น้าเน็ก | กลัวที่สุดคือความรู้สึกแปลกหน้าที่ก่อให้เราเกิดความเกลียดชังต่อกัน

The Guest
19 Jul 2019
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, ภัทรพร บุญนำอุดม

ยังจำวันวานแห่งฝันร้ายเมื่อต้องออกไปยืนพูดหน้าชั้นเรียน ที่ทำเอาเราหน้าซีด ปากสั่น หัวใจเต้นรัวที่สุดในชีวิตได้ใช่ไหม—ชายคนนี้เคยรู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากพวกเรา

     เห็นจังหวะจะโคนและไหวพริบในการยิงมุกเป็นเลิศและฝีปากคมกริบขนาดนี้ ในอดีตเขาเป็นเด็กชายที่ประหม่าจนออกไปยืนตัวสั่นอยู่หน้าเสาธง แถมโตมายังเป็นพิธีกรในงานวิวาห์ที่ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด แม้แต่พิธีกรผู้ผ่านรายการมามากที่สุดในประเทศไทยก็ยังเคยล้มเหลวในการพูดต่อหน้าสาธารณชน เขาเปิดเผยเรื่องราวในอดีตของตัวเองอย่างไม่เคอะเขิน ตรงกันข้าม กลับดูภูมิใจและสนุกกับบาดแผลเหล่านี้ด้วยซ้ำ

     เหตุผลอะไรไม่รู้ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งร้องไห้ออกมาเมื่อพ่อเรียกให้ร้องเพลงต่อหน้าเพื่อนฝูง ฝังใจจนกลายเป็นปมติดตัวและเสียความมั่นใจในการแสดงออกอยู่นาน ต้องใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าปมจะคลี่คลาย จนกลายเป็นคนที่ทำมาหากินโดยการเป็นนักพูดมืออาชีพได้อย่างทุกวันนี้ แต่เขาก็เชื่อว่าความหวาดกลัวของผู้คนต่อเรื่องนี้เป็นความปกติ หรือต่อให้คุณจะล้มเหลวในการพูดต่อสาธารณชนก็ไม่แปลก และเป็นความกลัวที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องก้าวข้าม

     “ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นคนที่เฉิดฉาย มือถือไมค์ไฟส่องหน้า ไม่จำเป็นเลย สุดท้ายแล้วก็แค่รู้ว่าอะไรที่ฉันทำได้และอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ถ้าไม่มีความสามารถในการพูดต่อหน้าผู้คน คุณไม่ต้องตกใจ มันไม่ใช่ความสามารถพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องมี เราก็แค่หลีกเลี่ยง บอกปฏิเสธไปเท่านั้นเอง”

     ความกลัวต่อการพูดในที่สาธารณะเป็นเพียงหนึ่งในแบบฝึกหัดของชีวิตอันโชกโชนของ ‘น้าเน็ก’ – เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้โลดแล่นในวงการบันเทิงไทยตั้งแต่ยุคแอนะล็อก เปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคดิจิตอล จนถึงวันที่สื่อทีวีกำลังหายใจรวยริน เขาเปรียบตัวเองเหมือนกบที่กระโดดออกจากหม้อต้มน้ำที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตถูกบีบให้ต้องหาที่ทางใหม่ในโลกออนไลน์ ลงแข่งในสนามเดียวกับเด็กรุ่น Digital Native จนได้เกิดใหม่อีกครั้งในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหญ่ที่คอยตอบปัญหาสากกะเบือยันเรือรบ (ยกเว้นเรื่องเพศ) จากรายการ ‘อย่าหาว่าน้าสอน’ และอีกรายการที่รับให้คำปรึกษาเรื่องเพศโดยเฉพาะอย่าง ‘หงี่-เหลา-เป่า-ติ้ว’ แห่งแฟนเพจ Nanake555

     การเรียนรู้และลองผิดลองถูกจากการทำงานอย่างเข้มข้นตลอดชีวิต ตกตะกอนออกมาเป็นคำตอบเฉียบๆ ที่ตั้งอยู่บนความจริงและไม่โลกสวย ตั้งแต่ทำรายการมา เขารับโทรศัพท์ไปแล้วหลายร้อยสาย ได้ฟังสารพัดสารพันปัญหา ประมวลออกมาเป็นข้อสรุปได้ว่า หนุ่มสาวมากมายหวาดกลัวต่อการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมจึงเจ็บปวดเหลือเกินเวลาโดนเกลียดชัง เพราะเรามีเครื่องมือมากมายที่คอยอำนวยความสะดวกชีวิตในทางรูปธรรม แต่ปัญหาบางเรื่องเกิดขึ้นภายในใจและไม่มีเครื่องมือไหนช่วยได้ เราจึงจับต้นชนปลายไม่ถูก น้าเน็กชำแหละบาดแผลของคนรุ่นเราออกมาได้เป็นฉากๆ

     แล้วคนที่คอยปลอบใจ ให้คำปรึกษา และหาทางออกที่ดีให้พวกเราอยู่เสมอ ลึกๆ แล้วเขายังหวาดกลัวและเจ็บปวดกับอะไรบ้างหรือเปล่า เราสงสัย

 

น้าเน็ก

 

ความน่ากลัวที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในใจหลายๆ คนไม่ใช่ความกลัวที่มีเหตุผล อย่างเช่น ความกลัวตายหรือกลัวสัตว์ร้ายหรอก แต่กลับเป็นความกลัวเมื่อต้องลุกขึ้นพูดในที่สาธารณะ เราตัวสั่นงันงกหรือถึงกับฉี่ราดได้เลย แล้วสำหรับพิธีกรมืออาชีพอย่างคุณล่ะ ในชีวิตนี้เคยกลัวการพูดบ้างหรือเปล่า

     (หัวเราะ) จากประสบการณ์ที่จำได้เลยก็คือในอดีตผมเป็นคนประเภทหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม เป็นคนที่ตื่นสนามมาก ประมาณ ป.2 – ป.3 พ่อเราชอบเปิดเพลงฝรั่ง แล้วเราก็ชอบร้องตามมั่วๆ เหมือนคนพึมพำกับตัวเอง จำได้เลย ตอนนั้นพ่อเปิดเพลง Da Ya Think I’m Sexy? ของ ร็อด สจ๊วต เราก็ร้องของเรา “สะเฟสะเฟ หือ สะเฟ…” ที่จริงเขาร้องว่า “She sits alone waiting for suggestions” แต่ผมก็ฟังไม่ออก งึมงำดำน้ำไปตามประสาเด็ก ทีนี้มันก็คงดูตลกขบขันดีในสายตาของผู้ใหญ่ วันหนึ่งเพื่อนพ่อมาบ้าน นั่งกันอยู่เต็มเลย พ่อก็เรียกเราไปหา แล้วก็เท้าความให้เพื่อนฟังเลยว่า “ไอ้เน็กเนี่ย มันร้องเพลงของ ร็อด สจ๊วต โคตรตลกเลย เน็กมาร้องให้พวกอาเขาฟังหน่อยซิ” เราก็ อ้าว ไอเหี้- อะไรวะ ยืนเงียบเลย คือไม่กล้าจนโดนพ่อด่าว่าทำไมเราไม่ร้องสักทีวะ นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่เรามีความรู้สึกว่าตื่นเต้นมาก อายมาก แล้วก็กลัวการแสดงออกมาก พ่อชื่อแด๊ก สักพักเพื่อนพ่อเลยบอกว่า “นี่ไง ลูกมึงร้องแล้วไอ้แด๊ก แต่ไม่ได้ร้องเพลงนะ มันร้องไห้ว่ะ” เราก็วิ่งหนีไป นี่คือครั้งแรก

     ครั้งที่สอง หน้าเสาธง ครูใหญ่ต้องการหาเด็กออกไปร้องเพลงในวาระอะไรสักอย่าง แล้วเพื่อนเราที่อยู่แถวนั้นอะ ใครก็ไม่รู้ อยู่ๆ มาจับมือเรายกขึ้น แพร่ด! เราก็ออกไปยืนร้องเพลงอยู่หน้าเสาธงจนได้ ก็ยืนกำไมค์ก้มหน้า ไม่กล้ามองตาใครเลย (ทำท่าถือไมค์) “อื๋อๆ สะเฟสะเฟ หือ สะเฟ…” เพลงเดิมเลยนะ ได้แต่คิดในใจว่าเมื่อไหร่เวลามันจะผ่านไปซะที ใจแม่งเต้นตุบๆ หูอื้อไปหมด เรียกได้ว่าผมสูญเสียความมั่นใจในการแสดงออกเพราะมีปมจากการร้องเพลงตอนเด็กๆ นั่นแหละ ขอเรียกว่าเป็น ‘ปม ร็อด สจ๊วต ’ แล้วกัน (หัวเราะ)

 

 

     ครั้งที่สาม ตอนอยู่ ม.ต้น ที่โรงเรียนมีแข่งขันเล่านิทาน เราเป็นคนอ่านหนังสืออยู่แล้ว การเล่านิทานก็ไม่น่ายากเนอะ แค่จำเรื่องให้ได้ทั้งหมดแล้วออกไปเล่า และระหว่างที่นั่งรอแข่งอยู่จึงได้เห็นผู้แข่งขันคนอื่นๆ โห มันขนาดนี้เลยเหรอวะ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ทำเสียงตื่นเต้น)” คือจะเป็นพวกเด็กเวอร์ๆ แต่เราเองไม่ได้เป็นเด็กเวอร์ขนาดนั้น ครูเขาก็เรียก “เด็กชายเกตุเสพสวัสดิ์ มา” พอขึ้นไปแล้ว เหมือนเดิมเลย “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… (ทำท่าถือไมค์แล้วก้มหน้า)” ก็เขิน ตกรอบย่อยยับกันไป แล้วก็ผ่านเวลาไปนานจนกระทั่งเข้าทำงานแกรมมีได้ปีสองปีแรก มีเพื่อนสนิทชื่อเจี๊ยบ เราจะชอบพูดมึงๆ กูๆ แซวกันไปกันมา พอดีมีวาระที่คนในแกรมมีจะแต่งงานกัน เขาเห็นว่าคู่นี้ตลกดีก็เลยอยากให้ผมกับเจี๊ยบขึ้นไปเป็นพิธีกร

     ไอเชี่- พอขึ้นไปบนเวทีจริงๆ ภาพมันแบบเวิ้งว้าง สถานที่ดูใหญ่โตมาก คนในฮอลล์แม่งก็เยอะ ผู้หลักผู้ใหญ่นั่งกันอยู่ตรงนั้นเต็มไปหมด เวลาพูดยังต้องได้ยินเสียงตัวเองดังก้องไปทั่ว จึงเป็นอีกครั้งที่ผมเละไม่เป็นท่า ส่วนเจี๊ยบต้องคอยประคองทั้งงาน พอลงจากเวทีมาปุ๊บ คนเขาก็ด่าว่าไม่ได้เรื่องเลย

     เหตุการณ์บนเวทีงานแต่งครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในงานพิธีกร สงสัยว่า ทำไมเวลาต้องขึ้นเวทีไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนแล้วเรามีอาการประหม่า ทั้งๆ ที่เวลาเราเป็นคนดูมองขึ้นไปบนเวทีเห็นพิธีกรเขายืนพูดนู่นพูดนี่ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะยากเย็นอะไรนักหนา แต่พอเป็นคนจับไมค์เอง ทำไมกลับรู้สึกถึงพลังของผู้คนที่กำลังกดดันเรา รู้สึกเวิ้งว้าง น่ากลัว แล้วทำไมเหงื่อแตก ทำไม ทำไม ทำไม ย้อนกลับไปนึกถึงตอน “สะเฟสะเฟ หือ สะเฟ…” อ๋อ กูว่าเป็นเพราะไอ้ปม ร็อด สจ๊วต นี่แหละ กูต้องแก้ไขเรื่องนี้ กูต้องเอาชนะมันให้ได้ จากนั้นผมก็ตระเวนไปตามงานแต่งของใครต่อใครไปเรื่อยเลย เพื่อไปดูว่าเขาทำกันยังไงวะ ทำไมพูดกันได้น้ำไหลไฟดับ ผมใช้เวลาว่างและโอกาสเท่าที่มีเพื่อศึกษาเรื่องนี้ คิดว่ารวมๆ แล้วประมาณ 20 งานเห็นจะได้

 

ทำไมถึงต้องเอาชนะความกลัวการพูดต่อหน้าสาธารณะด้วย มันมีความจำเป็นต่อชีวิตมากแค่ไหนกัน

     เวลาที่เราเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัวมันมีทางออกอยู่สองทาง ถ้าไม่ ‘สู้’ ก็ ‘หนี’ ก่อนหน้านั้นเวลาต้องไปพูดต่อหน้าผู้คนเยอะๆ เราหนีตลอด จนเริ่มมีความรู้สึกว่า เฮ้ย เราหนีมาหลายครั้งแล้วนะ และผมก็คิดว่าจริงๆ แล้วการพูดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องกลัว แล้วทำไมเราต้องกลัวขนาดนั้น ที่สำคัญคือในมวลของความกลัวมันมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ มีอำนาจของเสียงผ่านไมโครโฟน พอพูดว่า “สวัสดีครับ” มันมีพลังที่ทำให้ทุกคนหันมามองกันหมดเลย ความน่ากลัวที่เกิดขึ้นกับเราจึงไม่ใช่ความน่ากลัวที่แท้จริง สมมติเราเข้าไปในดงที่มีสัตว์ร้ายแล้วเราหวาดกลัว นี่คือความน่ากลัวที่แท้จริง ความอยากเข้าใจตัวเองว่าทำไมเราถึงกลัวการออกไปพูดทำให้เราได้เป็นพิธีกรมาจนถึงวันนี้ ดังนั้น ผมเลยพูดให้คนฟังเสมอว่า ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้เป็นเด็กเวอร์ๆ กล้าแสดงออกอะไรขนาดนั้น ตรงกันข้าม ผมกลับเป็นเด็กขี้อาย แล้วก็ยังมีปม ร็อด สจ๊วต ด้วยนะ (หัวเราะ)

 

งานไหนที่ถือว่าปลดล็อก ทำให้ปม ร็อด สจ๊วต หายไปได้

     เริ่มต้นจากการพาตัวเองไปหาโอกาสที่จะได้พูดหน้าห้องประชุมและเวทีย่อยๆ จังหวะนั้นเป็นช่วงที่ทำงานจับฉ่ายด้วย ตำแหน่งของเราคือเป็นช่างภาพในแผนกโปรโมตศิลปิน ถ่ายเบื้องหลังปก ถ่ายตามงานคอนเสิร์ต มีเวลาเหลือเยอะ จึงเอาตัวเองไปเสียบตามแผนกต่างๆ ทำคอนเสิร์ต ทำละคร ทำโฆษณา ทำหนัง ซ้อมเต้นก็ไป ฯลฯ สกิลการพูดต่อหน้าสาธารณะชนก็พัฒนาขึ้นจากช่วงนั้น

     แต่การปลดล็อกของผมมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าจะต้องสะกดจิตตัวเองว่าไม่มีคนนั่งฟังอยู่หรืออะไรทำนองนั้นเลย มันค่อยๆ สะสมขึ้นจากความคุ้นชินและคอยบอกตัวเองว่า เฮ้ย มันก็คนเหมือนกันแหละวะ แล้วก็ไม่ได้จะมีใครมาฆ่าเราสักหน่อย ความเขินอายจึงลดลงไปพร้อมกับความเข้าอกเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขกันได้ข้ามวัน ต้องใช้เวลาอยู่นาน การเรียนรู้ที่จะค่อยๆ ลดความกลัวลงในรูปแบบนี้เองที่ทำให้ผมเชื่อในเรื่องของการค่อยฝึกฝน ค่อยเป็นค่อยไป ชีวิตไม่ได้เป็นเหมือนตัวละครในหนัง ที่ตระเวนไปตามงานแต่งครบ 20 งานแล้ว พองานที่ 21 ปุ๊บ ฉันก็เก่งแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือจนขึ้นไปพูดบนเวทีได้เลย ไม่ใช่ ชีวิตเราคือการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ ฝึกพูดต่อหน้า 5 คน 10 คน เพิ่มเป็น 20 คน สั่งสมความเข้าใจไปเรื่อยๆ

 

แล้วสถานะ ‘มืออาชีพ’ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

     ในช่วงของการสั่งสมความรู้ความเข้าใจ จังหวะชีวิตก็พาให้เราได้เป็นพี่เหลือมในรายการ เกมฮอตเพลงฮิต โอกาสในชีวิตของผมไม่เร่งเร้า ไม่บุ่มบ่ามมากนัก ตอนเป็นงูก็ไม่ต้องโผล่หน้าออกมา มีแต่เสียงกับมือเท่านั้นเอง พอไม่ได้เปิดหน้าเล่นเราก็ไม่กลัวเลยเพราะรู้สึกว่าเราเองก็มีไอเดีย มีของอยู่เหมือนกัน จากนั้นพี่ไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) ก็แนะนำให้ทำเทปเดโมดีเจ สุดท้ายจึงได้งานเป็นดีเจในรายการ สามแยกปากหวาน ของคลื่นฮอตเวฟ แล้วทางคลื่นก็จะมีงานให้พวกดีเจไปออกอีเวนต์ เริ่มปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน เจอแฟนรายการเข้ามาห้อมล้อมเราด้วยความชื่นชอบ เวลาจะพูดอะไรก็อุ่นใจ เท่ากับว่าเราได้ใช้อีเวนต์เหล่านี้ในการฝึกสกิล

     คำว่า ‘มืออาชีพ’ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เราเริ่มรับงานอีเวนต์ หาเงินได้จากการพูด แต่ระหว่างทางก็มีบทเรียนสอนใจให้เรากลับมาพัฒนาการทำงานอีกมากมาย ครั้งหนึ่งสหมงคลฟิล์มจัดอีเวนต์ขอบคุณสื่อมวลชน มีการจับฉลากแจกของ ลูกสาวเสี่ยเจียงเข้ามาจับแขนแล้วบอกว่า “พ่อชอบความสนุกสนาน น้าอำได้เต็มที่เลยนะ เพราะเวลาพ่อไปเที่ยวคาเฟ่ ตลกอำพ่อทุกคน พ่อเขาชอบ” เราก็ขึ้นไปดำเนินรายการ “อ่า รางวัลต่อไปนะครับ ทีวีสี 21 นิ้ว แต่รับเสร็จแล้วไปผ่อนต่อกับอิออนด้วยนะฮะ เสี่ยเจียงผ่อนให้งวดแรกเท่านั้น” เสี่ยเจียงตบโต๊ะดัง ปั้ง! “ทำไมมึงพูดอย่างนี้วะ คนอย่างกู ถ้ากูจะให้ กูให้เลย ไม่ต้องไปผ่อนต่อ ปากดีนะมึงเนี่ย” คนก็หัวเราะกันใหญ่ แต่เราเริ่มรู้สึกว่า เชี่- อะไรวะ แต่ยังไปต่อ “มาแล้วฮะ เครื่องซักผ้าเครื่องนี้ วิธีการใช้ก็ให้เปิดเครื่อง ใส่แฟ้บแล้วยื่นมือเข้าไปซักเลยนะฮะ” “มึงเอาอีกแล้วเหรอ ไอ้ค-ย กูให้ของดี” (หัวเราะ) พวกคนใส่เสื้อซาฟารีที่คอยดูแลเสี่ยบอก “เอาแม่งเลยไหมเสี่ย” ผมเดินไปหลังเวที ตัวสั่นงันงก ไอห่า กูจะมาตายในงานนี้หรือเปล่าวะ ตอนหลังลูกสาวเขามาคุยด้วยบอกว่าไม่รู้ว่าพ่อเป็นอะไรเหมือนกัน ปกติตลกอำแรงกว่านี้อีก เหตุการณ์นี้ทำให้ได้อีกบทเรียนที่สำคัญในการทำงานพิธีกร หรือการต้องออกไปพูดในที่สาธารณะก็คืออย่าได้ถือว่าคุณเป็นใครมาจากไหน ตอนเข้าไปในฝูงชนแล้วอย่าได้ถือว่าฉันมีความเป็นน้าเน็กติดตัวมา ทุกครั้งคือการเอาใหม่หมด

     5 นาทีแรกของการพูดต่อหน้าคนคือการ break the ice หรือที่ผมจะเรียกว่าการสลายติ๋ม พูดคุยและแนะนำตัวก่อนว่าเราเป็นใคร นวดๆ ไปก่อน ทั้งคนที่รู้จักเรา ไม่รู้จักเรา หรือคนที่รู้จักแต่ไม่เคยสนใจเรา เราขอ 5 นาทีแรกในการลดความแปลกหน้าต่อกัน ส่วนทักษะในการพูดก็ต้องใช้เวลาสั่งสมมานานกว่าจะเชี่ยวชาญ

 

น้าเน็ก

 

ความคิดแบบไหนที่เป็นอุปสรรคให้เราไม่สามารถปลดล็อกจากความกลัวต่อการพูดในที่สาธารณะได้

     ผมคิดว่าการพูดต่อหน้าสาธารณะเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ทุกคน เช่นเดียวกับการร้องเพลง การเล่นดนตรี ผมเชื่อว่าพวกเราที่นั่งคุยกันอยู่ตรงนี้ร้องเพลงหมาไม่แดกกันสักคน เวลาไปคาราโอเกะชอบมีคนคะยั้นคะยอให้ร้องกันใช่ไหม เดี๋ยวกูร้องให้ฟังเลย กูไม่อายด้วย กูจะร้องเพลงที่ทำให้กูเกิดปม ร็อด สจ๊วต นี่ล่ะ “สะเฟสะเฟ หือ สะเฟ…” เดี๋ยวเพลงต่อไปมึงจะเลิกเรียกกูเอง เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นคนที่เฉิดฉาย มือถือไมค์ไฟส่องหน้า ไม่จำเป็นเลย สุดท้ายแล้วก็แค่รู้ว่าอะไรที่ฉันทำได้และอะไรที่ฉันทำไม่ได้ ถ้าไม่มีความสามารถในการพูดต่อหน้าผู้คน คุณไม่ต้องตกใจ มันไม่ใช่ความสามารถพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องมี เราก็แค่หลีกเลี่ยง บอกปฏิเสธไปเท่านั้นเอง

     ความรู้สึกน่ากังวลที่สุดในการรับมือกับความกลัวคือ เราตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะหนีหรือควรจะสู้ บางเหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดไป ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปในทางที่กู้คืนกลับมาไม่ได้เลย เช่น เดินเข้าซอยเปลี่ยวคนเดียวเจอคนถือมีดเดินเข้ามา “เฮ้ย ส่งของมีค่ามาเดี๋ยวนี้” แบบนี้ต้องกลัวสิ หนีเลย แต่ถ้าเกิดตัดสินใจสู้ขึ้นมา ผลลัพธ์ก็ไม่น่าจะดีนะ อาจจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่กับเหตุการณ์ที่เราไม่ควรจะหนี บางคนกลับหนีอยู่ร่ำไป

     มีน้องที่รู้จักอยู่คนหนึ่งไปทำงานแล้วชอบมีปัญหากับผู้คน ก็เลยย้ายงานไปเรื่อย หนีไปเรื่อย คนแบบนี้ผมจะเข้าไปจับไหล่มันแล้วบอกว่า “เฮ้ย มึงลองสู้ดูสักทีสิวะ ดูให้ชัดๆ ไปเลยว่าปัญหาคืออะไรกันแน่” ชีวิตจะได้ไม่ต้องเอาแต่หนีอยู่ร่ำไป อาจเพราะคนเรามักไม่ค่อยได้มองชีวิตของตัวเองในภาพรวม เรามักใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน จึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์ไหนที่เราควรจะหนี เหตุการณ์ไหนที่เราควรจะสู้ แต่ผมมักฝึกมองชีวิตตัวเองในภาพใหญ่ ทำไมถึงมีเหตุการณ์ที่ผลักให้กูต้องออกไปพูดหน้าฝูงชนบ่อยเหลือเกิน ตั้งแต่มีปม ร็อด สจ๊วต ชีวิตก็ต้องเจอกับการต้องออกไปพูดในที่สาธารณะอยู่ตลอด เหมือนเป็นโชคชะตา กูต้องทำอะไรกับมันสักอย่างแล้วล่ะ เพราะฉะนั้น กูไม่หนีแล้ว กูอยากรู้ว่ามันยากเย็นตรงไหนวะ

 

แต่คนพูดเก่งๆ เขาจะมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่าคนที่พูดไม่เก่งใช่ไหม

     เท่าที่ผมเคยได้ยินมานะ คนหน้าตาดี คนสวยคนหล่อเท่านั้นแหละครับที่จะมีใบเบิกทาง คนสองคนไปสมัครงาน มีความสามารถเท่าๆ กัน คนรับสมัครงานเขาย่อมเลือกคนหน้าตาดีไปอยู่แล้ว ส่วนคนพูดเก่ง กล้าแสดงออกมากๆ ผมกลับคิดว่าแม่งเป็นดาบสองคม บางคนแยกไม่ออกระหว่างความสามารถในการแสดงออกกับความมั่นใจไร้สติ เซลฟ์แบบไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คนแบบนี้ไม่ค่อยมีใครอยากรับเข้าทำงานหรอก

 

‘ทำเก่งไม่เท่ากับพรีเซนต์ดี’ คุณมีความคิดเห็นกับคำพูดทำนองนี้อย่างไรบ้าง

     ไม่ ผมจะไม่บอกว่า เฮ้ย พูดเก่งๆ เข้าไว้นะ เพราะคนจะเชื่อคนที่พรีเซนต์เก่งมากกว่า ผมจะไม่พูดเพื่อส่งเสริมให้คนคิดแบบนี้ ผมจะพูดในมุมที่ว่า เฮ้ย มึงดูนะ ไอ้พวกปากเก่ง พรีเซนต์ดีๆ เนี่ย กว่าครึ่งแม่งหมาไม่แดก มึงมองดีๆ นะ ไอ้พวกคนพวกนี้น่ะ “โอ้โฮ (เน้นเสียง) เอาล่ะฮะ ผมบอกเลยนะว่านี่จะเป็นหนังสือที่คุณต้องอ่านก่อนตาย (ยกหนังสือขึ้นมา) นี่ผมไม่ได้ถือหนังสือนะฮะ ผมถือขุมพลังแห่งปัญญา” ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมักจะหมาไม่แดก ผมจึงไม่ค่อยให้ราคากับคนพูดเก่ง ชอบอวดโอ่ความสามารถ แล้วผมอยากบอกผู้คนว่าให้ระวังไอ้พวกคนจ้อๆ พวกคนชอบหว่านล้อมหรือพวกที่มีความพยายามมากๆ เข้าไว้นะ แม่งมีอะไรผิดปกติแน่นอน

 

ในเมื่อเราไม่ให้ค่ากับคนที่เอาแต่พูด แต่เราเองก็ต้องทำมาหากินกับการพูด จะทำอย่างไรให้เราไม่กลายเป็นคนแบบนั้นเสียเอง

     ผมขอทบทวนตัวเองก่อนนะว่า ผมเคยกลายเป็นคนแบบนั้นบ้างไหม (นิ่งคิด) ผมว่ามีเฉียดๆ เหมือนกัน ในช่วงที่เก่งใหม่ๆ ช่วงที่รู้ว่าปม ร็อด สจ๊วต หายไปแล้ว วันดีคืนดีเรามีอาชีพเป็นนักพูดเต็มตัวไปแล้ว ก็จะมีอาการของคนคึกคะนอง มีความ alert จนน่ารำคาญ เวลาไปทำงานเจอผู้คนหน้าใหม่ๆ ก็จะชอบเรียกเขาไปทั่ว “อ้าว แหม น้องฮะๆ ไม่มานั่งด้วยกันล่ะฮะ” เป็นความต้องการที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับผู้คนอยู่ตลอดเวลา แต่โชคดีที่เป็นไม่นาน ข้อดีของการที่เราเป็นคนมองตัวเองในภาพใหญ่เสมอเลยทำให้รู้สึกว่า ไม่จำเป็นมั้งเน็ก ความสามารถบางอย่างมันมีที่ทางของมัน มึงเป็นคนพูดเก่ง ใช่ แต่มึงไม่ต้องพูดตลอดเวลาหรอกมั้ง เช่นเดียวกับการที่มึงเป็นคนทำกับข้าวเก่ง แต่เมื่ออยู่นอกครัว แปลว่านั่นไม่ใช่เวลาที่มึงต้องหั่น สับ ซอย หรือต้องพยายามไปปรุงอะไรตลอดเวลา เขากินส้มตำกันอยู่ มึงก็ไม่ต้องพยายามไปโชว์ทักษะของมึงตอนนั้น

     พอเราเป็นมืออาชีพเราจะเข้าใจเรื่องของกาลเทศะมากขึ้น ถ้าเราถ่องแท้เรื่องการพูดต่อหน้าสาธารณชนเราจะเข้าใจจิตวิทยามวลชน การออกไปยืนพูดจะไม่ใช่เรื่องของความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว แต่จะมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากขึ้น ถ้าผมออกไปพูดแล้วมีคนนั่งเอามือเท้าคางแล้วฟังไปด้วยแปลว่าโคตรสนใจเลย ส่วนการรับฟังอย่างมีอคติคือการนั่งกอดอก เอนตัว ไขว่ห้าง ภาษากายเหล่านี้บ่งบอกได้หมด สิ่งที่จะทำก็มีสองอย่างคือ หลีกเลี่ยงคนคนนี้หรือเจาะแม่งไปเลย การเลี่ยงคือการรักษาจิตใจตัวเอง แต่ถ้าเราเลือกที่จะเจาะ เวลาพูดออกไปให้ใช้สายตาของเราปักลงไปที่เขาตลอด แล้วมันจะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง พอคุณเข้าใจจิตวิทยา เข้าใจปฏิกิริยาผู้คน เข้าใจหลักกาลเทศะ เข้าใจเทมโป มันก็จะนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ เวลานั่งกินข้าว มีคนที่เรารู้จักและไม่รู้จัก สัก 10-20 คน เราก็จะรู้ว่าเล่นได้มากน้อยแค่ไหน

 

การเปิดเผยตัวเองมีความสำคัญกับการเป็นนักพูดที่ดีหรือเปล่า

     ความสามารถในการพูดหรือการแสดงออก ทำให้เราเป็นกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยากเข้ามา เหมือนสนามหญ้าโล่งๆ ที่ไม่มีอะไรรกหรือคลุมเครือ เมื่อมันโล่ง มันเคลียร์ คนก็อยากจะมาเดินเล่น มานั่ง แต่การที่เราเป็นคนไม่พูด ไม่แสดงออก คนก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร เราจึงเป็นเหมือนต้นไม้รกๆ เป็นป่าละเมาะริมทาง และแน่นอนว่าคนจะไม่อยากเดินเข้าไปหรอก เพราะเราไม่รู้เลยว่ามึงเป็นคนแบบไหน นิสัยใจคอมึงเป็นอย่างไร มึงอยากคุยกับกูหรือเปล่าวะ ไม่ยุ่งกับมันดีกว่า

     ถ้าเราได้นั่งคุยกับคนคนหนึ่ง สมมติผมพูดเรื่องมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาแล้วคุณเกิดชอบเรื่องมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน จะเรียกว่าเป็นเสน่ห์ในการพูดคุยก็ได้ แต่ถ้าเราเข้าใจประโยชน์ของมันจริงๆ จะมองเห็นว่าคนที่เปิดเผยตัวเอง มีความสามารถในการแสดงออก มันจะเคลียร์ สิ่งที่มึงพูดมาจะเป็นจริงหรือเท็จอย่างไรก็ไม่รู้ แต่พอมึงเปิดเผยตัวเองออกมา คนก็อยากจะคุยด้วย

     ผมว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้มนุษย์เราหวาดกลัวต่อกันคือเพราะเรามีความแปลกหน้าต่อกัน การพูดจาหรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่สนใจระหว่างกันจึงเป็นหนทางหนึ่งในการลดความแปลกหน้า มนุษย์เราชอบอยู่ท่ามกลางผู้คนบนความเป็นส่วนตัว ถ้าเข้าไปในรถไฟฟ้าแล้วมีคนอยู่เยอะหน่อยเราก็สบายใจ แต่วันไหนเปิดเข้าไปแล้วเห็นว่ามีคนอยู่แค่สามคน โคตรวังเวงเลย เวลาไปเที่ยวผับก็จะอยากเข้าไปในผับที่มีคนเยอะๆ แต่ก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปคุยกับใครหรอกนะ เพียงแต่เราชอบอยู่ท่ามกลางผู้คนบนความเป็นส่วนตัว และสิ่งที่กั้นกลางระหว่างเราทุกคนคือความแปลกหน้า ทฤษฎีโถฉี่ที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เคยบอกไว้และเอามาใช้อธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนคือ มีโถฉี่อยู่สิบโถ ถ้าคุณเข้าไปยืนโถที่หนึ่ง คนที่เดินเข้าห้องน้ำตามมาจะไม่ยืนที่โถสองนะ นู่น เขาจะไปยืนที่โถห้าหรือหกเลย แต่ถ้าแม่งมีใครสักคนเดินเข้ามายืนติดกับโถเราเลย เราจะคิดในใจว่าทำไมมึงต้องมาประกบกูขนาดนี้วะ เราต้องการโถฉี่อย่างน้อยสักหนึ่งโถคอยกั้นระหว่างเราอยู่เสมอ

     ถ้าเราขับรถไปเอาติ้งพร้อมเพื่อนร่วมงานที่บริษัท ไปกันเป็นสิบๆ คัน ถ้ามีรถในขบวนของเราจะแซงขึ้นไปข้างหน้า เราจะถ่างช่องว่างไว้เพื่อให้มันเข้ามา แต่ถ้าเราขับไปเดี่ยวๆ บนถนนที่เต็มไปด้วยคนไม่รู้จัก มีคันหนึ่งมาแซงหน้า อ้าว ไอเหี้-นี่แม่งเสียบ แม่งจี้รถกู ฆ่ากันได้เพราะเรื่องแค่นี้เลย เพราะเราไม่รู้จักกัน เราแปลกหน้าต่อกัน ความแปลกหน้าจึงเป็นเรื่องน่ากลัว

 

คนที่ได้พื้นที่ในการออกไปยืนพูดต่อหน้าคนเยอะๆ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อคนฟังมากน้อยแค่ไหน

     ผมมีคำตอบในใจหลายแบบนะครับ แต่คำตอบที่ผมคิดว่าดีที่สุดคือไม่ต้องเป็นนักพูดก็ได้ แต่เราต้องรับผิดชอบต่อทุกคำที่ออกจากปากของเรา การพูดคือการรักษา ‘คำมั่นสัญญา’ เราจะไม่รับปากใครต่อใครแบบพล่อยๆ ถ้าผิดคำพูดเราต้องรับผิด ผมนัดให้สัมภาษณ์คุณ 10 โมง แต่วันนี้ผมมาถึง 10 โมงครึ่ง ผมต้องขอโทษพวกคุณครับ อย่าปล่อยปละละเลย เพราะมึงเลต มึงผิดคำพูด อย่าทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พอมองเรื่องนี้ในภาพกว้างเราจะสรุปออกมาเป็นบทเรียนได้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง เพราะว่าทุกอย่างที่เราพูดออกจากปากมีผลยึดโยงกับคนรอบข้างเสมอ

     ถ้าเราไม่รู้จักกัน ผมนั่งอยู่ตรงนี้แล้วมองไปที่ทิชชูที่อยู่ข้างหน้าแล้วพูดว่า “นี่มันทิชชูเช็ดตูดไม่ใช่เหรอวะ” พอได้ยินคุณหันขวับเลย “เออว่ะ แม่งหยิบมาจากส้วมหรือเปล่าเนี่ย” คุณอาจจะคิดแบบนี้ขึ้นในหัว ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้พูดกับคุณเลยด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการให้คำแนะนำต่อปัญหาชีวิต การชี้ถูกชี้ผิด การดูดวง การให้คำมั่นสัญญา การชมหรือแม้กระทั่งการด่า แค่พูดถึงทิชชูเช็ดตูดก็มีผลกระทบต่อคนฟังแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคำพูดของทุกคนมีผลต่อคนรอบข้างเสมอ รับผิดชอบมันด้วย

 

คุณน่าจะต้องปฏิเสธงานพูดอยู่บ่อยๆ

     ผมปฏิเสธงานบ่อยมากครับ ผมไม่รับงานที่เกี่ยวข้องกับลัทธิค้าขายหรือการปลุกใจ ปลุกปั่นให้คนไปลงเอยในเรื่องการหาผลประโยชน์ เคยพลาดรับไปเหมือนกัน ด้วยความเข้าใจผิด พอไปถึงจึงพบว่า อ้าว นี่เป็นงานฉลองยอดขายของพวกดาวน์ไลน์นี่หว่า แต่เราดันรับไปแล้วด้วย จังหวะนั้นผมก็เอาตัวเองให้รอด ระมัดระวังทุกคำพูดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำหน้าที่เอนเตอร์เทน ตลกโปกฮาไร้สติไปเลย เพราะผมมีความรู้สึกว่าผมไม่เสียหายหรอกถ้าเขาจะไม่จ้างผมอีก และนั่นน่าจะเป็นครั้งเดียวที่เรารับงานพลาดไป

 

งานพวกนี้ย่ำแย่มากแค่ไหน

     เรื่องที่เราไม่เชื่อเราก็ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งในมันเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เหมือนการที่ผมไม่แสดงออกความเห็นทางการเมือง ด้วยเหตุผลว่าไม่มีใครรู้จริงในเรื่องนี้ จึงไม่แสดงออกดีกว่า เพราะเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝั่งเดียวกันหรือคู่ตรงข้าม ไม่มีใครสักคนที่รู้จริง ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย มีหนังเรื่องหนึ่งที่เจ๊งตั้งแต่ยังไม่ได้ฉายเลย การแสดงออกทางความคิดย่อมส่งผลในทางใดทางหนึ่งเสมอ

     เมื่อคืนตอนตีหนึ่งกว่าๆ ผมทำการทดลองโดยการพิมพ์สเตตัสในแฟนเพจ Nanake555 ว่า “นอนไม่หลับว่ะ” เช้าวันนี้เปิดมาดูพบว่ามีคนกดไลก์ 7,400 ครั้ง 1,100 คอมเมนต์ มียอดแชร์ 114 ครั้ง ให้กับสเตตัสนี้ มีความคิดเห็นต่างๆ นานา “ต้องพักผ่อนนะ” “โดนตัวไหนมา” “หากาวมาดม” “เอามือจับหัวแม่เท้า” “ใจเย็นๆ ไว้” “ดีด” เห็นมั้ยว่าเวลาเราพูดอะไรออกไป คนฟังเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของเขา ไม่ว่ามุมใดก็มุมหนึ่ง เหมือนที่ผมทักว่านี่มันทิชชูเช็ดตูดนี่หว่า คุณอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะที่บ้านคุณก็ใช้ทิชชูม้วนที่มีแกนตรงกลางบนโต๊ะอาหาร หรือคุณอาจจะไม่พอใจ เดินไปด่าเจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้ว่าเอาทิชชูเช็ดตูดมาให้กูเช็ดทำไม แปลว่าคำพูดหนึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา การรับผิดชอบทุกการแสดงความคิดเห็นและคำพูดจึงเป็นเรื่องจำเป็น

 

น้าเน็ก

 

เคยได้รับบทเรียนจากการพูดโดยไม่ระวังบ้างไหม

     ถ้าจะให้พูดถึงความรับผิดชอบในการพูดของตัวผมเองก็คงจะเป็นเรื่องของการบูลลีจากมุกตลกที่เราใช้ หลักสูตรของวิชาคอมีเดียนจะมีหนึ่งข้อที่บอกไว้ว่า ทุกเสียงหัวเราะต้องมีคนเจ็บตัวเสมอ ต้องมีเหยื่ออย่างน้อยสักคนหนึ่ง และนั่นคือแนวทางในการสร้างเสียงหัวเราะของคอมีเดียนทั้งโลก หาเหยื่อ ล้อเลียน ย่ำยี ภาษาไทยเรียกว่า ‘แซวสังขาร’ อ้วน เตี้ย ดำ หงิก ง่อย สิว ไฝ ฯลฯ เห็นคนตัวใหญ่เดินขึ้นเวที เราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่พากย์เสียงลงน้ำหนัก “ติ๊ชๆ ติ๊ชๆ” แค่นี้คนก็ฮาแล้ว มุกตลกคือการบูลลี คือการย่ำยีและทับถม จนกระทั่ง เอลเลน ดี เจนเนอเรส (Ellen DeGeneres) สแตนอัพคอมีเดียนและพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังของอเมริการณรงค์ว่า เสียงหัวเราะเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร เราสร้างความตลกได้โดยไม่ต้องล้อเลียนหรือสร้างบาดแผลให้ใคร แล้วผมก็เห็นคุณโอปอล์ (ปาณิสรา อารยะสกุล) กับครูลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์) ก็พูดถึงเรื่องนี้ในโลกออนไลน์ ทำให้ได้ย้อนกลับมามองดูตัวเองแล้วพบว่า กูเป็นอย่างนั้นเลย

     เมื่อก่อนเวลาไปทำงานเราชอบพูดเล่นๆ กับทีมงานว่า “มา… เดี๋ยวพี่ขึ้นไปฆ่าคนแป๊บ” พอคนที่เป็นเหยื่อใส่เสื้อลายเดินเข้ามาปุ๊บ “แหม… อยากเอาไม้แบดไปช็อตจังเลย นึกว่ายุงลาย” “อ้าวน้องเสื้อฮาวายคนนั้นนี่ยังไง ให้เช่าห่วงยางอยู่บางแสนเหรอฮะ” (หัวเราะ) ทำให้มีคนในวงการบันเทิงจำนวนไม่น้อยที่กลัวผม ไม่อยากเข้าใกล้ เดี๋ยวมันแซว หลายครั้งที่ผมเป็นพิธีกรแล้วพวกพีอาร์หรือผู้จัดการต้องเข้ามาบอกว่า “น้าช่วยเบาๆ กับน้องเขาหน่อยนะ” คืออะไรวะ อ๋อ เขากลัวกูนี่เอง กูเป็นปีศาจร้ายที่เดินถือไมค์ขึ้นไปฆ่าคน ผมก็เลยตัดสินใจว่าผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว มุกในช่วงหลังๆ ของผมก็จะไม่ใช่สไตล์นี้ หรือถ้าใครสักคนจะต้องเป็นเหยื่อ กูเอง เล่นตัวเอง แทงตัวเองแทน

     เวลาเราแซวคนอื่นเรามักจะอ้างว่า ผมไม่ได้คิดร้ายกับคุณเลยนะ ผมแค่หยอก เรื่องเสื้อเหมือนยุงลายนี่ผมก็แค่หยอกเล่น ไม่ได้โกรธเกลียดอะไรคุณเลย นั่นหมายความว่า ถ้ามึงไม่ได้โกรธหรือเกลียดเขาจริงๆ มึงก็แซวตัวเองได้น่ะสิ ดังนั้น ถ้าเป็นการแสดง มาลงที่กูเองเลยแล้วกัน เวลาแซวก็จะเปลี่ยนเป็น “ขอโทษนะครับที่วันนี้มาช้า พอดีว่าผมต้องคุมกิจการให้เช่าห่วงยาง แล้วก็เจ็บเข่ามากเพราะว่าแก่ฮะ” เล่นตัวเองไปเลย

 

ถ้าไม่ต้องพูดถึงกระแสการรณรงค์ลดการล้อเลียนเสียดสีเรื่องรูปร่างหน้าตา โดยส่วนตัวคุณเชื่อเรื่อง Political Correctness มากแค่ไหน

     ผมก็ยังยืนยันว่าเจตนาของผมคือเพื่อสร้างความบันเทิง และเป็นหลักจิตวิทยาพื้นฐานเลยว่าทุกเสียงหัวเราะจะต้องมีเหยื่อเสมอ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเป็นเรื่องของความบันเทิงล้วนๆ มันจะต้องไม่มีใครเดือดร้อนจากเรื่องนี้ ที่ผ่านมาเราคิดว่าไม่เป็นไร ให้น้องคนนี้พลีชีพไปสักคนหนึ่งเพื่อให้อีกพันกว่าคนได้สนุกสนาน แต่วันนี้ผมกลับมีความรู้สึกว่า ไม่มีใครต้องเจ็บตัว หรืออย่างน้อยที่สุดคือมึงอาสาขึ้นมาเป็นเหยื่อหรือมึงรับตังค์มาเพื่อเป็นผู้ให้ความบันเทิง ถ้าอย่างนั้นมึงก็เป็นเหยื่อกูไปเลยแล้วกัน

     พอเราเป็นคนที่ชอบดูตัวเองในภาพใหญ่ เราจะเห็นว่าชีวิตนี้เราทำอะไรมาบ้าง การทำงานของผมจะอยู่บนหลักการว่าจะดีกว่าเดิม จะฮากว่าเดิม และเจ๋งกว่าเดิมได้อย่างไร โจทย์ในการสร้างความบันเทิงจึงเปลี่ยนไป ในประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา มีเพียงเสี่ยเจียงคนเดียวที่ไม่ตลกและกล้าด่าใส่ผม นอกจากนั้นแล้วไม่มีใครเคยเดินมาพูดต่อหน้าผมตรงๆ เลยว่า โห น้าเน็กทำไมพูดอย่างนี้ ความคิดในปัจจุบันเกิดขึ้นจากการที่เราได้ยินเรื่องราวของคนอื่นๆ แล้วย้อนกลับมาคิดถึงการกระทำของตัวเองล้วนๆ แต่ก่อนพอเห็นคนตัวใหญ่หน่อยเดินขึ้นเวทีมา เอาแล้ว “เดี๋ยวนะ (เอาเท้าไปกวาดๆ ที่พื้น) โอเค แข็งแรงพอ เชิญครับ” แค่นี้คนก็ฮากันฉิบหาย ความคมคายของการอำมันไปอีกชั้นหนึ่งแล้ว โดยไม่ต้องพูดว่า “ว้าย อีอ้วน อีตึก” ไม่ต้องเลย

 

น้าเน็ก

 

ขอเข้ามาสู่ประเด็นการทำคอนเทนต์ออนไลน์ของคุณบ้าง อยากรู้ว่าเป็นเพราะโลกของสื่อเก่ากำลังถูกดิสรัปต์จนบีบให้คุณต้องออกมา หรือคุณว่ากระโจนเข้ามาในโลกออนไลน์ด้วยความสนุกสนาน

     ผมขอเรียกมันว่าทฤษฎีต้มกบแล้วกัน ผมเป็นเหมือนกบที่หนีออกมาจากน้ำที่กำลังเริ่มร้อน ธุรกิจทีวีอยู่ในขาลงและย่ำแย่ ผมเคยอยู่ในหม้อที่มีน้ำเย็นสบายดี แล้ววันหนึ่งหม้อใบนั้นก็ถูกตั้งไฟจนน้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงต้องกระโดดออกมาโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะกระโดดไปไหนเหมือนกัน ผมทำทีวีจนถึงวันที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ค่าโฆษณากลับลดลง เริ่มทำแล้วไม่คุ้ม คนดูน้อยลง เรตติ้งแย่ลง การลงทุนเพื่อซื้อโฆษณาในทีวีก็ลดลงตามไปด้วย ปีกว่าๆ ก่อนหน้านี้ผมจึงเป็นแค่คนหนีตายจากสื่อเก่ามาสู่โลกออนไลน์ โดยที่ไม่รู้ว่าจะมาทำอะไรที่นี่เหมือนกัน ไม่ได้มีความรู้สึกของการกระโจนเข้ามาอย่างสนุกสนานเลย ไม่ใช่แค่เพราะว่าไม่มีความรู้ แต่ผมไม่เล่นเลยด้วยซ้ำ ทวิตเตอร์ที่เคยมีก็โดนแฮ็กจนปิดไปนานแล้ว ผมไม่ดูอะไรในโซเชียลฯ เลย เล่นก็เล่นไม่เป็น แม่งรูดยังไง ปุ่มอะไรเต็มไปหมด ก่อนหน้านี้ถ้าใครมีธุระอะไรก็โทร. หรือไม่ก็ส่ง SMS มา ในวันที่ผมเริ่มทำออนไลน์จึงมีต้นทุนเพียงอย่างเดียวคือแฟนเพจที่ใช้ชื่อว่า Nanake555

 

ช่วงที่หลงทางอยู่ปีกว่าๆ นั้น ได้บทเรียนอะไรกลับมาบ้าง

     หนึ่งปีแรกคือการศึกษาเครื่องมือแล้วก็ทำไปในแบบที่เราเข้าใจ คือการ copy & paste ยกทีวีมาใส่ออนไลน์ทั้งดุ้น ซึ่งแม่งผิดทุกข้อ เพราะทุกอย่างในโลกออนไลน์ตรงข้ามกับทีวีหมดเลย คลิปอะไรก็ตามถ้ามีไตเติ้ลถือว่าผิดแล้วนะ “บริษัทรวมการเฉพาะกิจรวมใจเสนอ อย่าหาว่าน้าสอน วิ้งๆ วิ้งๆ” แล้วก็เข้ามาสู่คอนเทนต์ สวัสดีครับ เปิดภาพกว้าง มีชื่อพิธีกรขึ้นด้านล่างของจอ ผิดครับ จริตของออนไลน์คือเปิดมา ตู้ม! พี่มาแล้วน้อง พูดมาเลย เฟซบุ๊กเป็นโลกที่ท้าทายมาก คอนเทนต์ของเราขึ้นอยู่กับนิ้วโป้งของคนดู เขาเลื่อนมาเจอเราและเลื่อนเพื่อที่จะเขี่ยให้เราหายไปได้ง่ายดายมาก เพราะฉะนั้น คอนเทนต์ของเราคือต้องใช่และต้องสะท้อนถึงพฤติกรรมของคนดูจริงๆ

     ตอนทำทีวีเราไม่รู้เลยว่าคนดูของเราเป็นใคร เรตติ้งวัดจากไหน ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่า ไอ้กล่องเรตติ้งในตำนานมันอยู่บ้านใครวะ ไม่มีใครรู้ แต่เราก็เชื่อตัวเลขพวกนี้กัน ส่วนการทำคอนเทนต์ออนไลน์เรารู้เลยว่าใครดูอยู่ หน้าตาเป็นอย่างไร คุยกับเขาได้ด้วย มึงถึงต้องใส่ตัวหนังสือให้เขาด้วย เพราะว่าเวลาเขาอยู่ในรถไฟฟ้าหรือในออฟฟิศ เขาไม่อยากเปิดเสียง เขาต้องอ่านเอา และด้วยความที่ผมมาจากคนทำทีวี เวลาตรวจงานผมต้องตะแคงดูแบบเฟรม 16:9 แต่เดี๋ยวนี้โดนตีมือนะ เพราะว่าถ้าเกิดคุณยังดูเฟรมแนวนอนแปลว่าคุณเป็นเพียงคน 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถ่ายงานเดี๋ยวนี้ก็ต้องถ่ายเฟรมแนวตั้ง ไม่ได้ต้องการความเนี้ยบ แต่ต้องการความเข้าใจว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร เขาจะนั่งดูที่โซฟาที่บ้านหรือกินไปดูไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยววะ นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดระยะเวลาปีครึ่ง เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

แล้วความฮิตของคลิป ชิพกับเดล ที่เพิ่งเกิดไปเมื่อสองถึงสามอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณพอจะบอกองค์ประกอบที่ทำให้มันฮิตจนกลายเป็นไวรัลได้ไหม

     ไม่ยากเลยฮะ มันเป็นแค่ของประหลาดอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง มนุษย์เรามองหาสิ่งแปลกใหม่ แตกต่าง และประหลาดอยู่เสมอ อะไรที่ไม่ปกติจะได้รับความสนใจเสมอ มนุษย์เราก็เลยแข่งกันทำสิ่งที่ไม่ปกติ ย้อนกลับไปในยุคอุตสาหกรรมเรามีสิ่งใหม่มากมาย ทั้งพัดลม รถยนต์ ปากกาลูกลื่น มาถึงวันนี้โลกเราแทบไม่มีอะไรเป็นของใหม่แล้ว แม้แต่ลิบราหรือสกุลเงินดิจิตอลใดๆ ก็ตาม ที่สุดแล้วคือตราสาร คือการแลกเปลี่ยนจากกระดาษเป็นมูลค่าในรูปแบบอื่น คือระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างหนึ่ง เมื่อโลกไม่เหลือพื้นที่ให้กับของใหม่ได้เกิดขึ้น คนก็เลยเปลี่ยนมาสร้างสรรค์ของประหลาดแทน การทำของผิดปกติง่ายกว่าการทำของใหม่ แล้วมันเรียกร้องความสนใจได้มาก คอนเทนต์เหี้-อะไรของมึงวะ จึงเกิดมาวันเว้นวัน เราก็จะสนใจมันแป๊บหนึ่ง จากนั้นมันจะกลายเป็นของไม่ประหลาดและก็จะชาเลนจ์ให้เราทำอะไรประหลาดๆ ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

 

หลายคนยอมกินขี้เพื่อเรียกยอดไลก์กันแล้ว

     ผมกลับไม่แปลกใจเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการที่ทุกคนมีมีเดียเป็นของตัวเอง ทุกคนได้แสดงออกตามจริตแห่งตน การคิดเรื่องใหม่ยากเกินไปก็เปลี่ยนมาคิดเรื่องประหลาดแทน บางคนก็ใช้วิธีการท้าทายขีดจำกัด ทำเรื่องที่มนุษย์ไม่ทำกัน เพราะสุดท้ายมันมีคนสนใจเสมอ เทรนด์ของเมื่อก่อนคือดีงาม ต้องเป็นสิ่งดี เลิศเลอ สมบูรณ์ ถึงจะได้รับความนิยม นักกีฬาแข่งชนะ สวย หล่อ เก่ง ดี กระแสนิยมคือต้องดี แต่เดี๋ยวนี้เราตัดคำว่า ‘ดี’ ออก เหลือแต่กระแสอย่างเดียว แปลว่าเรื่องเหี้-ก็ได้ กินขี้ก็ยังได้

     ถ้าผมทำคลิปชวนให้คนรดน้ำต้นไม้ โลกจะได้งดงาม ต่อให้เป็นน้าเน็กเลยนะ คนดูไม่เกิน 500 หรอก แต่ถ้าเกิดผมเตะคนขับแท็กซี่ รับรองว่าอย่างน้อย 5 ล้านต้องมี สื่อไม่ได้อยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกกำหนดด้วยจรรยาบรรณสื่ออีกแล้ว วันนี้เล่นมุกกินขี้ วันหน้าเดี๋ยวมีมุกใหม่ เดี๋ยวนี้โชว์วับๆ แวมๆ ไม่ง่ายแล้วนะ ใครๆ ก็โชว์กัน เดี๋ยวนี้ต่อให้แก้ผ้าเป่ากันโบ๊ะๆ ยังธรรมดาแล้วเลย

 

ช่วงที่ทดลองทำออนไลน์อยู่ปีครึ่ง คุณเคยมีความคิดอยากนำเสนอของแปลกๆ พวกนี้บ้างไหม

     ผมมาจากโลกของสื่อเก่าที่ยังยึดถือสิ่งดีงาม ถูกฝึกมาให้ทำทุกงานด้วยความเนี้ยบ เซตอัพต้องสวยงาม ผู้คนแต่งตัวดี เนื้อหาผสมผสานกันทั้งสาระและบันเทิง เมื่อต้องมาอยู่ท่ามกลางสนามที่ทุกคนเอาแต่กระแส ไม่สนใจดีเลว ผมจะไม่ลงไปแข่งในสนามที่ผมรังเกียจ จะไม่ไปไล่เตะคน ไม่กินขี้โชว์ หรือแข่งกันทำของประหลาด ผมเกลียดชังอะไรก็จะไม่ใช่วิธีนั้น ผมจึงแสวงหาหนทางในโลกออนไลน์ภายใต้ความคิดว่า เราจะทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนได้อย่างไร

     เราคิดและจดจ่อกับมันทุกวัน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เอ๊ะ ตัวกูนี่มันเป็นอะไร กูเป็นใครเหรอเนี่ย” ผมย้อนมองตัวเองกลับไป มึงเป็นพิธีกรมาหลายร้อยรายการ และน่าจะมากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็ทรานสฟอร์มตัวเองไปตามคอนเทนต์ต่างๆ เป็นร้อยๆ คอนเทนต์ แต่พอเดินออกมาจากรายการ “เหี้- กูเป็นใครวะ” เมื่อหาคำตอบไม่ได้ คอนเทนต์ของเราก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ

     จนกระทั่งวันหนึ่งได้เจอ ฌอน บูรณะหิรัญ เห็นคอนเทนต์ที่เขาทำ อายุมึงยังไม่ถึง 30 เลย ทำไลฟ์โคชชิ่งเว้ย มึงให้แรงบันดาลใจ มึงสอนคน “ก็จะเป็นคนที่พูดช้าๆ แบบนี้นะครับ น้าเน็กครับ ผมก็… (ทำเสียงแบบลูกครึ่งพูดไทยไม่ชัด)” คนแบบมึงยังสอนคนได้ เฮ้ย น่าสนใจดีว่ะ น่าจะดีต่อผู้คน แล้วก็กูน่าจะทำได้ด้วย เพราะกูรอบรู้ทุกอย่าง วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ผมตั้งมือถือไลฟ์และพรินต์เบอร์โทรศัพท์แปะไว้ข้างตัว มึงโทร.มาปรึกษากูเลยแล้วกัน สองชั่วโมงแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นผมเอาคลิป 2 ชั่วโมงแรกมานั่งดูเป็นสิบๆ รอบเลยว่ามันดีอย่างไร อะไรที่ยังไม่ได้ ซ้อมไลฟ์อีกสองครั้ง จนกลายเป็นรายการตอบปัญหาหน้าไมค์ ‘อย่าหาว่าน้าสอน’ แล้วก็แตกคอนเทนต์เป็นรายการตอบปัญหาทางเพศอีกหนึ่งรายการคือ ‘หงี่-เหลา-เป่า-ติ้ว’ หลงทางจากการหาตัวเองอยู่ตั้งปีครึ่ง แต่พอใช่แล้วมันก็ใช่จริงๆ

 

น้าเน็ก

 

ก่อนให้สัมภาษณ์กับ ฌอน บูรณะหิรัญ คุณรู้จักเขามาก่อนหรือเปล่า

     ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยครับ วันหนึ่งเขาโทร.มาหา เราก็เปิดสปีกเกอร์โฟนนั่งฟังกับเลขา “ผมอยากสัมภาษณ์น้าเน็กเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตครับ” เราก็งงว่าคนคนนี้เป็นใครวะ แต่ก็รับปากไป กลับไปเสิร์ชข้อมูลเห็นว่า อ๋อ เป็นเด็กที่มาจากเมืองนอก คุณต้น (ลาวัลย์ กันชาติ) ผู้บริหาร JSL ให้งานในวงการบันเทิง จากนั้นก็ได้ไปออกรายการ เจาะใจ มีคลิปที่เขาทำสัมภาษณ์ เฮ้ย คนดูเยอะเว้ย ตัดภาพมาอีกทีผมก็ไปอยู่ที่สนามบินเชียงใหม่แล้ว ผมชอบเขามาก และคิดว่าเขาก็น่าจะชอบผมเช่นเดียวกันนะ

 

ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาสอนในคลิปบ้างไหม

     เอ่อ… หลายอย่างที่ฌอนพูด ผมก็เชื่อแบบนั้นนะ เพราะส่วนใหญ่คลิปของเขาจะเป็นเรื่องของการมองโลกด้วยทัศนคติในแง่บวก การให้กำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งผมก็เชื่อแบบนั้น แต่เรื่องที่ฌอนมีบุญคุณกับผมมากก็คือเขาทำให้ผมคิดออก ทำให้ผมหาเจอว่าควรจะทำคอนเทนต์ในรูปแบบไหน สิ่งที่ฌอนทำคือการให้กำลังใจคนผ่านการแนะนำให้เขาได้รู้จักบุคคลที่มีแนวคิดดีๆ เป็นคลิปกลางๆ ที่ใครดูแล้วก็เอาไปปรับใช้ได้เลย เฮ้ย ผมก็ทำได้เหมือนกันนี่หว่า แต่สิ่งที่ผมคิดต่างจากฌอนก็คือแทนที่จะมานั่งอัดคลิปเหมือนกับเขา ผมจะนั่งคุยกันแบบตัวต่อตัวเลย ไม่ต้องมาบอกแล้วว่า “วันนี้ก็จะมาพูดถึงเรื่องของการมองบวกนะครับ เห็นน้ำครึ่งแก้วคนมองลบก็จะบอกว่าเหลือแค่ครึ่งแก้ว แต่คนมองบวกก็จะบอกว่าเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว” เจตนาเหมือนกันคือการส่งมอบสิ่งดีๆ ต่อผู้คน แต่ผมจะนั่งรับสายและคุยกับทุกคนเอง บางคลิปอาจส่งต่อไปให้อีกหลายคนได้รับประโยชน์ บางคลิปไม่มีอะไรเลย เหมือนนั่งฟังคนด่า ปัญญาอ่อน แต่ก็เป็นความบันเทิงในอีกรูปแบบหนึ่ง

     ผมจึงถือว่าฌอนมีบุญคุณต่อผมในแง่ที่ว่าการได้พบเขาคือการช่วยมาสะกิดให้เห็นว่าเราควรทำคอนเทนต์แบบไหน เพราะถ้าไม่เจอเขาผมอาจจะไม่มีวันคิดถึงคอนเทนต์ประเภทนี้เลย

 

นอกจากไม่เคยคิดถึง คุณเคยดูแคลนการไลฟ์โคชชิ่งบ้างไหม

     ผมไม่ได้ดูแคลนการไลฟ์โคชชิ่ง แต่ผมดูแคลนจุดประสงค์ของคนที่เข้าไปทำไลฟ์โคชชิ่งและหลอกให้คนเข้าใจว่าทุกอย่างมีทางลัด เพราะเขาเห็นว่าคนสมัยนี้ต้องการทางลัด อบรมเรื่องหุ้นแปลว่ากูอยากรวยเร็ว กูก็เลยไปฟังเอา ไม่ได้อยากศึกษาหรอก แต่กูอยากให้คนยัดมาให้เลย แล้วเชื่อว่ากูก็จะคิดเหมือนมึง เหมือนเป็นการเสียบปลั๊กระหว่างกบาลสู่กบาล วิธีการไลฟ์โคชชิ่งก็เลยถูกนำไปใช้เพื่อตอบสนองความรู้สึกดีแค่ชั่วคราวมากกว่าผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง

     ผมเชื่อว่าชีวิตไม่มีเคล็ดลับและไม่มีทางลัด การไปฟังไลฟ์โคชชิ่งที่พยายามบอกว่าทุกอย่างมีทางลัดเสมอจึงไม่ต่างจากการอยากผอมแล้วใช้วิธีอดข้าวหรือกินยาลดความอ้วนเลย สุดท้ายใช้ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่รู้ว่าอย่างน้อยมันประโลมโลก

     ทุกศาสตร์ของการไลฟ์โคชชิ่งฟังดูแล้วดี แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยมีใครบอกคือว่าไม่ใช่รู้แล้วจะจบนะ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการพูด มาฟังผมโค้ชปุ๊บ คุณเดินขึ้นเวทีไปพูดต่อหน้าคนอีก 500 คนได้เลย ไม่มีทาง มันต้องฝึกซ้อม ผมไปเรียนกีตาร์กับ อาจารย์ปราชญ์​ อรุณรังษี รู้นะว่าต้องทำอย่างไร แต่แหม มือแม่งไม่ไปเลย เล่นจนนิ้วหงิกก็ยังไม่ได้ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเลยว่าทุกอย่างต้องการการฝึกฝน ไม่มีความสำเร็จไหนที่มาจากการบอกใบ้แล้วรู้เลย แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ไลฟ์โคชชิ่งก็คือ มันแสดงให้เห็นว่า คนเราเดี๋ยวนี้มันอยากดีขึ้นนี่หว่า และเหตุผลที่ อย่าหาว่าน้าสอน ประสบความสำเร็จก็เป็นเพราะว่าคนเราอยากดีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางลัดก็ตาม

     ก่อนหน้านี้ผมเคยดูแคลนโลกออนไลน์ว่าออนไลน์แม่งเป็นพื้นที่ของพวกกากเกรียน เป็นพื้นที่ของการปลดปล่อยอันบ้าบอคอแตก แต่วันนี้ผมมาสมัครออนไลน์แล้วพบว่า เฮ้ย มันก็คือผู้คนอย่างเราๆ ทุกคนนี่แหละ ผู้คนต่างมีปัญหาเหมือนกับเรา แต่ไม่รู้ว่าจะหันไปปรึกษาใคร แต่เขาอยากดีขึ้น เขาอยากหลุดพ้นจากปัญหานี้นะ แปลว่าถ้าเกิดคุณสามารถทำสิ่งที่มีสาระแล้วมันน่าดูได้ คนเขาก็พร้อมจะเอาเหมือนกันนะ

 

ถ้าไม่เชื่อในทางลัดแล้วเราควรจะช่วยชีวิตเขาได้ด้วยวิธีการแบบไหน

     ผมไม่แนะนำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนตัวเอง เหมือนที่คุณมาถามผมว่า เฮ้ย ถ้าฉันไม่มีความสามารถในการพูด แต่คนที่มีความสามารถในการพูดเขาได้รับโอกาสที่ดีกว่าใช่ไหม ผมจะบอกว่า เฮ้ย ไม่จำเป็น ถ้ามันไม่ใช่คุณสมบัติของเรา ก็ไม่ต้องสิ ผมไม่แตะต้องความเป็นคุณเลยนะ แต่ผมต้องถามคุณกลับไปมากกว่าว่ามึงอยากเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ เหรอวะ หรือมึงแค่รู้สึกผิดที่มึงไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น บางคนเกิดมาเป็นผู้พูด บางคนเกิดมาเป็นผู้ฟัง บางคนเกิดมาเป็นผู้ให้ บางคนเกิดมาเป็นผู้รับ ถ้ามึงเกิดมาเป็นผู้ฟัง มึงจะไปเป็นผู้พูดทำไมวะ หรือว่ามึงก็อาจจะเกิดมาเป็นผู้พูดนี่แหละแต่มึงยังไม่ค้นพบความสามารถของตัวเอง สิ่งที่ผมทำก็คือ เวลามีคนโทร.เข้ามาปรึกษา สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่ก็คือชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเขาคืออะไร เท่านั้นเอง เพราะว่าหลายๆ คนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเขามีปัญหาอะไร หรือเขาอาจจะคิดว่าเขารู้แต่เขารู้ผิด

     ผมยกตัวอย่าง เด็กวัยรุ่นโทร.มาบอกว่า แม่ไปยืมเงินใครมาก็ไม่รู้ตั้งหลายแสน ถามแล้วก็ไม่ยอมบอกว่าเอาไปทำอะไร ก็เลยให้พ่อพูด แต่แม่ก็ไม่ยอมบอกพ่อ สรุปว่าพ่อลูกคู่นี้ลงมติไล่แม่ออกจากบ้าน ตอนนี้อยู่บ้านกับพ่อสองคน พ่อลืมแม่ได้แล้วและกำลังจะมีเมียใหม่ เขาบอก “เนี่ยผมไม่เข้าใจเลยว่า พ่อจะมีเมียใหม่ทำไม ผมจะทำยังไงกับพ่อดี” เฮ้ย มึงเข้าใจปัญหาผิดแล้ว ปัญหาคือมึงเป็นครอบครัวที่ไม่เล่นกันเป็นทีม ผมไม่ได้เสนอทางแก้เลยนะ ปัญหาที่เขาคิดคือเขามีแม่ที่ไม่เอาไหน แล้ววันนี้เขายังมีพ่อที่ไม่เอาไหนอีก จะทำอย่างไรดี เขาคิดว่าเขาถูก แต่ไม่ใช่เลย มึงบ้า มึงมองปัญหาผิดแล้ว ทำไมครอบครัวมึงไม่เล่นกันเป็นทีมวะ มีครอบครัวไหนที่พอมีใครทำอะไรผิดแล้วสมาชิกก็โหวตไล่เขาออกไปจากบ้านเหรอ แล้วตัวมึงตอนนี้อายุ 18 มึงเคยรู้ไหมว่าการมีคนนอนข้างๆ มาโดยตลอด แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเหวี่ยงแขนไปไม่เจอใครมันอยู่ไม่ได้นะ มึงยังไม่เข้าใจ มึงคิดว่าการมีเมียเป็นเพียงแค่การมีใครสักคนที่มีเซ็กซ์ด้วยเหรอ มึงคิดว่าเขาแค่บ้าผู้หญิงเท่านั้นเหรอ บ้า มึงแค่ 18 เอง มึงเคยมีชีวิตคู่หรือยัง พอผมชี้ให้เขาเห็นว่าอะไรที่มันเป็นปัญหาจริงๆ รู้แค่นี้เขาแฮปปี้เลย ผมไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าต้องแก้อย่างไร ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงนี้

 

 

ทำไมคนหนุ่มสาวมากมายถึงมองไม่ออกว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร

     ช่วงอายุของคนที่โทร.เข้ามาในรายการ กลุ่มใหญ่ที่สุดคือมัธยมถึงเฟิสต์จ๊อบเบอร์ หรือ 16-25 ปี เขาคือคนรุ่นใหม่ที่ขาดอยู่สามอย่าง หนึ่ง ประสบการณ์ สอง วิธีคิด และสาม วิธีการรับมือกับปัญหา ข้อแรก คุณให้อภัยเขาเถอะ เพราะเขาอายุแค่ 16 ปีเอง เมื่อไม่มีประสบการณ์ก็เหมือนชีวิตไม่มีแบบฝึกหัด จึงไม่มีวิธีคิดและขาดวิธีการรับมือกับปัญหา เราอยู่ในยุคที่มีเครื่องมือ จะไปไหนก็ดูพยากรณ์อากาศได้ ไม่ต้องไปต่อคิวซื้ออาหารเพราะโทร.เรียกไลน์แมน จะขึ้นแท็กซี่ก็ไม่ต้องออกไปโบก แต่ปัญหาในชีวิตบางเรื่องมันไม่มีเครื่องมือช่วย เมื่อไม่ได้ถูกฝึกให้มีวิธีการคิดก็เลยไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้

     เหตุผลที่ผมรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้เพราะผมโตมากับยุคแอนะล็อก ไม่ใช่เพราะผมแก่นะ แต่ผมโตมากับการทำงานที่อยู่บนการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนผมเป็นช่างภาพ ถ่ายกล้องฟิล์ม ผมรู้ว่ามันยากลำบากขนาดไหน ก็เลยสะท้อนนิสัยของความละเมียดละไมในการที่จะกดแต่ละโป้ง เพราะมันเสียไม่ได้ คุณถ่ายภาพผมวันนี้ ใช้เวลา 3 วันนะกว่าจะผ่านกระบวนการจนได้เห็นรูป แล้วถ้าเสียขึ้นมาคือนัดไอ้น้าเน็กมาใหม่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราก็เลยถูกฝึกให้มีระบบความคิดเพื่อรับมือกับปัญหา แต่คนสมัยนี้ไม่ได้ถูกฝึกมาแบบนั้น เขากำลังเริ่มต้นใช้ชีวิต กำลังจะเริ่มต้นไปสู่อะไรบางอย่าง เขาก็ต้องการเข็มทิศนำทาง เหมือนเดินออกจากบ้านไปสู่โลกกว้าง จึงต้องการการชี้นำมากกว่าคนที่อายุมากแล้ว

 

หากคนที่เขาโชคดีโทร.หาคุณติดแล้วเขายังกลับไปใช้ชีวิตห่วยๆ แบบเดิม คุณเสียใจไหม

     ผมไม่เสียใจเลยครับ มันอาจจะไม่ได้ผลกับสายที่โทร.มา แต่ผมเชื่อว่าคนที่รับฟังอยู่จะเข้าใจ มีน้องคนหนึ่งเป็นยูทูเบอร์ถามว่า จะรับมือกับคนที่คอมเมนต์ด่ายังไงดี ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เฮ้ย เธอกับฉันก็แค่มนุษย์ธรรมดา พี่จะยกตัวอย่างสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลอย่างดวงอาทิตย์เลยนะ ทุกครั้งที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจะมีคนสามประเภท พวกแรกคือคนที่ดีใจ “เย้… ดวงอาทิตย์ขึ้น ซักผ้า ล้างรถดีกว่า” คนประเภทที่สอง “ค-ย ร้อน ไอ้สัตว์ วันนี้กูมีอีเวนต์กลางแจ้ง วันนี้กูมีเตะบอล ไอเหี้-แม่ง แดดพ่อมึงตาย” กับคนประเภทที่สาม “ไม่รู้” ไม่สนใจเลยว่าแดดจะออกหรือเปล่า เพราะเรานั่งสัมภาษณ์กันอยู่ในห้องแอร์ไง

 

 

     ยิ่งคุณทำงานต่อหน้าสาธารณชน จะต้องพบกับทั้งคนที่ชอบคุณ เฉยๆ กับคุณ และเกลียดคุณ เมื่อมีคนชอบ ก็ขอบคุณเขา เจอคนเฉยๆ ก็พยายามทำให้เขาหันมาเพื่อที่จะชอบหรือจะเกลียดก็ยังดี ส่วนคนที่เกลียด เราก็ได้แต่เสียใจ เพราะเขาก็เกลียดในสิ่งที่เราเป็น เกลียดเสื้อ เกลียดผ้า เกลียดมือ เกลียดจังหวะหายใจของเราด้วยซ้ำ ก็เขาไม่ชอบไง จะทำอะไรได้

     ผมไม่รู้ว่าฟังแบบนี้แล้วน้องเขาจะคิดอะไรได้บ้างหรือเปล่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนที่ดูคลิปนี้เป็นแสนเป็นล้านเขาก็พิมพ์มาบอกว่า เออ เขาตาสว่างเลย เข้าอกเข้าใจชีวิตมากขึ้น เขากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมด้วยความรู้สึกใหม่ ผมเลยไม่เสียใจเลยหากการสนทนาระหว่างผมกับอีกคนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไม่ได้ เพราะในที่สุดแล้วสิ่งที่ผมพูดไปยังเป็นประโยชน์ต่อคนอีกมาก

 

น้าเน็ก

 

คุณคิดว่าคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่หวาดกลัวอะไรมากที่สุด

     สิ่งที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้หวาดกลัวคือกลัวไม่ได้รับการยอมรับ เพราะว่าเขาเอาชีวิตลงไปฝากไว้กับเครื่องมือสื่อสารและโซเชียลมีเดีย เราเห็นคนอื่น คนอื่นเห็นเรา จึงกลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับและกลัวไม่มีพื้นที่ในสังคม ก็ส่งผลให้เขาคิดและทำอะไรบนพื้นฐานที่บางเรื่องก็เป็นแรงผลักดันที่ดี บางเรื่องก็เป็นแรงผลักดันที่แย่ บางเรื่องเป็นแค่เปลือกแต่เขากลับคิดว่าเป็นแก่น แกนกลางของความกลัวมาจากความรู้สึกเดียวกันคือกลัวไม่ได้รับการยอมรับในสังคม แต่ตีความแตกต่างกันไป เช่น กูไม่ได้รับการยอมรับเพราะกูไม่เก่ง ดังนั้น กูต้องตั้งใจเรียนให้เก่งๆ ส่วนบางคนคิดว่าเพราะกูหน้าตาไม่ดี กูเลยต้องไปศัลยกรรม

     สมัยก่อนเราไม่ค่อยเห็นคนอื่น พอๆ กับที่คนอื่นก็ไม่ค่อยเห็นเรา สังคมของเรามีแค่ที่ทำงาน ละแวกบ้าน และในโรงเรียนเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้คุณนับเพื่อนในเฟซบุ๊กดูสิว่ามีกี่คน 600-700 คนใช่ไหม คนอะไรมีเพื่อน 700 คน แล้วตัวเลขมากที่สุดที่เฟซบุ๊กอนุญาตให้มีได้คือ 5,000 คน ซึ่งเราไม่ได้รู้จักมันจริงๆ หรอก แต่เราจะมีความรู้สึกว่า ไอ้คน 5,000 คนจดจ้องกูอยู่ เราไม่ได้รู้จักทุกคนแต่เราตีความและกดดันไปเองว่ามีคนอีกเป็นร้อยเป็นพันคนดูเรา เราก็เลยต้องการการยอมรับ แล้วเราถูกทำให้เชื่อว่าเราต้องประสบความสำเร็จ ต้องโดดเด่น เราจึงก็กลัวการไม่มีอะไรแบบนั้น

 

ในวัยนี้คุณกลัวอะไรมากที่สุด

     ผมข้ามผ่านความกลัวที่ต้องออกไปพูดต่อหน้าผู้คนมาได้นานมากแล้ว ความกลัวพื้นฐานอย่างการกลัวตาย ผมไม่กลัวเลย อยู่ก็ได้ตายก็ไม่น่าเกลียด ผมไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้ตัวเองตายช้าหรือไม่ตาย เราใช้ชีวิต ดื่ม กิน สูบ เสพอะไรไปตามปกติ กลัวเจ็บก็กลัว ซึ่งพอมีอะไรจะเจ็บกูก็ชักมือออกเป็นปกติ วันนี้ความกลัวของผมเปลี่ยนแปลงไป ผมกลัวความเกลียดชัง เพราะความเกลียดชังจะนำมาซึ่งทุกอย่างที่น่ากลัว ถ้าผมเกลียดคุณผมจะปฏิบัติแย่ๆ กับคุณ ด่าทอ กลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกายหรืออะไรก็ตามที่น่ากลัว

     ความเกลียดชังมาจากความรู้สึกแปลกหน้า การใช้ชีวิตทุกวันนี้ของผมจึงถูกผลักดันด้วยความต้องการลดภาวะการแปลกหน้าต่อกัน พวกคุณมาสัมภาษณ์ผม มีช่างภาพมาด้วย เราแปลกหน้าต่อกันไม่ได้ นอกจากคุยกับคุณแล้วผมจึงอยากคุยกับช่างภาพด้วย แล้วในที่สุดพวกเราก็เลยได้มานั่งรวมตัวอยู่ด้วยกันตรงนี้ หลังจากนี้เราเจอกันเราจะสนิทสนมกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกันแล้ว และในสังคมเราตอนนี้สิ่งหนึ่งที่จะนำมาซึ่งความเกลียดชังก็คือการแสดงออกทางการเมือง เพราะฉะนั้น ผมจึงเลือกที่จะไม่แสดงออกทางการเมือง

 

แต่มีความรู้สึก

     มีครับ ตราบใดก็ตามที่เราเป็นผู้เสียภาษี ผมเสียภาษีเยอะกว่าคนปกติด้วยนะ นั่นแปลว่าเงินภาษีของผมถูกใช้ไปอย่างไร ผมย่อมมีความรู้สึกอยู่แล้วครับ มีคนที่ผมชอบความคิดเขา มีคนที่รู้สึกว่า โห ความคิดนี้แม่งหมาไม่แดกเลยว่ะ แต่ไม่มีประโยชน์ในการแสดงออก ซึ่งผมเข้าใจคนที่เขาแสดงออกนะ มันเป็นความคับข้องหมองใจ มันเป็นความอึดอัดอยากระบาย แต่สำหรับผมคือถ้าจะระบายอะไรสักอย่าง พูดกับชั้นหนังสือยังดีกว่าการพิมพ์ลงไปในโซเชียลมีเดีย

 

น้าเน็ก

 

คุณอ่านหนังสือเยอะมากเพื่อตอบในสิ่งที่คุณสงสัย แล้วกับเรื่องการเมือง คุณได้ไปหาหนังสือมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่

     ผมมีหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์เปลี่ยนการปกครอง 2475 แทบจะทุกเล่ม แล้วก็ซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดที่ผมได้มาคือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า เป็นหนังสือของ พลโท ประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้ก่อการ เป็นฉบับซีร็อกซ์เลยด้วย ผมสนใจอ่านเอกสารทางวิชาการทุกอย่างที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 2475 ในรูปแบบของนิยายก็มี ผมเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้ แล้วก็คิดว่าตัวเองเข้าใจบริบทของการเมืองไทยประมาณหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แสดงออก เพราะเราก็มีความรู้สึกว่าในสิ่งที่เราเข้าใจก็จะมีคนที่ไม่เห็นด้วย และตราบใดที่บ้านเมืองของเรายังเห็นต่างแล้วแตกแยก ผมก็เลือกที่จะไม่แสดงออก

     อาจมีคุยกับคนใกล้ตัวบ้างซึ่งอยู่ในวงที่แคบมากๆ เลือกคุยกับคนที่โต้เถียงกันแบบข้อมูลสู่ข้อมูล ไม่ได้โต้เถียงกันด้วยมายาคติ อคติ ไม่ได้หลับหูหลับตาเกลียด ผมเชื่อว่าคนที่หลับหูหลับตาเกลียดใคร เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเกลียดคนคนนั้นเพราะอะไร เวลาเราเกลียดนักการเมืองหรือตัวละครทางการเมืองคนไหน เชื่อมั้ยว่าหลายๆ คนถ้าเอามานั่งคุยกันจริงๆ เขาบอกเหตุผลไม่ได้

 

คุณมีคนที่เกลียดอยู่ในใจบ้างไหม

     ถ้าเป็นตัวละครทางการเมืองผมไม่เกลียดใครเลย ชีวิตจริงไม่มีใครเป็นพระเอกและผู้ร้ายที่ขาวจัดดำจัดแบบในละครหรอก ชีวิตจริงมีทั้งมุมที่ดีและมุมที่ชั่ว ถ้าผมรักแม่มาก ผมกตัญญูต่อครอบครัว แม่ผมเป็นมะเร็ง ไม่สบาย ผมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาแม่และครอบครัวให้ได้ นั่นหมายถึงอาจจะไปจี้ปล้น ตกลงผมเป็นคนดีหรือเป็นคนเลววะ ผมเป็นโจรชั่ว จี้ปล้นเขามา ตัดภาพสลับมาเห็นผมให้นมลูก ดูแลแม่ที่เป็นมะเร็ง ด้วยเงินที่ผมไปปล้นเขามา คนดูก็กระอักกระอ่วนใจแล้ว นั่นคือชีวิตจริง

     ในทุกคณะทางการเมืองก็มีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี ซึ่งไม่เสถียรด้วย เวลาคุณทำการรัฐประหาร ถ้าคุณชนะคุณได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าคุณแพ้คุณเป็นกบฏ คุณโดนประหารนะ ตกลงนี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีวะ มันคือเรื่องเดียวกัน ทำไมมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งในผู้ก่อการปฏิวัติ 2475 สุดท้ายต้องหนีระหกระเหินจากเมืองไทยไปเสียชีวิตที่ญี่ปุ่น ทั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ นักเรียนทุกคนต้องตัดผมเกรียน ยืนเข้าแถว ไหนจะสร้างวัฒนธรรมและอนุสาวรีย์ต่างๆ เขาสร้างสิ่งซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นปัจจุบันไว้มากมาย ทุกวันนี้ยังถกเถียงกันอยู่เลยว่าตกลงคนคนนี้ดีหรือไม่ดี แล้วแต่ว่าจะมองจากมุมไหน นั่นแปลว่าในเรื่องการเมือง แม่งไม่มีผิดหรือถูกอย่างแท้จริง ผมถึงบอกว่า ถ้าเรื่องที่ไม่มีค่ากลางแบบนี้ แสดงออกไม่ได้ และเรามีฐานะเป็นคนที่ต้องทำงานต่อหน้าสาธารณชน อย่างน้อยๆ เรารู้ว่ามีคนชอบเรา เฉยๆ กับเรา และเกลียดเรา แต่คนเกลียดเราขอให้อยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยที่สุด แต่ถ้าเกิดคุณแสดงออกทางการเมือง คุณจะได้ 50-50 เลย

 

ถ้าสังคมเราให้เสรีภาพในการพูด ผู้คนถกเถียงกันบนหลักการและเหตุผล และไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไรก็ตามจะไม่มีใครสาดความเกลียดชังใส่กัน เราจะได้เห็นคุณออกไปยืนพูดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อหน้าสาธารณชนหรือเปล่า

     อ่า… นั่นเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนก็ใฝ่ฝัน พูดจากันด้วยเหตุผลแล้วก็ถกเถียงกันอย่างมีข้อมูล แต่ก็นั่นอีกล่ะฮะ เราไม่สามารถตรวจสอบความจริงของชุดข้อมูลที่ผมหรือคุณมีได้ สิ่งนั้นจะเกิดก็ต่อเมื่อเราได้คุยกับคนที่มีชุดข้อมูลเท่าๆ กัน หรือแม้กระทั่งคนที่คิดเหมือนกัน ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน คุยกันก็จะไม่ทะเลาะกัน เกลียดเรื่องนี้เหมือนกัน คุยกันก็จะไม่ตีกัน หรือคนหนึ่งอาจจะชอบเรื่องนี้ อีกคนหนึ่งเกลียดเรื่องนี้ แต่ถ้าความรู้สึกมันเท่าๆ กัน อยู่ในระดับการศึกษาหรือพื้นเพที่คล้ายคลึงกัน ก็จะคุยเรื่องนี้กันโดยสันติ ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล

     แต่ชีวิตจริงไม่อนุญาตให้เราพบเจอคนแบบนี้ได้บ่อยๆ หรอกครับ เราอาจจะเจอคนที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าเรา เราต่ำกว่าเขามากเลย หรือมีคนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเรามาก นั่นล่ะฮะ การปะทะกันทางความคิดจะเกิดขึ้นและมีอะไรมากมายตามมาเสมอ นี่คือความเป็นจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ และผมคงไม่มีวันได้ขึ้นไปยืนพูดถึงสิ่งที่ผมคิดให้สาธารณชนฟัง

     ถ้าถามว่าในชีวิตนี้ผมฝันอยากเห็นอะไร ผมอยากให้ทุกคนอดทนอดกลั้นต่อกันมากกว่านี้ ไม่ว่าเราจะไม่พอใจคนอื่นๆ ในสังคมมากแค่ไหน แต่ช่วยลดความรุนแรงต่อกันหน่อยได้ไหม ทะเลาะกันให้ตาย เถียงกันให้ตาย ตะโกนใส่หน้ากันก็ได้ แต่อย่าทำร้ายร่างกายกันด้วยความรุนแรง ผมอ่านข่าวเจอเรื่องของเฮียคนหนึ่งที่ตบเด็กเสิร์ฟ เอาอย่างนี้เลยเหรอ ผมยอมให้คนด่าเหี้- ค-ย ได้เลยนะ แต่ขอแค่อย่าลงไม้ลงมือได้ไหม

     ทำไมเมืองนอกเวลาขับรถปาดหน้ากัน ต่างคนต่างยกนิ้วกลางแล้วก็ไป แต่วันดีคืนดีจะต้องมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ควงปืนไปยิงคนในโรงเรียน ไปยิงคนในมัสยิด ก็นับว่ายังดีที่ประเทศไทยไม่ได้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะฉะนั้น ชีวิตคนแต่ละคน หรือสังคมแต่ละสังคมมันแสนซับซ้อนเกินกว่าจะไปด่วนสรุปได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน หรือความเชื่อแบบไหนถูกต้องที่สุด

 


อ่านบทสัมภาษณ์ซีรีส์ ‘ความกลัว’ อื่นๆ ได้ที่

     – เม้ง ชูใจฯ | ผมขอโทษ ถ้าผมเคยทำโฆษณาให้พวกคุณรู้สึกไม่ชอบตัวเอง

     – จิงจิง | กลัวอ้วน กลัวผอม คือความวิตกกังวลตามปกติ ไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวภายในจิตใจ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN