กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ | ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติ กับชีวิต (สบาย) นอก Comfort Zone

ในช่วงสัปดาห์นี้เรามีอะไรให้ติดตามกันเยอะทีเดียวทั้งเรื่องราววาระแห่งชาติกับบทสรุปนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่ได้บทสรุปแล้ว ขณะที่กีฬาเองก็มีให้ชมกันสดอย่าง คือหนึ่ง—ศึกวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก ที่วนมาแข่งขันกันที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งฟุตบอลรายการใหญ่อันทรงเกียรติ ‘ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 47’ ถ้วยรางวัลที่นักฟุตบอลไทยอยากได้แชมป์มากที่สุดอีกรายการ

     ทว่าปีนี้ไม่เป็นดังที่แฟนบอลหวังไว้ เราลงสนามพบชาติคู่ปรับในอาเซียนอย่างเวียดนามในฐานะทีมอันดับ 1 อาเซียนใน FIFA World Ranking แต่แฟนบอลไทยจำนวนไม่น้อยไม่คิดแบบนั้น เพราะทีมชาติชุดใหญ่ของเรายังไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ แม้ชุดอื่นๆ เล็กใหญ่ เวียดนามจะตบไทยมาครบหมดแล้วก็ตาม

     กระทั่งวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา เวียดนามประกาศศักดาว่าพวกเขาดีกว่าจริงๆ ด้วยการเอาชนะไทยไป 1-0 ชนิดไม่ต้องหงายการ์ดตัวไม่ครบขาดคนเก่งโน่นนี่ หรือหาแพะอะไร การบุกเอาชนะเราในบ้านได้เป็นเรื่องที่สมเหตุผลแก่การยอมรับ และเป็นเรื่องน่ากลัวมาก

     ณ ตอนนี้ในภาพรวมของวงการฟุตบอลก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร โค้ชที่ว่าจะเปลี่ยนควรเปลี่ยนไหม แล้วจะเปลี่ยนใครมาทำ ซึ่งควรสรุปได้แล้ว ทุกรุ่นที่ค้างคา นโยบายไหนที่จะเอื้อให้ทีมชาติได้ประโยชน์จากลีกมากกว่านี้ การแก้ต่างว่าขาดใครคงไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าแก้ไขในทันที

     ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปในเกมดังกล่าว หนึ่งในผู้เล่นที่แฟนบอลจับจ้องมากเหลือเกินก็คือผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ทีมชาติไทย อย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ซูเปอร์สตาร์แข้งไทยที่ไปหากินยังทีม OH Leuven (หลายคนคงทราบว่าทีมนี้คืออีกหนึ่งทีมที่ทางกลุ่มคิงเพาเวอร์เข้าไปเทกโอเวอร์ต่อจากทีมเลสเตอร์ซิตี ประเทศอังกฤษ นั่นเอง) ในลีกสองของประเทศเบลเยียม เขาห่างหายจากการรับใช้ทีมชาติไทยไปร่วมครึ่งปีด้วยอาการบาดเจ็บ และด้วยระยะทางแสนไกลทำให้ชื่อของ ‘กวินทร์บินได้’ หายไปจากเป้าความสนใจของแฟนฟุตบอล

     ว่าแต่ ระยะเวลาร่วม 2 ปีในต่างแดนที่กวินทร์ นักเตะซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของประเทศ ยอมทิ้งพื้นที่ปลอดภัยไปเริ่มต้นแบบติดลบเพียงลำพัง ซ้ำยังต้องต่อสู้เพื่อการลงสนามพร้อมอาการบาดเจ็บ เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างกับชีวิตบทใหม่ครั้งนี้ ไปหาคำตอบกัน!

 

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

 

กว่า 2 ปีที่ไปใช้ชีวิตนักเตะอาชีพต่างแดนเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะไปคุณรู้จักเบลเยียมมากน้อยขนาดไหน

     ไม่มากเลยครับ ที่เกี่ยวโยงคงเป็นตอนเล่นเกม เพราะมีให้เลือกใช้ทีมเบลเยียม แต่นานๆ ที ผลงานทีมชาติเขาก็ติดตามเป็นระยะจนพอได้รับการติดต่อเข้ามาถึงเริ่มหาข้อมูล เบลเยียมเป็นชาติยุโรปที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันเป็นหลัก ภาษาอื่นๆ อย่างอิตาลีจะมีบ้างตามแต่ภูมิภาคที่มีพรมแดนใกล้กัน ทั้งนี้คนส่วนใหญ่จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ด้วย ผมเลยรอดตัว เพราะที่ผ่านมามีประสบการณ์จากช่วงที่อยู่ทีมเอสซีจีเมืองทองฯ และทีมชาติไทย ต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษประจำและภาษาฟุตบอลก็ไม่ยากเกินเข้าใจ ดังนั้น เรื่องนอกสนามไม่ต้องปรับอะไรมาก กินง่ายอยู่ง่าย สบาย

     ลูเวินเป็นเมืองเล็กๆ ประชากรราวแสนนิดๆ เท่านั้น ผู้คนที่นี่ครึ่งหนึ่งคือคนหนุ่มสาวเพราะเป็นเมืองการศึกษา มีทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียนซัมเมอร์ที่เพลินตาจนบางทีผมเขินแทน

     ช่วงแรกที่มาถึงผมใช้เวลาสำรวจสิ่งจำเป็นในชีวิต ทั้งโรงพยาบาล ที่พัก ร้านค้า และแน่นอนว่าร้านอาหาร จนมาซี้กับร้านอาหารไทยชื่อ Thai Snack House เจ้าของเขาติดตามฟุตบอลไทยอยู่ น่าจะเป็นไม่กี่คนในเมืองนี้ที่รู้ว่าผมคือใครที่เมืองไทย

 

เปรยแบบนี้ แสดงว่าในสนามซ้อมและสนามแข่งจริงคุณต้องปรับตัวเยอะเลยสิ

     อย่างแรกคือเรื่องสภาพร่างกาย ในไทยลีกผมมั่นใจว่าร่างกายตัวเองอยู่กลุ่มท็อปของลีก ไม่ใช่เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่มาที่นี่ตกมาอยู่กลางๆ จะมีบางอย่างที่ขึ้นไปกลุ่มบนบ้าง เช่น การกระโดด โชคดีที่ลงทุนกับกล้ามเนื้อขาไปเยอะ ตัวเลขแบบนี้ต้องถีบตัวเองขึ้นไปอีกเยอะ พัฒนาให้ทันเขา ส่วนเรื่องสนามกับสภาพอากาศก็เป็นอีกสองเรื่องที่ต้องปรับตัว

 

เนื่องจากการตัดสินใจไปเบลเยียมของคุณเกิดขึ้นเร็วมาก ย้อนเล่าให้เราฟังหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือคุณอิ่มตัวกับฟุตบอลไทยแล้ว

     ชีวิตฟุตบอลผมเริ่มจริงๆ น่าจะอายุ 12 ปีที่เริ่มติดทีมชาติไทย ไปเก็บตัวได้ดูฟุตบอลไทยลีกยุคที่คนดูน้อยมาก พักครึ่งมีโชว์ตลก มีเชียร์ลีดเดอร์ แต่แปลกที่ตอนนั้นความฝันแรกคือจะเป็นนักเตะอาชีพแบบนี้ ได้เล่นกับทีมใหญ่ๆ อย่าง บีอีซีเทโรฯ ท่าเรือ อะไรก็ได้ จนมาเล่นอาชีพที่เอสซีจีเมืองทองฯ ตั้งแต่ปี 2008 ได้เห็นฟุตบอลไทยมีคนดูเพิ่มขึ้นจนล้นสนาม ความฝันก็ใหญ่ตาม ต้องติดทีมชาตินะ รักษามาตรฐานที่สูงที่สุดเพื่อเป็นตัวหลักทีมชาติให้ได้นานๆ ตามมาด้วยเป้าหมายสำคัญคือไปเล่นลีกยุโรป ตั้งเป้าไว้ แต่เรื่องจริงก็นึกภาพไม่ออกว่าทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสนั้น

     ส่วนคำถามว่าอิ่มตัวไหม ยังหรอก ยังเล่นในเมืองไทยแบบมีเป้าหมายได้ ทั้งการป้องกันแชมป์ แย่งที่ 1 ของเมืองไทยมาครอบครอง แต่โอกาสเล่นยุโรปก็เป็นความฝัน เป็นหมุดหมายสำคัญที่วางเอาไว้ ที่ผ่านมาเต็มที่ก็แค่เฉียดๆ

     ยกตัวอย่างเกมอุ่นเครื่องกับลิเวอร์พูล ช่วงปี 2009 ยุคการทำงานของ ปีเตอร์ รีด เหมือนฝันที่เป็นจริงในฐานะผู้รักษาประตูดาวรุ่ง ผมได้รับโอกาสในครึ่งหลัง คุณเชื่อไหม ผมยืนติดกับ เฟอร์นานโด ตอร์เรส เลย รอเปลี่ยนตัวลงพร้อมกัน เกมนั้นเหมือนฝันที่เป็นจริง เพราะได้เล่นกับนักเตะที่เคยเห็นแค่ในทีวี ได้เล่นกับทีมโปรด คนดูเต็มราชมังคลาฯ เป็นอีกเกมที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต ขาสั่น น่าเสียดายที่ในสนามเชียร์ลิเวอร์พูลกันหมด

     ต่อมาในช่วงที่ ไบรอัน ร็อบสัน มาคุมทีมชาติไทย ผมได้เล่นรายการใหญ่ครั้งแรก หลังจบเกม ร็อบสันบอกว่าจะพาไปทดสอบที่แมนฯ ยูไนเต็ด แต่โชคร้ายกระดูกมือแตกพักยาว 2 เดือนพอดิบพอดี ร็อบสันออกจากตำแหน่งโค้ชทีมชาติไทย เรื่องก็จบตามไปด้วย ว่าแล้วผมนี่เจ็บบ่อยไปหน่อย ทั้งมือ หน้าแข้ง ข้อศอก มีบางปีความรู้สึกแย่มากเพราะเจ็บจนแทบไม่ได้เล่นเลย

     เข้าเรื่องการย้ายไปลูเวิน เรื่องเกิดขึ้นเร็วมากครับ ผมได้รับการติดต่อจากคิงเพาเวอร์ เขาติดต่อผ่านต้นสังกัด (เอสซีจีเมืองทองฯ) คุยกันพักใหญ่จนทำท่าเหมือนตกลงกันไม่ได้ ดีลจะล่ม แต่สุดท้ายก็สำเร็จพร้อมคำบอกเล่าว่ามีเวลา 3 วันนะ เอกสารพร้อม เก็บของเตรียมตัวเตรียมใจไปได้เลย

     นั่นแปลว่าทาง OH Leuven ซื้อตัวเรา แล้วต้องรีบจัดการให้ทันก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ไม่ได้แปลว่าไปทดสอบฝีเท้า แต่ได้ไปเป็นนักเตะอาชีพที่เบลเยียม ถือสัญญา 5 ปีครึ่ง ยอมรับว่าเรื่องเกิดขึ้นนั้นปุบปับมาก

 

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

 

เท่าที่ทราบ เมื่อย้ายไป OH Leuven ทีมในลีกสองของเบลเยี่ยม (Belgian First Division B) เรื่องรายได้น้อยลงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับอยู่เมืองไทย แถมต้องเริ่มต้นใหม่ในช่วงอายุใกล้ 30 คุณได้อะไรกลับมาในการเดินทางครั้งนี้

     อย่างที่เล่าในช่วงแรกผมมีเวลาตัดสินใจไม่นาน ต้องตอบแล้วไปหรือไม่ไป ไม่มีแม้แต่เวลาคิดว่าไปแล้วชีวิตจะเป็นยังไง จะดีขึ้นหรือเสียอะไรไป ไม่มีเวลาให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ซึ่งผมเลือกจะออกไปตามความฝัน ผู้ใหญ่ถามว่าไปไหม “ไปครับ” ไม่ลังเล

     ในอาชีพนักฟุตบอลเราอายุไม่น้อยแล้ว หากไม่ลงมือในวันนั้น ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกไหมสำหรับการเล่นในยุโรป รายได้ลดลงไหมเมื่อเทียบกับเมืองไทย น้อยลงครับ อยู่ที่ไทยมีรายได้จากอาชีพนักฟุตบอล สิ่งที่เข้ามาอีกคืองานโฆษณาโชว์ตัว รายได้ที่เข้ามาจากชื่อเสียงของเราเอง ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีเลยเมื่อไปถึงเบลเยียม อยู่เมืองไทยอาจจะมีแฟนบอลที่ชื่นชมเราคอยตามเชียร์ “พี่ตองๆ” แต่ไปที่โน่นไม่มีเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นนักฟุตบอลตัวเล็กๆ ซึ่งก็มีข้อดีของมัน

     หลายคนสงสัยว่าผมได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ ตลอดปีครึ่งที่ผ่านไป สำคัญที่สุดคือได้ต่อสู้ ได้เริ่มต้นจากชีวิตที่ติดลบ อยู่เมืองไทยชีวิตผมสบายมาก อยู่ในคอมฟอร์ตโซน จะทำอะไรหากดูท่าติดขัดก็จะมีคนพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ ไม่ต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเท่าไหร่ ในฐานะนักเตะอาชีพยังไงก็ได้เล่นสม่ำเสมอ รอบข้างเต็มไปด้วยคนหนุนหลัง

     เมื่อไปเบลเยียมผมเรียนรู้ได้ทันทีว่าชีวิตคนเราหาทางเอาตัวรอดได้เสมอแม้จะอยู่ด้วยตัวคนเดียว ช่วงแรกจะท้อจะเครียดขนาดไหนก็ผ่านไปได้แน่นอน หลายครั้งมันแย่จนร้องไห้ แต่น้ำตาก็สอนให้ผมรู้ว่าการปลดปล่อยความผิดหวังความท้อแท้ก็รู้สึกดีนะ ไม่ใช่อ่อนแอเสมอไป ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าอยู่เมืองไทย

     คนเราลำบากได้ก็เอาตัวรอดได้ ดิ้นรนได้ นี่คือประสบการณ์ชีวิตที่ทุกคนต้องเจออย่างน้อยที่สุดเวลาผ่านไป ผมก็บอกน้องๆ บอกกับคนอื่นได้ว่าสิ่งที่เจอมาคืออะไร แก้ไขเอาตัวรอดไปได้ยังไง อย่าลืมนะผมย้ายไปแบบซื้อขาด เซ็นสัญญาห้าปีครึ่ง นั่นหมายถึงผมไม่มีแผนสำรองเหมือนใคร บางคนเขาไปแบบสัญญายืมตัว ปีแรกเล่นได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็กลับมาไทย ผมต้องทำให้ได้ ไม่ได้ก็ต้องต่อสู้ต่อไป

 

แล้วความจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรสำหรับนักเตะเบอร์ต้นของไทยลีก และผู้รักษาประตูมือ 1 อาเซียน ได้เปิดตัวในฐานะนักเตะอาชีพที่ยุโรป

     2 สัปดาห์แรกทำอะไรได้ไม่มากนัก เพราะเวิร์กเพอร์มิตทำได้แค่เช็กสภาพร่างกายทั่วไป ซึ่งละเอียดกว่าที่ไทย ทั้งเลือด ออกซิเจน หรือเรื่องกระดูก เขาให้ความสำคัญมากกับการตรวจทั่วร่างกายมาก ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทุกอย่างก็จบ และส่วนที่ยากที่สุดในการปรับตัวก็คือเรื่องของฟุตบอล เริ่มจากสนามซ้อม ความเร็วของเกมมีมากกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายและทักษะเฉพาะตัวเยี่ยมทุกคน จริงจังเพื่อซื้อโอกาสลงสนาม ทำให้โค้ชเห็นความสามารถ

     เรื่องแข่งขันสูงมาก ก่อนไปรู้อยู่แล้วว่ามีประตูที่เราต้องแข่งขันอย่างน้อย 3 คน ซึ่งฝีมือดี พูดให้เห็นภาพทุกคนลงไทยลีกได้อยู่แล้ว พวกเขาได้เปรียบตั้งแต่มีสมรรถภาพร่างกายที่สูงใหญ่ ได้เปรียบตั้งแต่ยีน ผมเองตัวเท่านี้ (183 เซนติเมตร) จัดเป็นไซซ์กลางค่อนข้างเล็ก ต้องไปเติมจุดที่เสียเปรียบ

     ที่ถามเรื่องชื่อเสียงที่มีติดตัวไป ทั้งดีกรีทีมชาติหรือระดับภูมิภาคไม่มีผลอะไรเลยนะ เอาจริงๆ ยังมีคนถามว่าประเทศเราเตะบอลด้วยเหรอ เชื่อว่าหลายคนไม่รู้จักประเทศไทยในแผนที่ฟุตบอลด้วยซ้ำ กลับกันการเป็นนักเตะไทยซึ่งเป็นชาติเดียวกับเจ้าของสโมสร แล้วไปเล่นในโควตานักกีฬาต่างชาติ ไปแย่งงานเขาทำ หนีไม่พ้นที่จะถูกตั้งแง่ว่าเป็นเด็กเส้นอยู่แล้ว เท่ากับว่าจุดนี้ผมไม่ได้มาเริ่มต้นที่นี้ด้วยศูนย์นะ มันติดลบเลย

 

เชื่อว่าคุณคงได้รับรู้มาบ้างว่านักเตะต่างชาติ โดยเฉพาะเอเชีย เมื่อไปยุโรปจะเจออุปสรรคกว่าจะเป็นที่ยอมรับ ไม่เชื่อฝีมือบ้าง เหยียดผิวบ้าง ชีวิตจริงเป็นน่ากลัวอย่างที่เคยได้ยินไหม หรือจริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไร

     รับรู้และรู้สึกบ้างครับ ในช่วงแรกๆ จากสายตาที่มองเข้ามา แต่ส่วนตัวผมไม่สนใจเรื่องนี้ มันเสียเวลามานั่งคิดว่าทำไมเราไม่ได้โอกาส เขาตั้งแง่หรือเปล่า เราเป็นเด็กเส้นใช่ไหม เหยียดผิวเรา ดูถูกเราเหรอ ถ้าใช่แล้วต้องทำยังไง อยากชนะก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในสนามซ้อม สร้างความยอมรับให้เขาเชื่อใจเพื่อลงสนามแข่งให้ได้ มันไม่มีทางอื่นนอกจากทำงานหนัก
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปคิดอะไรแบบนี้ ผมมาเพื่อเล่นฟุตบอล งานหลักอยู่ตรงนั้น ผมมาเพื่อทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องอะไรมาคิดอีก

     ในสนามแข่งก็เหมือนกัน แฟนบอลมีทั้งขู่มีทั้งดูถูก อย่างคำว่า Lady Boy ที่ใช้เรียก ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมาเรียกเราอย่างนั้น เราดูอ่อนแอเหรอ หรือเขาคิดว่ามาจากชาติอาเซียนจะแกร่งไม่เท่าเขาหรือไง สุดท้ายก็มองเป็นเรื่องตลกนะ เทียบกันแล้วบรรยากาศความกดดันในสนามแข่งที่นี่สบายๆ เลยเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในไทยลีก

 

บรรยากาศการทำงานในสนามซ้อมที่ได้สัมผัสในทีมระดับลีก 2 ของเบลเยียมมันเหมือนหรือต่างกันอย่างไรกับไทยลีก

     สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนจนสัมผัสได้คือจิตใจที่มุ่งมั่น พวกเขาถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กเรื่องเล่นให้เต็มที่ จริงจังในทุกเกม ไม่ว่าจะเป็นเกมสนุกๆ อย่างลิงชิงบอล หรือเทนนิสบอลระหว่างซ้อมก็ตาม เพราะทุกครั้งที่มีโอกาส อาจหมายถึงการพลิกให้มีอนาคตในชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินทอง รายได้สูงขึ้น ไม่มีใครอยากแพ้ ใช้คำว่าเกลียดความพ่ายแพ้ดีกว่า มันเข้มข้นมาก บวกก็บวก ซึ่งต่างจากบ้านเรา ที่ไทยผมเคยเห็นต่างชาติซ้อมจริงจังเล่นหนักปะทะในสนามซ้อม แต่นักเตะไทยไม่พอใจก็มี ซึ่งในเบลเยียมมันเป็นเรื่องปกติมาก ในทางกลับกัน หากอยู่ยุโรปแล้วทำเหมือนอยู่ที่ไทย คุณจะกลายเป็นคนเฉื่อย ไม่ก็อ่อนแอไปเลย อยู่ที่นั่นหน่อมแน้มไม่ได้

     หลายครั้งในสนามซ้อมผมสงสัยว่า ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเหลือเกิน ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องอายุ แต่เป็นสิ่งที่แสดงออกมาในสนาม เชื่อไหม ไม่ว่าจะเป็นเด็กเยาวชนที่เพิ่งขึ้นมาหรือรุ่นใหญ่ ความมั่นใจไม่ต่างกัน ว่าไปเรียกอีโก้คงไม่ผิด ก็ในเมื่อตัวเองมีดีก็ต้องแสดงออกมา ในกีฬาเราเรียกว่า aggressive ขณะที่คนไทยเรามีลูกเกรงใจ ซึ่งอาจมาจากนิสัย เป็นวัฒนธรรมนอบน้อมเคารพรุ่นพี่ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าที่โน่นไม่มีสัมมาคารวะนะ เขาเคารพกัน แต่ในเวลางานทุกคนเท่ากัน ทำงานเต็มกำลังเหมือนกัน เล่นหัวกันได้ในสนาม ไม่ต้องแคร์กันเรื่องนี้ ทำงานให้เต็มที่

 

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

 

คุณกำลังบอกเราว่าส่วนหนึ่งที่นักเตะยุโรปไปไกลก็มาจากเรื่องเล็กอย่างความจริงจังในสนามซ้อมนี่แหละ

     ผมเชื่อว่ามีส่วนสำคัญ เพราะต่างกันจนเห็นได้ชัด เขาไม่กลัวและกล้าที่จะแสดงในศักยภาพที่ตัวเองมีออกมาให้มากที่สุด ตราบใดที่อยู่ในแผนการเล่นของโค้ชย่อมส่งผลให้เกิดการพัฒนาได้เต็มที่ ทั้งหมดนี้จุดเริ่มมาจากการปลุกเร้าตัวเองทั้งนั้น ประกอบกับวัฒนธรรมที่เอื้ออำนวย ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้บอกว่าที่ไทยไม่ดี แต่เท่าที่สัมผัสเราทำได้ดีกว่านี้

     ลองนึกภาพตามแบบนี้ หากสนามซ้อมยังเอาจริง วิ่งกดดันเป็นบ้าเป็นหลัง อัดกันหนักกระแทกกันหนัก ผู้เล่นจะชินกับเกมกดดัน หรือเกมหนักและความเร็วที่เพิ่มขึ้น เมื่อเจอสถานการณ์จริงในสนามแข่งก็พร้อมรับมือและพัฒนาไปสู่เกมที่ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น หรือเก่งขึ้น

     เรื่องนี้เริ่มง่ายๆ จากความคิดว่าอยากเก่งขึ้น อยากประสบความสำเร็จ เมื่อคิดแบบนี้ คุณจะทุ่มเทกับการซ้อมมากขึ้น ซ้อมเท่ากันจะเก่งกว่าเพื่อนก็ลำบาก ต้องไปเติมเองทั้งก่อนและหลังโปรแกรมฝึกเพื่อสร้างร่างกายให้พร้อม อย่าเพิ่งคิดว่าก็เป็นเบลเยียมไงเลยทำได้ ไม่ต้องเรียนหนังสือ เตะฟุตบอลอย่างเดียว ไม่เลย ที่นั่นก็เหมือนเด็กไทยนี่แหละ หลายคนยังลงเรียนไปพร้อมกับเล่นฟุตบอล แต่ระเบียบวินัยทำให้ไปถึงเป้าหมาย

 

ประสบการณ์กับโอเอชลูเวิน ทำให้มุมมองกับอาชีพนักเตะต่างไปไหม

     หลักๆ คือโลกกว้างขึ้น ได้เห็นถึงสาเหตุที่ทำให้นักกีฬาเก่งขึ้น นั่นคือความจริงจัง ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อพัฒนาไปเป็นมืออาชีพ มีอนาคต มีรายได้ที่ดี เขาลงมือทำตั้งแต่กระบวนการคิด จะเป็นมืออาชีพต้องดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยม จิตใจต้องเข้มงวดเพื่อพื้นที่ในเวทีถัดไปซึ่งมีไม่มาก จากเด็กอคาเดมีต้องแสดงผลงานให้เข้าตาโค้ชเพื่อขึ้นชั้นต่อไป เป้าหมายคือชุดใหญ่ ทีมใหญ่ลงทุนอย่างเข้มข้น ในสนามซ้อมทำงานให้หนักกว่าคนอื่น ซ้อมเสร็จไปซ้อมพิเศษ ไปเข้ายิม ที่นี่ปกติมาก

     ที่เมืองไทย ประสบการณ์ตรงที่ได้รับคื ช่วงวัยเด็กต้องซ้อมเพิ่มหลังโปรแกรม เข้ายิมเสริมเพิ่มเติมตัวเอง มันจะเจอคำถามว่าทำไปเพื่ออะไร เอาหน้าเหรอวะ กลายเป็นว่าการทำอะไรถูกต้องกลายเป็นแกะดำ ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าทำแบบนี้แหละส่งให้เราเก่งขึ้น กลับกันการทำอะไรนอกกฎกลับเป็นที่ยอมรับ มึงเจ๋งว่ะ นานเข้ากลายเป็นปัญหาเรื่องทัศนคติ เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนเพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่ขัดขวางความสำเร็จ

 

ชีวิตที่ลำบากบางทีก็สนุกใช่ไหม

     นิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กของผมคือชอบเอาชนะ ชอบความท้าทาย วันไหนโค้ชขู่ เหนื่อยแน่ ซ้อมหนักมาก ผมจะตื่นเต้น มาเลย ไหนดูซิจะหนักจะยากแค่ไหน เป็นมาตลอด จนปัจจุบันเวลาที่เจอปัญหาให้ท้อหรือเครียด อย่างไปเบลเยียมด้วยความมุ่งมั่น ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เล่นตัวจริง แต่ต้องมาบาดเจ็บแบบไม่รู้ด้วยว่าจะหายเมื่อไหร่ มันเครียดมากจนไม่รู้จะบอกใคร กลัวเขาจะห่วงเรา สุดท้ายก็ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก มันอาจเป็นแค่โชคชะตาชีวิตที่เข้ามาทดสอบ ประเด็นสำคัญคือเราจะแก้หรือเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นอะไร ผมเลือกเปลี่ยนให้เป็นกำลังใจนะ

     โอเค ปัญหามันทำให้ท้อและเครียด ก็ต้องยอมรับแล้วพิจารณาต่อว่ามันแก้ได้ไหม แก้ไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ก็ทิ้งมันไปก่อน อย่าเอาไปใส่ใจ หรือใช้ความรู้สึกไปยึดติด เพราะจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม หากทบทวนแล้วแก้ได้ ต้องลงมือทำให้เต็มที่ทันที เจ็บต้องรักษา ทำทุกอย่างให้ร่างกายฟื้นให้เร็วที่สุด หรือเสียตำแหน่งไปเพราะอะไร เพราะยังไม่ดี ยังไม่เก่งกว่าคู่แข่งใช่ไหม ซ้อมสิ ซ้อมให้หนักกว่าเดิม คิดสิว่าต้องเพิ่มเติมตรงไหน เมื่อคิดได้ก็มีหนทาง เมื่อเห็นทางก็มีความหวัง เห้ย มันเป็นไปได้ ไม่มีหรอกทางตัน คิดได้แบบนี้ชีวิตก็มีกำลังใจให้กับตัวเอง มีความหวังประกอบกับกำลังใจจากครอบครัว คนรอบข้างที่รักเรา มาเติมเต็มเป็นพลังงานบวก ผมเชื่อว่าเสมอว่าชีวิตคนเรามันต้องมีความหวังก่อนถึงจะไปทำอย่างอื่นได้

 

ถ้าเปรียบเทียบ ณ ตอนนี้ ชีวิตของกวินทร์อยู่ในนาทีที่เท่าไหร่ของเกมฟุตบอล

     คิดเทียบจากอายุและสิ่งที่เจออยู่ตอนนี้ ชีวิตผมน่าจะผ่านครึ่งแรกไปแล้ว กำลังหาทางแก้เกมในช่วงพักครึ่ง จะทำให้ดีกว่าเขาได้ยังไง ต้องเอาชนะให้ได้ ส่วนชีวิตจริงจะได้ไปต่อหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ตัวผมนี่แหละ หากสู้อย่างเต็มที่แต่ไม่สามารถทะลุตามเป้าที่ทีมหรือโค้ชต้องการ มันก็ไม่มีเหตุผลข้อไหนที่จะได้ไปต่อ ซึ่งตรงนั้นคือวิถีของฟุตบอลอาชีพ กำแพงฟุตบอลยุโรปมันสูง แต่ไม่เกินกว่าจะข้ามไปได้หรอก

     ที่สำคัญคือทัศนคติที่ดี มันจะส่งผลหมดทั้งจิตใจไปสั่งร่างกาย และเปลี่ยนเป็นการกระทำ ทำบ่อยก็เป็นนิสัยดีติดตัว เมื่อเราคิดดีได้ ก็ทำดี แล้วก็เจอคนดีๆ

     เราต้องมีความเชื่อเป็นพื้นฐานว่าทำได้ เชื่อแล้วจะเปลี่ยนเป็นความหวังทำให้เรามุ่งมั่นหาทางแก้ พยายามพัฒนาทำในสิ่งที่ต้องการ ต่อให้ไม่สำเร็จแต่ก็พูดได้เต็มปากว่าพยายามอย่างสุดความสามารถ ดีกว่าหมดความเชื่อไปตั้งแต่แรก เพราะนั่นเท่ากับก็ไม่ได้ลองทำอะไรเลย

Share Post
Like 0 View 892

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์

ชายอวบแน่นบ้ากีฬา ดนตรี และวงสนทนามาแต่เด็ก จนกลายเป็นคนปากจัดเล่าเรื่องผ่านไมค์และตัวหนังสือ ทว่าสุดท้ายสยบนิ่งต่อลูกสาวตัวน้อย