาจจะมีความเข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง อยากเล่นได้เร็ว อยากเล่นได้ชัด อยากเล่นได้ยากๆ แบบฝรั่ง ยิ่งเป๊ะยิ่งดี ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเรื่องเทคนิคนี่เราสามารถพัฒนากันได้ทุกคน หากฝึกกันอย่างจริงจังถูกต้อง

     ผมก็เห็นด้วยอย่างที่พี่อ๊อดบอกนั่นแหละ มันสำคัญว่ามีเอกลักษณ์ไหม สร้างลายเซ็นของตัวเองได้ไหม บางครั้งการแต่งตัวคล้ายกัน ร้องคล้ายกันไปหมดก็ไม่ใช่เรื่องดี ถ้าฟังปุ๊บ แล้วรู้เลยว่าใคร แบบนี้มันน่าจะดีกว่า

 

     นคร: มันขึ้นกับสภาพแวดล้อมด้วยนะ ย้อนกลับไปตอนพวกเราเล่นดนตรีใหม่ๆ เรามีเวลาเหลือเยอะ เพราะทีวีมีไม่กี่ช่อง รายการดีๆ ที่อยากดูก็ไม่ค่อยมีให้ดู เราจึงเอาเวลาไปเล่นดนตรี ไปซ้อมดนตรีหมด ยิ่งสมัยนั้นไม่มีโน้ต ไม่มีใครทำให้ดู เราต้องฟังเอง แล้วแกะเอง ซ้อมทำซ้ำๆ เป็นการทำศิลปะจากภาคปฏิบัติ ซึมซับโดยตรง เราจึงไม่ได้คิดเรื่องอื่นมากนัก เดี๋ยวนี้นักดนตรีเขาต้องคิดเผื่อเยอะ ไหนจะโลกโซเชียลเยอะแยะที่จะสื่อออกไป

 

     ทนงศักดิ์: ผมขอเสริมเรื่องนี้หน่อย สมัยก่อนเราทำงานด้วยความมั่นใจ พอใจ และสบายใจกับสิ่งที่กำลังคิด กำลังทำ แต่ปัจจุบันผมว่ามันมีภาวะการแข่งขันที่สูงมากจนแข่งกันหนีตัวเอง หนีอยู่ได้ ไม่รู้จะหนีไปทำไม ซึ่งสิ่งที่คุณกำลังทำมันอาจจะดีก็ได้ ทำไมไม่พัฒนาต่อจากตรงนี้ล่ะ กลับไปมองว่าคนโน้นทำแบบนี้ได้ คนนี้ทำแบบนี้ได้ เราจึงต้องทำได้บ้าง สุดท้ายกลายเป็นการหนีตัวเอง แล้วศิลปะของตัวเองก็ไม่เกิด นักร้องที่มีเสียงเอกลักษณ์แบบพี่แจ้ แบบ พี่แอ๊ด คาราบาว สุรพล สมบัติเจริญ ก็เลยไม่ค่อยเกิดขึ้นอีก เพราะเดี๋ยวนี้ความมั่นใจ พอใจ และสบายใจ มันหายไปเยอะเลย

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘แอ๊ด’ – ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ (เบส)

 

คุณกำลังจะบอกว่าจริงๆ แล้วนักดนตรีรุ่นใหม่นั้นเก่ง แต่พวกเขาไขว้เขวจากตัวเองออกไป เพราะความกดดันจากการแข่งขันและการมองเห็นคนนั้นคนนี้มากเกินไป

     ทนงศักดิ์: ไม่รู้ว่าพูดครอบคลุมได้ขนาดนั้นไหม แต่อยากให้คิดว่าคุณคือหนึ่งเดียวในโลกนะ ในตัวเราทุกคนลึกๆ มีความพิเศษบางอย่าง แต่มันอยู่ลึกลงไป ดังนั้น คุณต้องหาตัวตนให้เจอ เมื่อเจอแล้วนำมาพัฒนาดีๆ คุณจะขึ้นมาได้ในฐานะเบอร์หนึ่งที่ชัดเจนไม่ซ้ำใคร เพราะเป็นตัวของคุณ ในสมัยก่อนการไต่เต้าของศิลปินมักจะเป็นแบบนี้ คือเริ่มต้นจากตัวของตัวเอง บริษัทไม่ต้องมานั่งสั่งเราว่าต้องทำยังไง แกรนด์เอ็กซ์เองก็ทำกันเอง ลองผิดลองถูกกันมา ไม่มีใครสั่งขอโน่นนี่ ทำงานกันอย่างสบายใจ ภูมิใจ

 

     วสันต์: ยุคก่อนตอนที่วงเราดังมากๆ สิ่งที่ไม่คิดเลยคือวงเราได้เงินเดือนคนละเท่าไหร่ เรารู้แต่ว่าต้องสร้างผลงานออกไปให้ดีที่สุด และเป็นผลงานที่ออกมาจากการมีส่วนร่วมของทุกคน จนในที่สุดก็กลายมาเป็นลายเซ็นของวง

     สิ่งที่ชื่นใจคือความรู้สึกจากเพื่อนร่วมอาชีพ ผมเคยคุยกับปรมาจารย์ดนตรีไทยท่านหนึ่ง พร้อมด้วยเด็กรุ่นหลังๆ สิ่งที่รู้สึกเหมือนกันว่าทำไมพวกเขาชอบแกรนด์เอ็กซ์ ไม่ใช่เรื่องความซับซ้อนของดนตรี แต่เขาทึ่งว่าทำไมเราถึงทำงานออกมาแบบนี้ได้ คิดอย่างเป็นเอกลักษณ์

 

     ศรายุธ: ยกตัวอย่างเสียงร้อง มีคนร้องเพราะกว่าแจ้เยอะแยะ แต่นี่มันคือเอกลักษณ์ของ ‘แจ้’ – ดนุพล แก้วกาญจน์ จนวันนี้ก็ยังมีแจ้แค่คนเดียว ไม่มีใครแทนที่ได้

 

     วสันต์: ถ้าตอนหนุ่มๆ แจ้หน้าหล่อแบบตี๋คนนี้ไปสักครึ่ง รับรองวงเราดังระเบิดกว่านี้อีก (หัวเราะ)

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘ตี๋’ – วสันต์ สิริสุขพิสัย (ออร์แกน, เพอร์คัสชัน)

 

เราสงสัยเรื่องตลาดเพลงสมัยนั้น มันเป็นมหรสพยามค่ำคืนเหมือนเป็นอบายมุขอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า การที่เด็กวัยรุ่นมากรี๊ดกร๊าดวงดนตรี เป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ชอบใช่ไหม

     วสันต์: ผมว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของแฟนคลับเราคือผู้หญิง และเป็นวัยรุ่นด้วย ดังนั้น เรื่องที่ต้องคิดเผื่อเยอะๆ คือความปลอดภัย บางคอนเสิร์ตน้องเขามาต่อแถวรอซื้อตั๋วตั้งแต่เช้ามืด ฟ้ายังไม่สว่าง เราต้องคอยสอดส่องให้ดี ในวงเราเองสมัยนั้นก็มีกฎร่วมกันว่า ห้ามมีปัญหาเรื่องแฟนคลับสาวๆ เด็ดขาด

 

     นคร: ใช่ๆ เรื่องนี้แฟนเพลงหลายคนก็ไม่รู้นะ ว่าในการทำงานของเราทุกอย่าง เราทำโดยมีแนวนโยบายซึ่งใช้เวลาหลายปีมากกว่าจะวางออกมาสำเร็จเป็นรูปร่าง เริ่มต้นในช่วงแรกที่แกรนด์เอ็กซ์เข้ามาสู่อาชีพนักดนตรี เราไม่ได้เป็นที่รู้จักมากมายอะไร อาจมีพูดถึงเราบ้างเรื่องฝีมือการเล่น เป็นดนตรีหนักๆ เล่นร็อก เพลงยังไม่ป๊อป ความนิยมเลยไปไม่ถึงทั่วประเทศ จนมาถึงจุดเปลี่ยนเป็นการเสี่ยงครั้งแรกของวงที่ได้ผลตอบรับเกินคาด นั่นคืออัลบั้ม ลูกทุ่งดิสโก้ (ชุดแรก สิงหาคม 2522 ตามมาด้วยชุดที่ 2 มีนาคม 2523) เราต้องการให้คนฟังซึ่งเป็นวัยรุ่นสมัยนั้นสามารถเสพเพลงลูกทุ่งในทำนองที่ทันสมัยขึ้น เต้นตามได้ ร้องตามได้ ซึ่งได้ผลมากเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่สนใจ เรียกว่าฟลุกก็ได้เพราะดังระเบิดไปเลย

 

     ดนุพล: ในตอนนั้นผมยังไม่ได้มาร่วมวง เป็นแค่นักดนตรีเล่นตามโรงแรมอยู่ พอดีได้นั่งฟังวงนี้ เอ๊ะ มันเล่นอะไรกัน แปลกดี

 

     นคร: แผนการของวงเรา หลังจากบุกตลาดวัยรุ่นได้แล้ว เราจะบริหารชื่อเสียงที่มีและต่อยอดออกไปอย่างไร ขณะนั้นสังคมไม่ยอมรับนักหรอก ยังมองว่าเราเป็นพวกเต้นกินรำกิน แล้วเราจะประกอบอาชีพนี้ให้มีอนาคตได้อย่างไร มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะส่งเสริมให้ลูกหลานมาเล่นดนตรี แค่ปล่อยให้มาติดตามวงเราก็เป็นห่วงแล้ว เพราะเขามองพวกเราเป็นพวกฮิปปี้ผมยาว ไม่น่าวางใจแล้ว

     แต่ในเมื่อเราจะยึดเป็นอาชีพต้องทำให้ได้ คือทำอย่างไรให้คนยังสนับสนุนแกรนด์เอ็กซ์ต่อไป เราต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อดนตรีและอาชีพนักดนตรี เท่ากับว่าเราต้องสื่อสารไปให้ถึงพ่อแม่ด้วย เพราะนี่คือผู้อุปการะวงตัวจริง คือคนที่ควักเงินให้ลูกมาซื้อแผ่นเสียง ซื้อเทปของเรา และทำอย่างไรให้พ่อแม่ของแฟนๆ เราหันมาฟังเพลงของเราด้วย

     เราจะเป็นเพลงที่เปิดในบ้านฟังกันทั้งครอบครัว เป็นเพลงที่เปิดในรถพ่อ ไม่ใช่แค่เพลงที่เด็กวัยรุ่นแอบฟังคนเดียวในห้องนอน เราจะเป็นวงของครอบครัว และนั่นคือที่มาของอัลบั้ม แกรนด์เอ็กซ์ โอ (ตุลาคม 2524) เป็นเพลงเก่าที่พิชิตหัวใจผู้ใหญ่ด้วย และใส่จังหวะเพื่อเอาใจเด็กๆ ด้วย สมัยนั้นเวลาเจอพวกเราแฟนเพลงวัยรุ่น พวกเขาจะเรียกเราว่าพี่ ขณะที่เราเองจะเรียกพ่อแม่ของเขาเป็นพี่ป้าน้าอา นั่นคือที่มาว่าทำไมเวลาขึ้นคอนเสิร์ต เราจะสวัสดีพี่ป้าน้าอา สายเลือดแกรนด์เอ็กซ์ไม่ใช่แค่แฟนเพลงอีกต่อไป แต่เป็นครอบครัว นั่นทำให้เราเชื่อใจกันและกัน

     พวกเราปรับปรุงตัวเอง ทำตัวเองให้ออกมาสะอาดสะอ้าน แต่งตัวเรียบร้อย ตัดผมสั้นเป็นระเบียบ มีเพลงเก่ารุ่นคุณพ่อคุณแม่เอามาใส่ดนตรีใหม่ที่วัยรุ่นเองก็สนุกร้องสนุกเต้นไปด้วยกันได้ อีกจุดหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่เชื่อใจแกรนด์เอ็กซ์มากคือสถานีวิทยุซึ่งเราไปเช่าเวลาคลื่นเอเอ็มจัดรายการทุกวัน มีสมาชิกหมุนเวียนเข้ามา พอตกเย็นลูกสาวซึ่งเป็นแฟนเพลงของเราจะมานั่งฟังพี่แจ้พูดเรื่องราวต่างๆ คุณลองคิดย้อนไป 30-40 ปีก่อน การมีรายการวิทยุของตัวเองออกอากาศทุกวัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีสถานีโทรทัศน์เลยเป็นสื่อหลักถึงกัน นิตยสารวงเราก็มีนะ เหมือนมี a day BULLETIN เป็นของวงเองเลยล่ะ มีกระบอกเสียงทุกอย่างในการสื่อสารกับคนที่รักเรา

     ทุก 5 โมงเย็นมารอได้เลยที่หน้าปัดวิทยุ นอกจากเปิดเพลงให้ฟังก็สอนเรื่องราวชีวิตไปด้วย น้องต้องรู้จักดูแลตัวเองนะ น้องต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ ฟังเพลงได้ ติดตามเราได้ แต่ต้องรับผิดชอบตัวเองเพื่ออนาคตของตัวเอง ไฮไลต์คือช่วงตอบจดหมายที่แฟนๆ ส่งเข้ามา ใครได้รับเลือกมาตอบเขาจะปลื้มมาก เท่ากับว่าแฟนเพลงแกรนด์เอ็กซ์พอตกค่ำก็ไม่ไปเที่ยวเล่นที่ไหน พวกเขาจะกลับบ้านมาฟังวิทยุรายการของเรา ฟังกันครบทั้งครอบครัว จนรู้สึกว่าแกรนด์เอ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว

 

ดังขนาดนั้น ต้องมีแฟนคลับสาวๆ ที่ตามมากรี๊ดเป็นสาวก มีเรื่องเซ็กซ์ มีเรื่องยาเสพติดแบบพวกวงร็อกสมัยนั้นหรือเปล่า

     ดนุพล: มีแบบนี้เข้ามาเป็นปกติอยู่แล้ว แต่พวกเราเองต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นปกติ คือต้องสวนทางกลับไปให้เห็น คนชอบศิลปินเพราะโดดเด่นอยู่ในแสงไฟ แต่เราเองต้องไม่ฉวยโอกาสจากตรงนี้

 

     นคร: คำเตือนที่ใช้บ่อยคือ ห้ามน้องแฟนคลับจับมือพี่ๆ ต้องไม่มาใกล้ชิดกันเกินไป (หัวเราะ) เพราะน้องยังเด็กอยู่มาก 15-16 ปีเท่านั้นเอง

 

แบบนี้เห็นภาพคนดูปีนขึ้นเวทีไปหอมแก้มนักร้องในปัจจุบันไม่ช็อกเลยเหรอ

     วสันต์: วงเราอยู่กันมาได้เพราะกฎระเบียบที่ตกลงร่วมกัน เคารพในการตัดสินใจร่วมกัน เป็นเรื่องเสียงส่วนใหญ่ แม้จะเป็นวงที่ระเบียบเยอะ แต่มาจากการตัดสินใจร่วมกันแล้ว ทั้งเรื่องการวางตัวกับแฟนเพลงสาวๆ หรือแม้แต่เรื่องบุหรี่ ห้ามสูบต่อหน้าสาธารณะเด็ดขาด โดยเฉพาะบนเวที ซึ่งตอนนั้นเป็นสมัยนิยมเลยนะ เล่นเพลงฝรั่งไปสูบไป เอาบุหรี่เสียบไว้หัวกีตาร์เป็นเรื่องปกติ

 

     ดนุพล: สำหรับนักดนตรีแบบนั้นเราก็เข้าใจนะ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ไม่แน่หากเราเล่นเพลงแนวเขา ทำได้อย่างเขา เราก็อาจจะก้าวเข้าไปเป็นแบบนั้น โลกนี้ชีวิตนี้เป็นของฉัน จะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย

 

     นคร: มันเป็นการใช้ชื่อเสียงและการมีอิทธิพลทางความคิดให้เป็นประโยชน์ แต่คุณลองคิดดูให้ดี พอเวลาผ่านไป จนถึงวันที่เลิกวงไป แน่นอนว่าผู้คนจะจดจำเราจากสิ่งที่เราได้ทำไว้ โดยเฉพาะสิ่งไม่ดีๆ ที่ทำพลาดไป คนจะยิ่งจำแม่น

     ดังนั้น เราอยากให้ผู้คนจดจำเราแบบไหน จดจำในความดี ก็ต้องทำเรื่องดีๆ ซึ่งนี่คือสิ่งที่วงเราภูมิใจ สิ่งเล็กๆ ที่ทำไปในวันวานมันออกดอกออกผล แฟนเพลงวัยรุ่นในวันวานหลายคนโตขึ้นมามีหน้าที่การงานใหญ่โต บางคนเป็นศาสตราจารย์ เป็นนายแพทย์ เป็นผู้นำ เป็นนักการเมือง เป็นนายตำรวจใหญ่ พอมาเจอเรายังเรียกเราว่าพี่ เขาบอกว่าถ้าตอนวัยรุ่นไม่ได้ฟังเพลง ไม่ได้ฟังสิ่งดีๆ ที่เราสอนไป เขาคงไม่มีวันนี้

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘ต้อง’ – นคร เวชสุภาพร (กีตาร์)

 

ในวันที่เราแก่ชรา สักวันเราต้องลาจากโลกไป ทุกสิ่งในชีวิตกำลังจะบริบูรณ์ พวกคุณอยากให้ภาพจำเป็นแบบไหน

     นคร: ผมอยากให้มีความทรงจำว่าเป็น ‘สายเลือดแกรนด์เอ็กซ์’ คำนี้เข้มข้นกว่าแฟนเพลง เจอใครมาแนะนำตัวเองแบบนี้ เราจะชื่นใจมาก ยิ่งถ้าได้ฟังเรื่องเล่าของพวกเขาว่าสมัยเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรจากพวกเรา สิ่งที่เราบอกเราสอนไปมีผลให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น แบบนี้มันปลื้มใจมากๆ เพราะพวกเขาไม่ได้รักแค่เพลงของเรา เพลงเป็นแค่สื่อเริ่มต้นชักนำเรามาเจอกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ต่างหากที่สำคัญ มันผูกพันเราเอาไว้ด้วยกัน

     ไหนๆ ก็คุยกันมา ผมมีเรื่องที่อยากจะฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง ในฐานะที่พวกเราก็พอจะมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาบ้าง อยากจะบอกแบบนี้ คุณอยากดัง อยากมีชื่อเสียง มันไม่ยาก มันเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือจะเก็บรักษาอะไรไว้ จะใช้ชื่อเสียงที่มีให้เกิดประโยชน์เพื่อคนอื่นต่อไป จนได้กลับมาเป็นความไว้วางใจ อันนี้ยาก ต้องใช้เวลาพิสูจน์

     แฟนๆ คือผู้สนับสนุนให้เราอยู่ได้ใช่ไหม เรามีเงินทองใช้ก็เพราะพวกเขา จึงต้องถามตัวเองให้ดีๆ ว่าตัวเราทำอะไรดีตอบแทนเขาได้บ้าง เขาได้อะไรจากเรา หากตอบคำถามนี้ได้ มันก็เป็นความสุขเล็กๆ มาคอนเสิร์ตเราวันนี้ กลับบ้านไปต้องตั้งใจเรียนนะ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านด้วยนะ พ่อแม่สอนต้องเชื่อฟังนะ นี่ต่างหากคือความฉ่ำชื่นในหัวใจของ ‘แกรนด์เอ็กซ์’

 

     ดนุพล: คิดๆ แล้วก็ไม่น่าเชื่อ คำพูดที่บางทีเราลืมไปแล้ว แต่ไปสะกิดใจให้คนหนึ่งเติบโตขึ้นมา รอดตัวจากติดยาเสพติด ไม่เดินเข้ารกเข้าพง มีชีวิตที่ดีได้กลับกลายเป็นคนสำคัญของประเทศได้

 

     นคร: เราลืมไปหมดแล้วว่าพูดอะไรไป ไปเล่นคอนเสิร์ตให้ใครฟรี เล่นให้เด็กจากมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ที่เขียนโครงการเข้ามาขอความช่วยเหลือ เราจำได้ไม่หมดหรอก ทว่าสิ่งที่ได้ผลกลับมาเกินคาด คือน้องเหล่านั้นที่ได้รับไป เขานำไปส่งต่อให้กับคนอื่นเมื่อมีโอกาส เวลามีใครมาเล่าเรื่องคล้ายแบบนี้ เออ ตอนวัยรุ่นหนูได้รับความช่วยเหลือจากพวกพี่จนตั้งปณิธานไว้ว่าต้องช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส นี่คือหนึ่งในหลายเรื่องที่ภูมิใจ เป็นเรื่องเล่ายามแก่เฒ่าของพวกเรา

 

เคยคิดถึงชีวิตในวันที่ตกต่ำที่สุดบ้างไหม คุณเคยมีช่วงเวลาตกต่ำไหม

     ดนุพล: ไม่มีหรอก ไม่มีจุดต่ำสุดหรอก มันแค่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เปรียบเหมือนดาราคนหนึ่ง เริ่มต้นชีวิตจากบทเด็ก พอโตขึ้นมาก็ได้บทเป็นเพื่อนนางเอก จนเมื่อเขาสวยสาวเต็มที่ก็จะเป็นนางเอก หลังจากนั้นย่อมกลายเป็นบทแม่ สุดท้ายก็เป็นย่าเป็นยาย ทุกอย่างแค่เปลี่ยนไปตามความเหมาะสม อยู่ที่ว่าเราเองจะทำใจยอมรับและมีความสุขกับทุกบทที่ได้รับมาในขณะนั้นๆ รึเปล่า

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘รัก’ – พนัส หิรัญกสิ (แซกโซโฟน)

 

คอนเสิร์ตบริบูรณ์จะเล่นในวันที่ 3 สิงหาคม ในเช้าวันที่ 4 สิงหาคม ตื่นขึ้นมา บรรดาครอบครัวแกรนด์เอ็กซ์จะรู้สึกบริบูรณ์กับชีวิตของเขาไหม

     พนัส: หากเอาความเป็นจริง พวกเขาคงนอนสลบไปอีกวันนั่นแหละ (หัวเราะ) อายุขนาดนั้นแล้ว แต่พวกเราจะใส่กันบนเวทีอย่างสุดชีวิตแน่นอน หลังจากนั้น ผมเองจะวางแผนจัดคอนเสิร์ตเดี่ยว แล้วชวนเพื่อนแกรนด์เอ็กซ์ไปเป็นแขกรับเชิญน่าจะดี

 

     เสน่ห์: คงใจหวิวๆ หน่อย แต่ความจริงคือเราไม่ได้แยกกันไปไหนหรอก เรายังรวมตัวกันตามปกติ มีมีตติ้งบ้าง

 

     ดนุพล: ‘บริบูรณ์’ จะเป็นคนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งสุดท้าย จะไม่มีสเกลใหญ่ขนาดนี้อีกแล้ว ถ้าเงินไม่มากพอ (หัวเราะกันทั้งวง)

     ผมล้อเล่นนะ แผนจริงจังที่วางไว้ตั้งแต่ 17 ปีก่อน ก็คือเราจะจัดงาน Grand Ex’ Day ปีละหนึ่งครั้ง ขอแค่เล็กๆ ไม่ต้องใหญ่โต รับเฉพาะแฟนคลับครอบครัวสายเลือดแกรนด์เอ็กซ์ เอาแค่ 1,000-2,000 คนพอ ไม่ต้องเยอะ

 

โอ้โฮ 1,000-2,000 คนนี่ไม่เยอะเหรอครับ

     ดนุพล: มีตติ้งหลัก 2,000 คนไม่ใช่ปัญหา บรรยากาศไม่ใช่คอนเสิร์ต ไม่ใหญ่โตอะไร เจอกันแบบใกล้ชิดเจอ นัดหมายทุกวันนี้ของปี เพื่อล็อกคิวคนที่รักกันไว้ทุกปี รู้ล่วงหน้าไปเลย จะได้เคลียร์งานรอ

 

     นคร: เช่น อาจจะเป็นทุกเสาร์แรกของเดือนมกราคม ปาดหน้าวันเด็กไปเลย (หัวเราะ) เล่นเพลงแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้เล่น ให้พี่แอ๊ดร้องบ้าง พี่ตี๋ร้องบ้าง ลองดูซิจะมีคนฟังไหม ไม่แน่อาจจะย้อนไปมีการแสดงพวกละครเวทีอยู่ในโชว์เหมือนเมื่อก่อนนี้อย่าง สโนไวท์ พี่ตี๋รับบทมาแล้ว แต่เอาจริงๆ ไอเดียนี้เพิ่งคุยกันตรงนี้ครั้งแรกเนี่ยแหละ

 

ถ้าจะขอให้เลือกสัก 3 เพลง ที่พวกคุณรักที่สุด

     นคร: ยากเกินไป สามเพลงเองเหรอ เอาสักสามร้อยเพลงได้ไหม จะได้เลือกง่ายๆ หน่อย

     หากจะเอาให้เห็นภาพ ต้องแบ่งเป็น category เพลงรักหวานซึ้งวัยรุ่น เพลงเพื่อสังคม เพลงที่ผูกใจพ่อแม่ เพลงแปลกล้ำสมัย หากสายหวานป๊อปฮิตมาก แน่นอนต้องเลือก เชื่อฉัน, เพียงสบตา, หัวใจมีปีก, รักในซีเมเจอร์ และ บัวน้อยคอยรัก โซนแปลกล้ำต้องยกให้ ลูกทุ่งดิสโก้ ทั้งอัลบั้มเลย เพลงสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อสังคม ส่วนตัวผมชอบ แม่ใจร้ายเดียวดาย เพลงที่พูดถึงอารมณ์ความเดียวดายในช่วงเวลาที่พ่อแม่กำลังจะเลิกรากัน แม้จะไม่ดังเหมือนเพลงป๊อปๆ แต่เราทุ่มเทตั้งใจในการสร้างเพลงนี้ไม่น้อยกว่ากัน ส่วนเพลงที่ภูมิใจที่สุดคือชุด แกรนด์เอ็กซ์ โอ ที่เชื่อมต่อคนฟังได้ทุกช่วงอายุ ซึ่งเราได้รับพระราชทานฯ แผ่นเสียงทองคำถึง 2 รางวัล

 

แกรนด์เอ็กซ์

‘แดง’ – เสน่ห์ ศุภรัตน์ (ทรัมเป็ต)

 

ถ้าจะขอให้สรุปบทเรียนที่สำคัญที่สุด ตลอดการเดินทาง 50 ปีของ GRAND EX’ คืออะไร

     เสน่ห์: สำหรับผมคือความสามัคคีและระเบียบวินัย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเราอยู่ร่วมกันได้นาน และเดินทางกันมาได้ไกลขนาดนี้ วงเราไม่ทะเลาะกัน มีแต่จะฆ่ากัน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็จบลงเมื่อเปิดใจปรับตัวเข้าหากัน

 

     ทนงศักดิ์: แกรนด์เอ็กซ์คือส่วนสำคัญของชีวิต หลับตานึกถึงแล้วมีความสุขเป็นช่วงชีวิตที่สอนให้รู้ถึงความพยายาม ทุ่มเทกับสิ่งที่รัก นับว่าเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับเพื่อนทุกคน มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ แต่ทุกคนพร้อมฟันฝ่ากันไปได้

 

     พนัส: ก่อนมาร่วมงานกับแกรนด์เอ็กซ์ ผมเล่นดนตรีอาชีพมานาน เปลี่ยนที่เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่นี่ นี่คือครอบครัว เราอยู่ร่วมกัน เราทะเลาะกัน เราเข้าใจกัน เราจับมือและก้าวไปต่อ ทุกอย่างผ่านไปได้เมื่อถ้าเรายอมรับฟังซึ่งกันและกัน

 

     ดนุพล: ดี ดีจนลืมสนใจ มองไม่ออกว่าขาดอะไร เรียกว่า ‘สมบูรณ์’ …ดีมาก ดีเกินคาด ดีจนเหลือกินเหลือใช้ นั่นเรียกว่า ‘บริบูรณ์’ นั่นแหละคือความหมาย

 

แกรนด์เอ็กซ์

แกรนด์เอ็กซ์

 

FYI

     หากย้อนเวลากลับไป ชื่อของวงแกรนด์เอ็กซ์ คือเบอร์ 1 ของคณะดนตรีเมืองไทยชนิดไม่มีใครต่อกรได้ พวกเขาสร้างปรากฏการณ์มากมายจนกลายเป็นต้นแบบวงดนตรีในปัจจุบัน อาทิ กิจกรรมทางดนตรีให้คนฟังกับวงได้ใกล้ชิดกัน ไม่ว่าจะแฟนมีตติ้ง, คอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม ออกทัวร์ทั่วประเทศ แน่นอนแทบทุกโชว์ยอดขายบัตรถล่มทลาย ทำเอาสถานที่จัดงานพังไปหลายแห่ง ทั้งหอประชุมจุฬาฯ เสียหายจากการแสดงคอนเสิร์ต 2 ครั้ง จนต้องปิดซ่อมและประกาศว่าจะไม่ยอมให้วงแกรนด์เอ็กซ์มาใช้สถานที่จัดคอนเสิร์ตอีก หรือเหตุการณ์ที่โรงละครแห่งชาติ แฟนเพลงแออัดกันจนทำกระจกและข้าวของแตก

 

แกรนด์เอ็กซ์

 

     ที่มาของชื่อวงแกรนด์เอ็กซ์ (GRAND EX’) มาจากความชื่นชอบเพลงของวงในตำนานร็อกอย่าง Grand Funk Railroad กับวง The Jimi Hendrix Experience จึงนำชื่อของทั้งสองวงมารวมกันเป็น GRAND EXPERIENCE แต่เนื่องจากออกเสียงยาก ประกอบกับในช่วงนั้นที่ประเทศญี่ปุ่นมีงานเอ็กซ์โป ซึ่งในโปสเตอร์เขียนว่า EX’ 70 ซึ่งย่อมาจาก ‘เอกซ์โป 1970’ จึงได้นำมาใช้และทำให้ชื่อวงถูกทอนลงกลายเป็น EX’ แทน จึงเรียกว่า ‘แกรนด์เอ็กซ์’

Share Post
Like 0 View 5253

Author

พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์

ชายอวบแน่นบ้ากีฬา ดนตรี และวงสนทนามาแต่เด็ก จนกลายเป็นคนปากจัดเล่าเรื่องผ่านไมค์และตัวหนังสือ ทว่าสุดท้ายสยบนิ่งต่อลูกสาวตัวน้อย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN