ไข่ มาลีฮวนน่า | กัญชา ศิลปะ ความรู้ และอุดมการณ์ แสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของสังคม

The Guest
20 Jun 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ธนดิษ ศรียานงค์, ภาคิน วลัยวรางกูร

ยามอยู่บนเวที เสียงสูงที่ขับขานออกมาจากจิตวิญญาณของเขาสะกดเราให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งอารมณ์ดำดิ่ง ยามเป็นคู่สนทนา สายตาและน้ำเสียงอันมุ่งมั่นของเขาสะกดให้เราหยุดฟัง และพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปในทุกประโยคที่เขาเล่า

     ท่ามกลางสถานการณ์ของประเด็นกัญชาในประเทศไทยที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัด สมรภูมิการเมืองยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ ในมุมหนึ่ง ภาคประชาชนจากหลากหลายสาขาต่างร่วมมือร่วมใจกันแสดงออกถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลง เฉกเช่นทุกความเปลี่ยนแปลงของสังคมบนโลกที่ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากคนตัวเล็กๆ มารวมตัวกัน เกิดเป็นพลังอันเข้มแข็ง เพื่อส่งสารไปยังผู้ที่มีอำนาจในมือ ด้วยความหวังที่ว่าเสียงของพวกเขาจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมได้

     เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนมากที่เห็นว่ากัญชาคือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการรักษาโรค คฑาวุธ ทองไทย หรือ ‘อาจารย์ไข่’ นักร้องนำแห่งวงมาลีฮวนน่า วงดนตรีเพื่อชีวิตในตำนานจากปลายด้ามขวานไทย เป็นอีกคนที่ออกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ ซึ่งกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เขามีบทบาทต่อสังคมทั้งในด้านของการเป็นศิลปินและครูศิลปะ รวมไปถึงเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม ผ่านความเชื่อ ทัศนคติ และอุดมการณ์ ที่หล่อหลอมเขามาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย

     ‘เรื่องบางเรื่องรอไม่ได้ ความตายรอไม่ได้ คุณไปรอกฎหมายได้เหรอ รอมาตรา 44 ได้เหรอ ไอ้คนที่ถือกฎหมาย ทุกคนเลย ให้แม่เขาเป็นมะเร็งก่อนแล้วเขาจะตอบได้เลย เขาจะดิ้นรนทุกทางมากกว่าเราอีกเพื่อให้แม่เขาไม่ตาย’

     บางช่วงบางตอนเราสัมผัสถึงน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่เข้าใจ ไม่พอใจ และเจือด้วยความสิ้นหวังเล็กๆ ของเขา ในขณะที่กัญชาเป็นเสมือนความหวังของคนป่วยและครอบครัวของคนที่ป่วย แต่ในมุมกลับ มันคือสิ่งผิดกฎหมายที่ผู้ถืออำนาจยังคงขังไว้ในกรง

     ในช่วงที่ผ่านมา มีกิจกรรม ‘เดินเพื่อผู้ป่วย : กัญชารักษาโรค’ ของ เดชา ศิริภัทร อาจารย์และหมอพื้นบ้าน ที่มีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อผลิตยาจากกัญชาแจกจ่ายแก่ประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ยาและไม่สามารถเข้าถึงยาได้ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษาโรค และสร้างเครือข่ายสนับสนุน สู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกัญชาในระยะยาว ซึ่งคฑาวุธได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน

     สิ่งที่เขาได้เห็นจากการร่วมเดินขบวนครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าทุกแสงสว่างเล็กๆ ที่มารวมกันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งศรัทธาและอุดมการณ์ที่เคลื่อนไหวบางสิ่งได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าเราแต่ละคนล้วนมีศักยภาพในแบบของตนเองที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ และลงมือทำทันที ดั่งที่ศิลปินขวัญใจชาวปักษ์ใต้และมีเอกลักษณ์ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีเพื่อชีวิตบอกกับเราในบางตอนของบทสนทนา

     “หมอเดชาบอกผมว่า การเดินของหมอคือการจาริกบุญ คนป่วยมาเราก็ได้ช่วยเขาในแบบที่ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายเลย แค่เดินแล้วช่วยคนป่วยได้มันมหาศาลมากนะ ทุกวันนี้ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอุดมการณ์หรือเปล่านะ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี บอก ‘พรุ่งนี้ก็สายไปเสียแล้ว’ ฉะนั้น อะไรที่ช่วยได้ ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้”

 

ไข่ มาลีฮวนน่า

 

คุณเพิ่งไปร่วมเดินรณรงค์ ‘เดินเพื่อผู้ป่วย กัญชารักษาโรค’ กับ อาจารย์เดชา ศิริภัทร มา ทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมงานนี้

     ผมขอเล่าเหตุผลที่ไปร่วมเดินก่อน หลักๆ เป็นเพราะว่าเห็นด้วย และก็สนับสนุนอาจารย์เดชาในประเด็นกัญชา แล้วก็อยากไปเพิ่มเติมความรู้จากผู้ที่รู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชาโดยตรง เพราะการแสวงหาความรู้ของคนเราไม่สิ้นสุดอยู่แล้ว เท่าที่ตามหมอเดชามา ท่านใช้ประสบการณ์ตรงจากการป่วยไข้ของตนเองในการให้ความรู้ ก่อนหน้านั้นหมอเดชาก็ทำเรื่องข้าวที่มูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งทำมายาวนาน ท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการเกษตรอินทรีย์ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่แปด ทำงานอยู่กับคนยุคคุณภาพอย่างพี่บำรุง (บำรุง คะโยธา) ผู้นำสมัชชาคนจน แล้วก็มีเครือข่ายมากมาย พอไปร่วมเดินก็ได้ความรู้แบบที่คาดจริงๆ

 

โดยเฉพาะเรื่องกัญชาที่เป็นหัวข้อหลักใช่ไหม

     ใช่ ประเด็นเรื่องของกัญชาก็จะมีหัวข้ออยู่ ข้อแรกคือในมุมของผม กัญชาก็คือพืชสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวของคนไทยโบราณ ย้อนกลับไปสักร้อยกว่าปี ในกรุงรัตนโกสินทร์ กัญชาก็คือข่า ตะไคร้ โหระพา สะระแหน่ ข้อสอง พ่อผมเป็นหมอยาแผนโบราณ ที่บ้านผมก็จะมีตู้ไม้ที่มีลิ้นชักหลายๆ ช่องใส่ยาจีนในนั้น แล้วก็มีเขียนชื่อยาแปะไว้ เหมือนในหนังจีนเลย ผมโตมากับเครื่องยาและสมุนไพร เช่น เจตมูลเพลิง สมอบก สมอพิเภก สมอทะเลต่างๆ

     แล้ววิธีรักษาก็จะไม่รักษาแยกส่วนเหมือนพวกโรคฝรั่ง เขาจะศึกษาเรื่องของดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่ คนไข้บางคนมาถ้าตัวร้อน ก็ต้องใช้เย็น ถ้าตัวเย็นมา ก็ต้องใช้ร้อน คือรักษาองค์รวมทั้งหมด

     ส่วนความรู้ของผมเกี่ยวกับกัญชาก็คือกัญชาทำให้กินข้าวได้ ทำให้นอนหลับ แล้วก็จำภาพของกัญชาที่เป็นผู้ร้าย คนสูบกัญชาก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เป็นคนที่ไม่ดีในสังคม นั่นคือภาพจำสมัยก่อนของผม ทีนี้ก็มารู้เรื่องของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) กับ CBD (Cannabidiol) ในกัญชาก็ตอนกระแสกัญชาที่กำลังมาในสองสามปีนี้ ไปพร้อมๆ กับคนทั่วโลกและสื่อโซเชียลฯ

     หลังจากนั้นการค้นหาก็เริ่มขึ้นมาอย่างมากมาย ผมเป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์โลก เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์เพิ่งชนะเผ่าพันธุ์สายมนุษย์ด้วยกันเองเมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว การพัฒนาการร่างกายของมนุษย์ เริ่มเมื่อสามพันล้านปีก่อน โลกเกิดเมื่อสี่พันห้าร้อยล้านปีก่อน คือสำหรับผม ต้องนึกย้อนไปอย่างนั้นก่อนที่จะมาคุยในเรื่องปัจจุบัน ลองคิดดูนะ กระบวนการรักษาตัวเองของมนุษย์มีพัฒนาการมาสามพันห้าร้อยล้านกว่าปี มันต้องยิ่งใหญ่มาก

 

ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์กับกัญชาเกี่ยวข้องกันหรือน่าสนใจอย่างไร ทำไมคุณถึงต้องศึกษาลงลึกขนาดนั้น

     โลกเกิดเป็นอาณาจักรเมื่อห้าพันปีที่แล้ว ศาสนาก็แค่สองพันกว่าปี ยุคนั้นโลกตะวันออกที่มีอารยธรรมอินเดียกับจีนกำลังครองโลก ถัดมาจรวดที่ไปท่องจักรวาลอื่นก็มาจากดินประสิวเล็กๆ ของการเล่นแร่แปรธาตุของจีน สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะบอกว่าคนเรามีบทเรียนให้เห็นว่า ถ้าวันหนึ่งมนุษย์หยุดเรียนรู้แล้วหลงตัวเองว่าตัวเองเก่งแล้ว เป็นน้ำเต็มแก้วแล้ว ทุกอย่างก็จะเคลื่อนนำหน้าเราไปตลอด เพราะพอฝั่งฝรั่งเริ่มได้วิวัฒนาการ เขาก็พัฒนาขึ้นและแซงหน้าโลกตะวันออก

     ทีนี้ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โลกแบ่งเป็นสองฝั่ง คือผู้ชนะกับแพ้ มนุษย์ทำสงครามมาทั้งชีวิตและก็จะฆ่ากันไปอย่างนี้จนกว่าโลกจะแตก ฝั่งหนึ่งที่ชนะก็คืออเมริกา จีน รัสเซีย ส่วนฝั่งที่แพ้ก็เยอรมนี ญี่ปุ่น อย่างที่รู้กันอยู่ พอชนะ มันก็ต้องชิงความเป็นจ้าวโลกกันเองใช่ไหม เพราะว่าฝ่ายหนึ่งก็ใช้คำว่าประชาธิปไตยนำหน้า อ้างครองสิทธิจากอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เกิดการทดลองระบบของคอมมิวนิสต์ มาร์กซิสม์ ประชาธิปไตย เป็นคำๆ ไป

     จีน รัสเซีย อเมริกา ก็ระแวงกันเอง ประธานาธิบดีนิกสันก็หาเสียงด้วยการฆ่าคนในเวียดนาม อเมริกาส่งเด็กหนุ่มมาตายเพียบเลย ก็เกิดคำถามว่า เฮ้ย ไม่เคยเป็นศัตรูกัน ทำไมคนหนุ่มต้องมาตายในเวียดนามด้วยวะ ก็ฆ่ากันไป ตามระบบของมนุษย์ แต่เบื้องลึกคืออะไรรู้ไหม

 

คืออะไร

     มันมีกัญชาไง ที่จะช่วยปลดปล่อยความเครียดได้ ก็เกิดเพลง เกิดแคมป์จีไอ เกิด บ๊อบ ดีแลน เกิดเป็น พี่หงา คาราวาน เป็น พี่แหลม มอริสัน อะไรต่อมิอะไร เพื่อจะเล่นปลอบขวัญพวกอเมริกันหรือจีไอแถวแคมป์อุดรฯ แคมป์ตาคลี สัตหีบอย่างที่เรารู้ในหนังสือก็สูบกัญชากัน มีเมียเช่า โน่นนั่นนี่ พอสงครามเลิก อเมริกาแพ้ ทหารที่ผ่านศึกก็กลับไป พากัญชากลับไปด้วย คนก็ดูดกัญชากันทั้งประเทศ ไม่ต้องทำงาน รัฐบาลอเมริกันก็แบบ ตายแล้วเว้ย คนในชาติพี้กัญชากันอย่างเดียว หลังจากนั้นเข้าใจว่าเริ่มจะมีการวิจัยของเรื่องกัญชาในอเมริกา เขาถึงรู้ว่ากัญชานี้เป็นสมุนไพรที่วิเศษมาก

     กลับมาในความรู้พื้นฐานเลย ทำไมหอยนางรมต้องกินกับยอดกระถิน ทำไมปลาดุกน้ำปลาหวานต้องกินกับยอดสะเดา เพราะเขาคิดค้นมาแล้ว หญ้าสาบเสือที่เราเรียนกันเป็นพื้นฐานซึ่งเดี๋ยวนี้ในโรงเรียนไม่เรียนแล้ว ว่าเวลาเลือดออกให้เอามาขยี้ มันแก้ได้จริง แม้แต่หมอของพระพุทธเจ้ายังบอกเลย ตอนที่พระอาจารย์บอกให้ไปหาพืช หาสัตว์ แล้วกลับมาบอกว่าสิ่งใดบ้างเป็นยา สิ่งใดบ้างไม่เป็นยา หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็บอกว่า ‘พระอาจารย์พระเจ้าข้า ลูกศิษย์ได้ออกไปดูแล้ว ไม่มีสิ่งใดบนโลกใบนี้ที่ไม่เป็นยาเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ หรือพืช’ เห็นไหม เพียงแต่ว่าเรามีภูมิปัญญากับมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

 

คุณจะบอกว่าทุกอย่างบนโลกมีสรรพคุณในตัวเองใช่ไหม

     ถูกต้อง เช่นเดียวกับกัญชา ผมได้ฟังเรื่องบอกเล่าจากหมอเดชาที่ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองโดยตรง อาจารย์ปีนี้อายุ 71 ปีแล้วนะ เริ่มจากเป็นมือสั่น กับเป็นพาร์กินสันตั้งแต่อายุ 65 ปี อาจารย์ก็ใช้กัญชา แต่ใช้อย่างถูกวิธีนะ ทุกอย่างต้องสมดุล อาจารย์ใช้แบบผสมน้ำมันมะพร้าวด้วย อันนี้ต้องไปถามอาจารย์โดยตรง ผมไม่ได้เก่งเรื่องนี้ แค่ได้ความรู้จากวันที่ไปเดินมาบอกเล่า นั่นคือส่วนของกัญชา

     อาจารย์เดชาก็ใช้วิธีของการวิจัยอย่างโดยตรง เรารู้ว่าสมองซีกขวาคือสร้างสรรค์ สมองซีกซ้ายคือเรื่องของความทรงจำใช่ไหม ปรากฏว่าแกใช้กัญชา สมองสองซีกเชื่อมกันได้ ไม่ใช่แค่ 2+2 เป็น 4 แต่มันเป็น energy drink แบบแตกตัวเหมือนนิวเคลียสเลย อาจารย์ไปทดลองกับเด็กแรกเกิด อายุราว 3 เดือน เด็กจำคนทั้งหมู่บ้านได้ อาจารย์รักษาต้อเนื้อในตาของแกเองด้วยการหยอดจนหายเป็นคนแรกของโลก แล้วไม่ต้องใช้แว่นตา นี่อายุ 71 ปีแล้วนะ

     วันที่ไปเดิน ผมจะหอบมากก็ไม่ได้นะ ต้องหายใจแผ่วๆ หน่อย แกล้งเดินช้าๆ หน่อยนะ เพราะถ้าแกได้ยินเสียงหอบนี่ผมเสร็จเลย เสียฟอร์มแน่ (หัวเราะ) ก็เลยทำเป็นเดินไปหาคนโน้นมั่ง คนนี้มั่ง แต่อาจารย์ไม่มีเสียงหอบเลย ขนาดแกเดินมา 200 กว่ากิโลฯ แล้วนะ แข็งแรงจริงๆ

 

 

ก่อนหน้านี้ที่มีการเลือกตั้งก็เห็นพรรคการเมืองออกมาประกาศเรื่องการปลดล็อกกัญชากันมากมาย คุณคิดเห็นอย่างไรบ้าง

     พูดกันตรงๆ ผมไม่เชื่อนักการเมืองสักคนนะ มีคนโบราณเขาบอกว่าเวลาเจองูเห่ากับทนาย ให้ตีทนายก่อน ผมโตมา ก็ไม่เห็นว่าพวกเราจะได้รับผลประโยชน์อะไรกับประเทศนี้ที่มีประชากร 70 ล้านคนจากนักการเมืองเลย ทั้งที่เขาเก็บเงินภาษีจากพวกเราไปเยอะนะ ถ้าเขาทำจริงๆ ถ้าไม่โกงกิน ทำไมพวกเราจะอยู่ไม่ได้ แล้วแผ่นดินเราไม่มีหิมะ มันอุดมสมบูรณ์ได้สบายมาก อีกอย่างคือต้องสร้างคนในชาติให้มีวินัย ให้ซื่อสัตย์ นั่นคือมุมของผม

     ทีนี้ เรื่องของการปลดล็อกกัญชา ในทางกฎหมาย ก็มีทุนข้างหลังที่ผมบอกว่าไม่เชื่อทั้งนั้น เดี๋ยวความมันจะแดงขึ้นแน่ อยู่ที่ว่าใครเล่นละครการเมืองได้เก่งกว่ากัน เนี้ยบและเนียนกว่ากัน ต้องมีสุมาอี้อยู่ข้างหลังแน่ ต้องมีทุนข้างหลังที่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว โลกเป็นอย่างนั้นนะ มันมีมือที่มองไม่เห็นจริงๆ ที่กำหนดเกมให้เราเดิน

     เพราะฉะนั้น ข้อหนึ่งคือวงจรชีวิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำของประเทศเรา ทำให้คนป่วยเป็นมะเร็ง แต่ดันไปขังกัญชาว่ายังเป็นยาเสพติด ขังวัตถุดิบไม่ให้มารักษาคน สมมติว่าเราเป็นมะเร็ง น้องเป็น แม่เป็น ต้องหาทุกทาง เพื่อให้แม่เราหาย ถูกไหม แล้วลองพ่อของไอ้ตัวที่ออกกฎหมายเป็นมะเร็งดูสิ แม่มันเป็นมะเร็งดูสิ นักการเมืองพ่อแม่มึงเป็นมะเร็ง ไม่สบายดูสิ จะคิดยังไง

     วันที่ผมไปเดินก็มีเพื่อนพี่น้องต่างๆ เป็นโรคไต เป็นไมเกรน เป็นเบาหวาน เขาก็ เฮ้ย มันมีความหวังนะ แล้วอาจารย์มีสถิติการรักษาที่ทำอย่างละเอียดเลย คนที่เป็นเบาหวาน 3 เดือนหาย คนที่ไตวายเฉียบพลันก็หาย ด้วยการจดสถิติกับการทดลองที่ใช้ แต่ไม่ใช่หยดเยอะๆ แล้วเมาอย่างที่ออกข่าวกัน อันนั้นใช้ไม่ถูก ของอาจารย์จะใช้แบบลองหยดดูสัก 5 หยด เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ใช่เข้มข้นนะ ใช้น้ำมันมะพร้าวผสมเข้าไป หรือใช้วิธีกิน สรุปก็คือว่า อาจารย์บอกจากการปฏิบัติตรง แล้วก็เก็บกรณีศึกษาของคนที่ป่วยจริงๆ ประสบการณ์จริงๆ

 

อะไรคือปัญหาของเรื่องกัญชาในประเทศไทยที่คุณเห็น

     ประเด็นตอนนี้คือ ผู้ป่วยที่พอรู้ว่ามีความหวังเปรียบเสมือนคนจะจมน้ำตาย คนจะตาย ติดคุกก็ไม่กลัวหรอก เพราะติดคุกไม่ตาย เป็นหนี้สินไม่ได้ตาย แต่เป็นมะเร็งตาย ใครไม่มีญาติพี่น้องป่วยไม่รู้หรอก ลองแม่ต้องฟอกไตทุกอาทิตย์ดูสิ ลองเป็นเบาหวานทั้งชีวิตดูสิ คนที่มีญาติป่วย คนที่ดูแลก็เป็นคนป่วยไปด้วยในตัวนะ ใช่ไหม แต่คนมีอำนาจก็ยังขังกรงกัญชา ใครปลูกผิดกฎหมาย แล้วเราจะเอาวัตถุดิบที่ไหนไปใช้ ในขณะที่คนป่วยตอนนี้วิ่งไปหาอาจารย์เดชาเป็นแสนคนแล้ว

     สังเกตไหม ในประวัติศาสตร์บ้านเราหรือทั่วโลกล้วนถูกเปลี่ยนแปลงจากคนตัวเล็กทั้งสิ้น ถ้าเราเป็นคนตัวเล็กที่เปรียบเสมือนหิ่งห้อย มีแสงที่ก้นตัวเองเป็นจุดเล็กๆ แต่ถ้าเกิดเอาหิ่งห้อยหลายๆ ตัวมารวมกัน มันก็จะกลายเป็นแสงที่สว่างมาก แล้วเรามีหมวกใบหนึ่งที่เป็นศิลปิน ถ้าเราไปรวมพี่รวมเพื่อนรวมน้อง และเอาคนป่วยมาลงทะเบียนเยอะๆ คนในประเทศ 70 ล้านคน ถ้าผมรวมสัก 10 ล้านคน ให้อำนาจอยู่ที่ผู้ที่ป่วยจริงๆ จะช่วยปลดล็อกได้ไหม นี่คือสิ่งที่ผมคิดของผมนะ

 

อะไรคือสิ่งที่ถ้าคุณไม่ได้ไปร่วมเดินรณรงค์หรือไม่ได้อยู่ตรงจุดนี้ คุณจะไม่มีวันมองเห็นเลย

     วันก่อนผมไปเล่นคอนเสิร์ตที่โคราช พอลงเวทีมาก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาหา เขาเป็นมะเร็ง เพิ่งคีโมมาด้วย แม่เขาก็เป็นมะเร็ง แล้วภาพลักษณ์เราคงเป็นจิ๊กโก๋น่ากลัว เหมือนเด็กช่าง น้องเขาตัวสั่นเลยนะ (หัวเราะ) เลยบอกไปว่าไม่ต้องกลัว น้องเขาก็พูดเหมือนเลอะเลือน วนไปวนมา จับความได้ประเด็นว่า พี่มียากัญชาไหม ผมก็ถามว่า ทำไมล่ะ เขาก็บอกว่าเห็นโลโก้เป็นใบกัญชาของเรา อยากได้ไปรักษา เขาทรมาน น่าสงสารมาก หลังจากคอนเสิร์ตนั้น ผมก็โทร.ไปบอกให้เขาไปที่วัดสามชุก ไปเจอหมอเดชากับทีมงาน เขาก็ได้วิธีการใช้ที่ถูกต้องกลับไป เพราะที่เขาใช้มาก่อนหน้ามันผิด พอผิดก็เมา ทุกอย่างถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็แย่ทั้งนั้นแหละ ต้องทำให้สมดุล ถูกไหม เคมีแต่ละคนไม่เหมือนกันนี่ ผมกับคุณก็ไม่เหมือนกัน จุดนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ที่เราอยากใช้หมวกความเป็นศิลปินของเราไปช่วย

     หรืออย่างเมื่อก่อน ผมเคยช่วยหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ด้วยวิธีการที่ง่ายๆ ที่ทำได้ เช่น ร้องเพลงแล้วเอากล่องไปตั้งในผับให้คนช่วยบริจาค ใช้เวลา 6 เดือน ได้มาเกือบล้าน ก็ทำเป็นแคชเชียร์เช็คไปมอบให้หลวงพ่อ ตอนน้ำท่วมก็ทำ ช่วยเท่าที่เราช่วยได้ หรือถ้าเราไปแต่ละจังหวัด เราก็จะส่งข่าวสารอย่างไรในเครือข่ายเราที่มี เพื่อให้คนที่ป่วยมาลงทะเบียน และเอารายชื่อนั้นรวบรวมไปให้หมอเดชา

 

ปกติคุณออกมาร่วมขับเคลื่อนภาคประชาชนอย่างนี้บ่อยไหม

     ไม่มากนะ อย่างคราวก่อนที่ไปก็เรื่องนิรโทษกรรมสุดซอย ผมไม่เห็นด้วย ผิดก็คือผิดสิ ใช้เงินมาง้างไม่ได้สิ นอกจากนั้นก็เป็นลักษณะไปตามคอนเสิร์ต หรือน้ำท่วม ก็ทำเป็นเฉพาะกิจให้จบไป โดยวิถีอาชีพเรากับหลายๆ อย่าง เราไม่สามารถทำยาวได้ เราก็ต้องใช้เสียงเพลงเป็นหลักของเรา หลักการใหญ่อยู่ตรงนั้น ถูกไหม จงทำเท่าที่ทำได้ ในทุนที่จะทำได้ ในฐานะที่เราสังกัดในสังคมไทย สังคมโลก

 

ไข่ มาลีฮวนน่า

 

ทำไมคุณถึงยังต้องลุกขึ้นมาเดินรณรงค์หรือทำอะไรพวกนี้ ในช่วงวัยที่บางคนอาจจะอยากปล่อยวางอยู่เฉยๆ แล้ว คุณเห็นคุณค่าอะไรกับสิ่งที่ทำ

     อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น โลกนี้ไม่ต้องเปรียบเทียบ ถ้าอยากทำก็ทำ ทำแล้วก็ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร ไม่ต้องไปตามใจใคร ตามจิตวิญญาณตัวเอง เราไม่ได้ไปเพราะถูกชักจูงวิญญาณจากใคร แล้วเราไม่ได้เปรียบเทียบว่า คนนั้นไม่ทำ คนนี้เคยทำแล้วไม่ทำ ไม่ต้องไปทำให้รกสมอง เรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา แต่สิ่งที่เราทำ เราเชื่อว่ามันใช่ คนป่วยรอได้ไหม แล้วกัญชาเรารู้ว่ามันวิเศษจริงๆ แล้วจะวิเศษก็ต่อเมื่อผมรักษาตัวเองให้ได้ก่อนจากโรคเกาต์ โรคไมเกรน หรือน้องผม แม่ผมที่เป็นโรคไต เป็นอะไรต่างๆ ถ้าหายจริงๆ จากในครอบครัวผม วันนั้นแหละ ผมจะประกาศและจะลุยมากกว่านี้อีกเป็นล้านเท่าเลย (หัวเราะ)

 

แสดงว่าทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในขั้นทดลองกับตัวเองอยู่

     ใช่ แต่หมอเดชาท่านหายแล้ว เพราะทดลองตั้งแต่อายุ 65 ถึง 71 ปี แล้ววันที่ไปเดิน ที่ผมเห็นอีกข้อหนึ่งคือเราไม่ได้เดินนานแล้วนะ พอใส่รองเท้าที่มันบีบแล้วเดินเป็นกิโล พอไปถึงอันดับแรกเลย เขาจะมีหมอประจำตัว ให้เอาเท้าไปแช่ในเกลือก่อน ในน้ำธรรมดา ใส่น้ำแข็งเพื่อปรับ เท้ามันจะพองเลยนะ แล้วก็เอาผ้ามาคลุมให้ความร้อนเพื่อปรับ นั่นคือศาสตร์ที่เราหลงลืมมานานเหมือนกัน เหมือนคนที่ดำน้ำขึ้นมาจะไม่ต้องรีบขึ้นก่อน แต่ต้องเข้าไปห้องปรับอุณหภูมิ ฉันใดฉันนั้น ศาสตร์วันนั้นเป็นศาสตร์ที่ง่ายมาก ซึ่งมันเป็นภูมิปัญญาตะวันออก ภูมิปัญญาของโลกตะวันออกกำลังฟื้นกลับมาในรูปแบบที่เราเห็นอยู่ คนเริ่มกลับมาเห็นคุณค่าในสิ่งที่มี โลกตะวันตกไม่เป็นผู้เหยียบย่ำด้วยอาณานิคมอย่างที่เห็นแล้ว

     ผมเชื่อวิถีของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นวิถีที่คนไทยแต่โบราณก่อนจะถูกอาณานิคมมากดทับ คือวิถีอย่างพอเพียงและสมดุล พอเพียงและสมดุล พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ใช้ได้กับทุกเรื่อง อะไรก็ตามที่มันเกิน ตึงไปหย่อนไป ไม่ดีทั้งนั้น ไปคิดเอาเองสิ ไปปรับเอาเอง จุดที่พอเพียง จุดที่สมดุล ไปลองใช้กับชีวิต แล้วท้ายสุดก็จะเป็นครูของเรา เท่านั้นเอง ผมไม่ได้มีวาทกรรมที่แหลมคมหรือปรัชญาใดๆ

 

ก่อนหน้านี้คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘คนเป็นศิลปิน ทำงานศิลปะ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง’ หมายความว่าอย่างไร

     นั่นเป็นช่วงที่มีข่าวเพจปลอมเอาชื่อมาลีฮวนน่าไปโพสต์อ้างเรื่องการเมือง มันค่อนข้างล่อแหลม เพราะเป็นช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้ง ทำให้คนเข้าใจผิด แต่ฝ่ายที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจจริงๆ นะ โลกมนุษย์มีสองอย่าง ผู้นำกับผู้ตาม และผู้ตามบางคนไม่เคยใช้สติปัญญาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่รับรู้ข้อมูลอย่างอื่นเลย พูดยังไงให้ตายก็ไม่ได้ มันมีบัวสี่เหล่า มีบัวใต้น้ำ แต่มีบัวต่ำกว่าใต้น้ำอีก คือบัวเต่าถุย เต่ายังถุยเลย

     ผมมีทัศนะของผมอีกแบบหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ที่ผมมีอยู่ในมือ อย่าเอาไปเขียนเองตามใจชอบแล้วเอาชื่อเราไปใช้ หรือแสดงทัศนะผ่านชื่อเรา ถ้ามาถามผม ให้ผมวิพากษ์สถาบันทุกสถาบันโดยใช้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ตั้งแต่โฮโมเซเปียนส์เลยไหมล่ะ เอาตั้งแต่โลกเกิดมาสามพันห้าร้อยล้านปีเลยไหมล่ะ ไม่ใช่แค่สุโขทัยอย่างที่นักการเมืองพ่น คุณไม่ได้ฉลาดกว่าผมหรอก แต่ผมไม่ได้ชอบแบบคุณเพราะผมไม่ชอบไง ถ้าชอบผมก็คงพยายามไปเรียนกฎหมาย เรียนรัฐศาสตร์อย่างพวกคุณ แต่ผมไม่ชอบ ผมชอบเรียนศิลปะ นิสัยผมคือผมไม่ชอบปกครองใคร ขณะเดียวกันก็ไม่ชอบให้ใครมาปกครองผม ผมเป็นเด็กศิลปะ เสรี แล้วจะผิดยังไงถ้าผมชอบอย่างนี้

     ถ้าผมอยากเป็นนายร้อยผมก็เรียนวิทย์-คณิตไปแล้วสิ หรือผมวิ่ง ว่ายน้ำทุกวัน ไปสอบ เดี๋ยวโตขึ้นมาผมจะเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติก็ได้ แต่ผมไม่ชอบอย่างนั้น ไม่ชอบบังคับใคร ชอบเป็นอย่างผม องค์ความรู้ไม่ใช่พวกคุณอย่างเดียว เพียงแต่เราแบ่งหน้าที่กันในสังคม ไม่ใช่คุณแขนงนั้นแล้วไปดูถูกอีกแขนงหนึ่งว่าไม่ใช่ ด้วยสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือ ไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอก อยู่ที่ว่าคุณมีชุดความรู้ของคุณมากน้อยขนาดไหน คุณมีวาทกรรมจากใคร คุณยึดถือจากบริบทไหนต่างหากล่ะ สิ่งเหล่านี้น่ากลัวนะ

 

คำพูดที่บอกว่าศิลปะกับการเมืองไปด้วยกันไม่ได้ คุณไม่เชื่อว่ามันไปด้วยกันได้จริงๆ ใช่ไหม

     การเมืองเป็นเรื่องโกง เป็นเรื่องการเกลี่ยผลประโยชน์ อุดมคติไม่มีจริง เป็นแค่วาทกรรมของเพลโต สุดท้ายเพลโตก็ถูกสกรัมจนตายเลยนี่ โรมก็ล่มสลาย โรมก็ไปยึดจากกรีกมา ซีซาร์ก็ตาย ศาสนาพุทธอย่างเดียวที่จริงแท้และแน่นอน เพราะเป็นศาสนาของวิทยาศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่สุดคือพระพุทธศาสนา ธรรมะกับคำสอนพระพุทธเจ้านั้นดีที่สุด จริงที่สุด และใช่ที่สุด นั่นแหละ อุดมคติ อุดมการณ์ที่แท้จริง

 

บางคนก็จะบอกว่า ต้องมีอำนาจก่อนถึงจะเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมได้จริงๆ แต่ว่าอย่างการเดินรณรงค์ก็เป็นเพียงการขับเคลื่อนภาคประชาชน ยังไม่ได้อำนาจเต็มใบมาในมือ แล้วจะส่งเสียงหรือไปสู่จุดแห่งการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ

     ปรีดี พนมยงค์ เคยบอกว่า ตอนข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ ตอนข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ เรื่องบางเรื่องรอไม่ได้ ความตายรอไม่ได้ คุณไปรอกฎหมายได้เหรอ รอมาตรา 44 ได้เหรอ ไอ้คนที่ถือกฎหมาย ทุกคนเลย ให้แม่เขาเป็นมะเร็งก่อน แล้วเขาจะตอบได้เลย เขาจะดิ้นรนทุกทางมากกว่าเราอีก เพื่อให้แม่เขาไม่ตาย แม่ใครใครก็รัก ญาติใครใครก็รัก ความเป็นความตายของมนุษย์อยู่นอกเหนือเงื่อนไขกฎหมาย เพราะกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้น แน่นอนเรารู้ว่าเกิดดับเป็นเรื่องของวิถีธรรมชาติ แต่สิ่งไหนที่มันยึดโยงและยืดได้อย่าให้ตาย ต้องทำ เป็นคุณคุณทำไหม แม่ป่วย ทำไหมล่ะ มันรอไม่ได้หรอก

 

 

จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญคือการขับเคลื่อนของภาคประชาชน เหมือนที่คุณเปรียบเทียบว่าเป็นแสงสว่างจุดเล็กๆ ของหิ่งห้อย ที่พอมารวมกันแล้วส่งแสงสว่างขนาดใหญ่ได้

     ถูกต้อง แต่ตอนนี้อาจารย์เดชาต้องหนีคนไข้ประมาณเกือบแสนคนนะ เพราะภาครัฐให้อาจารย์เป็นหมอถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวของประเทศไทย แต่วัตถุดิบคือกัญชายังผิดกฎหมาย ถ้าอาจารย์ไปเอามาหรือปลูกเมื่อไหร่ถูกจับทันที อ้าว แล้วจะให้เขาทำอย่างไร คุณมีกล้องแต่ไม่มีแบต มีปากกาแต่ไม่มีน้ำหมึก แล้วจะใช้อย่างไรใช่ไหม จบข่าว

     วันที่ไปเดิน มีมุกหนึ่งที่หมอเดชากับหลวงพ่ออลงกตพูดกันแล้วผมเห็นด้วย เขาพูดว่า ‘ถ้างั้นเราเอาคนป่วยโรคเอดส์มาเป็นแนวร่วมเราด้วยดีกว่า ตำรวจคงไม่จับหรอก’ (หัวเราะ) ใต้ดินตอนนี้ถามว่ามีส่วยไหม สามพัน สี่พัน หมื่น เต็มไปหมดเลย แล้วคีโมเข็มเท่าไหร่ เป็นแสนนะ คีโมมาจากบริษัทไหน ต่างประเทศใช่ไหม เราคิดของเราเองไม่ได้ใช่ไหม ทีนี้ใครรวยล่ะ ใครได้สัมปทานล่ะ รวยทั้งระบบเลยใช่ไหม แล้วถ้ากัญชาถูกกฎหมายพวกนั้นเสียรายได้ไหม เป็นแบบนี้ไง

     จนท้ายสุดญี่ปุ่นเอาไป ต่างชาติเอาไปหมดเลย มาเลเซียก็ถูกกฎหมาย ขนาดประเทศเขาแข็งแรงกว่าบ้านเราเป็นล้านเท่าเรื่องกฎหมาย มันคืออะไรล่ะ นักการเมืองท่านอยู่ได้อย่างไร คนที่สั่งกรมตำรวจทั้งระบบอยู่ได้อย่างไร คุณเห็นแก่ใคร ไม่เห็นแก่ชีวิตของคนในชาติคุณเหรอ หรือชีวิตของคนในชาติมีแค่การรีดเลือดกับปูเพื่อเอาเงินนั้นมาหล่อเลี้ยงวงจรของพวกคุณเช่นนั้นหรือ คนป่วยรอไม่ได้ อย่ารักคนนอกบ้านสิ เพราะลูกหลานคุณก็อยู่ในบ้านหลังใหญ่นี้ด้วยในนามประเทศไทย เวลาบ้านถล่มลงมาไม่มีที่อยู่เหมือนในอดีตของประเทศที่ล่มสลาย กระเซอะกระเซิงกันหมดเลยนะ ลูกหลานคุณก็อยู่ในบ้านหลังนี้ ดูแลให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนสิ ช่วยคนในบ้านตัวเองก่อน ก่อนจะช่วยคนนอกบ้าน นี่คือคำตอบ

 

ตั้งแต่อดีต เราใช้คำว่า ‘อุดมการณ์’ เป็นเสมือนหลักความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวในการทำอะไรบางอย่างกันเสมอ สิ่งที่คุณกำลังทำจะนับเป็นอุดมการณ์ของคุณในวัยนี้ด้วยได้ไหม

     พระพุทธองค์ท่านทำให้เห็นมาก่อนแล้ว ตอนที่พระพุทธองค์ท่านทิ้งรองเท้าทองคำ ปราสาทสามฤดู นั่นคือว่าที่จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่มากนะ แต่ทิ้งรองเท้าทองคำ ทิ้งปราสาทสามฤดู เพื่อมาหาบางสิ่งบางอย่างของโลก ซึ่งยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนทำมาก่อน ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เกิดมาก่อน แต่ว่าไม่ใช่ทางที่จะหลุดพ้นตามความคิดของพระพุทธองค์ในเวลานั้น เมื่อสิ่งใดก็ตามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ย่อมจำเป็นต้องใช้จินตนาการ แรงบันดาลใจ อุดมคติ และอุดมการณ์สูงที่สุดเลยใช่ไหม

     ท่านอายุ 29 ปี จนอายุ 36 ปี ถึงค้นพบความลับของจักรวาล แล้วถ้าตอนนั้นท่านหยุด รู้แต่เพียงผู้เดียว ป่านนี้เราก็คงไม่มีแนวทางความคิดของเรา ว่าสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ถึงเป็น สิ่งนี้ถึงใช่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีทั้งคำสั่งและคำสอนอยู่ในศาสนา ถ้าหลุดพ้นต้องทำเช่นนี้ ทำแบบ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หรือทางสายปัญญาอย่างท่านพุทธทาสภิกขุ หรือท่าน ว.วชิรเมธี ใช่หรือไม่ นั่นเขาเรียกว่าอุดมการณ์และอุดมคติ มันมีสัมผัสจับต้องให้ได้แล้ว

     หมอเดชาบอกผมว่า การเดินของหมอคือการจาริกบุญ คนป่วยมาเราก็ได้ช่วยเขาในแบบที่ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายเลย แค่เดินแล้วช่วยคนป่วยได้มันมหาศาลมากนะ ทุกวันนี้ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอุดมการณ์หรือเปล่านะ อาจารย์ศิลป์ พีระศรีบอก ‘พรุ่งนี้ก็สายไปเสียแล้ว’ ฉะนั้น อะไรที่ช่วยได้ ต้องทำตั้งแต่ตอนนี้

 

ไข่ มาลีฮวนน่า

 

อุดมการณ์ในวัยนี้กับช่วงที่ยังหนุ่มกว่านี้ของคุณเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน ตอนนั้นอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด

     สิ่งที่ต้องการที่สุดในช่วงชีวิตวัยหนุ่มของผมคืออยากสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร โคตรอยากเลย มุ่งมั่นมาก ตอนนั้นจะเป็นเรื่องความฝันของตัวเองเป็นหลัก ฝึกฟิกเกอร์ ฝึกคอมโพส อ่านหนังสือ กำแพงคณะจิตรกรรมมันสูงมาก มีแต่คนระดับเทพทั้งนั้นเลยที่เข้าไป เป็นความใฝ่ฝันแบบนั้น แล้วกลับมาในวันนี้ อย่างที่บอก อะไรที่ทำได้ก็ทำ เช่น ช่วงมีภัยพิบัติน้ำท่วม เราในนามของศิลปินก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่ที่แน่ๆ คือไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน และไม่เอาตัวเองไปทำให้ใครเดือดร้อนกับสังคมที่สังกัดอยู่ แค่นั้น ไม่ไปลักเล็กขโมยน้อย ไม่ไปยุ่งยาเสพติด ไม่ไปโกงใครแน่ ไม่รู้เรียกว่าอะไร อาจจะเป็นอุดมการณ์ก็ได้

 

แล้วในความคิดคุณ คำว่า ‘อุดมการณ์’ สำคัญอย่างไรต่อมนุษย์คนหนึ่ง มันเป็นเรื่องชั่วคราวชั่วขณะและเปลี่ยนแปลงได้ไหม หรือต้องถาวรในมุมมองคุณ

     ผมแปลไม่ถูกว่าอุดมการณ์คืออะไรนะ แต่รู้ว่าความดีสำคัญที่สุด อาจจะเห็นผลช้า แต่ผมเชื่อว่ามันอมตะ มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยการให้เผ่าพันธุ์ตัวเองดำรงรอดได้ ซึ่งแต่ละทวีปในโลกกลมๆ บางทวีปก็มีหิมะ บางทวีปก็ร้อน เกิดเป็นคำสอนลัทธิเพื่อให้เกิดความเชื่อขึ้นมา ยึดโยงจิตใจของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ เพราะฉะนั้น มันก็ต้องปรับตัวเองไม่ให้ตาย นั่นใช่หรือไม่ เป็นวิถีที่ต้องหาแนวร่วมจุดด้วยกัน จะเรียกว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติก็ตาม เพื่อให้เผ่าพันธุ์ของตัวเองที่สังกัดในหิมะ สังกัดในทะเลทรายที่ร้อนแรง สังกัดในแผ่นดินที่พอสมควร อยู่ได้ในเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

 

คุณเคยเจอเหตุการณ์ที่เข้ามาสั่นคลอนความเชื่อของตัวเองบ้างไหม แล้วมีวิธีจัดการความรู้สึกยังไง

     ผมอาจจะโตมาจากการเป็นเด็กวัดก็ได้ ผมจึงมีความเชื่อมั่นในพุทธศาสนา ในธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่ขณะเดียวกันผมก็เข้าใจศาสนาอิสลาม เข้าใจศาสนาคริสต์ ผมเข้าใจในศาสดาทุกพระองค์ ทุกวันนี้ผมก็ยึดโยงอยู่เรื่องเดียว ว่าสิ่งนี้มี สิ่งนี้ถึงเกิด อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์มาจากเหตุอะไร แล้ววิธีแก้ไม่ให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร สิ่งที่ผมเชื่อมีสองอย่าง เกิดกับไม่เกิด นิพพานกับไม่นิพพาน ไม่เกิดก็คือมีสิทธิ์ที่จะเป็นสัตว์นรก สัตว์บนสวรรค์ หรือมนุษย์ก็ได้ ผมก็ไม่รู้ เพราะผมยังไม่เคยตาย ผมระลึกชาติไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เกินตัวผมไป แต่ผมเชื่อว่าถ้าจะทำให้ชีวิตมีความสุข ก็ต้องทำในสิ่งที่ดี

     ช่วงวัยรุ่นวัยเยาว์ผมกินเหล้าเยอะ ด้วยสันดานลึกๆ ข้างในที่ไม่ยอมคน คิดว่าต้องให้เหนือกว่าคนอื่น ต้องเข้าทีมได้ ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บังเอิญว่าเคมีในร่างกายไม่ดี ท้ายสุดก็ทำให้ตับอ่อนอักเสบ แล้วก็ทำให้กรดยูริกมันกรองไม่หมด ก็เลยเป็นเกาต์ในทุกวันนี้ ตอนที่เข้าโรงพยาบาลสินแพทย์ ภรรยาผมเป็นคนพาไป พอไปถึงเขาก็แยกไปทำเอกสาร ผมก็นอนรอในห้องรอหมอ หันไปขวามือคนบนเตียงใกล้จะตายแล้ว หันไปคนเตียงซ้ายก็ใกล้จะตายแล้ว ตอนนั้นหมอบอกว่าผมเป็นตับอ่อนอักเสบ สาเหตุเพราะกินเหล้าเยอะ

     ผมเลยเกิดคำถามกับตัวเอง เกิดการทบทวน ทุกอย่างย้อนกลับหมดเลยนะ จนไปสะดุดว่า เหล้าในแก้วไม่ได้มีใครเอาปืนไปจ่อแล้วบังคับให้เรากิน มันมาจากมือเราแล้วเอาเข้าปากตัวเอง ถ้ายังคิดว่าจะฝืนทน เราคงเป็นมะเร็งแน่ ท้ายสุดก็ต้องเป็นผักเป็นปลา คนเดือดร้อนก็ไม่ใช่คนอื่นหรอก คนใกล้ตัวเรานี่แหละ ญาติพี่น้องอาจจะเห็นใจผ่านสื่อ มาดูอาการเราวันหนึ่ง แต่มาดูแบบสมเพชหรือไม่สมเพชก็ไม่รู้ แล้วท้ายสุดก็หายไปตามวิถีของแต่ละคนที่ต้องดูแลชีวิตตัวเอง แต่คนที่อยู่กับเราคือคนในครอบครัว ผมคงเป็นคนโง่แสนสาหัสเลยถ้าทำแบบนั้น

 

ต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหนถึงจะกล้าเปลี่ยนแปลงความคิดเก่าๆ ของตัวเองได้

     ตอนที่ผมเป็นตับอ่อนอักเสบนั้นก็อายุสามสิบกว่า คือผมดื่มเหล้าหนัก แค่ ป.6 ผมก็ดื่มแล้ว อย่าเอาอย่างนะ (หัวเราะ) แต่การที่ผมเปลี่ยนความคิดได้ ไม่ใช่เพราะความกล้าหาญ แต่เป็นเพราะกลัวตาย เหมือนสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ผมไม่ได้เก่งอะไรเลย เห็นโลงศพก่อนไง ถึงกลัวตาย ไม่ใช่คิดก่อน ไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ได้เป็นผู้กล้าหาญใดๆ เลย

 

ทุกวันนี้คุณมีหมวกหลายใบมาก อาจารย์ ศิลปิน นักขับเคลื่อนสังคม คุณหาจุดสมดุลของหมวกแต่ละใบได้อย่างไร

     จริงๆ ผมยังมีอีกหลายใบเลยนะ หมวกความเป็นลูก ความเป็นน้อง ความเป็นพี่ ความเป็นพ่อ ความเป็นลุง ความเป็นน้าเป็นอา เพียบเลยในคนคนหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ทุกใบก็เป็นไปของมันเองนะ เรามี 24 ชั่วโมงเหมือนกันทุกคน อย่างคืนก่อนที่จะไปร่วมเดินขบวน ผมไปงานมา กว่าจะหลับ กว่าจะตื่น ถ้านอนต่อก็สบายกว่าใช่ไหม แต่ช่วงที่เราฮึดแล้วลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งตัว นั่งรถไปเป็นร้อยกว่ากิโลเพื่อไปสมทบ แล้วก็ไปเดิน นั่นแหละคือสิ่งที่แตกต่าง มันคงเป็นพลังขับเคลื่อนของความเชื่อบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถเขียนมาเป็นทฤษฎีได้ แต่เป็นความรู้สึกว่าต้องทำเท่านั้นเอง

 

ไข่ มาลีฮวนน่า

 

เคยคิดไหมว่าหมวกใบไหนตอบความหมายของชีวิตในช่วงวัยนี้ของคุณมากกว่ากัน

     อย่างที่บอกว่าทุกใบจะเป็นไปของมันเอง ผมสวมใบไหนก็ได้ทั้งนั้น อย่าไปยึดสิ ถ้ายึดก็เป็นกรอบสิ อย่าไปใส่กรอบตัวเอง อย่าตีโซ่ตรวนความคิดของตัวเองสิ อย่าเป็นแบบพอถึงจุดหนึ่ง ชักจะเป็นเจ้าทฤษฎี เจ้าลัทธิ ไม่กินนู่นไม่กินนี่ ไม่คบนู่นไม่คบนี่ อย่าไปยึดสิ ทุกอย่างจะเป็นไปของมัน ตามสมดุลตัวเอง

 

ในขณะที่หลายคนบอกว่ามนุษย์ควรมีหลักยึดไว้ ทำไมคุณถึงบอกว่าอย่าไปยึดติด

     ไม่เชื่อไม่ว่า แต่ละคนมีหลักความเชื่อของตัวเองได้หมด แต่ผมเชื่อว่าไม่มีนิยาม ศิลปะไม่มีนิยาม แต่คือความงดงามที่ลงตัว ใบไม้ลองมีสีเขียวเขียวเดียวสิ น่าดูไหม ถ่ายรูปมีระยะเดียวสวยไหม ไม่มี foreground ไม่มี background ฉะนั้นแล้วแต่คนเลย หลากหลายนั่นแหละดีที่สุด เพราะมันหมายถึงความงดงาม

 

ความคาดหวังต่อสังคมไทยทุกวันนี้คืออะไร คุณมองเห็นความหวังหรือแสงสว่างอะไรจากสังคมไทยบ้างไหม

     โลกคงไม่แตกนะ ประเทศก็อยู่บนเปลือกโลก ผิวโลก ส่วนที่เรียกว่าประเทศไทยก็อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ต้องเป็นไปของมัน ประเทศก็มีจุดสมดุลของมัน อาจจะมีป่วยไข้บ้าง มีแข็งแรงบ้าง เป็นบางช่วง แต่เดี๋ยวก็ปรับตัวจนได้

     แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่เหมือนกับร่างกายมนุษย์ ที่มีการปรับดุล ปรับอะไรต่างๆ มันก็มีพลวัตรของโลกทั้งใบ ที่ต้องเป็นไปพร้อมกันด้วย จนกว่าจะถึงจุดดับของดวงอาทิตย์ แล้วก็แตก ชีวิตเราก็จบ อย่าคิดว่ามนุษย์จะไม่สูญพันธุ์นะ วันหนึ่งถ้า AI มีความคิดเป็นอภิมนุษย์ขึ้นมาได้ เกิดเป็นสงครามเหมือนวิทยาศาสตร์นะ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่กับที่ที่เราอยู่ ที่ที่เราสังกัด เราก็ทำของเราเท่าที่ทำได้ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านทำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เห็นแล้ว ช่วยกันพลิกฟื้นเท่าที่ทำได้ เอาวิถีเก่ากับใหม่มาทำให้สมดุล นั่นเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุด

 

สิ่งที่ค้นพบ บทเรียนสำคัญ หรือคำตอบชีวิตในช่วงวัยนี้ของคุณคืออะไร

     ผมไม่มีอะไรพิเศษ ผมไม่ใช่คนเก่ง ทุกอย่างก็ไปหาเอาเองทั้งนั้น ที่ผมพูดวันนี้ก็เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งของผมเท่านั้น ซึ่งการที่ผมเกิดมา ที่ที่ผมสังกัดมา สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นลักษณะอย่างผม มันก็อาจจะเอาไปใช้กับบางคนไม่ได้ ผมก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้พิเศษอะไร ย้ำอีกครั้ง ผมไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรเลย ผมเป็นแค่คนปานกลาง เพียงแต่มีความมุ่งมั่นว่าต้องเป็นไปเท่านั้น ชีวิตถ้ายังไม่สิ้นก็ต้องไปต่อ เหมือนพี่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บอก งูวัดความยาวไม่ได้ ถ้ายังไม่ตาย ผมชอบจัง คำของพี่ ’รงค์ ทำไปเถอะครับ อย่าไปสร้างกรงขังตัวเองเลย ทำอะไรได้ทำ ไม่ให้คนอื่นและตัวเองเดือดร้อน แค่นั้นเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

ภาคิน วลัยวรางกูร

Content Creator - adB JUNIOR

*ที่เห็นในแก้วคือน้ำเปล่า