กัญชาชน | ทุกคนในประเทศไทยต้องได้ประโยชน์สูงสุดจากกัญชา ไม่ใช่แค่กลุ่มใต้ดิน

The Guest
17 Mar 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ธนดิษ ศรียานงค์

หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน การพูดถึงเรื่อง ‘กัญชาเสรี’ แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในสังคมกล้าแตะต้อง ราวกับเป็นสิ่งที่อยู่ในมุมมืดดำ และคนที่พูดถึงพร้อมจะถูกตราหน้าว่าเป็นกลุ่มอบายมุขตลอดเวลา ทั้งที่ในความเป็นจริงกัญชาเป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์สารพัดตั้งแต่อดีต

แต่เมื่อเวลาผ่าน สังคมไทยกำลังจะก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลง ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง กัญชากลับกลายเป็นสิ่งที่หลายพรรคใหญ่ชูขึ้นมาเป็นนโยบาย บางพรรคประกาศถึงขั้นเตรียมผลักดันให้สามารถใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการได้ พร้อมๆ กับที่ พ.ร.บ. ยาเสพติด อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชนทางการแพทย์และการวิจัย และมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 61 ที่ผ่านมา

     ถึงแม้จะมีทิศทางที่ดีในการเริ่มต้น แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงระดับโครงสร้าง ก็นับว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมยังคงติดอยู่กับอคติที่ว่ากัญชาคือยาเสพติดน่ากลัวที่ทำร้ายชีวิต ทั้งการที่รัฐหรือผู้มีอำนาจในสังคมยังไม่มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน รวมไปถึงภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมักมีต่อคนใช้กัญชา

     สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ของกลุ่ม กัญชาชน หรือ Highland จาก ‘ไกด์’ – รัฐพล แสนรักษ์, ‘วัฒน์’ – ชัยวัฒน์ บานใจ, ‘คิตตี้’ – ช่อขวัญ ช่อผกา และ ‘แม็กซ์’ – อรัญ เอเวอรี่ กลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่พยายามรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อ พร้อมทั้งผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่จุดที่กัญชาถูกกฎหมาย เป็นทางเลือกในการใช้อย่างเสรีในสังคม ที่สำคัญที่สุด คือการที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ที่ควรได้จากกัญชาอย่างเต็มที่ และหากลไกจัดการบริหารเพื่อขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ ของประเทศไปพร้อมๆ กับตามทันกระแสของโลก

 

กัญชาชน

 

ทำไมคนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกัญชาถึงต้องลุกขึ้นมามีส่วนร่วมหรือต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเรื่องกัญชาเสรีด้วย

     รัฐพล: จริงๆ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรอก เหมือนคนที่สนับสนุนให้การพนันหรือคาสิโนถูกกฎหมาย เขาก็ไม่ได้เป็นนักพนัน คนที่สนับสนุนให้การทำแท้งถูกกฎหมาย เขาก็ไม่ได้เป็นคนทำแท้งหรือเป็นคนท้อง คือมันเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาของสังคมเหมือนกัน แล้ววิธีการแก้ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐปิดกั้นความรู้ ปิดกั้นไม่ให้คนเข้าถึง ซึ่งไม่ได้ทำให้ปัญหาดีขึ้น

     อรัญ: ถ้าเกิดวันหนึ่งคนในครอบครัวของเขาถึงแม้ไม่ใช่ตัวเขาเองเกิดป่วยขึ้นมา แล้วบังเอิญว่ากัญชาเป็นคำตอบสุดท้าย เขาอาจจะได้รับประโยชน์ตรงนั้นก็ได้ ถ้าเขาเข้าใจว่าประโยชน์ของกัญชาจริงๆ คืออะไรในทางการแพทย์

     ช่อขวัญ: เรามองว่าจริงๆ แล้วกัญชาเป็นยา หรือเป็นสิ่งที่สามารถเยียวยาคนที่อายุมาก ณ ตอนนี้เขาคิดว่าเขาไม่น่าจะได้ใช้ แต่บอกได้เลยว่า คนอายุมากส่วนใหญ่ในตอนจบควรที่จะเข้ามาถึงกัญชานะ เพราะโรคแต่ละโรคทุกวันนี้ก็คือโรคคนสูงวัยทั้งนั้น ไม่ใช่โรคของเด็กวัยรุ่นหรือวัยกลางคน มันเป็นโรคสำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราแล้ว กับอีกอย่าง เราควรที่จะมีทางเลือกในฐานะลูกหรือหลาน ในสิ่งที่เราเลือกเพื่อจะไปรักษาคนที่เรารักด้วย

     ชัยวัฒน์: ผมมองว่าคนใช้กัญชาไม่ควรต้องมาติดคุกหรือรับโทษอาญา เพราะโทษอาญามีไว้สำหรับคนที่ประกอบอาชญากรรม แต่คนที่เอากัญชาเข้าร่างกายไม่ใช่การประกอบอาชญากรรม แต่เป็นการกระทำต่อตัวเขาเอง ถูกไหม ถ้าการที่เขาทำแล้วเกิดความเดือดร้อนกับสังคม นั่นคือเขาต้องไปรับโทษอาญา แต่ถ้าเขานั่งใช้กัญชาอยู่ที่บ้านโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้เดือดร้อน ทั้งในระยะสั้นหรือในระยะยาว แล้วก็ไม่มีใครเดือดร้อน สังคมไม่ได้เดือดร้อน ถามว่าเราจะเอาเขาเข้าคุกไปเพื่ออะไร ในเมื่อเขาเข้าคุกไป พอออกมาอนาคตเขาจะสดใสเหมือนเดิมไหม เข้าไปอยู่ในคุกออกมาก็ถูกตีตราว่าเป็นไอ้ขี้คุก ที่มีงานดีๆ อยู่ก็ต้องเสียงาน หางานก็ลำบาก แล้วผมถามว่าชีวิตคนหนึ่งคนที่ต้องพังไป มันพังเพราะกัญชาหรือเพราะกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

 

พวกคุณเคยมีคนใกล้ชิดที่เจอปัญหาจากกฎหมายที่บอกว่าไม่เป็นธรรมเหล่านี้บ้างไหม

     รัฐพล: เยอะแยะ (หัวเราะ) จริงๆ พอเรามาอยู่ตรงนี้ก็กลายเป็นว่าทุกคนก็วิ่งเข้ามาหาเราแบบ เฮ้ย โดนจับ โดนรีดไถ โดนสารพัดอย่าง ที่บางทีเราก็รู้สึกแย่มาก

     อรัญ: ปู่ผมเสียชีวิตจากมะเร็งเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นเขาเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อะไรที่ผิดกฎหมายเขาไม่เอาเลย เพราะเขาเป็นบาทหลวง แล้วทีนี้เขาป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เขาก็เลือกเอาแต่ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งอาการก็ทรุดลงเรื่อยๆ ทีนี้มีลุงคนหนึ่งที่ผมรู้จักแนะนำให้ลองต้มกัญชาดู ปรากฏว่าอาการเขาดีขึ้นในตอนช่วงอาทิตย์ที่ใช้ แต่พอเขามารู้ทีหลังก็เลิกเลย เพราะเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับของผิดกฎหมาย หลังจากนั้นอาการก็ทรุดอีก และเสียชีวิตไป

     ส่วนผมเอง กัญชาช่วยตอนที่ผมเป็นโรคซึมเศร้าสมัยที่เรียนหมออยู่แคนาดา เป็นทางเลือกที่ดีนะ ดีกว่าเป็นประสาทตาย หรือต้องกินยาจนตับพัง

 

พื้นฐานความคิดของทุกคนคือการตัดสินใจใช้ครั้งแรกไม่ควรมีความผิด แต่ถ้าหลังจากใช้แล้วเขาไปตัดสินใจที่สองในการทำผิด นั่นถึงจะเหมาะสมที่จะต้องแยกเป็นกรณีที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมายใช่ไหม

     ชัยวัฒน์: ใช่ เหมือนเราดื่มเบียร์อยู่บ้านแล้วเรานอน ไม่มีปัญหา ถูกไหม แต่ถ้าเราดื่มเบียร์แล้วเมาไปขับรถ เกิดอุบัติเหตุ อันนี้ก็ต้องไปจับตรงนั้น ไม่ใช่มาจับการดื่มเบียร์ ต้องจับที่ว่าคุณไปก่ออาชญากรรม

     รัฐพล: ไม่ใช่ว่าคุณดื่มเบียร์แล้วกลายเป็นอาชญากรเลย อย่างกัญชา หลายคนบอกว่า เฮ้ย มันไม่ดี ดูดแล้วมันทำร้ายตัวเอง แต่พอในแง่กฎหมายที่เป็นอาชญากรรม ถามว่าการทำร้ายตัวเองตามหลักกฎหมายมันผิดเหรอ อยู่ดีๆ คุณเอามีดมาแทงตัว ผิดไหม ก็ไม่ผิดนะ คุณก็ไปโรงพยาบาล ไปรักษา คือมันขัดกับหลักการทุกอย่าง อยู่ดีๆ คนตั้งกฎหมายก็จะตั้งให้เป็นความผิด ทีนี้ก็เลยกลายเป็นสิ่งผิด แล้วก็ไม่ได้มีข้อมูลรองรับอะไรที่สมเหตุสมผลพอ

     ช่อขวัญ: คิดไปคิดมาก็ตลก คือร่างกายคนเรามีตัวรับสารเป็นเอ็นโดแคนนาบีนอยด์ (endocannabinoid) ที่อยู่ในร่างกาย เพื่อรับสารแคนนาบินอยด์ที่มาจากกัญชาโดยเฉพาะ เพื่อจะนำไปรักษาร่างกาย แต่ว่า ณ ตอนนี้มันผิดกฎหมาย เหมือนเราจะไปห้ามสิ่งซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว มันก็ขัดธรรมชาติสิ

     อรัญ: มีการทดลองในต่างประเทศโดยเอาต่อมประสาทที่จะรับสารพวกนี้ออกจากหนู คล้ายๆ กับการลบออกจากทางพันธุกรรมก่อนที่จะเกิดมา กลายเป็นว่าหลังจากที่เกิดมาแล้วหนูไม่กินนมนะ เพราะว่าไม่มีความอยากที่จะทานหรือเอาตัวรอด สุดท้ายหนูทุกตัวก็ตาย ซึ่งเปรียบกับมนุษย์ แม่ทุกคนที่ผลิตนมเองให้กับลูกก็ผลิตสารตัวนี้อยู่ในร่างกายเพื่อให้ลูกอยากอาหารอยู่แล้วตามธรรมชาติ

     ชัยวัฒน์: ถ้าเสริมประเด็นนี้ให้ชัด เบียร์ ไวน์ เหล้าขาว ดื่มแล้วสุดท้ายเมาเหมือนกัน แต่ถามว่าไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มจะเมา กัญชาก็เหมือนกัน การเอากัญชาเข้าร่างกายตนเอง ในการสูบหรือการใช้ยาจากกัญชา แค่เอาเข้าไม่มีปัญหา แต่ถ้าเอาเข้ามากเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นอย่างอื่น ฉะนั้น กฎหมายต้องไปโฟกัสที่การใช้แล้วมีปัญหา ไม่ใช่โฟกัสที่การใช้ทุกๆ ครั้ง

     เหมือนกับคนสัก คนเจาะร่างกาย ซึ่งเป็นการกระทำต่อตัวเอง ถามว่าเกิดปัญหาอะไรกับสังคมไหม แล้วทำไมต้องโจมตี ต้องมาบล็อกแล้วจับเขาเข้าคุก ซึ่งถ้าเขาไปอยู่คุกนั่นแหละ เมื่อนั้นปัญหาจะเกิดขึ้น จากคนที่เคยรู้แค่ว่าซื้อกัญชาได้จากปากซอย เข้าไปข้างใน ออกมาทำงานไม่ได้ ดันไปรู้จักเครือข่ายที่อยู่ในข้างในอีก ตกลงสังคมคนดีๆ กำลังผลักคนปกติคนหนึ่งในเข้าสู่ด้านมืดใช่ไหม วิธีการแบบนี้ช่วยให้ปัญหายาเสพติดดีขึ้นเหรอ หรือทำให้ยิ่งแย่ลง

     เราแก้ปัญหาแบบนี้มา 40-50 ปีแล้ว ถ้าเวิร์ก ควรจะเวิร์กไปนานแล้ว ไม่ควรเป็นเหมือนทุกวันนี้ สิ่งที่พวกผมพูดคือว่า เราลองมาตั้งสติแล้วทบทวนกันใหม่ เสนอวิธีการแก้ปัญหาในวิธีใหม่ๆ ไหม แต่แน่นอน วิธีใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยชิน และทุกคนกำลังกลัวว่า เฮ้ย พวกคุณจะทำอะไรกัน แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการมอมเมาสังคม เราออกมาเสนอวิธีการจัดการปัญหานี้ในรูปแบบใหม่แค่นั้นเอง

 

กัญชาชน

 

อย่างที่ทราบว่าตอนนี้ พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้ใช้กัญชาและกระท่อมในทางการแพทย์ได้ ถือว่าเป็นทิศทางหรือบรรยากาศที่ดีไหม ถือเป็นชัยชนะก้าวหนึ่งของพวกคุณด้วยหรือเปล่า

     รัฐพล: เรียกว่าเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งที่เราต้องการผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น และก็อาจจะเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าเราต้องการให้เปิดกว้างมากกว่านี้ มากกว่าที่กฎหมายปัจจุบันอนุญาต แต่ก็เข้าใจว่าอาจจะต้องมีการจำกัดไว้ก่อน หรือศึกษาข้อมูลอะไรให้มากกว่านี้ก่อน

     อรัญ: อย่างน้อยผมเชื่อว่าการเริ่มไปทีละขั้นแบบนี้จะทำให้สังคมเข้าใจและเรียนรู้ไปทีละขั้นด้วยกันได้ แทนที่จะ ตู้ม! เสรี ใครจะทำก็ทำ โอเค สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวบุคคลว่าใครจะใช้ยังไง แต่การที่ให้คนเห็นประโยชน์ก่อน เช่นทางการแพทย์ ก่อนที่จะขยับไปขั้นอื่น ไม่ว่าจะผลิตหรือนำไปใช้ในรูปแบบใดก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญ

     ช่อขวัญ: สำหรับเราคิดว่ากฎหมายยังเขียนด้วยความกลัวอยู่ คือควบคุมมากไปในบางเรื่อง เขากลัวมากในเรื่องของการเอาไปใช้ผิดประเภท เขากลัวคำว่าเมา แล้วถ้าไปอ่านกฎหมายจะเห็นเลยว่า เขากลัวที่อาจจะหลุดรอดออกไปแล้วคนเอาไปใช้ในทางที่ผิด หรือเอาไปใช้ในทางอื่นที่เขายังไม่อนุญาต

     ชัยวัฒน์: เท่าที่ฟังมา เข้าใจว่ารัฐพยายามเดินตามสเต็ป เขามีบันได 5 ขั้นในการปลดล็อกกัญชา ขั้นแรกคือยกเลิกโทษของผู้ใช้ผู้เสพ สองคือศึกษาวิจัย สามคือทดลองใช้ทางการแพทย์ สี่คือเปิดให้ประชาชนปลูกเพื่อรักษาตัวเอง ห้าคือเปิดสันทนาการ ตอนนี้บ้านเราอยู่สเต็ปที่สามคือให้ใช้รักษาคน แต่ที่ผิดคือเราข้ามบันไดขั้นแรก เพราะยังมีโทษทางอาญาอยู่ มันก็ลักลั่น นึกออกไหม

      คือคุณยอมรับว่ามันเป็นยาที่ดีมีประโยชน์ใช้รักษาโรค แต่ถ้าคุณไปเอามาหยดเล่นโดยที่ไม่ได้เป็นโรค คุณติดคุก อีกอย่างคือ เขาให้ใช้ทางการแพทย์คือทำยา แต่ไม่ให้สูบเล่น แต่รู้ไหม กัญชาทางการแพทย์ที่เป็นน้ำมัน เมาหนักกว่าการสูบอีกนะ การสูบคุณอาจจะรู้สึกไปสัก 15 นาที 20 นาที แล้วคุณก็จบทริปนั้น แต่ถ้าคุณไปกินยาเนี่ย ล่อไปเป็นวันสองวัน อย่างนี้คุณบอกว่าปลอดภัยเหรอ

     ช่อขวัญ: ทางกฎหมายตอนนี้เขามองกัญชาทางการแพทย์เป็นแค่น้ำมัน เอาไว้ใช้เหยาะลิ้น หรือเอาไว้ใช้ทาน ซึ่งตรงนี้เขาไม่ได้มองในเรื่องของการสูบ ทั้งๆ ที่การสูบมีวิจัยออกมาว่า หนึ่ง เป็นเรื่องของการควบคุมปริมาณของสารที่จะเข้าไปในร่างกายได้ง่ายกว่าการทาน

     รัฐพล: คือการสูบมันไม่ใช่การเอามามวนจุดสูบโดยตรง แต่จริงๆ แล้วทางการแพทย์มีการแนะนำว่าควรจะใช้วิธีผ่านการให้ความร้อนที่เหมาะสม ที่จะไม่ให้เกิดพวกน้ำมันดินที่เป็นสารคาร์บอนซึ่งร่างกายไม่ต้องการ แต่พอพูดว่าสูบคนก็จะเข้าใจผิดตลอด ใช้คำว่าการหายใจเข้า (inhalation) แล้วกัน (หัวเราะ) ให้นึกถึงเครื่องพ่นหอบ มัน affective แล้วก็ควบคุมปริมาณการใช้ได้ง่าย

     ช่อขวัญ: แต่เขาไม่มองไปทางนั้น เขามองว่าเป็นการใช้ผิดประเภท คือต้องเข้าใจว่าถ้าเราทาน ครึ่งชั่วโมงกว่าจะออกฤทธ์ แต่ถ้าใช้โดยการ inhalation ห้านาทีสิบนาทีรู้เลย แล้วลองคิดดูสิ ถ้าคุณใช้ในเรื่องของการลดการปวด คุณจะไปรอครึ่งชั่วโมงทำไม

     รัฐพล: ต้องเข้าใจก่อนว่า รูปแบบการใช้มันเหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน ถ้าคนปวดก็ต้องการลดปวดให้เร็วที่สุด ฟอร์มแบบนี้ก็อาจจะดีกว่า แต่แบบกินมันก็อาจจะดีกับโรคอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น โรคมะเร็ง ที่ใช้ในระยะยาว ให้ออกฤทธิ์นานๆ ต่อต้านการคลื่นไส้อาเจียนอะไรพวกนี้ ข้อดีข้อเสียก็จะต่างกัน แต่ว่าฟอร์มที่เปิดให้ใช้ตอนนี้ก็เป็นฟอร์มที่เรียกว่าให้ใช้น้ำมันสำหรับกินอย่างเดียว ข้อจำกัดก็จะค่อนข้างเยอะ

      ชัยวัฒน์: ถ้าสรุปทุกฟอร์มของการใช้ มันมีประโยชน์หมด เพียงแต่เราต้องเลือกใช้ ไม่ใช่ว่าไปต่อต้านการสูบ มองว่าการสูบคือการเสพ อย่างที่บอกว่าถ้าเราต้องการหยุดการปวดอย่างฉับพลัน เราต้องใช้การสูบ

     รัฐพล: การหายใจเข้าๆ (หัวเราะ) ผมไม่ค่อยอยากใช้คำว่าสูบ เพราะคนชอบเข้าใจผิด เหมือนคำว่าเสรี

     ช่อขวัญ: คือเสรีเราก็ไม่เอานะ เราต้องการให้ถูกกฎหมายด้วยกฎและเกณฑ์

 

ถ้ารัฐมีสเต็ปที่ชัดเจนเป็นบันได 5 ขั้นก่อนปลดล็อกกัญชาเสรีอยู่แล้ว ทำไมถึงข้ามบันไดขั้นแรกไปได้

     รัฐพล: เขาเชื่อว่าต้องมีโทษเอาไว้ขู่ เพราะกลัวคนจะเอาไปทำผิด เลยต้องมีอำนาจไว้ก่อน เขาเชื่อว่ายังไงการควบคุมต้องสำคัญ

     อรัญ: แต่ประเทศไทยก็ยังเห็นคุณของการปลูกอยู่ เพราะเป็นพืชพื้นเมืองบ้านเรา เขาเลยข้ามไปปลูกได้ ผลิตได้ เท่านั้น

      รัฐพล: เขามองเรื่องการยกเลิกโทษทางอาญาเป็นเรื่องของการสันทนาการ แต่จริงๆ แล้วครอบคุลมทั้งหมด

     ช่อขวัญ: ตอนนี้มีทั้งองค์การเภสัช มีทั้ง อย. ออกมาบอกว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด กัญชาเป็นยาได้แล้วนะ สามารถทำนู่นนี่นั่นได้ แล้วลองคิดดู คนธรรมดา ถ้าเขาปวด แล้วไม่สามารถเข้าถึงใบอนุญาตได้ คิดเหรอว่าเขาจะไม่ไปหากัญชา ยังไงเขาก็จะไปหา เพราะเขาคิดว่ามันสามารถเยียวยาชีวิตหรือโรคของเขาได้ แล้วถ้าตอนนี้เขาไม่ได้ใบอนุญาต ตอนจบคุณจะจับเขาเข้าคุกเหรอ หรือจะจับเขาไปบังคับบำบัดเหรอ

 

การที่เราข้ามบันไดขั้นแรกไปในเรื่องกฎหมาย สุดท้ายปลายทางจะกลายเป็นกัญชาเสรีที่ผิดเพี้ยนไปไหม ใครจะพลาดผลประโยชน์บ้าง

      รัฐพล: จริงๆ แล้วคนที่ใช้ทางการแพทย์ก็จะมีใบรับรอง อันนั้นก็ถูกต้องไป ปัญหาก็จะไปอยู่กับพวกที่ไม่ได้ใช้ทางการแพทย์ เพียงใช้เพื่อการพักผ่อนหรือกลุ่มคนที่เขาใช้แล้วดีขึ้น แต่โรคที่เขาใช้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ว่าจะขออนุญาตได้ มันก็จะกลายเป็นว่าคนกลุ่มนี้จะมีปัญหาทีหลัง

     ช่อขวัญ: เราเสริม คนที่ไม่สามารถเข้าถึงใบอนุญาตได้ เช่น เขาอยู่ในป่าในเขา จะเข้ามาในอำเภอทีหนึ่งต้องเดินสามสี่วัน

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนจะเป็นครั้งแรกเลยที่หลายๆ พรรคชูนโยบายเรื่องกัญชาขึ้นมา สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้าง

     รัฐพล: เป็นทิศทางที่ดีนะ ที่มีพรรคการเมืองมองเห็นเรื่องนี้แล้วหยิบยกขึ้นไปเป็นนโยบาย จริงๆ แล้วถ้ามองลงไปลึกๆ ในหลายพรรคก็ค่อนข้างคล้ายกันในรูปแบบ ซึ่งโดยรวมก็โอเค เหมือนเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่แสดงว่าเราก้าวข้ามอะไรบางอย่างของสังคมที่เคยมืดสนิท จากเมื่อก่อนที่ไม่มีใครกล้าพูด อยู่ดีๆ วันหนึ่งมีไม่ต่ำกว่า 5-6 พรรค ที่หยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในการหาเสียง ชูขึ้นเป็นนโยบายของพรรค มันสะท้อนว่าสังคมเราก็เริ่มเปิดขึ้นหรือก้าวไปอีกระดับหนึ่ง

     ชัยวัฒน์: นอกจากนั้นยังสะท้อนมายด์เซตของสังคม เมื่อวันแรกที่เราพูดเมื่อ 5-6 ปีก่อน ไม่ใช่แบบนี้ ทุกอย่างคือผิดไปหมด ดำไปหมด มืดไปหมด คนที่มาพูดว่ากัญชาดีคือไอ้ขี้ยา อยากดูดกัญชาเสรีกันใช่ไหมพวกมึง ทำไมถึงทำลายสังคม สังคมทุกวันนี้เมากันไม่พอเหรอ จะเอากัญชามามอมเมากันอีกเหรอ พวกเราโดนตราหน้าว่าเป็นไอ้ขี้ยามาตลอด

     แต่ ณ วันนี้ 5 ปีผ่านไป อ้าว กลายเป็นของดีขึ้นมาแล้ว แล้วตอนนี้เราเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ๆ โผล่ขึ้นมาเต็มเลยในวงการนี้ ซึ่งคนที่ทำจริงก่อนหน้าเราก็มี พวกเราไม่ได้มองว่าเราคือกลุ่มผู้นำ แต่เราคือหนึ่งในกลุ่มที่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็เห็นคนหน้าใหม่ขึ้นมาพูดเรื่องนี้เต็มเลย บางคนก็มีประเด็นที่ดี จริงใจ บางคนเราก็ว่าแปร่งๆ แต่ตรงนั้นก็ไม่ได้จะเป็นประเด็นอะไร ผมมองว่าสิ่งนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางความคิด หรือแนวความคิดของสังคม

     รัฐพล: ผมมองว่ามายด์เซตสังคมมันเปลี่ยนไปแบบที่เราไม่เคยคาดคิดเลย การที่อยู่ดีๆ มีพรรคมาชูนโยบายกัญชาเสรี มันแปลว่าสังคมเราก้าวข้ามมายด์เซตที่มืดบอดไปแล้วระดับหนึ่ง หลายพรรคชูนโยบายการใช้เพื่อการสันทนาการถูกกฎหมายด้วย ไม่ได้ถูกจำกัดแค่การแพทย์

     ชัยวัฒน์: พูดกันตรงๆ ยกตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย อันนี้เป็นนโยบายที่เขาแถลงชัดเจน ยอมรับการใช้เพื่อความบันเทิงได้ ซึ่งบางพรรคอาจจะไปไม่ถึงจุดบันเทิงก็มี แต่ทุกคนก็โอเคที่จะใช้ประโยชน์จากกัญชา

     อรัญ: จะเป็นพืชอุตสาหกรรม เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ก็ว่ากันไป แต่ที่เด็ดคือทุกคนเห็นด้วยว่ามีประโยชน์ นี่คือจุดพลิก เพราะอย่างปีที่แล้วยังไม่ค่อยมีใครกล้าพูด แต่ปีนี้ทุกคนกล้าออกมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และมีคนสนับสนุนด้วย กลายเป็นว่าเปลี่ยนแปลงนะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะเรื่องเล่าที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนเพราะว่าความรู้ความเชื่อเดิมๆ ที่ดึงให้คนกลุ่มนี้มีปากมีเสียงขึ้นมาในสังคม แล้วกลายเป็นว่านโยบายแต่ละอันที่ออกมาทำให้มีกำลังมากขึ้นโดยปริยาย

     ช่อขวัญ: เราขอแค่อย่างเดียว ข้อมูลที่ออกมาจากแต่ละนโยบายขอให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องด้วย

 

กัญชาชน

 

แต่ก็ถือว่ายังอีกไกลกว่าจะไปถึงจุดที่กัญชาถูกกฎหมายและเปิดเสรี ไม่ว่าจะเรื่องการแก้กฎหมาย หรือการเปลี่ยนมายด์เซตของคนในสังคมบางส่วนที่ยังมีอคติต่อกัญชา กว่าจะไปถึงขั้นนั้นยังต้องผ่านกระบวนการอะไรอีก

     ชัยวัฒน์: ตอนที่เราพูดเรื่องนี้เมื่อห้าปีก่อนไม่มีคนเอา แต่เวลาผ่านไป วันนี้มายด์เซตเปลี่ยน กฎหมายเลยตามมา ฉะนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนกฎหมาย คุณต้องเปลี่ยนมายด์เซต อันนี้คือเรื่องใหญ่ที่สุด

     รัฐพล: กฎหมายตามมาจากทัศนคติ วันนี้มายด์เซตของคนโอเคแล้ว เราอาจจะพูดว่าคนส่วนใหญ่ตอนนี้ยอมรับว่ามีผลประโยชน์ทางการแพทย์ แล้วกฎหมายก็เปลี่ยนตามทางด้านการแพทย์ วันหนึ่งมายด์เซตของคนอาจจะเปลี่ยนไปว่า เฮ้ย โอเคนะที่จะใช้เพื่อการสันทนาการ ใช้เพื่อการพักผ่อน มันก็ไม่ได้แย่เมื่อเทียบกับแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ที่เคยมีมา อาจจะเป็น soft drug ที่เข้ามาลดความรุนแรงจากปัญหาอื่นๆ เช่น ยาบ้า ได้ด้วย มายด์เซตของคนอาจจะไปทางนั้น แล้วกฎหมายอาจจะออกตามมาก็ได้

     ฉะนั้นในการทำงานของเรา เราทำงานเพื่อเปลี่ยนมายด์เซตของคน แล้วเราก็หวังว่าในอนาคต เราจะไปเปลี่ยนจากจุดที่เป็นเฉพาะการแพทย์ ให้คนยอมรับและเปิดกว้างมากขึ้นกับการใช้เพื่อสันทนาการ

 

ถ้าใช้คำว่าบันเทิง สังคมแบบเราก็จะเข้าใจว่าเป็นไปเพื่อการมอมเมาอีกหรือเปล่า

     ชัยวัฒน์: บ้านเราก็แปลกนะ คือจะมองว่าอะไรที่เป็นการบันเทิงเป็นเรื่องแย่ เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ ไม่เคยมองถึงการบันเทิงเลย เราควรจะทำแต่สิ่งที่จริงจังเท่านั้น แต่ลองคิดดูนะ คุณเดินเครื่องจักร คุณยังต้องพักเครื่อง ไม่งั้นเครื่องจักรก็พัง ร่างกายมนุษย์ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเหล็กเหมือนเครื่องจักร ถามว่าถ้าเรามีการพักผ่อนที่ไม่ดีเนี่ย เราจะกลับไปสร้างงานที่ดีได้ไหม

     ซึ่งการพักผ่อนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ข้อจำกัดแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชอบแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การบันเทิงแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ใจความหลักคือ การเบรกสำคัญพอๆ กับการทำงาน ถ้าเรามีการเบรกที่ดี มีการพักผ่อนที่ดี เราจะสามารถกลับมาสร้างงานได้ดีขึ้น เราควรมาทบทวนตรงนี้ดีกว่าไหม ว่าอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ทำให้คนในสังคมมีทางเลือกในการผ่อนคลาย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องมาผ่อนคลายวิธีนี้

     คุณอาจจะกลัวว่าถ้าเปิดแล้วคนจะเมากัญชากันทั่วประเทศ ผมถามว่าทุกวันนี้เรามีร้านสะดวกซื้อทุกปากซอย และก็มีบุหรี่ เหล้า เบียร์ ขายในทุกร้าน แต่ถ้าคุณไม่สูบ ไม่ดื่ม คุณจะซื้อไหม คุณก็ไม่ซื้อ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกัญชาถูกกฎหมายแล้วทุกคนจะไปเมากัญชา ถ้าคนอยากใช้ ต่อให้ผิดกฎหมาย เขาก็หามาใช้ได้ แต่ถ้าคนไม่อยากใช้ อยู่หน้าบ้าน วางบนโต๊ะ วางตรงหน้า คุณก็ไม่อยากใช้

     ช่อขวัญ: เบอร์อะไร พรรคอะไรเนี่ย อยากโหวตเลย

     ชัยวัฒน์: พรรคกัญชาชน เบอร์ 420 (หัวเราะ)

     อรัญ: สมัยก่อน เหตุผลที่ประเทศไทยมีหลายๆ โอกาสมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะว่าเราลงทุนกับทรัพยากรคน ส่งคนในราชในรัฐไปเรียนสูงจากต่างประเทศเพื่อให้เขามาพัฒนาประเทศต่อ ในเมื่อตอนนี้เรารู้แล้วว่าการพักผ่อนมันเป็นสมบัติของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย ทำไมเราไม่สนับสนุนอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกให้คนไทยมีการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ล่ะ

 

จะเหมือนกับหลายๆ เรื่องหรือเปล่าที่สุดท้ายกัญชาเองก็จะไม่สามารถก้าวข้ามคำว่าวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทยและกลุ่มคนอนุรักษ์นิยมไปได้

     ชัยวัฒน์: ผมว่าไม่ใช่เรื่องอนุรักษ์นิยมนะ แต่เป็นเรื่องของคุณรู้หรือไม่รู้ ถ้าคุณรู้ว่ามีประโยชน์คุณก็จะไม่คิดแบบนั้น แค่นั้นเอง เหมือนการทำงาน ถ้าคุณเป็นมืออาชีพในการทำงาน คุณเห็นสถานการณ์คุณก็เห็นทุกอย่าง คุณไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะคุณเคยผ่านงานแบบนี้มาแล้ว แต่สำหรับมือใหม่ที่ลงไปคลุกงานแล้วไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ตกใจสิ กลัว คิดไปต่างๆ นานา เรื่องเดียวกัน

     อรัญ: ซึ่งส่วนมากไม่รู้แล้วก็จะบอกว่าผมรู้ คุณจะมาเถียงทำไม ผมมีอำนาจมากกว่าคุณนะ จบ

     ช่อขวัญ: ทางกลุ่มเราคิดว่า เราจะไปสู่กัญชาถูกกฎหมายด้วยวิธีหลักๆ คือการให้ความรู้ เพราะการไม่ให้ความรู้เขาจะกลัว แล้วตอนนี้คำว่าเมาเป็นอะไรที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กลัว ยิ่งกว่าการนำไปใช้ผิดประเภท ตรงนี้ถ้าเราไปให้ความรู้เขา ให้เขาเข้าใจเรื่องผลข้างเคียงต่างๆ ก็น่าจะดีขึ้น

     รัฐพล: กลายเป็นเราตีความว่าเมาคือต้องไม่ดี เป็นมายด์เซตแคบๆ แบบนั้นไป ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการผ่อนคลายนะ

     ช่อขวัญ: ในภาษาอังกฤษ คำว่า high หรือ stone ไม่ได้หมายถึงเมานะ แต่หมายถึงอาการ ความรู้สึก ณ ตอนนั้น ล่องลอย หรือนิ่ง คือฉันไม่ไปไหน แล้วลองคิดดูคนใช้กัญชาแล้ว stone คืออยู่นิ่ง แล้วเขาจะไปก่อเหตุอะไร แต่ภาษาไทยมีแต่คำว่าเมา แล้วคำว่าเมาก็ถูกตีความว่าเป็นสิ่งเลวร้าย

     ชัยวัฒน์: ผมถามว่ากินยาแก้แพ้ก็ง่วง ห้ามขับรถ แล้วทำไมไม่แบนยาแก้แพ้ นี่คือผลข้างเคียงที่ได้รับจากตัวยา แต่วัตถุประสงค์คือมันรักษาอาการของคุณ แต่กินยาแล้วง่วง สะลึมสะลือ เราก็เรียนรู้กันได้ สอนกันได้ว่าห้ามไปขับรถ ห้ามไปใช้เครื่องจักร กัญชาเหมือนกัน ใช้แล้วจะมีผลข้างเคียงแบบนี้ ก็สอนสิ สอนให้คนรู้สิ อ๋อ พอใช้แล้วจะเป็นแบบนี้ เมื่อเป็นแบบนี้ อย่าไปทำอย่างอื่นต่อ อย่าไปขับรถ นี่คือความปลอดภัย ไม่ใช่เอากฎหมายมาห้าม ห้ามแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย คุณไม่ได้สอน คุณไม่ได้ให้ความรู้ มันก็กดไปเรื่อยๆ

     รัฐพล: พอไม่รู้ แล้วไปแอบทำโดยไม่มีความรู้ นั่นคืออันตรายที่แท้จริง เหมือนเรื่องอื่นๆ หลักการเดียวกัน

 

ท้อบ้างไหม หนทางดูยาวไกลเหลือเกิน

     ชัยวัฒน์: สิ่งที่พวกเราพยายามผลักดันความรู้ให้กับสังคม ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย อยากทำไหม ผมว่าผมไม่อยากทำ ผมอยากให้รัฐบาลทำ แต่รัฐบาลไม่ทำ พวกผมถึงต้องมาพูดมาทำกัน คนอื่นก็เหมือนกัน ทุกคนอยากให้รัฐบาลทำ การที่กลุ่มใต้ดินมาแอบสกัดน้ำมันเพื่อรักษาผู้ป่วย อยากทำไหม ไม่อยากทำ จริงๆ รัฐบาลควรทำ ความรู้พวกนี้ก็เหมือนกัน รัฐบาลควรสอน ไม่ใช่ให้เอกชนมาสอน คุณไม่สอน แล้วคุณเอากฎหมายกดหัว แล้วคุณก็จับไปขังคุกเอาค่าปรับจากเขา เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ นานา ถามว่ามันมีประโยชน์อะไรกับสังคม

     ช่อขวัญ: เรื่องอคติด้วย อย่างตอนนี้ก็มีข่าวออกมาว่างานเราจะทั้งมั่วสุมกัญชา โชว์ดูด โชว์ปลูก โชว์นู่นนี่นั่น คือเอามาจากไหน เราเชิญสปีกเกอร์มาจากต่างชาติ เป็นบริษัทที่เขายอมกันทั้งโลก คิดเหรอว่าเราจะเอาเขามาในงานที่ผิดกฎหมายแล้วตำรวจมายกเลิกงาน ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาอคติเพราะมุมมอง แล้วก็มองว่าเราต้องทำอะไรไม่ดี ผิดกฎหมาย พวกเราไม่ได้ติดต่อยากเลยนะ ถ้าอยากรู้เกี่ยวกับพวกนี้ มาถามเรา มาคุยกับเราก่อนไหม ก่อนจะตัดสินเรา ว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อกับสังคมคืออะไร

     ชัยวัฒน์: แล้วทีนี้รัฐบาลก็จะมองว่าประชาชนไม่มีความนึกคิดที่จะตัดสินใจได้ดี ฉะนั้นต้องห้ามไว้ก่อน แต่ตัวเองไม่เคยสอน แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ก็วนลูปกันอยู่แบบนี้ ปัญหาก็หลบๆ อยู่ใต้พรมเหมือนกับอีกหลายๆ ประเด็น

 

สุดท้ายแล้วถึงจะถูกกฎหมายแต่ก็ต้องมีกลไกอะไรบางอย่างมาควบคุมดูแลไม่ให้มันเลยเถิดหรือเกิดปัญหาเปล่า

     รัฐพล: ต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว การบริหารจัดการเรื่องตรงนี้ที่เขาทำให้ถูกกฎหมายมาก็มีกฎหมายมารองรับเหมือนการจัดการแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ เขาก็จะมีการจำกัดสถานที่ขาย จำกัดสถานที่ซื้อ จำกัดอายุ จำนวนพกพา สถานที่ เดินสูบบนถนนก็ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็ให้ใช้แค่พื้นที่ส่วนบุคคลเท่านั้น คุณจะมาใช้ในพื้นที่สาธารณะ ถนน ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ไม่ได้อยู่แล้ว กฎหมายเขาก็ต้องให้ใช้ในพื้นที่ส่วนบุคคล

     ช่อขวัญ: ต้องเข้าใจว่าเรื่องพวกนี้เราไม่ได้แค่ฟังเขามานะ เราไปดูถึงที่ ไปถึงฟาร์ม ไปดูว่าเขาจำกัดยังไง เขาใช้กฎเกณฑ์อะไรยังไง ขนาดประเทศที่เปิดถึงขั้นสันทนาการ กฎเกณฑ์บางตัวเขาก็ยังกลัวๆ เหมือนกัน เราไปโอเรกอน ไปวอชิงตัน ไปแคลิฟอร์เนีย สามรัฐไม่เหมือนกันเลยนะ ในเรื่องกฎหมายของจำนวนที่สามารถใช้ได้ ใช้ที่ไหน ไม่เหมือนกันเลย

 

กัญชาชน

 

ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราไปสู่กัญชาถูกกฎหมายหรือเสรีคืออะไร

     อรัญ: สุดท้ายแล้วปัญหาหลักๆ คือคนเข้าถึงความรู้ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเด็กผู้ใหญ่ใครก็ตาม ทุกคนต้องเข้าความรู้ได้ ไม่ใช่ว่ามาปิดกั้น

     ช่อขวัญ: เราต้องมี public support ต้องมีการสนับสนุนจากประชาชน แต่ก่อนจะมีตรงนั้นเราต้องให้ความรู้เขา ยิ่งกลุ่มคนอายุ 40-60 ยิ่งต้องให้ความรู้ เพราะว่านั่นคือจำนวนในเรื่องของคะแนนโหวตเยอะที่สุดในประเทศไทย มากกว่าคนรุ่นใหม่ มากกว่าเด็ก มากกว่าวัยกลางคน คือเราต้องไปเปลี่ยนความคิดคนกลุ่มนี้ก่อน เราถึงจะสามารถไปยังจุดที่ต้องการไปได้ จนกว่าเขาจะเข้าใจจริงๆ ว่ามันไม่ใช่สิ่งอันตราย ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แล้วเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้

 

ประเทศไทย สังคมไทย คนไทย จะได้อะไร เสียอะไร หากเราไปถึงจุดนั้นจริงๆ

     ชัยวัฒน์: หลายมิติมหาศาลเลย ยกตัวอย่าง ถ้าในทางเศรษฐกิจก็มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับตรงนี้เยอะ ไม่ว่าจะการปลูก มีดิน มีปุ๋ย มีโรงเรือน มีไฟ เรื่องการสกัดก็มีอุปกรณ์ ของที่สกัดมาเป็นยาทำมูลค่าก็มีเยอะแยะหลักหมื่นล้าน อันนี้แค่สายการผลิตอย่างเดียว ยังมีประโยชน์อื่นที่กลับมาอีก ถ้าเศรษฐกิจไปถึงรากหญ้าได้ สามารถปลูกกันได้ เงินไปถึงรากหญ้า สะท้อนกลับขึ้นมาสู่ยอดของสามเหลี่ยม

     เรื่องสังคม ถ้าถูกกฎหมาย ถามว่ากรณีที่เคยไล่จับไล่ไถกันก็จะหายไปใช่ไหม การคอร์รัปชันที่จุดตรวจฉี่ก็น่าจะหายไป ความยุติธรรมของสังคม แรงงานที่อยู่ในภาคของสังคมที่ถูกพรากไปติดคุกก็จะกลับมา ผมว่าอันนี้มันมากกว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงิน มันคือความสงบสุขของสังคม คือความยุติธรรม คือความถูกต้องที่ไม่ควรจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก

     ถามว่าเจ้าหน้าที่ ผู้หลักผู้ใหญ่ โง่ไหม ผมเชื่อว่าเขาไม่โง่ ผมเชื่อว่าเขาหวังดีกับประเทศ แต่เหมือนเส้นผมบังภูเขา สิ่งที่ออกกฎหมายมาเขาอาจจะมองในมุมหนึ่ง แล้วคิดว่ามุมที่เขาทำคือสิ่งที่ดีที่สุดต่อสังคม แต่เราบอกว่า เฮ้ย มันยังมีวิธีอื่นที่ดีกับสังคมอีกนะ เราเชื่อว่าเขาก็มองถึงเป้าหมายที่ดีของสังคมเหมือนกับที่เรามอง เพียงแต่ว่าเราลองเปลี่ยนมาเป็นทางนี้ดูกันไหม

     รัฐพล: กัญชาเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามีอยู่จริง แต่อยู่ใต้ดิน เป็นธุรกิจที่เป็นสีดำ ถ้าเราเอามาบริหารจัดการแบบถูกกฎหมาย เม็ดเงินเหล่านั้นที่อยู่ใต้ดินก็จะถูกหยิบขึ้นมาจัดการภายใต้ระบบภาษี เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างธุรกิจที่เป็นตัวของมันเองและเป็นธุรกิจต่อเนื่องที่จะกว้างออกไปอีก นั่นคือหนึ่งก้อนใหญ่ๆ ที่เราจะได้ คือรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นมา เป็นเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่ตัวเลขมหาศาลถ้าดูจากต่างประเทศ

     สองคือการบริหารจัดการภายในภาครัฐของเรา งบประมาณที่ถูกทุ่มเทไปกับการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุม ปราบปราม ในการดำเนินคดี ในการเอาคนไปขังคุก ไม่ใช่น้อยๆ นะ เราก็จะลดรายจ่ายส่วนนี้ออกไป

     ต่อมาคือการท่องเที่ยว เหมือนที่คุณเนวินเคยพูด จากที่เรามี high-low season เดี๋ยวนี้เราจะกลายเป็น high season ตลอด ทุกคนจะเข้ามาเพราะมีตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเอนจอยได้ตลอด อันนี้คือภาพรวมที่ผมมองว่าถ้าบริหารจัดการให้ดี เราสามารถได้ประโยชน์สูงสุดและโทษต่ำสุด ไม่เหมือนการบริหารจัดการแบบปัจจุบันที่มีแต่โทษ และแทบไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลย มีประโยชน์กับคนที่อยู่ใต้ดินแค่นั้นเอง

 

รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรมีทิศทางอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้

     ชัยวัฒน์: ชัดเจนที่สุดคือควรจะเดินหน้าไปให้ถึงการใช้เพื่อการพักผ่อน ณ วันนี้การใช้เพื่อการแพทย์ถึงฝั่งประมาณหนึ่งแล้ว มีคนที่จะรับช่วงต่อไปพัฒนาต่อแล้ว แต่เรื่องของการบันเทิงหรือใช้เพื่อการผ่อนคลายก็ต้องไปต่อ ซึ่งกลุ่มเราก็จะไปทำประเด็นนั้นต่อ เพราะสุดท้ายแล้วสังคมไทยต้องได้ประโยชน์เต็มที่จากกัญชา

     รัฐพล: แล้วเราไม่ควรจะทำตรงนี้ช้าด้วย

     ชัยวัฒน์: เมื่อก่อนเราถามว่าถ้าเปิดแล้วจะมีประโยชน์กับประเทศยังไง ผมว่ายุคต่อไปคำถามใหม่แล้วคือ ถ้าเราไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเสียประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าเราไม่พยายามจะผลักดันเป็น medical hub วันดีคืนดีพรุ่งนี้ เมียนมาเปิด ลาวเปิด กัมพูชาเปิด มาเลเซียเปิด ทุกคนก็จะบินข้ามหัวเราไปหมด ผลประโยชน์แทนที่จะตกกับสังคมเรากลับข้ามไปที่อื่น แล้วเราจะนั่งดูเฉยๆ แบบนี้เหรอ แต่แบบนั้นอาจจะดีก็ได้ เพราะบ้านเรามักเป็นแบบนี้ พอข้างบ้านทำปุ๊บ โอ้โฮ เราทำทันทีเลย ง่ายเลย

     ช่อขวัญ : ตอนนี้มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับกัญชาไปเปิดที่กัมพูชาแล้วนะ เป็น Cannabis Training University จากอเมริกามาเปิดสาขา ซึ่งกฎหมายเขาก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนบ้านเรา กับอีกอย่าง ตอนนี้ลาวกำลังดูในเรื่องของการทำให้ถูกกฎหมายแล้วนะ ทุกวันนี้การสูบกัญชาในลาวแทบจะไม่มีโทษ หรือไม่มีผลทางกฎหมายอะไรเลย ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ที่สำคัญ กัญชาที่อยู่ในเมืองไทยตอนนี้มาจากลาวทั้งนั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือจีน ตอนนี้จีนเป็นผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับกัญชาและกัญชง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางกัญชงมากกว่า ซึ่งแปลว่าถ้าเขาปรับเปลี่ยนเป็นกัญชามันก็ยากนะ ถ้าเขาส่งปุ๊บ คิดเหรอว่าของไทยราคาจะไปตีกับเขาได้

     ชัยวัฒน์: สุดท้ายก็กลับมาที่ว่าคุณรู้หรือไม่รู้ เหมือนกระต่ายกับเต่า คุณนำเขามาแล้วคุณหยุดเอาไว้ คนอื่นเขาเดินช้าๆ แต่เขาแซงไปแล้ว เหมือนที่เราเคยภูมิใจกันว่ากัญชาไทยดีที่สุดในโลก เมื่อ 40 ปีก่อนอาจจะใช่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ สถานการณ์นั้นคืออดีตที่ผ่านไปแล้ว ถามว่าเราจะอยู่กันตรงไหน จะอยู่แค่ตรงนี้หรือไปต่อ อย่างแรกคือเราต้องยอมรับความจริงก่อน มองทุกอย่างด้วยความจริงที่เกิดขึ้น ชื่อเสียงทุกอย่างได้ผ่านไปหมดแล้ว ณ วันนี้เราคือเด็กหัดเดิน หัดคลาน เวลาที่ผ่านไปเราเคยมีอดีตที่รุ่งเรือง แต่ ณ วันนี้ถ้าแข่งกับเขา เราตามเขาอยู่ เราต้องรีบพัฒนาเพื่อให้กลับมาเสมอเขา หรือจะแซงเขาต่อ แต่มันก็อยู่ที่กฎหมายด้วยว่าจะเปิดช่องให้เราทำแค่ไหน ถ้ากลัวมากไป หรือถ้าออกกฎหมายเพื่อให้เราเดินตาม เราก็ไม่มีวันแซงได้

 


HIGHLAND : The 5th Thailand 420: OG 5 ปีกัญชาชน

 

     นิทรรศการให้ความรู้: รู้จักสายพันธุ์กัญชา และเสวนาจาก Dutch Passion – Seed Bank, Amsterdam บริษัทเมล็ด พันธุ์กัญชารายใหญ่จากเนเธอแลนด์แนะนําว่าเหมาะกับ อากาศเขตร้อนแบบประเทศไทยคือพันธุ์อะไรบ้าง, นิทรรศการการสกัดกัญชา และวิธีดูเอกสารกำกับยากัญชา

     นิทรรศการสด: 5 ปีแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาถูกกฎหมายในประเทศเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง? และเราอยากให้เป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า นิทรรศการที่ผู้ร่วมงานสามารถเข้ามาพูดคุยกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวนี้

     การศึกษาเรื่องยาเสพติดสําหรับผู้ใหญ่: ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อกัญชา และความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการ

     เสวนาเพื่อการศึกษา: เสวนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์

     Workshop: การปลูกพืชอินทรีย์แบบครบวงจร, เทคนิคการปลูกพืชสายเขียวตามฉบับ T-REX และอื่นๆ อีกมากมาย

     Film Screening: ฉายภาพยนต์สารคดี Highland: Thailand’s Marijuana Awakening 2017 สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มกัญชาชน ผู้รณรงค์ผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมายในประเทศไทย และการถามตอบ

     Recreational: ผ่อนคลายกับการแสดงจากบริษัท ฮาไม่จำกัด, Rootsman Creation, สมัยไหนนิยม และ Juu 4E

     Green Market: ตลาดนัดผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์มากกว่า 30 ร้าน ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และวิถีชีวิตทางเลือก

     Munchie Food&Drink: อาหารและเครื่องดื่มมากมาย จากร้านค้ากว่า 20 ร้าน

 


งานจะจัดขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2562 เวลา 14.00-23.30 น. ณ ตลาดยิปซีฟลามิงโก้เลค Kingdom of Art & Music 

ข้อมูลเพิ่มเติมที่อีเวนต์แฟนเพจ The 5th Thailand 420: OG 5 Year Ganchachon

ลงทะเบียนรับบัตรฟรีทาง www.eventpop.me 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง