อยู่กัน ‘คนละชั้น’ เพราะ ‘เธอมีเขา’ ความเดียวดายที่โรแมนติกของ ‘เจ้านาย’ – จินเจษฎ์ วรรธนะสิน

The Guest
10 Jun 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ภายในห้องซ้อมดนตรีของบ้านวรรธนะสิน เมื่อเครื่องปรับอากาศทำงานจนอุณหภูมิห้องเริ่มเย็นจนสบายตัว เราวางกีตาร์ไฟฟ้าที่ถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดีดเล่นไม่เป็นเพลงระหว่างที่รอ ‘เจ้านาย’ – จินเจษฎ์ วรรธนะสิน อยู่บนโซฟาตัวใหญ่พร้อมกับคิดในใจว่าชายคนนี้ ตัวตนที่แท้จริงเขาจะเป็นอย่างไร จะเป็นเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นในการทำตามความฝันของตัวเอง หรือเป็นคนที่วางตัวคีพลุกส์ตลอดเวลา แต่เราก็หวังว่าเขาจะเป็นคนที่อัธยาศัยดีและทำให้การพูดคุยครั้งนี้ไม่อึดอัดจนเกินไปนัก 

       ความผ่อนคลายของเราเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาเดินเข้ามาในชุดลำลองสบายๆ และทักทายกันด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ไม่มีทีท่าของการวางตัวให้อึดอัด เราพูดคุยหยอกล้อกันเล็กน้อยและอัพเดตชีวิตกันเล็กๆ ถึงสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา จนมั่นใจแล้วว่าเขาพร้อมที่จะเปิดอกคุยได้อย่างเต็มใจ

 

เจ้านาย วรรธนะสิน

ชีวิต 

       ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้านายคือลูกชายคนโตของ ‘เจ’ – เจตริน วรรธนะสิน กับ ‘ปิ่น’ – เก็จมณี วรรธนะสิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวเขา (และน้องๆ) จะถูกสปอตไลต์จากสังคมส่องมาตั้งแต่เด็ก บางคนอาจจะมองว่าเป็นความกดดัน แต่ตัวเขากลับมองต่างไปจากนั้น 

       “ผมโตมากับสิ่งนี้” เขาตอบแบบยิ้มๆ ปนหัวเราะ ก็ใช่นั่นแหละ ชีวิตบางทีก็มักมีเรื่องตลกร้ายเกิดขึ้นกับเราเสมอ 

       “พ่อกับแม่เลี้ยงพวกเราให้เป็นคนธรรมดาที่สุด ให้เราต้องหาตัวเอง หาสิ่งที่ชอบ ทำงานที่ชอบ ผมอินกับเรื่องเพลง พวกเขาก็สนับสนุนในด้านดนตรี ซึ่งการที่มีพ่อแม่เป็นนักดนตรีก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นนักดนตรีด้วยเสมอไป เหมือน เจเดน สมิธ ที่ตอนนี้เขาพบทางที่ชัดเจนของตัวเองแล้ว และเขาก็ภูมิใจที่พ่อของเขา (วิล สมิธ) สามารถสนับสนุนเขาได้ ผมเองก็เช่นกัน ผมมีความสุขที่พ่อกับแม่สนับสนุน เป็นความโชคดีของชีวิตด้วยซ้ำที่เราได้คนที่เข้าใจมาช่วยสนับสนุนเรา” 

       ภูมิคุ้มกันที่ได้มาแข็งแกร่งแค่ไหน โดยเฉพาะในยุคที่โซเลียลเน็ตเวิร์กเปราะไหวอ่อนบางมาก ทำอะไรไม่ถูกใจใครนิดหน่อย โลกไซเบอร์ก็พร้อมจะดรามาและทัวร์ลงมาที่เราได้ตลอดเวลา 

       “ตอนแรกๆ ที่เจอก็งงเหมือนกัน และก็แอบน้อยใจหน่อยๆ เพราะตอนนั้นผมก็ยังเด็กยังไม่รู้เรื่องอะไร ใครคอมเมนต์อะไรมาก็อ่านทุกเม็ดเก็บทุกอย่าง รู้สึกเหมือนว่าเขามาว่าเราต่อหน้าจริงๆ ตอนนี้พอกลับไปมอง ก็คิดได้ว่าคนคนนั้นเขาเป็นใครก็ไม่รู้ เราไม่ต้องแบกความทุกข์ไว้ขนาดนั้นก็ได้ แต่คำติชมนั้นผมก็ยังรับฟังตามปกติ เพียงแต่รู้แล้วว่าเราบังคับให้ใครรักเราทุกคนไมได้ ผมต้องฝึกการคัดกรอง เลือกเอาแต่คำติที่จะทำให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้น เป็นศิลปินที่ดี เอาไปปรับปรุงผลงาน แต่ถ้ามาว่าเชิงอคติยังไม่ทันฟังเพลงผมก็กด Dislike แล้ว ก็ไม่เก็บมาใส่หัวมันไม่ได้ประโยชน์อะไร”

       ยอดวิว ยอด Dislike มีผลต่อศิลปินรุ่นนี้แค่ไหน การคาดหวังกับตัวเลขที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ในแต่ลงครั้งที่ปล่อยเพลง มันกัดกร่อนใจคนทำงานขนาดไหน เราถามด้วยความสงสัยในยุคนี้ที่การวัดผลความสำเร็จนั้นต้องใช้ตัวเลขชี้ให้เห็นกันชัดๆ แล้ว ซึ่งเจ้านายก็ตอบตามตรงว่า Dislike ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเลย แต่สิ่งที่ควรจะกลัวก็คือ การที่จะไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง 

       “การที่ต้องฝืนใจทำงานมันน่ากลัวมากนะครับ เพราะเราจะไม่มีความสุขในงานนั้น แล้วก็จะไม่เกิดการพัฒนาตัวเอง ผมอยากทำงานให้ได้เต็มที่ และเป็นงานที่บอกถึงตัวตนของผมจริงๆ” 

 

ผลงาน

       คนละชั้น คือซิงเกิลแรกอย่างเป็นทางการในนาม ‘JAONAAY’ ที่นอกจากเป็นการแนะนำตัวในฐานะนักร้องให้คนทั่วไปรู้จักแล้ว เพลงนี้ยังเดินทางไปนั่งอยู่ในใจของคนฟังเพลง ถ้าเพลย์ลิสต์ที่ว่าด้วยเพลงแอบรัก ไม่สมหวัง คนเจียมตัวใดๆ ไม่มีเพลงนี้อยู่ในนั้นก็เหมือนค่ำคืนที่ไม่มีดาวเต็มท้องฟ้า และเพลงล่าสุดที่เราได้ฟังคือ ‘เธอมีเขา’ ที่ยังคงความเหงาเดียวดายของการแอบรัก โดยครั้งนี้เขาขยับขึ้นมาเป็นคนแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองเองทั้งหมด 

       “พอทำเองทั้งหมดผมก็อินหนักมาก” เจ้านายหัวเราะลั่นอีกครั้ง เมื่อคิดถึงช่วงที่เพลงนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างสรรค์ และก็ได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้ว การกลั่นความรู้สึกของตัวเองออกมาจริงๆ นั้น พอเอากลับมาฟังเองไม่ว่าจะกี่ครั้ง คลื่นความเหงาก็ยังเกาะกินหัวใจได้ทันที 

       เราแอบแซวเจ้านายไปว่า วัยรุ่นมีเรื่องต้องเครียดใหญ่ๆ อยู่สองสามเรื่องนั่นคือ การหาตัวเอง การอยากถูกเป็นที่ยอมรับ และความรัก ซึ่งข้อสุดท้ายนี้มีอิทธิพลกับคนอย่างเขาขนาดไหน 

       “ก็ขนาดที่ว่าได้ออกมาเป็นเพลงเพลงนี้ไงครับ” — ใช่ ความรักไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์เราก็สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ถ้ามองมันให้ออก 

       “แต่ผมก็ยังไม่เคยเป๋เพราะเรื่องความรักนะ แต่ก็พอรู้อยู่ว่าอานุภาพของมันยิ่งใหญ่ ซึ่งผมเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว และก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับกันได้ ทั้งกับตัวเราหรือกับตัวเขา และเชื่อว่าอย่างไรก้ตามในวันหนึ่งผมก็จะต้องเจอกับความผิดหวังนี้” 

       เราคุยกันต่อถึงสิ่งสำคัญของการเริ่มเป็นนักดนตรีอาชีพก็คือ การหาลายเซ็นของตัวเองให้ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

       “ผมว่าก็ทำไปเรื่อยๆ ร้องไปเรื่อยๆ ไม่มีทางหรอกที่จะทำเพลงขึ้นมาแล้วเพลงแล้วดังเปรี้ยงเลย ต้องเขียนออกมาเรื่อยๆ เจออะไรใหม่ๆ มาก็เอามาเขียน ส่วนของดนตรีก็สำคัญ เราต้องหาแนวทางที่ตัวเองชอบให้ได้ด้วย ผมไม่ปฏิเสธว่าเพลงของผมมีกลิ่นของนักร้องนักดนตรีคนอื่นติดมาด้วย สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติมาก เพราะเราใช้เครื่องดนตรีแบบเดียวกัน ซาวนด์คล้ายๆ เดียวกัน เพลงฮิปฮอปบางเพลงก็คล้ายกันหมด เพลงพ็อพเองก็มีทางคอร์ดที่คล้ายกัน ถ้าจะทำให้แตกต่างก็คงอยู่ที่เสียงร้องและเนื้อเพลง  ศิลปินบางคนก็จะเขียนแต่เรื่องเหงาๆ บางคนก็พูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง หรือบางคนก็ไปทางความรักใสๆ ไป สิ่งสำคัญจึงกลายเป็นว่าเราจะนำเสนออารมณ์ของตัวเองผ่านผลงานได้อย่างไร 

       อารมณ์เพลงของคุณคืออะไร หาเจอหรือยัง 

       “เป็นแนวแอบชอบคนไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ ผมเป็นพวกขี้แพ้ที่แอบชอบคนคนนั้นมาสี่เพลงแล้ว และผมก็มีความสุขกับอารมณ์แบบนี้อยู่ (หัวเราะ)

       “ผมมีความสุขเพราะเพลงได้สื่อให้เห็นว่ายังไงเราก็อยู่ตรงนี้เพื่อเธอ ไม่ว่ายังไงผมอยากให้คนมองว่า ต่อให้ชีวิตรักไม่สำเร็จ เราก็ต้องแฮปปี้กับชีวิตต่อไป เสียใจได้ แต่ก็ต้องให้กำลังใจกับตัวเอง เพลงของผมเป็นเพลงผิดหวังที่ยังยิ้มได้อยู่  เพราะการตัดใจจากใครสักคนมันก็ยากนะ แต่มันก็มีอารมณ์ที่บอกว่าเราจะท้อไม่ได้ เราต้องมีความหวัง และความหวังนี้แหละ ที่ทำให้เรายังมองความรักเทาๆ นี้ได้อย่างมีความสุขอยู่” 

 

ครอบครัว 

       ชัดเจนในฐานะคนทำเพลงแล้ว อีกผลงานที่กำลังจะตามมาก็คือการแสดง ซึ่งเขาก็ได้รับบทเป็นหนึ่งในทีมนักแสดง ฉลาดเกมส์โกงเดอะซีรีส์ ซึ่งปิดกล้องไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย และเจ้าตัวก็บอกเราตรงๆ ว่า การทำงานครั้งนี้คือความกดดันครั้งใหญ่ของชีวิต 

       “ผมเล่นเป็น ‘แบงค์’ ตัวละครที่พี่นนกุล (ชานน สันตินธรกุล) เคยแสดงไว้ ซึ่งเป็นตัวละครที่เล่นยากเอาการ ตอนแรกผมก็เงงว่าเขาถึงเลือกผมมาเล่น แต่พอเข้าไปอ่านบทกับผู้กำกับ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์) เขาก็อธิบายว่าซีรีส์จะเล่าอีกมุมหนึ่งของความเป็นแบงค์ ว่าทำไมเขาถึงไปทำอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นเด็กแบบนี้ รวมถึงความสัมพันธ์ที่เขาต้องมีกับอีกหลายๆ คน”

       ไม่เพียงแต่ความตื่นเต้นที่เขาได้รับบทในซีรีส์ที่สร้างจากหนังต้นฉบับซึ่งโด่งดังอย่างมากเท่านั้น แต่แฟนๆ รุ่นใหญ่ก็จะได้ตื่นเต้นกับการรวมทีมเฉพาะกิจของวง Kidnappers ยุคแรกด้วย 

       “ในเพลงเปิดซีรีส์ พี่พัฒน์ผู้กำกับก็อยากให้อารมณ์ของ ฉลาดเกมส์โกงเดอะซีรีส์ มีความรู้สึกเฟี้ยวฟ้าว ก็เลยคุยกันว่าอยากได้เพลลงอิเล็กทรอนิกที่มีซาวนด์หุ่นยนต์นิดๆ มาประกอบ พอนึกถึงวงดนตรีที่ทำเพลงแบบนี้ ชื่อแรกก็เลยขึ้นมาเลยว่าคือวง Kidnappers และเพราะเป็นคนใกล้ตัวด้วย ผมจึงคุยกับพ่อและแม่ว่า เพลงนี้ผมอยากได้ Kidnappers แบบครบวงในอัลบั้มแรก (หัวเราะ) จนสุดท้ายแม่ก็ยอมมาช่วยร้องคอรัสให้ กลายเป็นว่าเพลงนี้มีทั้งเสียงผม เสียงแม่ เสียงกีตาร์และซาวนด์เท่ๆ ของพี่อู๋กับพี่เมย์อยู่ด้วยกัน ผมภูมิใจมาก” 

       Jaymidi คือค่ายเพลงเล็กๆ ที่มี เจตริน วรรธนะสิน นั่งตำแหน่ง Executive Producer หลายคนคงนึกว่าการทำงานกับพ่อของตัวเองคงจะง่ายๆ สบายๆ แต่เขากลับบอกว่าไม่ง่ายเลย

       “พ่อปล่อยให้ผมเป็นตัวเองตั้งแต่เพลงแรก เขาจะไม่ยุ่งเรื่องรายละเอียดกับผมเลย แต่เมื่อมองภาพรวมในการทำงานในฐานะเจ้าของค่าย พ่อก็จะมีความเข้มในอีกแบบ เช่น เวลาที่ผมต้องไปงานนั้นงานนี้หลายที่ติดกัน ถ้าในความเป็นพ่อเขาจะถามว่าเหนื่อยไหม ไหวไหม แต่ผมจะบอกว่าเวลาทำงานให้พ่ออยู่ในฐานะของเจ้าของค่าย มีอะไรอัดมาได้เลยเต็มที่ ดังนั้น พ่อก็จะติชมจนถึงขั้นแสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่เลย เพื่อให้เราได้งานที่ดี และสิ่งที่พ่อบอกเสมอคือ อย่าลืมตัว ไม่งั้นทุกอย่างจะพัง ซึ่งผมก็ได้เห็นเพื่อนๆ บางคนที่เขาก็มีการเฉียดอารมณ์นั้นมาแล้วด้วย เพราะคิดว่าเราดังแล้วจะทำอะไรก็ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นแค่ตัวกะจิ๊ดหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น ยังมีอะไรอีกเยอะที่ต้องเจอ เพราะฉะนั้น อย่าลืมตัว อย่าลืมว่าใครช่วยเรามาถึงทุกวันนี้ อย่าลืมว่าเราเป็นใคร”

 

เจ้านาย วรรธนะสิน

อนาคต

       ฝันที่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน แต่อยากฝันหนึ่งของนักดนตรีก็คือการได้รับรางวัลใหญ่ๆ ระดับโลก ซึ่งเขาเองก็บอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากพาเพลงของตัวเองไปแสดงเด่นอยู่บนเวทีแกรมมีอวอร์ดสบ้างเหมือนกัน เพราะต่อไปเขาเองก็จะทำเพลงสากลออกมาด้วย 

       “เรื่องภาษาเป็นสิ่งที่ท้าทาย ส่วนตัวผมมองว่าภาษาอังกฤษก็มีคำที่เพราะมากๆ ให้หยิบมาใช้ แต่ภาษาไทยก็มีเสน่ห์ตรงที่เรื่องของสระ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมเพราะเราจะชินกับการออกเสียงสูงต่ำ จนทำให้เมโลดี้ของคำเริ่มซ้ำ ศิลปินรุ่นใหม่ๆ ก็เลยพยายามทางความแตกต่างอย่าง ส.เสือ บางคนออกเสียงเป็น ซ.โซ่ ซึ่งทำให้เมโลดี้เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอีกทางใหม่ที่น่าสนุกเหมือนกัน และพอเรามีการดีไซน์เสียงสูงต่ำให้แปลกใหม่ เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าตอนนี้ศิลปินหลายคนทำส่วนที่คอรัสที่ผสมกันระหว่างเพลงไทยกับเพลงเกาหลี เพลงอเมริกากับเพลงไทย หรือเพลงอังกฤษกับเพลงไทย ซึ่งสิ่งนี้ผมมองว่าเป็นการเติบโตของวงการดนตรีไทยในตอนนี้” 

       เติบโต เปลี่ยนแปลง พัฒนา แต่ไม่ทิ้งจุดยืน เราเชื่อว่าเจ้านายคิดแบบนี้ ซึ่งเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย

       “การทำงานทุกอย่างต้องหาอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ตัวผมเองก็ต้องเรียนรู้ต่อไป แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่าฟังแล้วชอบไหม มิว (‘Meyou’ – ชิษณุชา ตันติเมธ) ก็เคยบอกผมว่า ‘อยู่ที่เพื่อนเลยว่าชอบไหม ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องปล่อยเพลงนี้’ เพราะถ้าปล่อยไปแบบที่เรายังไม่ชอบเราจะรู้สึกเสียดายว่าทำไมไม่ทำให้ดีกว่านี้ หลังจากนั้นมาผมก็เลยไม่ไปคิดแล้วว่ามันเพราะหรือไม่เพราะ แต่สุดท้ายชอบรึเปล่า แค่นั้นเอง จบ”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง