รดน้ำดำหัว ‘ซิโก้’ ในตำนาน ความหวังทีมชาติไทยและความฝันเด็กไทยในฟุตบอลระดับโลก

The Guest
16 Apr 2019
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ชื่อนี้อยู่คู่กับฟุตบอลไทยมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ แฟนบอลเคยรู้จักเขาในฐานะกองหน้าดาวรุ่งพุ่งทะยานพาไทยชนะพม่า คว้าแชมป์ซีเกมส์ 1993 ประสบความสำเร็จมายาวนานรั้งอันดับ 10 ของโลก ในฐานะผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในสีเสื้อทีมชาติจากการบันทึกของ Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF)

     ย่างก้าวเมื่อเข้ามารับงานโค้ช แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการทำทีมสโมสร ทว่าในสีเสื้อทีมชาติ เขายังเป็นฮีโร่ไม่แพ้สมัยเป็นนักเตะ เขาพาทีมชาติไทยกลับมาจากวิกฤต ศรัทธาผงาดครองจ้าวอาเซียนสองสมัย แชมป์ซีเกมส์ อันดับสี่ในเอเชียนเกมส์ แชมป์คิงส์คัพ ตลอดห้าปีที่คุมทีมเขาสร้างรอยยิ้มให้แฟนบอลได้มากมาย ก่อนจะอำลาตำแหน่งไปเมื่อสองปีที่แล้ว

     เรื่องประหลาดใจยังตามมาตลอด ถึงแม้ห่างหายจากวงการและหน้าสื่อ แต่ทุกครั้งที่ทีมชาติไทยผลงานตกต่ำพ่ายแพ้ ชื่อของ ‘ซิโก้’ กลายเป็นตำนานที่ถูกโยงในทันที และทุกครั้งก็จะจบลงที่ซิโก้ปฏิเสธข่าวอยู่เสมอ

     อะไรคือนัยสำคัญที่ซ่อนอยู่ ซิโก้ปิดตายประตูงานโค้ชแล้วกระนั้นหรือ? นี่คือสิ่งที่ทุกคนสงสัย แน่นอนคำตอบที่ใครๆ ก็อยากรู้ เราได้มาในวันที่มีโอกาสรดน้ำดำหัวเขาในฐานะที่ซิโก้กลายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่และตำนานแห่งวงการฟุตบอลไทยไปแล้ว

 

ซิโก้

 

อยากให้อัพเดตกันหน่อยว่าตอนนี้ซิโก้เกี่ยวพันกับฟุตบอลไทยในเรื่องไหนบ้าง

     ชีวิตผมยังอยู่กับฟุตบอลตลอด อย่างแรกคือกลับมาดูแลบริษัทของตัวเอง สปอร์ตฮีโร่ เป็นบริษัทออร์แกไนเซอร์ ทำมา 17 ปีแล้ว และมูลนิธิซิโก้ (Zico Foundation) มีกิจกรรมเยอะ ที่ผ่านมาเราไปสอนการเล่นฟุตบอลให้เด็กห่างไกลตามถิ่นทุรกันดาร ไปทุกที่ที่มีเด็กอยากเล่นฟุตบอล ตอนนี้มีโครงการ Something Better จัดหาลูกฟุตบอลมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนปีละหมื่นลูก ผมยังอยู่กับฟุตบอลตลอด เพียงแต่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้กระจายไปสู่เด็กๆ ทั่วประเทศ เพราะมันเป็นผลพวงจากทีมชาติและฟุตบอลลีกที่ยอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีเด็กไทยหันมาอยากเล่นฟุตบอลเยอะมาก สิ่งสำคัญที่ต่างไปจากอดีต ก็คือทุกวันนี้ฟุตบอลเป็นอาชีพสุจริต ที่คุณพึ่งพาเลี้ยงชีพได้อย่างจริงจังกว่าเมื่อก่อน คุณสามารถมีรายได้ชัดเจน ได้ทั้งเม็ดเงินและชื่อเสียงพร้อมกันหากมีระเบียบวินัยมากพอ

     ยิ่งพูดถึงเรื่องอดีตนะ เปรียบเทียบกับยุคผมเองหรือช่วงเวลาหลังจากผมมานิดหน่อย ผมว่าเด็กรุ่นนี้เข้าถึงฟุตบอล เข้าถึงความรู้ได้ดีขึ้นมาก ยกตัวอย่าง ตอนนี้มีอะคาเดมีสอนฟุตบอลที่เกิดขึ้นเยอะ และขยายตัวเร็วมากๆ ทั้งที่สอนพื้นฐานไปจนลงทุนทำสนามหญ้าจริงบ้าง สนามหญ้าเทียมบ้าง จากนักกีฬาอาชีพตอนนี้ก็มาเป็นโค้ชที่มีความรู้มาสอน ซึ่งบรรดาโค้ชที่ผมเห็นประจำการอยู่ตอนนี้ ต่างก็ผ่านการอบรมมาในระดับสูง สมัยตอนผมเด็กๆ ก็เรียนกับครูพละล้วนๆ

     เด็กสมัยนี้มีโอกาสมากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอบคุณสื่อมวลชน รวมทั้งสื่อโซเชียล ที่นำเสนอข่าวฟุตบอล รวมทั้งไลฟ์สไตล์ของนักฟุตบอล เด็กๆ เลยได้รู้จักทั้งฟุตบอลและนักฟุตบอลที่ตัวเองรัก ทั้งพี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) พี่มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) พี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) ชื่นชอบ ชื่นชม คนพวกนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวตาม

 

เห็นว่าตอนนี้คุณจะไปไกลกว่าฟุตบอลในประเทศแล้ว ได้ยินชื่อโครงการเท่ๆ อย่าง ‘เล่นฟุตบอลจนได้ดี ไปอังกฤษฟรีกับโค้ชซิโก้’

     นั่นคืองาน Sport Education เป็นหนึ่งในเรื่องใหม่ๆ ที่ผมหันมาทำเต็มตัวหลังลาออกจากการเป็นโค้ชเมื่อปี 2017 ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนระดับมัธยม บรูก เฮาส์ คอลเลจ ฟุตบอล อะคาเดมี (Brooke House College Football Academy) ที่ประเทศอังกฤษ จริงๆ แล้วเราคุยกันมาก่อนหน้านั้นนานแล้วแต่ไปไม่ได้เพราะยังรับงานโค้ชอยู่ เจ้าของโรงเรียนนี้บ้าฟุตบอลมาก ทำโรงเรียนที่มีสนามฟุตบอลถึง 13 สนาม เป็นโรงเรียนมัธยมและเปิดอะคาเดมีด้วย ลงทะเบียนกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ส่งทีมแข่งขันได้ตามระดับอายุที่สมาคมจัดแข่ง มีแมวมองคอยจับตา เท่ากับว่าเด็กโรงเรียนนี้นอกจากจะจบได้วุฒิมัธยมปลาย หากมีความสามารถฟุตบอลก็มีสิทธิ์ได้รับโอกาสทดสอบฝีเท้า (Trial) จากสโมสรอาชีพ ซึ่งเคยมีเด็กจากที่นี่ไปเซ็นสัญญากับเลสเตอร์ซิตีมาแล้ว

     มองเฉพาะเรื่องเส้นทางนักฟุตบอล การแข่งขันที่อังกฤษสูงมาก เพราะมีเด็กจากทั่วโลกมาเข้าโครงการ ทั้งอังกฤษเอง ชาติอื่นๆ ในยุโรป แอฟริกา ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นโอกาสดีหากจะส่งเด็กไทยที่มีพรสวรรค์ด้านฟุตบอลไปทดสอบความสามารถ ยิ่งโครงการนี้ตรงกับสิ่งที่ผมเองคิดมาเสมอ คือแม้ว่าน้องๆ หนูๆ จะแน่วแน่อยากเป็นนักฟุตบอล แต่พี่โก้ย้ำเสมอว่าต้องเรียนหนังสือด้วย ต้องมีอะไรรองรับไว้ หากเจอเรื่องไม่คาดฝัน แข้งขาหักขึ้นมา จนต้องเลิกก่อนประสบความสำเร็จ เราก็ยังมีความรู้ไว้ทำมาหากินอย่างอื่น

     นี่จึงเป็นที่มาของงาน Sport Education เริ่มจากพาไปทดสอบในช่วงปิดภาคเรียน ในเดือนเมษายนหรือตุลาคม หรือหากใครมีแววว่าชอบ อยากลองตามฝัน จะเรียนเต็มเวลา ทางเราสามารถดูแลให้ได้เลย เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากพาลูกไปหาประสบการณ์เรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ เชิญได้เลย มีบริษัทที่พร้อมเป็นร้อยแห่ง แต่ถ้าอยากให้ลูกได้เรียนและมีโอกาสทดสอบความสามารถเรื่องฟุตบอล อยากให้เขาตามฝัน พามาหาพี่โก้ได้เลย

     แต่อย่าคิดไปเองว่าเป็นโครงการพาลูกคนรวยอยากเตะบอลไปเมืองนอก ไม่ใช่แน่ๆ เพราะที่นั่นเขาซีเรียสกันมาก ทุกคนไปเพื่อหาโอกาสในชีวิต เข้มงวด เรียน กิน นอน เน้นหลักโภชนาการ ซ้อมหนัก เพื่อลงแข่งขัน ปิดซีซันทีก็มีเก็บตัวต่างประเทศ ทำตัวไม่ต่างจากมืออาชีพเลย เพียงแต่ทำตั้งแต่อายุ 11-12 ปี

     ทั้งนี้ ไม่ว่าน้องๆ จะได้เป็นนักเตะอาชีพต่อไปจริงหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยน้องๆ จะเห็นแล้วว่าโลกเรามันกว้างกว่าที่คิด นาทีนี้ธุรกิจฟุตบอลมีอะไรมากกว่าที่คุณตั้งเป้าแค่ลงไปเป็นผู้เล่นในสนาม เขาอาจจะมีฝันใหม่ที่เป็นไปได้เกี่ยวกับฟุตบอล ยังมีหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ทั้งผู้บรรยาย นักข่าว นักกายภาพ เรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปดูธุรกิจอุปกรณ์ นวัตกรรมในระบบอาชีพ ก็มีงานรองรับเยอะมาก เรื่องพวกนี้ ถ้าเราอยู่แค่ในเมืองไทยจะไม่ได้เห็นเลย บางทีผมคิดว่าการมาทำงานด้าน Sport Education เหมือนก้าวข้ามเรื่องโค้ชไปแล้วจากสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ ผมมีเป้าหมายพาเด็กไทยทั่วประเทศไปเล่นฟุตบอลที่อังกฤษ เอาให้ได้มากที่สุด

 

คำว่าก้าวข้ามเรื่องโค้ชหมายความอย่างไร 

     ที่ว่าก้าวข้าม เพราะตอนนี้พี่โก้ผ่านงานโค้ชมากกว่าระดับสโมสร นั่นคือเคยคุมทีมชาติมาแล้ว 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องโชคดี วันแรกที่รับงานตั้งแต่ปี 2013 หากไม่จบที่แชมป์ซีเกมส์ที่เนปิดอว์ คงไม่ได้ทำงานต่อ ไม่มีโอกาสจบอันดับสี่ที่เอเชียนเกมส์ท่ามกลางคำสบประมาท ไม่มีโอกาสคว้าแชมป์อาเซียนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนวันที่ลาออกจากตำแหน่ง มันก็สุดทางแล้ว

     ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าผมยุติแล้วเรื่องงานโค้ช เพราะส่วนตัวเพิ่งจะจบการอบรม Pro Licence (การอบรมระดับสูงสุดของโค้ชฟุตบอลอาชีพ หากจบการอบรมนี้ แปลว่าซิโก้สามารถรับงานโค้ชที่ไหนระดับใดก็ได้) เสียเงินไปตั้งห้าแสนเลยนะ คงไม่หยุดแค่เอาใบประกาศมากองไว้บ้านหรอก ถ้ามีข้อเสนอที่ดีและลงตัวก็อาจจะรับทำ

     แต่วันนี้มองว่างานโค้ชมันทำแค่ตัวเรา แต่ Sport Education มันท้าทายมากกว่า เพราะการทำเรื่องดีๆ ให้วงการ ทำได้มากกว่าคุมทีมข้างสนาม แต่ผ่านไปอีก 3-5 ปี ความคิดนี้อาจจะเปลี่ยนก็ได้ เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสข้างหน้าจะมีอะไรตามมา เลยไม่อยากปิดประตูตัวเอง โปรไลเซนส์ไม่ได้สอนเพียงแต่การทำทีมฟุตบอลให้ชนะ มันพ่วงการบริหารธุรกิจทีมฟุตบอลเข้ามาด้วย

 

ซิโก้

 

คุณยังจำเรื่องเล็กๆ ที่คุณดุนักเตะทีมชาติไทย ในช่วงแรกที่เข้ามาคุมทีมได้ไหม ที่พวกเขาแต่งตัวไม่ดี ใส่รองเท้าแตะมาในวันรายงานตัว จากประสบการณ์มากมายในวันนี้ มองย้อนกลับไปเรื่องราวตอนนั้น คุณคิดอย่างไร

     ก็ผมบอกแล้ว ว่านักฟุตบอลคือดารา เราต้องทำให้นักฟุตบอลเป็นสินค้าระดับขึ้นห้าง ต้องมีคลาส มีภาพลักษณ์ที่ดี มีจุดขายที่ยอดเยี่ยม มันก็เหมือนวงการธุรกิจทุกอย่างนั่นแหละ ช่วงที่ผมทำทีมชาติก็พยายามทำให้ฟุตบอลมีความเป็นดารา แต่อย่างแรก ในสนามคุณต้องเก่งก่อนนะ ไม่ใช่หล่อแต่เล่นห่วยแตก ในทางกลับกัน หากเล่นเก่งมากๆ คุณจะหล่อเอง

     ส่วนเรื่องการแต่งตัว ผมมองว่าเป็นเรื่องความภาคภูมิใจในทีมชาติไทย ความมีศักดิ์ศรี ซึ่งเราก็ไม่ต่างจากชาติชั้นนำอื่นๆ อย่างสเปน อิตาลี ตรงไหน เราเท่ากันเลย แล้วคุณเห็นไหม เวลานักเตะเขาปรากฏตัวในฐานะตัวแทนทีมชาติ มันดูดี เท่ หล่อ สมาร์ต ไม่ใช่ถือถุงก๊อบแก๊บ เดินลากรองเท้าแตะ จากตอนนั้นมาตอนนี้ ผมว่ายังไงๆ นักฟุตบอลก็ไม่ต่างจากดารา สามารถจับไปรับงานข้ามวงการได้สบายเลยล่ะ ถ่ายโฆษณาได้สบาย จับมือถือแขนกับวงการบันเทิงได้หมด เรียกว่าเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง

     คุณต้องอย่าลืมนะ ชีวิตนักฟุตบอลมันสั้น วงจรชีวิตคงไม่ต่างจากยุง เล่นเต็มที่ก็สักสิบปี หากดูแลดีๆ ก็ได้นานกว่านั้นนิดหน่อย ดังนั้น ช่วงที่ยังมีมูลค่า คุณก็ทำตัวให้ดี เงินทองหามาก็เก็บหอมรอมริบ ยิ่งทำได้มาก ครอบครัวก็จะได้สบาย เพราะผมรู้ดี นักบอลมาจากครอบครัวปานกลางลงไปถึงยากจนส่วนใหญ่

     แล้วเรื่องทำตัวให้ดูดี มันไม่ใช่แค่ตัวคุณเอง มันยังดีต่อวงการ ลองคิดตามนะ เมื่อนักฟุตบอลมีความสามารถ เล่นได้ดี ทีมชาติก็จะมีผลงานโดดเด่นใช่ไหม คุณก็จะมีแฟนคลับชื่นชอบ ติดตามมาให้การสนับสนุนตอนคุณไปเล่นให้สโมสรด้วย ฟุตบอลระดับสโมสรก็จะคึกคักขึ้น ทีมสโมสรก็จะสามารถหาสปอนเซอร์ได้ง่ายขึ้น มีเม็ดเงินเข้าสู่การแข่งขันตามมา เรียกว่าวิน-วินทุกฝ่าย

 

สำหรับตัวคุณเอง เวลาได้เป็นดาราระดับซูเปอร์สตาร์ ชีวิตทั้งในสนามและนอกสนามมันยากขึ้นขนาดไหน

     ผมเฉยๆ นะ เพราะก่อนจะมาเป็นนักกีฬาอาชีพ คุณต้องรู้อยู่แล้วว่าต้องมีวินัย รักษาตัวในกรอบให้ได้ มีระเบียบที่ดี ฝึกซ้อมจนเก่งแถวหน้า เพื่อติดทีมชาติ เพื่อได้รับศรัทธา พอวินัยหย่อนยาน โอกาสหลุดทีมก็สูง ยิ่งการแข่งขันเข้มข้นแบบนี้ หลุดกันได้ง่ายๆ พอหันหลังกลับไปมอง อ้าว! เป็นไงล่ะ? คลื่นลูกใหม่รอมาแทนคุณอยู่เต็มไปหมด นักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีรอมาเสียบชุดใหญ่ คุณเจ็บใช่ไหม คุณเสียสมาธิเหรอ มีคนพร้อมรอแทนที่คุณอีกเพียบ 21 ปีรอเสียบ 23 ปี ไล่มาที่ 19 รอเสียบ 21 ปี ไหนจะมีพวก Wonder Kid อีก ที่เขาเก่งมากๆ ตั้งแต่เด็ก ดังนั้น การครองตัวรักษาตนเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนรู้อยู่แล้วล่ะว่าต้องทำยังไง รุ่นพี่ที่ทำได้เล่นมา 10-15 ปีก็มีเยอะแยะ ดูแบบอย่างไว้สิ

     ฟุตบอลเป็นอาชีพที่มีเกมแข่งกันทุกอาทิตย์ ลองถ้าคุณเป็นกองหน้าแล้วยิงไม่ได้สักสามอาทิตย์สิ ไม่รอดหรอก คุณต้องพัฒนาตัวเองเพื่อไล่ล่าคนที่เหนือกว่า และหนีคนที่ไล่ตามมา เห็นไหมมันหยุดไม่ได้ ความคิดแบบนี้ ผมใช้กับการทำงานของตัวเองทุกด้าน เราหยุดไม่ได้หรอก ถ้าคุณเป็นโค้ชแล้วจะรอแค่ให้มีทีมมาเสนองาน คุมทีมซ้อม ทำทีมแข่ง แค่นั้นมันไม่ได้แล้ว ต้องหางานที่สดใหม่ในวงการฟุตบอล หากลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น งานบริหารจัดการแต่ยังเกี่ยวพันกับฟุตบอลต่อไป

 

ดูเหมือนว่าคุณมีมุมมองต่อโลกฟุตบอลกว้างมากขึ้น มันเกี่ยวกับการอบรมโปรไลเซนส์ที่เรียนจบมาหรือเปล่า

     พูดแบบนั้นก็ไม่ผิดครับ โปรไลเซนส์เป็นการเรียนรู้ถึงงานบริหารจัดการ มองให้เห็นภาพใหญ่มากขึ้น เขาสอนให้เราคิดมากกว่าชนะในเกม แต่คิดเรื่องธุรกิจ ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุนไป หน้าที่ของผู้จัดการทีมคือโน้มน้าวเจ้าของสโมสรให้เห็นด้วย และยอมจ่ายเงินมาลงทุนเพื่อจะได้ผลงานผลกำไรที่คุ้มค่า ซื้อนักเตะแบบไหนที่คุ้มกับเม็ดเงิน ทำยังไงทีมจะสร้างแบรนด์ให้ผู้เล่นได้ ตัวสโมสรมีมูลค่า มีเงินเข้ามาจนคุ้มก่อนเปิดฤดูกาล

     ปัจจุบันมีหลายทีมที่ไม่มีเงินมาจ่ายทีมงาน จ่ายผู้เล่น ขาดทุนตั้งแต่เริ่มฤดูกาล เพราะเขาไม่ได้คิดเรื่องการบริหารจัดการแบบนี้ ไม่มองรายละเอียดว่าซื้อนักเตะคนไหนจะคุ้มที่ลงไป คนนี้ซื้อมาส่งผลแบบไหนในสนาม แล้วนอกสนามดึงดูดจะอะไรเข้ามาได้บ้าง เซ็นสัญญาสี่ปีใช้งานสามปีแล้วขายต่อได้ไหม หักลบกับผลงานทั้งในและนอกสนามที่คิดว่าจะเกิดขึ้น มันคุ้มหรือไม่ เรื่องพวกนี้สามารถขยายไปถึงเงินสนับสนุน

     คุณคิดดูว่าทำไมบางทีมลงทุน 200 ล้านตั้งแต่ยังไม่เปิดฤดูกาล แต่มีเงินเข้ามาจนเกินทุนไปเป็นร้อยล้านได้ ขณะที่บางทีมขาดทุน ปิดฤดูกาลยังไม่รู้เลยว่าเหลือเงินคงคลังเท่าไหร่ ถ้าแค่ส่วนแบ่งเงินรางวัล ค่าลิขสิทธิ์มันไม่พอหรอก เงินรางวัลได้แชมป์ซึ่งมีแค่ทีมเดียว เต็มที่ก็ 20 ล้าน สู้ทำแบรนด์สู้ทางการตลาดไม่ดีกว่าเหรอ ถามคนลงเงินใครๆ ก็พอใจเรื่องนี้ แต่กี่ทีมที่คิดแล้วลงมือ ทั้งหมดมันต่างกันในวิธีคิดแบบนี้แหละ มันไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่มันคือธุรกิจฟุตบอล

 

ซิโก้

 

สำหรับธุรกิจฟุตบอลไทยในปัจจุบันนี้ล่ะ คุณมองว่ายังไปต่อได้ไหม

     ณ วันนี้ ผมว่ามันยังพอไปได้ แม้จำนวนคนน้อยลง สโมสรจะเหนื่อยมากขึ้น แต่ภาพรวมของไทยลีกยังไปได้ คนจัดยังรอดได้ไม่ยาก เพราะสปอนเซอร์วิ่งเข้าไทยลีก ขณะที่แต่ละทีมยังไม่ได้ตามนั้น เหมือนพ่อแม่เข้มแข็ง ร่ำรวย แต่ลูกๆ ยังไม่ใช่ ดังนั้น พ่อแม่ก็ต้องลงมาดูแล ขณะเดียวกันลูกๆ ต้องถีบตัวเองขึ้นไปเพื่อพัฒนาให้ได้ แล้วต้องทำยังไงล่ะ ก็เรียนหนังสือสิ หากในเรื่องเงินๆ ทองๆ เราได้พ่อแม่อย่างลีกให้การสนับสนุน เพื่อทำให้ครอบครัวฟุตบอลเข้มแข็ง ทำยังไงทุกทีมจะมีสปอนเซอร์เข้า สร้างนักเตะที่มีมูลค่า ถ้าทำไม่ได้ก็เข้าใจนะ ว่าต้องเปิดทางให้ทีมอื่นมาแทน

 

ในตอนนี้เห็นอดีตนักเตะที่คุณร่วมงานช่วงทำทีมชาติทยอยออกไปหากินต่างแดนกัน คุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับอนาคตนักเตะไทยเหล่านี้

     ผมดีใจกับพวกเขา เพราะการไปเล่นยังต่างแดน เป็นนักเตะต่างชาติมีความกดดันอยู่มาก หากไม่เก่งกว่านักเตะในประเทศที่พวกเขามี ใครจะจ้างคุณ ในทางกลับกัน หากไปแล้วได้เล่นจริง นั่นหมายความว่าคุณเป็นที่ยอมรับ ไม่ต่างจากชาติอย่างบราซิล อาร์เจนตินา หรือยุโรป ดังนั้น ทันทีที่โอกาสมา ต้องออกไปคว้ามัน อย่าหยุดแค่ในเมืองไทย ออกไปเจอคู่แข่งที่เก่งกว่า ยิ่งได้ออกไปกันเยอะๆ ทีมชาติไทยจะยิ่งมีนักเตะฝีเท้าดีให้เลือกใช้มากขึ้น

     ตอนนี้ออกไปต่างแดน 4 คน ทีมชาติไทยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะเจอของยากต่างแดนมาแล้ว ส่วนตัวผมเชื่อว่าเด็กไทยจะไปต่างแดนอีกเยอะ เด็กไทยมีเทคนิคดีที่สุดในเอเชีย เบสิกเนี้ยบ เดาะบอลได้ทั้งวัน แต่เราต้องไปเสริมสร้างกระดูกในต่างแดน หัดเรื่องแท็กติก ฟิตเนส ความสม่ำเสมอ และวิธีคิด อย่าง เจ ชนาธิป เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เขาคือนักเตะทักษะดี ตอนไปญี่ปุ่นปีแรกยังต้องปรับตัว เลยไม่ค่อยได้เล่นมากนัก เน้นที่การปรับสภาพร่างกาย เรียนรู้เรื่องระบบการเล่นกับทีมใหม่ นั่นคือต้องหัดแท็กติก พอเข้าฤดูกาลที่สอง เขาก็โดดเด่นจนเป็นนักเตะทีมยอดเยี่ยมของเจลีก เขาเข้าใจทั้งเกมรุกรับ ไม่พรวดพราดเข้าจังหวะของทั้งส่วนบุคคลและทีม เมื่อทำได้ก็ไม่ต้องกลัวอะไร

     ทั้งนี้ เราต้องสร้างเด็กขึ้นมาเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ การสร้างมันต้องไปด้วยกันหมดทั้ง ลีก ทีมสโมสร โค้ช รวมทั้งแฟนฟุตบอล เราต้องอดทนไปด้วยกันทั้งระบบ อดทนในการฟูมฟัก ให้นักเตะของเรากระดูกโตเต็มที่สมบูรณ์ ฝันที่ใหญ่ขึ้นจะเป็นไปได้ ใช่! นั่นคือฟุตบอลโลก

     เราจะสร้างนักเตะที่เก่งขึ้นได้ยังไง สร้างโค้ชที่เก่งขึ้นได้ยังไง มาสิ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน แต่อย่างแรกเลย ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษกันก่อน เพื่อจะเป็นกุญแจไขสู่ศาสตร์ความรู้ด้านนี้ ถ้าไม่มีภาษาอังกฤษคุณจะทำไง แค่ฟังคนอื่นแปลเหรอ ผิดถูกก็ไม่รู้ แล้วจะวิเคราะห์ปรับใช้กับตัวเองได้ยังไง ในเมื่อยังไม่แตกฉาน จำมาจากยูทูบเหรอ ต่อให้เป็นนักเตะที่ดังมาก่อนก็เป็นโค้ชที่ดีไม่ได้ หากรู้ไม่แตกฉาน ทางกลับกัน แม้คุณไม่เคยเป็นนักเตะมาก่อน ก็ใช่ว่าจะเป็นโค้ชที่ดีไม่ได้ ถ้ามีองค์ความรู้อย่างเชี่ยวชาญ

 

จริงสิ!? คุณเองเป็นตำนานทีมชาติไทย ก็เลยมีประสบการณ์และความรู้ในการคุมทีมชาติไม่ใช่เหรอ

     ตำนานคือตำ (ทำท่าตำน้ำพริก) มานานแล้ว เอามันไปทิ้งเถอะ มันไม่ได้ทำให้ผมได้เปรียบตอนสอนหรอก ผมเป็นตำนานเขาไม่ได้ ตอนสอนนี่ว่าจะคุมเด็ก 50 คน 100 คนให้เล่นยังไง ทำยังไงจะชนะ

 

ซิโก้

 

ตั้งแต่คุณลงจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทย แทบทุกครั้งที่ผลงานทีมตกต่ำ กระแสเรียกร้องซิโก้จะกลับมา แบบนี้สิจึงจะเป็นตำนานที่แท้จริง

     เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนที่ทำทีม แต่บางครั้งมันต้องขึ้นกับความเป็นจริงด้วย แต่ละครั้งคุณเตรียมทีมมาดีแค่ไหนกัน คนที่คุณเรียกร้องให้เข้ามาทำงาน สามารถแก้สถานการณ์ได้จริงไหม คนหนึ่งคนสามารถชี้ขาดได้ขนาดนั้นเลยเหรอ เราอยากเปลี่ยนโค้ชเพราะความรู้สึกหรือเปล่า ผมว่าวันนี้ทีมชาติไทยมีตัวผู้เล่นเดิมๆ ไปแข่งก็แพ้ อาจเพราะมันไม่สุกงอม คนเป็นโค้ชก็ต้องรับผิดชอบลาออก มิโลวาน ราเยวัช ลาออก ผมเองก็ลาออก แล้วโครงสร้างล่ะได้เปลี่ยนไหม? ทุกสโมสรก็เหมือนกัน ดูกันลึกๆ ว่ามีโครงสร้างของทีมที่ดีหรือยัง แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงกันไหม? ผมว่าโค้ชคนหนึ่งมีผลต่อทีม ต่อผลการแข่งขัน 20-30% ที่เหลือก็เป็นเรื่องของผู้เล่น เพียงแต่รูปแบบการเล่นในสนาม มันสะท้อนสิ่งที่โค้ชถ่ายทอด ทรงฟุตบอลโค้ชเป็นคนสร้าง นักเตะเป็นคนเล่น บางทีเปลี่ยนแค่เรื่องสภาพจิตใจที่เหนื่อยเกินไป

     ทั้งนี้ผมขอบคุณและยินดีทุกครั้งที่ยังมีคนคิดถึงผมอยู่เสมอ เรื่องทีมชาติไทยตอนนี้ เรามีตัวผู้เล่นดีขึ้นมาเยอะ มากกว่าช่วงที่ผมทำทีมเสียอีก ตอนนี้น่าจะพร้อมใช้สัก 30-50 คนแล้ว ดังนั้น ปล่อยให้เขาทำงานต่อไป มาวัดกันที่ผลงาน หากดีก็ทำไปต่อเนื่อง หากไม่ดีก็แยกทาง แต่ในช่วงที่ทีมชาติไทยกำลังไปได้ดี ผลิดอกออกผล เราควรจะปรับโครงสร้างให้ดีขึ้น สร้างคลื่นลูกใหม่พร้อมในทุกๆ รุ่น

 

ตอนนี้ความเป็นเจ้าแห่งอาเซียนของเราเริ่มสั่นคลอน เวียดนามมีพัฒนาการเร็วมาก นอกจากชุดใหญ่แล้ว เราแพ้เขาแทบทุกชุด คุณว่าสถานการณ์เราน่าเป็นห่วงไหม

     ช่วงทำทีมไปซีเกมส์ที่เนปิดอว์ (ปี 2556) ผมเคยพยากรณ์ไว้ว่าเวียดนามจะใช้เวลา 10 ปีในการไล่ทีมไทยทัน ช่วงเวลานั้นผมกำลังกลับจากทำงานที่เวียดนาม สมาคมของเขากำลังลงทุนสร้าง และนำเด็ก 12 ปีที่ดีที่สุดในประเทศมารวมตัวกัน พัฒนาอย่างเป็นระบบ ผมคาดการณ์ได้เลยว่าอีกสิบปี ออกดอกออกผลแน่ แต่เวียดนามดันใช้รถไฟความเร็วสูง นั่งชินคันเซ็นกันมาเจ็ดปี ตอนนี้เด็กเวียดนามชนะเราทุกรุ่น จนเหลือแต่ทีมชุดใหญ่เท่านั้น แฟนบอลเวียดนามก็ชอบมาถล่มผมทางโซเชียลฯ (หัวเราะ) ผมก็ได้แต่บอกไปว่าเราเพื่อนบ้านกันนะ ยินดีด้วย แต่ทั้งนี้ยังเชื่อว่าหากทีมชุดใหญ่เราใช้ผู้เล่นที่ดีที่สุด ได้ตัวที่ไปเล่นต่างชาติ ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ กลับมา เราจะยังชนะอยู่ด้วยประสบการณ์ที่เหนือกว่า เจอกันในชิงแชมป์อาเซียนเรายังดีกว่า

     ในมุมกลับกัน หากปีหน้าชุดใหญ่เราแพ้ล่ะก็ นับรอไปเลยอีก 8-10 ปีที่จะกลับมาไล่ทันเขา เพราะเราแพ้หมดแล้วทั้งรุ่น 23 ปี 21 ปี 19 ปี ส่วน 8 ปีมาจากไหน นักเตะ 23 ปี จะมีอายุงานอีก 8 ปี ต่อเนื่องกันไป ตัวอย่างเคยเห็นมาแล้ว ยังจำช่วงที่ทีมชาติไทยไม่ประสบความสำเร็จมา 12 ปีติดต่อกันได้เลย ฉะนั้น ถ้าปีหน้าแพ้มา เป็นเรื่องใหญ่แน่ ซึ่งเราคงต้องมาระดมสมองกันว่าจะทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะแฟนบอล ผมก็ไม่อยากเห็นทีมชาติไทยแพ้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเราทุกคนคงโดนถล่มเละ

 

สุดท้ายแล้วครับ บทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้จากฟุตบอลคืออะไร

     ชีวิตต้องละเอียด ละเอียดในทุกเรื่อง ฟุตบอลเป็นเกม หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้จะกลายเป็นความมั่นใจ กล้าที่จะเดินต่อไปข้างหน้า แน่นอนมีบทเรียนที่ดีและร้าย มันสอนให้เราเรียนรู้ที่จะปรับปรุงในครั้งต่อไป ต้องรอบคอบมากขึ้น ลงรายละเอียดมากขึ้น เพื่อรับในสิ่งที่คาดไม่ถึง

     ทั้งนี้ทุกเรื่องที่ผ่านมาผมไม่เคยเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะสิ่งที่ลงมือทำถูกวางไว้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ดีที่สุด เต็มศักยภาพที่มี ทุกงานในชีวิตก็เหมือนกัน เราเจียระไนสมบูรณ์แบบเท่าที่ทำได้แล้ว ที่เหลือเกินการควบคุมแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว ณ วันนั้น ที่เหลือมองไปข้างหน้าเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ทำให้เต็มกำลังต่อไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์

ชายอวบแน่นบ้ากีฬา ดนตรี และวงสนทนามาแต่เด็ก จนกลายเป็นคนปากจัดเล่าเรื่องผ่านไมค์และตัวหนังสือ ทว่าสุดท้ายสยบนิ่งต่อลูกสาวตัวน้อย