เก่ง ธชย | ตัวตนภายใต้หน้ากากทศกัณฐ์ และการยืนหยัดในสิ่งที่รักผ่านความแตกต่างบนโลกออนไลน์

The Guest
12 Jun 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ภาสกร ธวัชธาตรี

กว่าจะถึงวันนี้ เส้นทางสายบันเทิงของ ‘เก่ง’ – ธชย ประทุมวรรณ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะกว่าที่เขาจะทำให้เอกลักษณ์ของความเป็นไทยกลายเป็นภาพจำของตัวเขาได้นั้น ต้องเผชิญทั้งความละเอียดอ่อนและซับซ้อนของบริบททางสังคมที่คนมักจะตีกรอบวัฒนธรรมความเป็นไทยไว้สูงส่ง จนถึงขนาดที่มีคนพร้อมจะโจมตีและกำจัดใครสักคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างไม่แยแส

เก่ง ธชย

 

เวลาคนทั่วไปที่ติดตามแวดวงดนตรีและบันเทิง เมื่อได้ยินชื่อ เก่ง ธชย สิ่งแรกที่คนมักนึกถึงคือภาพของศิลปินที่มีการผสมผสานความเป็นไทย อยากรู้ว่าสิ่งนี้เริ่มเข้ามาสู่ชีวิตคุณตั้งแต่เมื่อไหร่

     จริงๆ มันมาจากความบังเอิญเสียมากกว่า เพราะบ้านผมจริงๆ ไม่ได้เล่นดนตรีไทย บ้านผมเล่นดนตรีสากล มันบังเอิญหลายสเต็ปนะ เราเจอกับเขาโดยบังเอิญ แล้วเราก็รู้สึกถูกชะตา พอถูกชะตาแล้วเราก็เริ่มเห็นเสน่ห์ แล้วเรามีความสุขที่จะอยู่กับเขา คำว่าบังเอิญในที่นี้คือตอนแรกผมตั้งใจจะเรียนวิชาเสริมดนตรี แต่ไม่รู้จะเรียนอะไร ผมจำได้ว่าอยากเรียนดนตรีเพราะคิดว่าแม่สอนได้ แต่ก็จำไม่ได้ว่าแม่จบดนตรีอะไร แล้วที่บ้านมีซอด้วงตั้งอยู่เลยคิดว่าแม่จบดนตรีไทย แต่ที่จริงแม่จบดนตรีสากล (หัวเราะ) มันก็เลยเป็นความบังเอิญที่เราไปเจอเขา พอได้เริ่มเล่นเราก็สนุก แล้วผมไม่เคยตั้งป้อมตั้งแต่แรกนะ ผมไม่ใช่เด็กที่ตั้งป้อมมาว่าดนตรีไทยเชย

 

ดนตรีไทยชิ้นแรกที่คุณเล่นคืออะไร

     ขลุ่ยดิบครับ เป็นขลุ่ยไซซ์เล็ก ตอนที่ผมเริ่มหัดน้ำหนักผม 90 กิโลกรัม แล้วนิ้วมันจะสั้น ขลุ่ยดิบมันใช้พื้นที่นิดเดียว แต่มันก็จะตลกหน่อย ลองคิดภาพเราอ้วนเป็นถัง แต่ขลุ่ยอันเล็กนิดเดียว (หัวเราะ) เสียงจะแหลมกว่าปกติ แล้วโน้ตปกติมันจะขึ้น โด เร มี ฟาซอล ลา ที โด แต่ขลุ่ยดิบจะเป็น ฟา ที โด เร มี มันจะยากหน่อย

 

แล้วที่คนชอบพูดว่า เด็กสมัยนี้ วัยรุ่นสมัยนี้ เห็นดนตรีไทยหรือความเป็นไทย เป็นเรื่องเชยหรือล้าสมัยล่ะ

     ไม่นะ แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าเด็กคิดแบบนั้น (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ตั้งกันเอง แล้วเราคิดกันว่าเด็กคิดแบบนั้น เพราะว่าเราอยู่ในวงการมาหกเจ็ดปี ตั้งแต่เราเข้ามา ด้วยความที่เราเรียนดนตรีไทย คนจะถามตั้งแต่วันแรกเลยว่า รู้สึกยังไงที่เด็กบอกว่าดนตรีไทยมันเชย เราอยู่กับคำถามนี้มาหกเจ็ดปี แล้วเราก็ได้รู้ว่าเด็กไม่เคยมาถามเรื่องนี้เลย มีแต่ผู้ใหญ่นี่แหละที่มาถาม แล้วเด็กก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าดนตรีไทยมันเชยเลย ผู้ใหญ่ต่างหากที่ไปคิดแทนเขา คิดว่าดนตรีไทยมันเชย ทั้งๆ ที่เด็กมันเลิกคิดสิ่งนี้ไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่คิดกันเอาเอง แล้วสร้างให้มันรู้สึกแย่ ไม่รู้ทำไม

 

อย่างที่บอกว่าคุณเป็นอีกคนที่มีเอกลักษณ์หรือตัวตนชัดเจน ในโลกทุกวันนี้ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างตัวตนขึ้นมาได้ แต่จะแตกต่างและโดดเด่นไหมนั่นเป็นอีกเรื่อง ส่วนตัวคุณให้ความสำคัญกับ ‘การมีตัวตน’ หรือความ ‘มีเอกลักษณ์’ มากน้อยขนาดไหน

     ไม่จำเป็นต้องพยายามให้แตกต่างนะ แค่ใช้ชีวิตเราให้มีความสุข แล้วสิ่งที่คนอื่นทำก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำด้วย มันจะเป็นสองความคิดหลัก เช่น คนอื่นทำ อาจจะไม่ต้องทำด้วย แต่ไม่ได้ต้องพยายามให้รู้สึกว่าฉันต้องแตกแยก ฉันต้องแตกต่าง สำหรับผม การแค่เราเป็นตัวเองมันก็แตกต่างแล้วนะ แล้วก็ให้คุณมีความสุขกับตรงนั้น เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนใคร แล้วก็ไม่สามารถเอาความสำเร็จคนอื่นมาเทียบวัดกับเราได้ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบที่มีความสุขก็พอ

 

ในสังคมไทย คนส่วนใหญ่มักมีกรอบว่าความเป็นไทยหรือวัฒนธรรมไทย เป็นสิ่งที่ดีงามและแตะต้องไม่ได้

     เราว่ามันเป็นเรื่องเซนซิทีฟสำหรับสังคมเหมือนกันนะ จะทำอะไรตรงนี้ต้องเฝ้าระวังและดูดีๆ แต่ในขณะเดียวกันโลกมันไปถึงไหนแล้ว ของบางอย่างมันไม่ใช่แค่ของบางคนไง ของบางอย่างมันเป็นของส่วนรวม แล้วทำไมของส่วนรวมถึงจะแชร์กันไม่ได้ สำหรับผมนะ บางอย่างมันเป็นแค่ความพอใจของบางคนแต่ถูกตีความให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง แล้วการที่ทำให้มันแตกต่างคือความผิด ซึ่งที่จริงมันเป็นแค่ความพอใจของใครบางคนที่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง

     ผมก็รู้สึกว่า มันมีโซนที่ต้องเฝ้าระวัง ใช่ จริง เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่ได้ต้องเฝ้าระวังจนทำอะไรไม่ได้เลย เพราะกลัวใครบางคนด่า ซึ่งใครบางคนนั้นพยายามจะเหมาความคิดตัวเองว่าเป็นความคิดส่วนรวมนะ คุณต้องห้ามทำแบบนั้น แบบนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลหรือสาระสำคัญพอที่จะรู้ว่ามันจริงหรือเปล่าวะ แล้วท้ายที่สุดโลกนี้นะครับ ให้มองทุกอย่างเป็นอนิจจัง อย่าไปซีเรียสอะไรกับคำพูดคนเลย คนจับปากกาคนแรกคือผู้ชนะแค่นั้นเอง แต่คนจับปากกาไม่ได้แปลว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

เก่ง ธชย

 

แสดงว่าคุณเห็นว่าวัฒนธรรมประเพณีเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยได้

     ปรับเปลี่ยนได้ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังว่า บางประเทศในโซนบ้านเราที่เขามีอารยธรรม เขามีวัฒนธรรม เขามีปราสาทสวยงาม แต่พอเขาไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์เขาจึงเป็นประเทศที่มีแค่อารยธรรม แต่พอมองประเทศอย่างญี่ปุ่น เขามีอารยธรรมไหม มี เขามีความคิดสร้างสรรค์ไหม มี เขาจึงเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไง ดังนั้นประเทศเราล่ะ มีวัฒนธรรมไหม มี แต่ถ้าเกิดเราไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มันก็จะไม่ทำให้ต่างชาติรู้สึกว่าเราพัฒนาแล้วไง ถูกไหม

     อารยธรรมประเทศมีตั้งหลายประเทศ แต่คนไทยพยายามจะรู้สึกว่าเราต้องอนุรักษ์ อนุรักษ์แล้วยังไง มันก็ต้องมีการต่อยอดสิ ทุกๆ งานศิลปะไม่มีงานไหนที่หยุดอยู่กับที่แล้วทำให้รู้สึกว่าสิ่งๆ นั้นเจ๋ง คุณมีของอยู่กับตัวก็จริง แต่คุณก็ต้องมีงานต่อยอดเพื่อทำให้รู้ว่าเราตามโลก เราพัฒนาแล้ว ต้องคิดให้ได้แบบนั้น

 

ปัจจุบัน สังคมออนไลน์มีบทบาทกับชีวิตเรามาก แต่มันก็เป็นดาบสองคม มีทั้งแง่ดีและไม่ดี ในแง่ดีเรารู้อยู่แล้วว่ามันรวดเร็ว สะดวก แต่อีกแง่มุมหนึ่ง มันกลับทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการบูลลีขึ้นมา ส่วนตัวคุณเคยโดนบ้างไหม

     ก็เจอนะ บางครั้งเจอคนมาคอมเมนต์ในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วทำให้คนเข้าใจผิด หรือบางทีก็มาเมนต์ไร้สาระ เช่น คำด่าแรงๆ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง มันเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นเลยว่าคนในโซเชียลฯ เป็นยังไง คือผมเคยไลฟ์สดครั้งหนึ่ง แล้วมีเด็กมาคอมเมนต์ด่า ผมเลยบอกไปว่า ถ้าน้องไม่ขอโทษ ผมจะบล็อก เขาก็ขอโทษครับ แล้วก็จบ

     สิ่งที่ผมจะบอกคือ บางทีคนเหล่านี้แค่ต้องการเรียกร้องความสนใจ แค่ต้องการให้คนเห็นหรือแสดงความมีตัวตนบางอย่าง เหมือนขาดความอบอุ่น บางทีคนที่เขาคอมเมนต์ในแง่ลบเขาอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นก็ได้ เขาแค่ต้องการอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง

 

เวลาเขาด่ามา เราเลยด่ากลับ ไม่กลัวคนมองคุณในแง่ลบไปอีกเหรอ

     ผมว่าศิลปินเดี๋ยวนี้ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ดังนั้นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพหมดนะ เราต้องอย่าเอาความคิดของบางคนที่บอกว่าศิลปินเป็นคนสาธารณะ ต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้สิ บางทีคนด่าเรา มันก็ไม่ใช่ความถูกต้องนะที่เราห้ามด่ากลับ คนด่าเราคือคนที่ล้วงสิทธิบางอย่างของเราไป ในฐานะมนุษย์ เราก็ควรจะยืนหยัดในสิทธิที่เราควรจะทำหรือเปล่า ดังนั้นคุณเข้ามาในพื้นที่ผม คุณเข้ามาด่าผม ก็ไม่ได้สิ แต่ผมด่าคุณได้ เพราะคุณเข้าบ้านผมเอง ประตูบ้านก็ไม่เคาะ คนที่เข้าบ้านคนอื่นโดยไม่เคาะประตูบ้านมันถูกต้องมั้ย ต่อให้เป็นบ้านดาราแล้วไง กูสาธารณะ แต่บ้านกูไม่ใช่พิพิธภัณฑ์นี่ (หัวเราะ)

 

เคยท้อถึงขึ้นอยากเปลี่ยนตัวตนเลยไหม

     ไม่หรอก ก็แค่โทรไปบอกคนอื่นว่าอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้ว (หัวเราะ) เพราะว่าเบื่อ เบื่อสังคมบางอย่าง  ท้ายที่สุดคือคนไม่เข้าใจว่าอะไรควรแชร์กัน วัฒนธรรมเป็นของส่วนรวม ซึ่งบางอย่างถ้าคุณคิดแล้วว่ามันไม่ได้ทำร้ายจริงๆ มันก็ควรแชร์กันไง อย่าเอาความคิดตัวเองเป็นหลักว่าห้ามทำนู่น ห้ามทำนี่ ทั้งๆ ที่วัฒนธรรมเขายังไม่ได้พูดเลยว่าห้ามทำ

     มันมีจุดอนุรักษ์ มันก็ต้องมีจุดสร้างสรรค์อย่างที่ผมบอก แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งเราทำมันเป็นการทำลาย แต่คนพาลไปเรื่องนู้น เรื่องนี้ พาลไปว่าคุณเรียนที่ไหน คุณทำอะไร คือพาลไปเรื่อยๆ แล้วเล่นกันเป็นหมู่คณะ มันก็ไม่โอเค แบนไม่ให้กินร้านกาแฟเก่ง แบนนู่นแบนนี่ เป็นเรื่องไร้สาระ

 

เก่ง ธชย

 

ตอนไหนที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจอีกครั้งว่าสิ่งที่เราทำมันถูกแล้ว

     มีคุณแม่ของน้องคนหนึ่งจากบ้านสถานพินิจให้โจทย์ลูกตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับประเด็นนี้ น้องเขาก็แสดงความคิดเห็น เป็นกำลังใจให้เรา แล้วก็มีคนส่งมาให้เราอ่าน เรารู้สึกมีกำลังใจนะ เพราะเรารู้สึกว่า เราทำงานเพื่อนส่วนรวมแล้ว แต่ในที่ที่คิดว่างานเราไปไม่ถึงมันก็ยังไปถึง แล้วในวันที่เราท้อ สิ่งนั้นแหละคือกำลังใจที่ดีที่ส่งมา ก็รู้สึกว่า เออ จริงๆ เราควรทำงานให้กับคนที่เห็นค่าและเชื่อว่างานของเราไปต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตเขาได้ ดังนั้นเรื่องเล็กน้อยก็ควรจะมองข้าม

     ผมไม่คิดหรอกว่างานผมจะเกิดประโยชน์กับคนที่มาด่าผม ต่อให้ผมทำได้ดี หรือพยายามปรับความคิดให้เขาชอบ มันเป็นไปไม่ได้หรอก คนที่เกลียดมันก็เกลียด คนมีเป็นหกสิบกว้าล้านคน ถ้าเราไปดึงอยู่กับคนพวกนี้ว่าให้มาชอบกูเถอะ แล้วคนที่เขาชอบเราอยู่แล้วล่ะ เราจะไปทิ้งเขาทำไม จังหวะนั้นก็เลยปล่อยวาง และทำให้เราเห็นว่าควรโฟกัสที่อะไร

 

เรื่องราวพวกนี้ทำให้เราเรียนรู้พฤติกรรมอะไรของคนบนโลกโซเชียลฯ บ้าง

     โลกโซเชียลฯ คือหน้ากากชนิดหนึ่งที่คนเราใช้สวมแล้วก็สามารถพูดอะไรก็ได้ ประโยชน์ก็มี แต่ผลเสียมันเยอะและอันตรายกว่า

 

ศิลปินต้องปรับตัวยังไงบ้างในยุคที่โลกโซเชียลฯ มีบทบาททั้งดีและไม่ดีแบบนี้

     ต้องปรับตัวให้ได้รายได้ครับ (หัวเราะ) พูดเล่นๆ ถ้าเป็นอย่างในแชนแนลยูทูปของผม ผมจะบล็อกและลบคอมเมนต์ที่ไม่ดีเลย เพราะว่ามันเป็นวิธีการดีที่สุดที่จะตัดไฟแต่ต้นลม ไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียง ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะมันเป็นพื้นที่เรา บล็อกก่อนแล้วค่อยลบ ถ้าลบก่อนเดี๋ยวมันจะมาอีก แล้วเราจะจำแชนแนลมันไม่ได้ นอกจากมีบางคอมเมนต์ที่เรารู้สึกว่าแม่งกวนส้นตีน ก็จะตอบกลับบ้าง (หัวเราะ) มีนะ

     ล่าสุดมาคอมเมนต์ว่า ทำไมมึงต้องถ่ายทุเรียนโลละสามพันวะ แม่งดารากาก ต้องมารับรีวิว ผมก็ตอบกลับเลย กูไม่ได้รับรีวิวแดกของ กูแดกเอง แล้วมันคือความสุข แล้วเราก็เขียนบอกไว้แล้ว โปรดใช้วิจารณญาณในการชม มึงไม่อ่านให้ครบเอง เราเขียนไว้แล้วให้ใช้วิจารณญาณ ผมไม่ได้สนับสนุนให้คนกินของแพง แต่เราแค่ทำในสิ่งที่ทุกคนก็อยากรู้กันว่ามันมีรสชาติยังไง ก็ด่ากลับไป ไม่ได้บล็อก รอเขาตอบกลับ ก็ไม่ตอบ

 

ทุกวันนี้เข้าใจสัจธรรมของการเป็นคนของประชาชนมากขึ้นไหม

     เข้าใจว่าแพลตฟอร์มบางอย่างอาจจะไม่ถูกต้อง คนของประชาชนอาจจะมีหลายแบบ แต่คนยืนหยัดว่าแบบนั้นแบบนี้เท่านั้นคือคนที่ดีในการเป็นของประชาชน ทำไมล่ะ คนของประชาชนอารมณ์ร้อนไม่ได้เหรอ ประชาชนด่ากูได้ทางเดียวเหรอ

 

ถ้าฝากอะไรถึงคนที่มีพฤติกรรมชอบบูลลีคนอื่น อยากฝากอะไร

     ก็ให้ทุกคนมีสติกันมากขึ้น แล้วก็ (นิ่งคิด) ไม่รู้ว่ะ ไม่รู้จะพูดทำไม คือพูดไปมันก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอก (หัวเราะ) คือคนมันจะมาคอมเมนต์ยังไงมันก็ทำ เราจะบอกว่าอย่าก็ไม่ได้ เพราะมือถือก็ของเขา คีย์บอร์ดเขา คนแบบนี้ปรับยาก ถ้าเป็นไปได้ ให้มีสติกับการเสพโซเชียลฯ จะทำอะไรให้คิดให้ดีก่อน มีสตินี่แหละดีที่สุด

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN