กันต์รพี โชคไพบูลย์ | มนุษย์ต่างดาวมีจริง มันอยู่ในรูปถ่ายเราและในตัวผู้อพยพอย่างเรา

The Guest
16 Nov 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ภาสกร ธวัชธาตรี

“เราเพิ่งกลับจากการไปดูจานบินร่วมกับกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัยที่เขากะลามา”

เสียงของ ‘หมิง’ – กันต์รพี โชคไพบูลย์ ช่างภาพสตรีทหนุ่ม ดังก้องขึ้นมา ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของเขาภายในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งของแกลเลอรี Glimpse Space ที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับจัดนิทรรศการ

เงายืดยาวที่ย้อนแยงแสงไฟของเขาค่อยๆ โผล่พ้นขอบประตูเข้ามาท่ามกลางความเงียบและห้องที่ปกคลุมด้วยแสงไฟสีฟ้าแซมแดง ราวกับการปรากฏร่างของมนุษย์ต่างดาวซึ่งไม่ทราบที่มา ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ โผล่เข้ามาทักทายเรา ภายใต้หมวกแก๊ปที่เขาสวมไว้ เราเห็นสายตาที่นิ่งและเยือกเย็นของเขา ชั่วขณะหนึ่งเรากลับคิดไปว่าเขาอาจจะไม่ใช่มนุษย์โลก แต่เขาคือเอเลียน

     “เราเคยเห็นมนุษย์ต่างดาวมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนนั้นเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เราได้เจอรุ่นพี่ที่เชื่อเหมือนกัน เลยได้แบ่งปันความคิดเห็นกันเยอะ ตอนนั้นเราก็จะหมกมุ่นกับเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาก”

     เขาเล่าเท้าความให้เราฟังถึงความเชื่อที่มีต่อมนุษย์ต่างดาว สิ่งนั้นว่ายวนอยู่ในภายในชีวิตของเขา และสะท้อนออกมาผ่านมุมมองในการถ่ายภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ความลึกลับ มู้ดแอนด์โทนแบบไซ-ไฟ และความแปลกประหลาด ในแวดวง Street Photographer กันต์รพีถือเป็นช่างภาพสายสตรีทที่มาแรงและน่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ งานหลายชิ้นของเขาชนะการประกวดในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของช่างภาพสายสตรีทชื่อดังหลายคน

     ก่อนหน้านี้เขาพาตัวเองไปอาศัยอยู่นิวยอร์กถึงสองปี ประสบการณ์การมองโลกด้วยสายตาของการเป็นผู้อพยพในครั้งนั้น ถูกถ่ายทอดออกมาในงาน solo exhibition งานแสดงชุดภาพถ่ายเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ชื่อ Little Green Man ซึ่งสะท้อนมุมมองที่เขามีต่อนิวยอร์กผ่านภาพถ่ายในแบบฉบับของเขา

     “นิวยอร์กเป็นเมืองที่ทำให้เกิดคำถามกับชีวิตบ่อยมาก มัน lost ง่ายมาก บางทีเราตื่นมาแล้วไม่มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตหรืออะไรเลย เราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อดี เงินจะหายังไงต่อ เพราะงานแฟชั่นก็ไม่ได้มีตลอด เราก็เป็นฟรีแลนซ์ด้วย ไหนจะค่าบ้านที่ต้องจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ชีวิต มันไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด โห มันเครียดมาก”

     ช่างภาพหนุ่มสะท้อนช่วงชีวิตหนึ่งที่นิวยอร์กให้เราฟัง มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้ใคร่ครวญถึงชีวิต การถ่ายภาพ การทำงาน ก่อนที่ประสบการณ์ครั้งนั้นจะหล่อหลอมให้เขากลายเป็นช่างภาพที่มีเอกลักษณ์ในงานที่สุดคนหนึ่งในวันนี้     

     ไม่รู้เราคิดไปเองหรือเปล่า นอกจากเราและเขาในห้องเงียบๆ นั้นแล้ว เรารู้สึกเหมือนมีใครสักคนกำลังซ่อนตัวจ้องมองและแสยะยิ้มเล็กๆ ให้กับการสนทนาของเราอยู่อย่างเงียบเชียบ

 

กันต์รพี โชคไพบูลย์

 

เห็นว่าคุณเพิ่งได้ไปร่วมกิจกรรมการดูจานบินที่เขากะลามา เล่าให้ฟังหน่อยว่าบรรยากาศของงานในวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

     ต้องบอกก่อนว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง มีบางคนที่สามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ด้วยนะ มนุษย์ต่างดาวมาบอกเขาว่าจะเกิดอุทกภัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้วโลกจะได้รับความเสียหายหนักมาก ซึ่งการที่โลกได้รับความเสียหายมันก็จะส่งผลกระทบถึงระบบสุริยะจักรวาล และส่งผลกระทบถึงดาวของเขาด้วย เขาก็เลยมาเตือนให้พวกเราสร้างกลุ่มขึ้นมา เพื่อที่หากว่าเกิดอุทกภัย กลุ่มพวกเราจะสามารถให้ความช่วยเหลือ หรือเป็นคนป่าวประกาศได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเราเองก็รู้จักกลุ่มนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว พอรอบนี้มีโอกาสเลยได้ลองไปร่วมงานในฐานะผู้สังเกตการณ์

     งานวันนั้นคนเยอะมาก มากันเป็นร้อยๆ เลย ทุกคนจะไปรวมกันอยู่ที่หน้าพระพุทธรูป ที่จริงมันเกี่ยวโยงกับเรื่องศาสนาพุทธด้วย ทีนี้พอนั่งคุยกันสักพักก็เริ่มมีจานบินบินมา เราเห็นกันหมด ตอนนั้นเรารู้เลยว่าไม่ใช่โดรนแน่ๆ เพราะเป็นตอนกลางคืน แล้วมันไม่ได้บินไว มันค่อยๆ มา มากันทั้งหมด 5-6 ลำ ทีนี้คนก็เริ่มฮือฮากัน แล้วลอยอยู่บนฟ้านานมาก แสงมันดูหักเหวูบวาบไปมา มีอยู่ลำหนึ่งที่ตอนแรกเรานึกว่าเป็นดาว แต่สักพักมันเริ่มเปลี่ยนสี เป็นสีแดง สีม่วง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ เคลื่อนที่ อันนี้พีกมาก เราถ่ายวิดีโอมาด้วยในมือถือ แต่มันไม่ค่อยชัด เพราะเราต้องซูม ภาพเลยแตก

 

 

มันทำให้คนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ต่างดาวอย่างคุณมั่นใจขึ้นไปอีกใช่ไหมว่าสิ่งที่คุณเชื่อมาตลอดเป็นเรื่องจริง

     ใช่ เพราะเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลียนเป็นเรื่องที่เราเองก็ศึกษามาตลอดอยู่แล้ว แต่พอมารู้จักกับกลุ่มนี้ก็ได้รู้อะไรเยอะขึ้น เพราะเขาจะมีความรู้ มีข้อมูลเยอะมาก มนุษย์ต่างดาวมีหลายเผ่าพันธุ์ที่มาอยู่บนโลกเรานะ อย่างที่เขากะลาก็เป็นอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เขาติดต่อเราได้ หรืออย่างที่นาซาก็เป็นอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เขาติดต่อกันได้ มันเยอะมาก เขามาจากหลายดาว แต่แค่ไม่ได้มาปรากฏตัวประกาศว่า ‘กูคือเอเลียนนะ’ มันยังไม่ใช่เวลา

     จริงๆ กลุ่มนี้ หรือกิจกรรมพวกนี้ใครสนใจก็ไปได้ เขาไม่ได้ปิดหรืออะไร เขาเชื่อว่าทุกอย่างไม่มีความบังเอิญ มันเป็นโควตของมนุษย์ต่างดาวทั่วโลกเลยนะ การที่คุณมาเจอ มาศึกษา มารู้จักเรา แล้วยอมรับเรา มันไม่มีความบังเอิญ

 

ความเชื่อพวกนี้มันเลยต่อยอดมาสู่งานภาพถ่ายของคุณที่จะมีกลิ่นอายไซ-ไฟหน่อยๆ รวมไปถึงงาน solo exhibition แรกที่เมืองไทยอย่างงาน Little Green Man ด้วยใช่ไหม

     ใช่ ต้องบอกว่านี่คือ solo exhibition แรกเลย เพราะก่อนหน้านั้นก็เคยมีงานที่ทำเป็นกลุ่มมาบ้างแล้วทั้งที่เกาหลีที่เป็นงานดูโอ หรือที่นิวยอร์กก็เป็นงานกลุ่มสี่คน ส่วนชื่อ Little Green Man มาจากหนึ่งในสปีชีส์ของเอเลียนที่ผสานตัวตนและอาศัยปะปนอยู่กับผู้คนบนโลก งานนี้เลยเป็นการรวบรวมภาพถ่ายของเมืองนิวยอร์กซึ่งนำเสนอผ่านมุมมองและสายตาผู้อพยพหรือเอเลียนอย่างเรา ซึ่งได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในช่วงสองปีที่ผ่านมาก่อนที่จะกลับเมืองไทย

     การทำ solo exhibition ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องรู้ทุกอย่าง กระดาษที่ใช้ต้องเป็นกระดาษอะไร เฟรมที่เหมาะกับเราคืออะไร สถานที่ที่เหมาะกับงานคือที่ไหน ต้องติดต่อใครบ้าง ถ้าเป็นนิทรรศการกลุ่มเราก็แค่ส่งรูปไปให้เขารวบรวมจัดแสดง แต่พอมาทำคนเดียวก็จะต้องทำแทบทุกอย่าง แต่โชคดีที่เรามีพี่ผ้าป่าน (สิริมา ไชยปรีชาวิทย์) มาเป็นคิวเรเตอร์ เรารู้เลยว่าการเป็นคิวเรเตอร์ไม่ได้ง่าย มันต้องรู้จักคน ต้องมีคอนเน็กชัน อย่างเวลาเราทำของที่ระลึกในงาน พี่ผ้าป่านก็จะมีแหล่ง source ของเขาหมดเลย ซึ่งช่วยเราได้เยอะมาก

 

 

บรรยากาศคนที่มาดูงานศิลปะในเมืองไทยกับต่างประเทศต่างกันไหม

     ถ้าเป็นเรื่องที่คนมา appreciate งานจริงๆ ก็คล้ายกันนะ เพราะเรารู้สึกว่ารูปเราไม่ได้ดูยาก มันก็มีแค่ชอบหรือไม่ชอบ  ถ้าใครอยากลงลึกไปกว่านั้นก็ค่อยมาคุยได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในภาพนั้น ก็จะมีคนเข้ามาคุยกับเราพอสมควร ตอนวันเปิดงานคนเยอะมาก เพราะเราตั้งใจแล้วว่าอยากทำให้อีเวนต์มันดูสนุกสนาน ไม่ใช่เหมือนเราไปงานธีสิส เพราะด้วยธีมของรูปเราด้วยที่มันเป็นสี งานก็เลยออกมาในรูปแบบปาร์ตี้ เปิดเพลง มีเครื่องดื่มมาออกบูธ ก็สนุกดี

 

นอกจากงานภาพถ่ายสตรีทที่เหมือนเป็นเครื่องหมายของคุณแล้ว คุณยังทำงานเกี่ยวกับด้านแฟชั่นตอนอยู่นิวยอร์กด้วย เล่าบรรยากาศในแวดวงแฟชั่นที่นั่นให้เราฟังหน่อย

     ตอนที่อยู่นิวยอร์กเราเคยทำกับบริษัทที่ชื่อว่า Cosmic Modesty Agency เป็นเหมือนเอเจนซีที่ทำแบรนดิ้งให้กับพวกเสื้อผ้าแฟชั่น ก่อนหน้านั้นเราไปงาน house party แล้วมีพี่คนหนึ่งแนะนำเรากับบริษัทไปว่าเราถ่ายรูปได้ ถ่ายวิดีโอได้ ตอนนั้นเราก็เพิ่งไปอยู่อเมริกาด้วย ไม่มีคอนเน็กชันอะไรเลย พอเขาชวนเราก็เลยลองไปถ่ายให้เขาฟรีสองสามงาน หลังจากนั้นเขาชอบงานของเรา ก็เลยได้ทำงานกันยาวมาตลอด ทั้งงานภาพนิ่ง งานวิดีโอ ตอนที่ทำงาน เรามีหัวหน้าเป็นคนเกาหลี ก็ค่อนข้างคุยกันง่ายเพราะมาจากเอเชียเหมือนกัน แต่บรรยากาศการทำงานที่นั่นเข้มข้นมาก โดยเฉพาะเรื่องเวลา สมมติว่าวันนี้มีถ่าย 16 ลุกส์ แต่ละลุกส์ใช้เวลา 5 นาที เราก็ถ่ายไป พอครบ 5 นาที ก็จะมีคนมาตะโกนบอกเรา ‘หมดเวลาแล้ว เปลี่ยนได้’ เป๊ะมาก เพราะการที่เราเสียเวลาไปในแต่ละนาทีมันคือค่าใช้จ่ายที่เขาต้องเสียเพิ่มให้กับนางแบบ ค่าสถานที่ ค่ารถ หรือค่าอะไรก็ตาม ซึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆ เลย

 

การทำงานกับคนต่างชาติที่เขี้ยวสุดๆ โดยเฉพาะวงการแฟชั่น มันทำให้คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในตอนนั้นอย่างคุณกดดันขนาดไหน

     กดดันมาก อย่างที่บอกว่าโดยเฉพาะเรื่องของเวลา ตอนแรกเราปรับตัวไม่ทันเลย แบบ เฮ้ย ยังถ่ายไม่เสร็จเลย เปลี่ยนแล้วเหรอ แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มจับจุดได้

     แต่ที่พีกสุดสำหรับเราน่าจะเป็นการได้ทำงานกับ กัส โพเวล เขาเป็นช่างภาพสตรีทที่ดังระดับโลกเลย เขาอยู่ในกลุ่ม In-Public แล้วเขาก็ถ่ายภาพให้กับแบรนด์แฟชั่นด้วย ก่อนหน้านั้นเราเคยไปเวิร์กช็อปกับเขา แล้วเขาชอบงานเรา ก็เลยได้ติดต่อกันมาตลอด ทีนี้มีวันหนึ่งที่เขาอีเมลมาหา บอกว่ากำลังจะมีถ่ายงานแฟชั่นวีกให้กับแบรนด์ Rachel Comey ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าดีไซน์ท็อปๆ ของนิวยอร์กเลย ซึ่งงานแบบนี้เขาก็จะมีช่างภาพในส่วนของถ่ายรันเวย์ กับแบ็กสเตจ เขาก็ถามว่าอยากไปถ่ายแบ็กสเตจไหม เราก็รีบตอบรับเลย ต้องบอกว่างานแบ็กสเตจมันมาก อิสระมาก เข้าออกที่ไหนก็ได้ หรือเรียกนางแบบมาถ่ายก็ได้ เราได้เข้าไปแม้กระทั่งห้องแต่งตัวเลยนะ ลองคิดดู (หัวเราะ) นางแบบเขาไวมาก เราก็ได้เห็นวิธีการทำงานของดีไซเนอร์ดังๆ ที่เขาอยู่ตรงนั้น ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม เขามืออาชีพมากๆ เราก็เลยต้องพยายามเป็นมืออาชีพให้เท่าเขาด้วย เราว่าตอนนั้นเป็นโมเมนต์ที่เจ๋งที่สุดในชีวิตแล้ว

 

กันต์รพี โชคไพบูลย์
KANRAPEE CHOKPAIBOON: Cosmic Modesty for Alpenglow New York
กันต์รพี โชคไพบูลย์
KANRAPEE CHOKPAIBOON: Work with Gus Powell for Rachel Comey, New York

การทำงานแฟชั่นน่าจะมีความเคร่งครัดมาก และมีความตามใจลูกค้า เทียบกับการถ่ายภาพสตรีทที่อาจจะคาดเดาไม่ได้ และถ่ายตามความรู้สึก คุณเอาหลักการของสตรีทมาใช้ในงานแฟชั่นอย่างไร

     ตอนแรกเราก็ถ่ายงานปกติเลยนะ แต่วันหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าสไตล์การถ่ายภาพของเราชัดเจนขึ้น อย่างเราชอบเรื่องการใช้แฟลช ชอบเรื่องไซ-ไฟ เรื่องมนุษย์ต่างดาว เราก็จะเห็นซีนพวกนั้นเยอะขึ้น พอวันหนึ่งก็เกิดคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่ถ่ายงานแฟชั่นให้เหมือนกับงานสตรีทที่เราถ่าย ก็เลยเริ่มปรับเปลี่ยน

     แต่ก็เข้าใจนะ บางทีลูกค้าเขาก็มีภาพในหัวที่เขาต้องการแหละ ช่วงแรกๆ เวลาไปถ่ายงานปกติเราจะอาศัยช่วงที่พอมีเวลาว่างนิดหนึ่ง ขอเขามาถ่ายในแบบที่เราอยากได้ แล้วเก็บพอร์ตไว้ จนวันหนึ่งเรามีงานก้อนนี้ที่เป็นแฟชั่นในแบบของเราพอสมควรแล้ว ก็เลยคุยกับหัวหน้าชาวเกาหลีที่ Cosmic ว่าเรามีงานแบบนี้ คุณช่วยไปเสนอลูกค้าได้ไหม หลังจากนั้นเราก็เลยเริ่มได้งานที่คนจ้างจะชอบสไตล์เราจริงๆ ซึ่งมันสำคัญมากนะ เพราะเราอยากให้คนซื้องานในแบบที่เราเป็น สไตล์ที่เราถ่าย แล้วมันจะสนุกมาก เราจะรู้สึกว่างานต้องออกมาเพอร์เฟ็กต์แน่ๆ

 

งานแฟชั่นในแบบของคุณคืออะไร

     คือการพูดถึงเรื่องของสี เรื่องของความไซ-ไฟต่างๆ เพราะเราชอบเล่นกับสีมาก พอสีโดนแฟลชมันจะดูป๊อปขึ้นมา เราชอบใช้แฟลชหัวเดียว เพราะรู้สึกมันเหมือนสปอตไลต์ที่เราส่องไปแค่จุดเดียว แล้วเราก็ชอบถ่ายแบบเข้าไปใกล้ๆ เอาแค่อย่างเดียวเลย สมมติว่าต้องขายเสื้อผ้า เราก็จะเอาแค่เสื้อผ้า ต่างหูก็แค่ต่างหู รองเท้าก็แค่รองเท้า เข้าไปใกล้ๆ แล้วตบแฟลช ปึ้ง! เพราะฉะนั้น เวลาการทำงานมันก็จะเหมือนเราถ่ายสตรีท เราไม่ได้ไปเซตเขาว่าให้คุณทำท่าแบบนี้นะ เราแค่สร้างมิติภาพ สร้างเฉดสีที่มันดึงความน่าสนใจจากตรงนั้นก็พอแล้ว

     เราไม่รู้ว่างานเราแตกต่างจากคนอื่นขนาดไหน แต่มันคือสิ่งที่เราชอบ มันคือความเป็นเรา ก็ไม่กล้าการันตีหรอกว่ามันต่างจากคนอื่น อาจจะมีคนถ่ายเหมือนเราก็ได้ ก็เคยเห็นงานที่คนใช้แฟลชถ่ายแฟชั่นเหมือนกัน มันมีอยู่แล้ว แต่เขาก็อาจจะไม่ได้เล่าเรื่องแบบเราเท่านั้น

 

กันต์รพี โชคไพบูลย์
KANRAPEE CHOKPAIBOON: Samsung mobile Thailand, New York

กันต์รพี โชคไพบูลย์
KANRAPEE CHOKPAIBOON: New York 2016

 

ทำงานกับนางแบบมืออาชีพที่ต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

     นางแบบที่นั่นเขารู้งานมากนะ สมมติเราต้องการจะถ่ายแบบนี้ เรามีรูปให้เขาเห็นแล้วบอกเขาว่าคุณทำไปเลย ไม่ต้องสนใจเรา คิดเสียว่าเราไม่อยู่ตรงนี้ เพียงแค่นั้นเขาก็จะทำของเขา เราก็ถ่ายของเราไป จนเราได้ในสิ่งที่ต้องการ นางแบบเขารู้ว่าจะต้องโพสยังไง สไตล์ไหน ให้เข้ากับงานแบบไหน

     แต่นางแบบก็จะมีหลายระดับนะ ที่นั่นจะแบ่งเป็นระดับ S คือสูงสุด แล้วก็ A,B,C ไล่ไปเรื่อยๆ ค่าตัวก็จะมีราคาต่างกัน เราเคยทำตั้งแต่ระดับ C จนถึงระดับ S รู้สึกได้เลยว่าระดับ S คือโหดมาก คุณไม่ต้องพูดอะไรมากเลย เขาโคตรอิสระ โคตรมืออาชีพ แล้วเขารู้มุม รู้ท่า ว่าต้องทำอะไรกับแบรนด์ที่เขาต้องถ่ายให้ เราแทบจะมีหน้าที่แค่กดชัตเตอร์เท่านั้น (หัวเราะ)

 

มีเรื่องอะไรสนุกๆ แปลกๆ อย่างเช่นวัฒนธรรมในการทำงานที่คุณได้พบเจอบ้างไหม

     ที่จริงมันก็แล้วแต่นะ บางกองก็จะซีเรียสมาก บางกองก็จะอิสระหน่อย แต่ความแปลกของนิวยอร์กก็คือ ยกตัวอย่างงานแฟชั่นตามฤดูกาล ถ้าเป็นคอลเล็กชันที่รอออกช่วง Fall หรือ Winter เราจะต้องถ่ายเตรียมไว้ตั้งแต่ตอน Summer แล้ว ซึ่งหน้าร้อนที่นิวยอร์กจะร้อนมาก แต่ต้องถ่ายชุดคอลเล็กชันของหน้าหนาว ต้องใส่โค้ต ใส่เสื้อผ้าที่เป็นขน ต้องทำบรรยากาศให้ดูหนาว แต่ความจริงคือโคตรร้อน (หัวเราะ)

     แล้วทีนี้พอเป็นคอลเล็กชันที่รอออกช่วง Spring กับ Summer ก็ต้องถ่ายกันช่วงหน้าหนาว ขนาดเราใส่เสื้อผ้าหนาเป็นหมีแต่ตอนถ่ายมือยังแข็งเลย กดชัตเตอร์ไม่ได้ แล้วพวกนางแบบต้องใส่ชุดขาสั้น เสื้อยืด แล้วไปถ่ายในอากาศ 1 องศา โห หนาวฉิบหาย เราถึงรู้สึกว่าเขามีสปิริตมาก แล้วเวลาถ่ายเราก็ต้องถ่ายห้ามติดคน หรือห้ามติดบรรยากาศที่ดูหนาว เพราะบางทีต้องไปถ่ายตามโลเคชันต่างๆ ที่ไม่ใช่ในสตูดิโอไง บางทีคนที่คุมงานเขาก็จะเอาเหล้ามาให้นางแบบกิน เอามาให้ช่างภาพกิน เพื่อเพิ่มความอบอุ่น มันต้องกินนะ เพราะมันหนาวมาก (หัวเราะ) แต่นางแบบเขาจะมีคนคอยช่วยอยู่ สมมติถ่ายเสร็จก็จะมีคนเอาเสื้อมาคลุมให้ แล้วพาไปอยู่ในรถที่มีฮีตเตอร์อุ่นๆ พอเปลี่ยนชุดเสร็จ เริ่มอุ่น ก็ออกมาถ่ายต่อ ซึ่งตรงนั้นจะเร็วมาก นึกย้อนไปแล้วเราสงสารเขามาก อันนี้คือความ weird ที่เราได้เจอ

 

กันต์รพี โชคไพบูลย์

 

คนที่เป็นผู้อพยพต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่รู้สึกถึงความไม่มั่นใจหรือความไม่มั่นคงในการใช้ชีวิต การที่คุณเปรียบเทียบกับตัวเองว่าเป็นดั่งผู้ที่อพยพไปใช้ชีวิตในนิวยอร์ก คุณเคยมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม

     ต้องบอกว่าตอนแรกที่อยากไปถ่ายรูปที่นิวยอร์กเพราะเราอยากละทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทย ตอนอยู่ที่นี่เราเคยถามตัวเองว่า ‘กูถ่ายรูปอะไรอยู่วะ’ เราอยากเก่งกว่านี้ เลยตัดสินใจไปนิวยอร์ก เพราะที่นั่นเป็นเมืองในตำนาน เราเลยคิดว่าถ้าจะไปจริงๆ ก็ต้องเป็นที่นี่แหละ

     ช่วงสามเดือนแรกเราเจอความรู้สึกไม่มั่นคงบ่อยมาก แล้วตอนนั้นไปช่วงเดือนตุลาคมซึ่งหนาวมาก ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งความหนาวกับบรรยากาศ เราเข้าใจเลยว่าทำไมเมืองหนาวๆ คนถึงฆ่าตัวตายเยอะ คือมัน depress มาก นิวยอร์กเป็นเมืองที่ไว เรารู้สึกว่าเมืองนี้มันวุ่นวายไปทุกอย่าง ก็จะมีคำถามเต็มไปหมดว่าเราต้องทำยังไงดี ไหนจะเรื่องการเดินทางช่วงหน้าหนาว ยิ่งตอนปีที่ไปเป็นปีที่นิวยอร์กหนาวที่สุดในรอบสามสิบปี หนาวเข้ากระดูกเลย เราปรับตัวไม่ทัน เดินบนถนนนี่น้ำตาไหลเลย คิดตลอดว่ามาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย

     จริงๆ ตอนนั้นก็รู้นะว่าจะต้องเรียนภาษาก่อน เพราะลงเรียนไว้ตั้งแต่ก่อนมาแล้ว แต่ก็ยังเครียดกับหลายๆ อย่าง เราก็คิดแค่ว่าต้องเรียนภาษาให้จบ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนคิดเยอะ เราก็จะคิดต่อไปว่าเรียนภาษาจบแล้วจะยังไงต่อ เงินจะหายังไง เพราะที่บ้านเราก็จะบอกเลยว่าถ้าเรียนจบจะไม่ส่งเงินให้แล้วนะ เราก็ต้องไปหางานทำให้ได้

 

ตอนไหนที่ผู้อพยพอย่างคุณเริ่มรู้สึกว่ากลายเป็นผู้อาศัย

     มันเริ่มมาเปลี่ยนตอนที่ทำโปรเจ็กต์ 365 วัน ที่เราตั้งเป้าจะออกไปถ่ายรูปทุกวันจนครบปี ตอนแรกที่ไปเราไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับนิวยอร์กเลย แค่เห็นจากในหนัง แต่พอเราเริ่มออกไปข้างนอกมากขึ้น เริ่มไปเดินแกลเลอรี ไปเจออีเวนต์แปลกๆ ที่มีเกือบทุกวัน ก็เริ่มสนุกกับการที่ได้ออกไปผจญภัย เริ่มได้เห็นเมืองมากขึ้น จนเข้าใจเมืองเขามากขึ้น ตอนนั้นสนุกมาก กลายเป็นว่ารักเมืองนี้เลย เรารู้สึกว่าไม่มีที่ไหนที่ประหลาด เพี้ยน และหลากหลายเท่าเมืองนี้แล้ว มันเป็น multicultural ที่บ้ามาก เราเจอทั้งคนเม็กซิกัน คนจีน คนเมียนมา มีคนทุกชาติอยู่ที่นั่น

     พอเราเริ่มเปลี่ยนมุมมองตรงนั้น เราอาจจะไม่ได้เข้าใจมันทั้งหมด แต่ก็เข้าใจในแบบของเรา เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจสไตล์งานตัวเองมากขึ้น จากตรงนั้นการถ่ายรูปของเราก็เริ่มสนุกขึ้น การมองซีนต่างๆ ของเราก็สนุกขึ้นด้วย

 

หลังจากเรียนภาษาจบ เริ่มมีงานแฟชั่น เป้าหมายของคุณในการอยู่นิวยอร์กมันเริ่มชัดขึ้นไหม

     ตอนนั้นเรายังไม่มีแพลนว่าจะกลับไทยเมื่อไหร่ เราอยู่เพราะว่าอยากสร้างตัวเอง อยากสร้างชื่อเสียงในงานของตัวเอง แต่ก็เริ่มมั่นใจในงานตัวเองมากขึ้น เริ่มอยากพิสูจน์ว่างานเราไปถึงจุดไหนแล้ว ก็เริ่มส่งงานไปประกวดตามเวทีใหญ่ๆ ของงานสตรีท แล้วได้รางวัลด้วย

     แต่เอาเข้าจริง พออยู่ไปนานๆ เรารู้สึกว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่ทำให้เกิดคำถามกับชีวิตบ่อยมาก มัน lost ง่ายมาก บางทีเราตื่นมาแล้วไม่มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตหรืออะไรเลย ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อดี เงินจะหายังไงต่อ เพราะงานแฟชั่นก็ไม่ได้มีตลอด เราก็เป็นฟรีแลนซ์ด้วย ไหนจะค่าบ้านที่ต้องจ่าย ค่ากิน ค่าใช้ชีวิต มันไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด โห มันเครียดมาก เรื่องเงินคือประเด็นหลักเลย บางทีก็เลยรู้สึกเศร้า แต่อย่างน้อยเราก็มีความรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่างก่อนจะกลับให้ได้ ตอนนั้นก็จะเริ่มมีความคิดว่าจะกลับไทยหรือไม่กลับดี จะทำ artist visa หรือไม่ทำดี แต่สุดท้ายเราก็เลือกกลับบ้าน เพราะเราคิดว่าเราไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้ตลอด เพราะยังไงเราก็เป็นเหมือนหนึ่งในผู้อพยพอยู่ดี เราไม่ได้เป็นคนที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่แรก แล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนของเขาอยู่แล้ว มันก็ยังมีเรื่องของการเหยียดนะ แต่เป็นส่วนน้อยมากๆ เพราะที่อเมริกาคนขาวจะอยู่บนสุด รองลงมาคือคนผิวสี แล้วคนเอเชียอยู่ท้ายสุด เพราะคนขาวกับคนผิวสีเขาต่อสู้กันมานานจนยอมรับกันแล้ว แต่คนเอเชียก็ยังไม่ขนาดนั้น เราไม่อยากเอาเรื่องพวกนี้มาเป็นข้ออ้างที่ทำให้ไม่อยู่ต่อนะ เพราะมีฝรั่งหลายคนที่ให้โอกาสเราเหมือนกัน เขาชอบงานเราแค่นั้น จบ จะเป็นชนชาติไหนไม่เกี่ยว

     ถ้าถามว่าเสียดายไหม ก็เสียดายนะ แต่ก็รู้สึกว่าคิดดีแล้วที่กลับมา เพราะว่าสุดท้ายบ้านเราก็อยู่ที่นี่ ยิ่งเรากลับช้าเท่าไรเราก็เสียเวลามากขึ้นเท่านั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าได้ทำตามความฝันเกินกว่าที่ตั้งไว้แต่แรกแล้ว ก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้ว

 

จากประสบการณ์ที่คุณได้รับมา คุณคิดว่าคนทำงานศิลปะจำเป็นขนาดไหนที่ต้องลองเอาตัวเองออกไปเป็นผู้อพยพไปอยู่ที่อื่นๆ ดูบ้าง

     เราว่าทุกคนเลยนะ ไม่ใช่แค่คนทำงานศิลปะ ทุกคนควรเอาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซนบ้าง เหมือนเราอาจจะเคยคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตรงนี้มันดีที่สุดแล้ว สิ่งที่เราเห็นตรงนี้คือดี ณ ตอนนี้แล้ว แต่พอออกไป มันเหมือนเราได้เปิดโลก เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราเชื่อ มันยังมีอะไรที่ต้องค้นหามากกว่านั้น มันมีอะไรที่ต้องเจอมากกว่านี้ อย่างเราไปอยู่ที่นู่นก็โตขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยนะ อยู่ๆ เราก็กลายเป็นคนมีความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่อยู่เมืองไทยขี้เกียจมากเลย (หัวเราะ) มันเปลี่ยนเราทั้งในการทำงาน ในการดำเนินชีวิต เรารู้สึกว่าการดำเนินชีวิตสำคัญมาก เราไม่เคยเห็นฝรั่งคนไหนหิ้วหลุยส์ วิตตอง หรือแต่งตัวแพงๆ เลย เราเคยรู้สึกว่าการที่พวกฝรั่งสร้างค่านิยมการใช้ของหรูขึ้นมาก็เพื่อมาหลอกพวกเรา แต่พอไปอยู่ที่นู่นแล้วเราก็ไม่เห็นว่าเขาจะใช้ของแบรนด์เนมอะไรกันขนาดนั้น เขาแต่งตัวกันชิลๆ หรือเวลาไปออกงานบางคนใส่สูทแต่ถือ tote bag ด้วยซ้ำ

     มีอีกหลายเรื่องที่เราได้เห็นแล้วอยากให้บ้านเราเป็นอย่างนั้น เช่น อาร์ตสเปซ เพราะเรารู้สึกว่าหลายๆ เมืองที่เขาเจริญแล้ว เขาขับเคลื่อนด้วยศิลปะจริงๆ นะ อย่างเมืองในยุโรปกับอเมริกา ทำไมคนถึงซื้องานศิลปะ ทำไมงานศิลปะถึงมีคนยอมรับ ทำไมงานที่เราดูไม่เข้าใจเลยถึงมีคนซื้อ เพราะเขาขับเคลื่อนมันด้วยศิลปะไง มันถึงทำให้ประเทศเขาเจริญ เพราะงานศิลปะพูดได้หลายอย่าง จะพูดเรื่องการเมือง พูดเสียดสีอะไรก็ได้ โดยที่รัฐไม่ได้มาแตะต้องอะไรเราเลย คุณจะพูดก็พูดไป เรารู้สึกว่าพอเขาให้อิสระตรงนั้น คนก็เกิดอิสระในความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำอะไร ประเทศก็ดำเนินไปได้เรื่อยๆ

 

การเคารพกันและให้อิสระในการทำงานมันทำให้ศิลปินรู้สึกมีคุณค่าด้วยใช่ไหม

     ใช่ อย่างเราเป็นช่างภาพ ที่อเมริกาคนเป็นช่างภาพเขาจะคิดว่าเป็นเหมือนหมอ เหมือนเป็นคนที่มีอาชีพที่ดีคนหนึ่งเลย แต่ที่เมืองไทยเขากลับมองว่าเป็นเหมือนงานช่าง เราเคยเจอเหตุการณ์หนึ่งที่เมืองไทยก่อนจะไปนิวยอร์ก ตอนนั้นเราไปถ่ายอีเวนต์หนึ่ง แล้วมีคนในงานมาตะโกนเรียกเรา ‘ช่างๆๆ’ เรารู้นะว่าเขาเรียกเรา แต่เราก็ไม่สนใจ เขาก็เดินมาหาเราแล้วเรียกอีก ‘ช่างๆ’ เราก็หันไปบอกเขาเลย ‘ผมไม่ใช่ช่างครับ’ แล้วก็เดินออกไปเลย (หัวเราะ) เราโกรธมาก มันอาจจะดูหยาบคายนะ เพราะเขาคงยังไม่เข้าใจเรา แต่ตอนนั้นเราก็รู้สึกจริงๆ ว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น เราก็เป็นอาชีพหนึ่งที่สำคัญเหมือนกันนะ

 

 

ศิลปินช่างภาพที่ไปอยู่ต่างประเทศ เคยร่วมงานกับแบรนด์ต่างประเทศ น่าจะมีเครดิตในระดับหนึ่ง พอกลับมาเมืองไทยบรรยากาศมันเปลี่ยนไปขนาดไหน โดยเฉพาะในบริบทของวงการถ่ายภาพ

     (นิ่งคิด) มันไม่มีอะไรให้ทำมากขนาดนั้น ถ้าให้พูดเรื่องบริบทการใช้ชีวิตของบ้านเรา การเดินทางก็ลำบากขึ้น หรือรู้สึกว่าความเจริญมันอยู่แค่กระจุกเดียว ตอนก่อนกลับมาเราก็มีแพลนแค่เรื่องการจัด solo exhibition นี่แหละ ตอนนั้นตื่นเต้นมากนะว่าเราจะได้กลับมาทำงานเดี่ยวที่นี่ มันก็เลยทำให้เราอยากกลับ ทำให้รู้สึกว่าเรามีอะไรที่จะทำ ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าจะกลับมาทำโชว์ให้ดี

 

มาพูดความจริงกันดีกว่า คุณต้องดิ้นรนต่อสู้ขนาดไหนในเมืองไทยที่ช่างภาพสตรีทอาจจะยังเป็นงานที่ยังไม่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างในแง่ธุรกิจ หากเทียบกับช่างภาพแฟชั่น หรือช่างภาพสายอาหาร

     ทุกวันนี้เราก็ยังคิดอยู่เลยว่าจะต่อสู้กับเขายังไง (หัวเราะ) ทั้งในเรื่องคอนเน็กชันด้วย นี่คือความเป็นจริงที่จะต้องเจอ แต่เราก็คิดว่ามันจะต้องมีคนที่ชอบงานเราแล้วอยากทำงานกับเราแน่ๆ เราคิดแบบนั้น แล้วก็รู้สึกว่าการจัดนิทรรศการของเรามันเป็นการกระจายให้คนอื่นเห็นงานเรา เห็นคุณค่างานในสไตล์แบบเรา เราก็หวังนะว่าต้องมีอีกเรื่อยๆ

     จริงๆ ก็มีคนชอบเยอะนะ อย่างมีงานแต่งงานหนึ่งที่เจ้าภาพเขาชอบงานเรามาก อยากให้เราไปถ่ายงานเขาในแบบของเรา ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้กลับมาถ่ายงานแต่งงาน เราก็ถามเขาไปว่า จริงเหรอพี่ พี่พูดจริงใช่ไหม (หัวเราะ) ก็เลยคุยกับเขาว่าเราขอไปเป็นตากล้องแคนดิดนะ เพราะสไตล์งานของเราน่าจะเหมาะกว่า อีกอย่างมันก็ควรจะมีตากล้องหลักในการเก็บภาพงานพิธีสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ในงานด้วย เราจะไปอัดแฟลชใส่ญาติผู้ใหญ่ก็คงไม่ใช่ (หัวเราะ)

 

พอกลับมาแล้วเคยคิดเปรียบเทียบระหว่างแวดวงศิลปะเมืองไทยกับต่างชาติไหมว่าแตกต่างกันขนาดไหน

     เราคิดว่าตอนนี้เมืองไทยอาจจะยังไม่ได้มีงานเยอะขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกว่ามันกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้รู้สึกขนาดว่าบ้านเราไม่ดี เพราะเราก็มีแกลเลอรีเปิดใหม่ มีงาน Photo Bangkok มีงาน Bangkok Art Book Fair ที่เราเริ่มรู้สึกว่ามันกำลังเริ่มมา ในอนาคตก็น่าจะมีความหลากหลายมากขึ้น แต่อยากให้มันกระจายมากกว่านี้ ไม่ใช่กระจุกแค่กรุงเทพฯ อย่างเชียงใหม่บ้านเกิดเราก็มีคนที่อยากทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน มันจะพัฒนาไปเรื่อยๆ แหละ เราว่าไม่ต้องห่วงเรื่องที่ว่าผู้ใหญ่ในบ้านเราจะสนับสนุนหรือไม่หรอก ยังไงเขาก็คงไม่สนับสนุนอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่ก็มีคนที่ไม่ได้แคร์เรื่องพวกนั้น เขาอยากจะทำ อยากผลักดันให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ที่จริงพอมาจัด exhibition นี้เราก็รู้สึกว่ามันมีหลายคนที่ยอมเสียเงินมาซื้อรูปเพื่อสะสม เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลยว่าจะมี แต่ก็มีมาจริงๆ นอกจากนั้นก็อยากให้มี collector หรือ buyer ในเมืองไทยมากขึ้นด้วย

     ศิลปะมันขับเคลื่อนประเทศได้นะ แต่บ้านเรายังไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่น้อยใจว่าทำไมผู้ใหญ่ในบ้านเราถึงมองไม่เห็น ทั้งๆ ที่เขาอยากให้ประเทศเจริญ มันก็ต้องสนับสนุนคนให้ทำงานศิลปะสิ งานศิลปะมันไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษได้ มันพูดได้ในแบบของมันอยู่แล้ว แค่มีคนส่งเสริม สนับสนุนไม่ให้ศิลปินหมดไฟ หรือรู้สึกว่าทำไปแล้วจะเอาอะไรกิน เราอยากให้มีพื้นที่รองรับงานศิลปะมากกว่านี้ ถ้าผู้ใหญ่มีการสนับสนุนที่ดี เราว่ามันน่าจะขับเคลื่อนวงการ ขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้

 

ในบรรยากาศที่สังคมไม่ได้เอื้อต่อเรื่องงานศิลปะขนาดนั้น แถมงานสตรีทก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในแง่ธุรกิจมาก กลัวไหมว่าวันหนึ่งเราอาจจะต้องกลายเป็นผู้อพยพอีกครั้ง

     (นิ่งคิด) ตอนแรกก็ไม่ได้กลัวนะ แต่พอได้ยินคำถามแบบนี้ก็เริ่มกลัวแล้ว (หัวเราะ) ไม่รู้นะ ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น เราว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องพยายามหาตรงกลางให้เจอ เราจะถ่ายแต่สตรีทอย่างเดียวก็คงไม่ได้ สุดท้ายมันก็เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต การอยู่รอด เราก็ต้องถ่ายแบบอื่นที่ตอบโจทย์ธุรกิจให้ได้ด้วย ต้องแมสให้เป็นบ้าง แต่แมสก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเหมือนคนอื่นทุกอย่าง เราก็ต้องหาจุดที่ยังมีความเป็นเราอยู่ให้เจอด้วย

 

กังวลไหมว่าร้ายที่สุดคือคุณอาจจะต้องอพยพตัวเองจากการเป็นช่างภาพสตรีทที่ชอบไปเป็นช่างภาพหรือการทำงานในแบบที่ต้องเปลี่ยนตัวเรา

     ไม่กังวลเลยนะ เพราะเราก็เคยเปลี่ยนมาเยอะมาก กว่าเราจะถ่ายรูปแล้วเข้าใจตัวเองได้ เราลองเปลี่ยนตัวเองมาหลายอย่างจนมาเจอสไตล์ที่ชัดเจนมากขึ้น ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องตั้งกรอบตัวเองขนาดนั้น อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะสนใจเรื่องอื่น หรือสนใจเทคนิคอื่นๆ ก็ได้ เรารู้สึกว่าการถ่ายรูปมันอยู่ที่ประสบการณ์ในชีวิต หรือเรื่องที่เราอยากจะพูดถึงตอนนั้นด้วย ตอนนี้เราพูดถึงเรื่องของตัวเอง มุมมองตัวเอง การมองโลกในแบบของเราเสียมากกว่า แต่ปีหน้าเราอาจจะพูดถึงเรื่องผู้อพยพจริงๆ จังๆ ก็ได้ เพราะเราก็สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

สนใจเรื่องผู้อพยพในแง่ไหน

     ตอนแรกมันเป็นอะไรที่เรารู้แค่ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทีนี้เราได้ไปดูสารคดีของ อ้ายเหว่ยเหว่ย ซึ่งเกี่ยวกับผู้อพยพ แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย ณ ตอนนี้ มันยากมาก เราเลยเริ่มสนใจในบริบทของผู้อพยพจริงๆ ว่าเขาเป็นยังไง เรามองเห็นเขายังไง เราอยากไปสัมผัสเหมือนกัน เราเองก็เคยเป็นผู้อพยพไปอยู่นิวยอร์ก แต่นั่นเป็นแค่ภาพเปรียบเทียบ เราไม่ได้เจอเงื่อนไขที่หนักหนาขนาดนั้น ผู้อพยพของจริงไม่มีสวัสดิการรองรับ ไม่มีแม้กระทั่งประเทศให้กลับ ไม่มีแม้กระทั่งสัญชาติ เขาไปอยู่ที่ไหนก็โดนไล่ มันน่าเศร้ามาก พอเห็นงานของอ้ายเหว่ยเหว่ย เราเลยรู้สึกว่างานศิลปะมันทำให้คนเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดีมาก สิ่งที่เขาทำก็ทำให้คนกลับมามองเรื่องผู้อพยพมากขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคนอาจจะไม่ได้สนใจเลยนะ แต่พอมีศิลปินดังๆ มาทำประเด็นนี้ คนก็สนใจ เราถึงได้รู้สึกว่าศิลปะมีพลังขับเคลื่อนสังคมได้ ทำให้คนส่วนมากมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้

 

 

คุณคิดว่าคนเราสามารถใช้ชีวิตโดยการเป็นผู้อพยพไปตลอดชีวิตได้ไหม

     (นิ่งคิด) เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงนะ แต่สำหรับเราคงไม่ได้ เราคิดว่าต้องมีที่ยึดติด ต้องมีบ้าน เราไม่รู้ว่าตรงนั้นจะเป็นบ้านของใคร แต่เราต้องมีบ้านที่แท้จริงของเราเอง เราไม่สามารถเป็นผู้อพยพได้ตลอด หรือหากสมมติเราเป็นผู้อพยพไปอยู่อเมริกา เราคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องได้กรีนการ์ดนะ ไม่งั้นเราก็ต้องอยู่กับความไม่มั่นคง หรือก็ต้องอยู่กับการทำอะไรที่มันผิดไปตลอด

 

สุดท้ายแล้วที่ไหนกันแน่คือที่ที่คุณจะอาศัยอยู่ถาวร

     ก็คงเป็นที่เมืองไทย เพราะมันเป็นบ้านเรา ทุกวันนี้มันอาจจะมีปัญหาอะไรมากมาย แต่เราก็ยังอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่เกิดขึ้น แล้วคิดว่ามันจะต้องมีวันนั้น เหมือนเราได้มองมันด้วยสายตาของผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่สายตาของผู้อพยพแล้ว เพราะสายตาของผู้อพยพคือการมองเข้าหาตัวเองว่าเราจะได้อะไร แต่การมองด้วยสายตาของผู้อยู่อาศัยมันไม่ใช่แบบนั้น มันไม่ใช่การมองหาตัวเองอย่างเดียว แต่มันคือการมองเห็นว่าบ้านเราเป็นยังไง ปัญหาคืออะไร ขาดอะไร แล้วเราก็อยากจะมีส่วนในการเข้าไปร่วมเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างด้วยสิ่งที่เรามี ด้วยความสามารถที่เรามี

 

 


Solo Exhibition : LITTLE GREEN MAN

จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 6 ธันวาคม 2561 ที่ Glimpse Space อาคารเอเชีย ชั้น 1 (รถไฟฟ้า ราชเทวี ทางออก 3)

เปิดให้เข้าชม อังคาร – ศุกร์ เวลา 11.00-20.00 และ เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 (หยุดบริการวันจันทร์)

 

ติดตามผลงานของกันต์รพีได้ที่

Facebook: Kanrapee A Photographer

Instagram: kanrapee.photo

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN