คำ ผกา: ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ หรือการมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

The Guest
28 Feb 2020
เรื่องโดย:

ภัทรพร บุญนำอุดม

“คุณเห็นหรือยังว่ารัฐบาลที่โง่แล้วยังเป็นเผด็จการสามารถฆ่าคุณได้ เขาไม่ได้เอาปืนมาฆ่า แต่เขาจะฆ่าคุณด้วยการทำให้คุณติดเชื้อในปอด เป็นมะเร็งในทางเดินหายใจ แล้วก็จะอายุสั้นลง ไม่มีเงินเก็บ และเหนื่อยเกินกว่าที่จะมีเซ็กซ์ (ถอนหายใจ)”

        แม้แต่เซ็กซ์ที่เป็นความสุขที่ได้มาเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็ยังเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยเกินทน – นี่คือความยากลำบากของการมีชีวิตอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ ซึ่งเธอทำนายว่า หากยังไม่สามารถฟื้นฟูประชาธิปไตยกลับมาในเร็วๆ นี้ สังคมเราจะกลายเป็นดิสโทเปียโดยสมบูรณ์

        adB สนทนากับ ‘แขก’ – ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา ว่าด้วยประเด็น ‘ชีวิตที่ดี’ เพราะเวลาเห็นเธอ ‘แซะ’ ผู้คนที่ออกมาป่าวประกาศว่า ‘ชีวิตต้องง่าย ความสุขคือความสมถะ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองมากมาย’ เราเองอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอไม่ต้องการมีความสุขในชีวิต หรืออยากมีชีวิตยากๆ อย่างนั้นหรือ

        แต่ในที่สุดเราพบว่า เธอให้ความสำคัญกับความสุขไม่น้อยไปกว่าใคร แต่ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ หรือการมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

        นอกจากนี้เรายังชวนเธอเปลี่ยนโหมดจากการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอันเผ็ดร้อน มาเขียนถึงสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์อันกุ๊กกิ๊กของเธอบ้าง ในที่สุดเธอก็ตกปากรับคำและส่งต้นฉบับของคอลัมน์ ‘อยู่เป็น’ มาให้เราอ่านด้วยใจระทึก

        แน่นอน,​ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น ‘คำ ผกา’ บทความของเธอย่อมปลุกให้เราออกจากภาพลวงตา ตั้งคำถามกับความไม่ปกติ และชี้ให้เห็นว่าชีวิตภายใต้โครงสร้างสังคมที่เราอยู่ในทุกวันนี้มันได้บั่นทอนความสุขที่ควรจะเป็นของเราไปอย่างไรบ้าง

 

คำ ผกา

คุณคิดว่านับจากนี้ไปอีกสิบปีชีวิตของพวกเราทุกคนจะเป็นอย่างไร

        ปีนี้เราอายุ 48 แล้ว ถ้าดูตามกราฟชีวิตของคนมันแปลว่าเราอยู่ในวัยกำลังเตรียมตัวที่จะเดินถอยหลังไปสู่ความตาย ในวัย 20 ปี เราจะมองแต่เรื่องในอนาคต ทั้งการเรียน การทำงาน การสร้างฐานะ และการลงหลักปักฐาน เราจะซื้อที่ดิน ปลูกบ้าน เราอยากจะออกแบบไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พูดง่ายๆ คือเรามีภาพฝันของชีวิต หรืออย่างน้อยที่สุดเรารู้ว่าเราอยากจะประสบความสำเร็จในการทำงานอย่างไรบ้าง เราก็จะทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งหมดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายนั้น

        ทีนี้พออายุ 30-35 ปี ก็เป็นช่วงเวลาที่รู้แล้วว่าเราทำตามเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าอายุ 20 คือวัยที่เต็มไปด้วยพลังและการต่อสู้ อายุ 35 ก็คือวัยที่ให้เราหันกลับมาประเมินตัวเองอีกครั้งว่าเราฝันเกินกำลังหรือเปล่า ซึ่งประสบการณ์จากการทำงานที่ผ่านมาจะให้คำตอบว่าเราควรจะปรับเปลี่ยนเป้าหมายหรือความฝันอย่างไร แล้วเราจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้อย่างไร

        เมื่อเราได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตใหม่แล้ว พอเข้าสู่ช่วงอายุ 40 เราจึงสนุกกับการทำงานมาก รู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยพลัง และเป็นวัยที่มั่นใจในตัวเองมากที่สุด เพราะว่าเราไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว

แปลว่าวัยหนุ่มสาวไม่ใช่วัยที่สนุกที่สุดและมีไฟในการทำงานมากที่สุดสำหรับคุณ

        สำหรับเรา วัย 40 เป็นวัยที่มี Authority ประมาณหนึ่ง คือทำงานมาจนได้รับการยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่แก่เกินไป ไม่ถึงขั้นเป็นซีเนียร์ที่เดินไปแล้วมีแต่คนยกมือไหว้ หรือพร้อมที่จะถีบเราขึ้นไปไว้บนหิ้ง ไม่ต้องให้ทำอะไร เพราะว่าพี่เขาไม่ทันโลกแล้ว แต่วัย 40 คือวัยที่รู้สึกว่าเราเต็ม เรารู้จักตัวเอง มีความมั่นใจ ผ่านความรักความสัมพันธ์มามากพอ เป็นวัยที่ได้ตกตะกอนแล้ว

        ทีนี้พอเลย 40 มาแล้ว เข้าสู่ช่วงอายุ 48 ซึ่งก็คือปัจจุบันของเรา เรารู้สึกว่ามันเป็นวัยที่เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย จากเดิมที่เราทุ่มเททรัพยากร กำลัง ความสามารถ และมันสมองของเราทั้งหมดไปกับการทำงานที่ผ่านมา ตอนนี้เราเริ่มจะปรับเข้าสู่โหมดเบอร์ 5 ประหยัดไฟ เมื่อก่อนเราทำงานโดยใช้พลังงาน 200 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้อาจจะเหลือแค่ 70 เพื่อเอาพลังงานที่เหลือไปเอนจอยชีวิต แต่การเอนจอยชีวิตของแขกไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องออกเดินทางไปเที่ยว ไปกินอาหารหรูๆ แพงๆ แต่เราจะเอนจอยชีวิตด้วยการนั่งเฉยๆ อยู่บ้าน จัดบ้าน ปลูกต้นไม้ ทำอาหารกิน แล้วก็ออกกำลังกาย พูดง่ายๆ ว่าเป็นชีวิตหลังเกษียณ (ยิ้ม)

        เราฝึกโยคะมาได้สิบปีแล้ว และช่วงนี้จะยิ่งเป็นช่วงที่เราให้เวลากับโยคะได้เยอะมาก คือวันละสองชั่วโมง บางเสาร์อาทิตย์ก็ให้ไปเลยสามชั่วโมงครึ่ง ซึ่งมันคือครึ่งวันแล้วนะ หนังสือเราก็อ่านน้อยลง อ่านเท่าที่จำเป็น เท่าที่ใช้งาน หรืออ่านเท่าที่รู้สึกว่ามันสนุก อะไรที่มันไม่สนุกก็ไม่ต้องฝืน คือพ้นวัยที่อยากจะไปขิงใส่คนอื่นว่าฉันอ่านหนังสือมาแล้วทุกเล่มบนโลกใบนี้ หรือเล่มนี้ได้รางวัลโนเบล ฉันต้องอ่าน หรือเล่มนั้นที่ขึ้นลิสต์ว่าถ้าปีนี้คุณไม่ได้อ่านแล้วคุณจะตกเทรนด์มาก เราก็เฉยๆ หมดความอยากขิงอยากอวด หมดความอยากจะเป็นเบอร์หนึ่งแล้ว เพราะในเวลาที่เรากำลังเดินไปสู่สุสานป่าช้า เราก็อยากจะเซฟพลังงานเอาไว้ ให้มันนิ่งๆ ช้าๆ เหนื่อยล้าให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทุกโมเมนต์ของชีวิตเป็นการชาร์จแบตฯ ให้ตัวเอง

อะไรคือการดั้นด้นที่สุดในวัยหนุ่มสาว ที่คุณไม่อาจหวนกลับไปทำได้อีกแล้ว

        (นิ่งคิด) มันคงเป็นความอยากเอาชนะที่เกิดขึ้นในวัย 20-30 เขียนเพื่อเอาชนะ แล้วก็ไม่ใช่การเอาชนะแบบอยากเด่นอยากดังหรือประสบความสำเร็จด้วยการเป็นนักเขียนที่ออกหนังสือมากที่สุดหรอกนะ แต่สิ่งที่เราทำในวัยนั้นคือ ถ้าเขาจ้างสองพัน ฉันเขียนสองหมื่น คือมันเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังของการอยากเอาชนะแบบนั้น ฉันจะเขียนเพื่อต่อสู้ สมมติเราเจอคนมาพูดเรื่องการทำแท้งเป็นบาป เราจะไฝว้ เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่จริง คือจะไฝว้ในประเด็นทางสังคมที่เราอยากผลักดันให้มันไปข้างหน้า ซึ่งที่ผ่านมาแขกก็ได้ไฝว้ไปเยอะมาก

เรียกได้ว่าไฝว้มาแล้วทุกสนาม?

        (หัวเราะ) ต้องบอกว่าตอนที่แขกเริ่มเขียนหนังสือคือช่วงที่เราอายุประมาณ 29-30 ปี ประเทศไทยอยู่ในสถานะของประเทศที่มีเสรีภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นประเทศที่สื่อถูกจำกัดการนำเสนอ ผู้คนไม่มีเสรีภาพในการพูด แต่เราคือประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบ มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองที่สามารถวางนโยบายแล้วชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการสานต่อนโยบายที่วางไว้ได้สำเร็จ ซึ่งเราจะชอบหรือไม่ชอบนั้นคืออีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ที่ต้องยอมรับคือพรรคการเมืองสามารถผลักดันนโยบายของตัวเองออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

        ณ ขณะนั้นเราแทบจะมองข้ามการถกเถียงถึงความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยไปแล้ว แต่แขกก็ไม่ได้แฮปปี้กับการเมืองไทยไปทั้งหมด เรายังอยากให้ประเทศไทยดีขึ้นเหมือนหลายๆ ประเทศในโลก เช่น ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่ประเด็นสิทธิมนุษยชนมันไปไกลกว่านี้ เราวิพากษ์วิจารณ์ เราด่ารัฐบาล เรามองว่ารัฐบาลยังรับมือกับหลายประเด็นปัญหาได้ไม่ดีนัก แต่อย่างน้อยยังมีสิ่งหนึ่งที่เราพอใจมากก็คือ เรามั่นใจว่าเราสามารถด่ารัฐบาลได้อย่างปลอดภัย ไม่เคยกลัวว่าใครจะมาเคาะประตูบ้าน ไม่เคยกลัวว่าจะมีตำรวจหรือมีทหารมาหาเราที่บ้าน

        อีกอย่างที่เรายังรู้สึกไม่พอใจในช่วงเวลานั้นก็คือความคอนเซอร์เวทีฟของสังคมไทย โดยเฉพาะในมิติทางวัฒนธรรม ตอนนั้นกระแสโลกเป็นกระแสโพสต์โมเดิร์น เราก็พูดกันถึงเรื่องวาทกรรม ถกเถียงกันถึงงานของ ฌาคส์ แดร์ริดา เรียกได้ว่ามีความฟุ่มเฟือยในชีวิตที่จะพูดจะเขียนในเรื่องที่มันไกลตัว อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็ช่วยเราในแง่ของการผลักดันสังคมให้ก้าวหน้า

        แล้วในช่วงเวลานั้นงานประเภทวัฒนธรรมศึกษา (cultural studies) ก็เฟื่องฟูมาก แขกได้เขียนคอลัมน์กระทู้ดอกทองที่นำเอาป็อปคัลเจอร์มาศึกษาและถอดรหัส มันจึงเป็นวัยที่เราทั้งสนุกกับการทำงาน แถมหนังสือก็ขายดี ได้เงินเยอะ สำนักพิมพ์ก็รวย (หัวเราะ) นักเขียนรุ่นเดียวกับแขกมีบ้านและที่ดินกันทั้งนั้น มีงานเปิดตัวหนังสืออันหรูหราหมาเห่ากันแทบทุกวัน นักเขียนก็ได้แต่งตัวสวยๆ ถือกระเป๋าแบรนด์เนมไปโปรโมตหนังสือ เอนจอยไลฟ์ คือมันสนุกกันขนาดนั้นเลย

        แต่พอประเทศไทยเจอการรัฐประหารปี ’49 แขกอายุ 34 ปี นับจากนั้นเราก็ปิดสวิตช์โพสต์โมเดิร์น ปิดโหมดงานประเภทวัฒนธรรมศึกษาทั้งหลายไปโดยสิ้นเชิง เราเลิกพูดเรื่องวรรณกรรม รวมถึงหนังอาร์ตจากประเทศโน่นนี่ แล้วแขกก็ใช้พลังงานไปกับการคอยอธิบายว่าประชาธิปไตยคืออะไร การแก้ปัญหาเรื่องความถดถอยของประชาธิปไตยไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการรัฐประหาร เพื่อที่จะยืนยันว่าการรัฐประหารผิดทุกข้อ แขกเชื่อว่า ถ้าหากเราจะพูดเรื่องวัฒนธรรม เราหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองไม่ได้ เพราะมันล้วนเกี่ยวพันกัน และระบอบเผด็จการก็ยิ่งเอื้อให้เกิดภาวะเผด็จการทางวัฒนธรรมมากขึ้นไปอีก แทนที่จะได้ต่อยอดไปผลักดันมิติทางสังคมวัฒนธรรมให้ก้าวหน้า คราวนี้เรากลับต้องมานั่งสางกันใหม่ตั้งแต่ต้นเลย (ถอนหายใจ) พูดง่ายๆ คือต้องย้อนกลับไปพูดในสิ่งที่ควรจะถกเถียงจบไปตั้งแต่สมัยหลวงวิจิตรวาทการแล้ว

ตลอด 10 กว่าปีที่เฝ้าอธิบายถึงความสำคัญของการคืนประชาธิปไตยสู่สังคมไทย คุณประเมินความสำเร็จของความพยายามนี้อย่างไร

         มันก็พอจะมีกลุ่มคนที่เป็นผู้เสพงานของเรา และมีกลุ่มแฟนคลับของแขกจำนวนมากที่เกิดไม่ทันสมัยที่เราเขียนคอลัมน์ เขารู้จักแขกจากการจัดรายการทีวี ที่แขกต้องอธิบายถึงประชาธิปไตย 101 หรือเมื่อจะพูดถึงวัฒนธรรมศึกษา เราก็ต้องเล่าคู่ขนานไปกับเรื่องการเมือง ซึ่งมันก็พอดีกันกับที่คนกลุ่มนี้เขาได้เติบโตขึ้นมาในยุคที่เครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐไทยได้หมดความหมายลงไป ซึ่งไม่ได้หมดความหมายเพราะว่าเนื้อหาของมันไม่โอเคเท่านั้น แต่มันหมดความหมายจากการถูกดิสรัปต์ของเทคโนโลยีด้วย นั่นแปลว่า ทีวีที่เป็นภาคบังคับของรัฐบาลไม่มีตัวตนสำหรับคนที่เติบโตมาพร้อมๆ กับที่เขารู้จักแขกในสื่อที่เป็นทีวีทางเลือกอีกแล้ว

        พอเข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน เราจะพบว่ายูทูบ กูเกิล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม ฯลฯ มีอำนาจที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของรัฐชาติ มันทำให้พรมแดนของรัฐชาติหมดความหมายในโลกของการสื่อสาร และแขกรู้สึกว่าคนอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มีอำนาจในลักษณะที่มันลอยอยู่เหนืออำนาจรัฐ (ซึ่งเอาที่จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘อำนาจรัฐ’ ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) แล้วโซเชียลมีเดียก็มีรูปแบบการปกครองเฉพาะตัวของมันเอง และที่สำคัญคือพวกเราได้ทำการลงทะเบียนกรอกข้อมูลไว้กับระบบของโซเชียลมีเดียมากกว่าที่เราได้ให้ไว้กับรัฐบาลของเราเสียอีก

        ดังนั้น รูปแบบของภูมิรัฐศาสตร์ในโลกทางกายภาพที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับโลกไซเบอร์จึงเป็นคนละแบบกับรัฐชาติในศตวรรษที่ 20 เราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เลย โครงข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจก็จะไม่ใช่ระนาบเดียวอีกแล้ว แต่มันจะเป็น 3-4 ระนาบ คาบเกี่ยวกันในบางมิติ เฟซบุ๊กก็มีกฎหมายเป็นของตัวเอง วันดีคืนดีก็ส่งแบบสอบถามมาให้เราทำ วันดีคืนดีก็สร้างกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วเราทุกคนที่เป็นพลเมืองของเฟซบุ๊กก็ต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของเฟซบุ๊ก เพราะฉะนั้น มันจึงมีรัฐธรรมนูญของโลกไซเบอร์อีกอันหนึ่งซึ่งทำงานสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญของโลกที่มีกายภาพอันจับต้องได้ใบนี้

        แขกเกริ่นยาวมากเพื่อที่จะบอกว่า สิ่งที่เราพูดไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะว่าแขกเก่ง หรือสิ่งที่เราพูดมันเจ๋ง แต่เพราะมันไปสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเจเนอเรชันของกลุ่มคนที่เขาเป็นเอกราชจากสื่อที่เคยถูกผูกขาดโดยอำนาจรัฐพอดี

เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้ก็คือ เราต้องคอยดูว่าเมื่อเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของคุณเสื่อมคุณภาพหรือเสื่อมประสิทธิภาพลง อำนาจเผด็จการจะตั้งมั่นอยู่บนฐานของอะไร

        อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ คนที่ถูกปลูกฝังมาด้วยเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อแบบเก่า ซึ่งก็คือคนในเจเนอเรชันของแขก ล้วนกำลังอยู่ในวัยที่เซฟแบตเตอรี่ และสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าคือสุสาน พูดง่ายๆ ว่ามวลชนที่สนับสนุนอำนาจเผด็จการเป็นมวลชนที่กำลังโรยราลงไปด้วยวัย เรากำลังหมดเรี่ยวแรงจะถูกคลื่นลูกใหม่ซัดไล่ไปเรื่อยๆ

ดูเหมือนคุณพยายามจะบอกว่าให้คนรุ่นใหม่อดทนอีกหน่อย ไม่นานกลุ่มอำนาจนิยมจะโรยรา แล้วโลกก็จะน่าอยู่ขึ้นสำหรับพวกเขา         

        แขกไม่การันตีนะ เพราะว่ามันก็มีไดเลมมาของมันอยู่ คือคนเจนวายและเจนแซดหลุดจากเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐได้ก็จริง แต่ความน่าสงสารของคนกลุ่มนี้คือพวกเขาเบ่งบานมาในยุคที่โลกกำลังโรยรา พูดแล้วขนลุก คือคนเจนเอ็กซ์อย่างแขกเบ่งบานมาในยุคที่โลกกำลังเบ่งบาน กำแพงเบอร์ลินพังทลาย สงครามเย็นล่มสลาย รวมถึงการจบสิ้นลงของการประกวดประชันขีปนาวุธระหว่างรัสเซียกับอเมริกา ในขณะที่คนเจนวายเบ่งบานขึ้นมาในยุคที่โลกกำลังโรยราลงในแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม วิกฤตทางธรรมชาติ ความอ่อนแอของประชาธิปไตยในเขตประเทศซึ่งเคยยึดมั่นถือมั่นในประชาธิปไตย การเติบโตของกลุ่มพลังขวาจัด ซึ่งเทรนด์ทางการเมืองเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาโต้กลับของโลกที่ประชาธิปไตยเดินมาถึงจุดพีก ประจวบกับอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้น คนเจนวายในอเมริกาก็ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น คนที่สามารถเรียนจบในมหาวิทยาลัยดีๆ แต่ต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้สินจากเงินกู้เพื่อการศึกษาก้อนโต หรือการที่เขาต้องเผชิญกับสภาวะที่อาจจะทำให้กลายเป็นโฮมเลสได้ภายในเจ็ดวัน มีชีวิตในแบบ paycheck to paycheck เพราะอุตสาหกรรมถูกเทคโนโลยีดิสรัปต์ องค์กรธุรกิจใหม่เอนจอยกับระบบ outsourcing ไม่มีการจ้างงานตลอดชีพอีกต่อไป

        ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ว่ามานี้คือความซวยที่เกิดขึ้นกับคนเจนวาย ถึงแม้คุณจะได้รับเอกราชทางการสื่อสาร หรือไม่ได้ถูกล้างสมองจากโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ แต่คุณจะอ่อนแอเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะฐานะทางการเงินของคุณไม่มั่นคง คุณจะไม่มีบ้านอยู่ คุณกำลังเผชิญภาวะของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องการใช้ชีวิตทั้งหมด ทั้งด้านพลังงาน การใช้รถ ที่อยู่อาศัย แม้กระทั่งเรื่องความรักความสัมพันธ์ คนเจนวายเติบโตขึ้นมาในยุคที่เซ็กซ์เป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย เป็นเรื่องสิ้นเปลือง ดูเน็ตฟลิกซ์ดีกว่า เพราะหนึ่ง—ประหยัด สอง—คุ้มกว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนที่จะต้องลงไปเพื่อที่จะมีเซ็กซ์สักครั้งหนึ่ง นี่คือไดเลมมาของคนเจนวาย ข้างในร่ำร้องที่จะปลดปล่อย เป็นอิสระ แล้วก็โกรธ แต่คุณง่อยเปลี้ยเสียขา ร่างกายอ่อนแอ เกิดภาวะทุพโภชนาการ คุณจะถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านเพราะว่าหางานทำไม่ได้สักที มาเกาะพ่อเกาะแม่กินอยู่ได้

        ส่วนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เป็นเบบี้บูมเมอร์กำลังอยู่ในวัยเกษียณ ต้องการใช้เงินจากกองทุนประกันสังคม ก็ต้องเผชิญกับการพังทลายของกองทุนประกันสังคมทั่วโลก ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ก็ไปสร้าง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เสรีนิยมใหม่ไม่ต้องการใช้คำว่า ‘ความไม่เสมอภาคในทางชนชั้น’ จึงเอาแต่บอกว่าพยายามอีกนิดหนึ่งๆ แล้วความเหลื่อมล้ำที่กว้างจะค่อยๆ หดลงๆ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันติดกับดักด้วยตัวของมันเองทั้งหมดเลย กว่าจะรู้ตัวว่าชีวิตเราไม่ตรงปก ไม่เป็นอย่างที่คิด ยิ่งกู้เงินมาเรียนเยอะๆ ยิ่งพยายามจะย้ายมาทำงานในเมืองใหญ่ ทำไมเรายิ่งสิ้นเนื้อประดาตัวมากขึ้นไปทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ตอบคำถามว่า คนรุ่นใหม่จะกอบกู้โลกจากวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ได้หรือไม่ (ถอนหายใจ) แค่เอาตัวให้รอดก็ยากแล้ว

สำหรับปัญหาทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามานี้ เราควรจะกล่าวโทษใคร

        โทษตัวเองค่ะ โทษสลิ่มค่ะ (หัวเราะ) ขอพูดแบบไม่ PC เลยนะ มึงทำให้กูลำบาก ทำให้กูจน ทำให้ปอดกูพัง อย่างไรก็ตาม แขกพูดในฐานะของคนที่พ้นจากวิกฤตเหล่านี้แล้วไง เราเบ่งบานมาในยุคที่โลกเบิกบาน เราได้สั่งสมทรัพยากรของตัวเองมาแล้วประมาณหนึ่ง แล้วเราก็เสือกฉลาด ไม่มีลูกค่ะ คือแขกตั้งใจว่าจะไม่มีลูก เพราะรู้ว่าอนาคตมันจะเ-ี้ยลง อย่างที่แขกบอกไปว่าตอนอายุ 35 เราได้ย้อนกลับมาทบทวนและประเมินศักยภาพและความสามารถในการหาเงินของตัวเองก็รู้แล้วว่าเราไม่มีวันรวย ถามว่าหาเงินได้ไหม หาได้ แต่ความสามารถในการหาเงินของเราดูแลได้แค่ตัวเอง ไม่สามารถดูแลคนอื่นได้ พอรู้อย่างนี้เราก็รู้ว่าเป้าหมายต่อไปในชีวิตของเราควรจะเป็นอย่างไร วันนี้เราอายุ 48 มีบ้านแล้ว รอดแล้ว มีความมั่นคงประมาณหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าเราน่าจะอยู่ได้ในตอนแก่ นั่งนิ่งๆ หายใจทิ้ง จิบกาแฟ ดูดอกกุหลาบในยามเช้า

        แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ แขกไม่มั่นใจในอนาคตของพวกเขาเลยว่าเขาจะอยู่อย่างไร และถ้าเราไม่สามารถปฏิสังขรณ์ประชาธิปไตยขึ้นมาให้ได้ภายในสองปีนี้ก็ไม่ทันแล้วค่ะ

        คุณเห็นหรือยังว่ารัฐบาลที่โง่แล้วยังเป็นเผด็จการสามารถฆ่าคุณได้ เขาไม่ได้เอาปืนมาฆ่า แต่เขาจะฆ่าคุณด้วยการทำให้คุณติดเชื้อในปอด เป็นมะเร็งในทางเดินหายใจ แล้วก็จะอายุสั้นลง ไม่มีเงินเก็บ และเหนื่อยเกินกว่าที่จะมีเซ็กซ์ (ถอนหายใจ) แม้แต่เซ็กซ์ที่เป็นความสุขที่ได้มาเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็ยังจะไม่มี คิดดู สำหรับแขก สังคมจากนี้และต่อไปเป็นสังคมดิสโทเปีย

ที่สุดแล้วเราอาจทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บเงินเยอะๆ แล้วหนีออกไปอยู่ประเทศอื่นใช่หรือเปล่า

        นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟิลิปปินส์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แขกไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้หรอก แต่แขกเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราไม่จำนนกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วลดทอนความเป็นมนุษย์ของเรา มันถอดจิตวิญญาณศักดิ์ศรีของเราไปทุกๆ วัน เราใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่เหมือนโดนลากไปกลางสี่แยกแล้วตบซ้ายตบขวาอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าไม่ออกไปต่อสู้ฟาดฟันอะไร อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรักษาจุดยืนเพื่อเป็นหมุดหมายว่าความเป็นมนุษย์ของเรายังไม่พังทลาย

        แขกไม่อาจจะไปบอกคุณได้หรอกว่าต้องทำอย่างไรแล้วความเป็นมนุษย์ของคุณจึงจะไม่พังทลาย แต่แขกไม่อยากให้ทุกคนคนอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง ยังมีลมหายใจ ตื่นขึ้นมาทุกวันก็ต้องถามตัวเองว่า ความเป็นมนุษย์ของเรายังอยู่หรือเปล่า ศักดิ์ศรีความเป็นคนของเรายังมีอยู่ไหม หรือเรากลายเป็นหมูหมากาไก่ไปแล้ว

 

คำ ผกา

นิยามชีวิตที่ดีสำหรับคุณคืออะไร

        ชีวิตที่ดีของเราคือต้องมีเงินเยอะๆ แต่ร่ำรวยแค่เงินทองยังไม่พอ มันควรจะเป็นชีวิตที่เดินทางด้วยจักรยานได้ ซึ่งจักรยานสำหรับเราไม่จำเป็นต้องเป็นจักรยานที่มีราคาแพงอะไรเลย อย่างสมัยที่เราอยู่เกียวโต ทุกครั้งที่ได้พาตัวเองไปอยู่บนเบาะจักรยานจะรู้สึกว่าไม่ว่าเราทำอะไรต่อมิอะไรก็ล้วนสำเร็จลุล่วง เรามีเสรีภาพในการควบคุมชีวิตของตัวเอง ด้วยยานพาหนะที่ใช้ทรัพยากรน้อยมาก แล้วพลังงานที่ขับเคลื่อนให้ตัวเราไปทำกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ได้สำเร็จก็เป็นพลังงานที่เราครีเอตขึ้นเอง

        เวลาที่เราปั่นจักรยานจะไม่มีอะไรมาปิดกั้นหรือกีดกันตัวเราออกจากธรรมชาติ ลมพัดผ่านหน้า แดดฝ้า ฝนตก ต้นไม้ปลิวไสว หอมกลิ่นดอกไม้ ซึ่งเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ สำนึกที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นเอง เราจะหวงแหนกลิ่นของดอกไม้ริมแม่น้ำเอง โดยที่ไม่ต้องมาสั่งให้เรามีวินัยหรือสั่งให้เราคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เมืองไหนก็ตามที่คุณสามารถปั่นจักรยานใช้ชีวิตได้โดยสมบูรณ์ 24 ชั่วโมง แปลว่าผังเมืองต้องดีมากและต้องปลอดภัยมากๆ

คุณนิยามว่าชีวิตที่ได้ปั่นจักรยานไปไหนมาไหนคือชีวิตที่ร่ำรวยเหรอ

        ใช่สิ ถ้าเราปั่นจักรยานได้เราก็จะร่ำรวย เพราะว่าเราไม่ต้องเสียค่ารถเลย ทุกวันนี้พวกเราต้องจ่ายค่าเดินทางกันคนละเท่าไหร่ล่ะ นอกจากไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางแล้ว การปั่นจักรยานยังทำให้เราได้ออกกำลังกาย ได้เอนจอยชีวิต พอคุณทำผังเมืองให้คนสามารถปั่นจักรยานได้ ระหว่างปั่นไปทำงานเราก็จะได้กินข้าวเช้า แล้วมันก็จะมีร้านอาหารที่เปิดขึ้นมาเพื่อซัพพอร์ตคนปั่นจักรยาน สองข้างทางจะมีร้านรวงให้แวะเต็มไปหมด ทีนี้พอเราเอนจอยกับอะไรง่ายๆ อย่างการจอดจักรยานริมแม่น้ำดูนกนางนวล ได้กดกาแฟจากตู้อัตโนมัติมานั่งกิน เราก็จะไม่ค่อยอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมหรอก นี่คือความร่ำรวยที่มันจะเกิดขึ้นเอง

กิจวัตรประจำวันของ คำ ผกา ในทุกวันนี้เป็นอย่างไร

        แขกตื่น 7 โมงเช้า รดน้ำต้นไม้ นั่งดูดอกกุหลาบ แล้วก็ออกไปโยคะถึงตอนเที่ยง กว่าจะอาบน้ำก็บ่ายโมง จากนั้นก็เข้าออฟฟิศ เตรียมตัวจัดรายการ พอจัดรายการเสร็จก็กลับบ้าน เช็กข่าว ด่าสลิ่ม (หัวเราะ) แล้วก็ทำกับข้าว จัดบ้าน แขกชอบจัดบ้าน ชอบทำงานอดิเรกอะไรของเราไปเรื่อยๆ เป็นมนุษย์ที่ชอบจัดระเบียบสิ่งของ วันๆ ก็จะใช้เวลาไปกับการจัดสรรพสิ่งให้เป็นแถวเป็นแนว

        ความสุขของเราไม่ต้องทุลักทุเล ไม่ต้องเพียรพยายามมากมาย เราไม่เคยอยากไปที่ไหนไกลๆ ไม่ต้องเดินทางไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ไม่เคยอยากไปเล่นสกีที่ออสเตรีย แล้วก็ไม่ได้ต้องการแต่งตัวแบบเวอร์วังอลังการ ความสุขของแขกจึงไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ต้องมีเงินนะ คนไม่มีเงินจะไปโยคะวันละ 3 ชั่วโมงได้เหรอ คนที่ต้องเข้างานเก้าโมงเช้าเลิกงานห้าโมงเย็นมาเจอรถติดในเมืองจะเอาเวลาที่ไหนมาโยคะหรือทำกับข้าวกิน ต้องมีเงินนะคะถึงจะมีชีวิตแบบเราได้ เรายืนยันมาตลอดว่าต้องมีเงิน (หัวเราะ)

เพราะการมีเงินเป็นลาภอันประเสริฐ

        ใช่ (ลากเสียง) เวลาที่เราพูดว่าคนเราต้องตื่นมามีเวลาหายใจทิ้งยามเช้า คนจะชอบบอกว่า อีด-ก กูหาเงินอยู่ กูต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน กูทำอย่างมึงไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น เราจะต้องย้ำก่อนเลยว่าชีวิตแบบนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีเงิน แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องรวยมาก เราไม่ได้มีเงินเก็บอะไรเยอะแยะ แต่ก็ถือว่ามีตังค์ใช้ แล้วเราก็เลือกใช้กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข

        สมมติว่าคนอื่นเขาไปกินโอมะกะเสะมื้อละ 7,000 บาท แต่แขกอาจจะเลือกเอาเงินก้อนนี้ไปตกแต่งห้องของเรา ซึ่งก็อาจจะใช้แค่ 1,500 บาทเท่านั้น แต่เราก็มีความสุข จนสามารถเอามาเขียนให้มันดูเวอร์ๆ ได้นั่นเอง (ยิ้ม)

คนอ่านจะได้อะไรบ้างจากคอลัมน์ ‘อยู่เป็น’

        คนอ่านจะได้พลังบวก เป็นพลังบวกที่ไม่ใช่มองโลกในแง่บวก เพราะว่าแขกเป็นคนไม่ทุกข์ไม่ซึม ไม่เศร้า แขกเป็นคนที่มีพลังเยอะ คนชอบบอกว่าไม่เคยเห็นเราเดินเลย เหมือนเราจะเคลื่อนไหวด้วยการวิ่งตลอดเวลา คือเราเป็นคนไฮเปอร์แบบนี้แหละ ถ้าเหาะได้ก็คงเหาะไปแล้ว แขกเป็นคนที่ไม่ได้ชอบมองหาแง่งามในชีวิต แต่ชอบที่จะหาความสุขให้กับตัวเอง ทุกวันนี้คนซึมคนเศร้ากันเยอะ แล้วก็ชอบเศร้าโดยไม่จำเป็น หรือมันอาจจะจำเป็นสำหรับเขาก็ไม่รู้ แต่เราอยากจะเขียนเพื่อจะบอกว่า เรื่องบางเรื่องอย่าไปเก็บมาใส่ใจ คือเรื่องที่มันต้องเศร้าจริงๆ มีเยอะอยู่แล้ว แต่เรื่องหมาตาย แมวป่วย เพื่อนถูกรถชนเสียชีวิตเมื่อสิบปีที่แล้ว หรือนักเขียนที่เรารักได้จากไป ให้เศร้าสักครึ่งชั่วโมงก็พอนะ

        เราอยากส่งพลังแบบนี้ อยากให้คนอย่าไปละเอียดอ่อนกับความทรงจำมากนักเลย บางทีโลกมันสร้างโมเมนต์ให้เรามีอารมณ์ร่วมหรืออ่อนไหวกันเกินไป เพราะฉะนั้น คอลัมน์ของเราจะหยาบกระด้าง อย่ามีวันครบรอบ วันเกิด วันตาย หรือวันครบรอบแต่งงานใดๆ ค่ะ เพราะมันจะทำให้มึงทุกข์กับการที่จะต้องเอาพลังงานไปคิดกับเรื่องอะไรก็ไม่รู้ อีด-ก ใช้ชีวิตไปข้างหน้าเรื่อยๆ หาก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินเถอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบทความอาจจะไม่เผ็ดร้อนขนาดนี้นะคะ จะเขียนสวยๆ (หัวเราะ)

เรียกได้ว่าในบรรดางานเขียนของ คำ ผกา คอลัมน์นี้จะเขียนในแง่บวกที่สุดแล้ว

        แขกเขียนบวกยังไงคนก็บอกว่าดาร์กอยู่ดี (หัวเราะ) บวกสำหรับคนอื่นก็คือวันนี้ครบรอบน้องแมวตาย น้องหมาเกิด อันนั้นคือบวกสำหรับคนอื่นไง แต่บวกสำหรับเราก็คือลืมมันไปซะแล้วซื้อหมาใหม่มาเลี้ยงเถอะ เป็นคอลัมน์ที่จะบอกให้คนอ่านวิ่งไปข้างหน้าค่ะ อยู่เป็นไงล่ะ อยู่อย่างมีความสุข และแ-กของอร่อย

คนแบบไหนคือคนที่อยู่ไม่เป็น

        คนที่ชอบหาความทุกข์ใส่ตัว กูทุกข์กับรัฐบาล กูทุกข์กับลุงมามากพอแล้วค่ะ อย่าไปครบรอบโน่นนั่นนี่ให้ตัวเองทุกข์เพิ่มเติมอีกเลย มองซ้ายมองขวาเห็นพระอาทิตย์ตก เศร้าจัง ไม่ค่ะ คอลัมน์นี้จะปลุกทุกคนออกมาจากภาพลวงตาทั้งหมด

 


อยู่เป็น

        คำ ผกา อยากชักชวนทุกคนให้รู้จัก ‘อยู่เป็น’ ผ่านบทความในคอลัมน์นี้ ซึ่งการอยู่เป็นสำหรับเธอหมายถึงการอยู่ให้มีความสุข เพราะชีวิตของเราทุกคนเต็มไปด้วยเรื่องที่ยากลำบากและน่าเหนื่อยหน่ายมากพอแล้ว เธอจึงอยากส่งพลังบวก กระตุ้นให้ทุกคนออกแสวงหาความสุข ปรนเปรอตัวเอง ไม่มัวจมจ่อมอยู่กับความโศกเศร้า อย่างเช่นบทความที่ชี้ให้เห็นว่าการมีเงินบันดาลความสุขและนับเป็นลาภอันประเสริฐ หรือบทความที่เขียนถึงสวนแสนสวยที่เธอชอบนั่งมองยามเช้า ที่เต็มไปด้วยผักหญ้าที่ปลูกไว้เพื่อทำครัว และอีกหลากหลายบทความที่จะทำให้เห็นว่าชีวิตของเธอช่างมีความสุขและน่าอิจฉามากแค่ไหน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ภาพโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN