KLEAR: Grow in the Dark เติบโตขึ้นอย่างสวยงามบนเส้นทางแห่งความเจ็บปวด

The Guest
26 Jul 2020
เรื่องโดย:

ณิชากร เมฆวรวุฒิ

Highlights

หลังห่างหายจากการออกอัลบั้มมากว่าสามปี วันนี้วง KLEAR กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มใหม่อย่าง Grow in the Dark ที่ชักชวนผู้คนมายอมรับและเรียนรู้จากความเจ็บปวด เพื่อว่าสักวันหนึ่งเมื่อถึงเวลา เราจะเติบโตขึ้นอย่างสวยงามจากความเจ็บปวดนั้น

        adB มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับสี่สมาชิกวง KLEAR อย่าง ‘แพท’ – รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย, ‘ณัฐ’- ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร, ‘คี’ – คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ และ ‘นัฐ’ – นัฐ นิลวิเชียร มาสนทนาเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจและเรื่องเล่าที่อยู่เบื้องหลังในอัลบั้มใหม่ล่าสุดนี้ ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมเปิดเปลือยความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ

 

KLEAR

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นมากในอัลบั้มนี้ ทำไมวงถึงเลือกพูดความจริงในประเด็นทางสังคม ทั้งการด่าทอในสังคมออนไลน์ และความรุนแรงในความสัมพันธ์ ผ่านบทเพลงในอัลบั้ม

        แพท : ในฐานะศิลปิน สิ่งที่วงเราทำได้คือทำเรื่องยากให้ดูง่าย พูดอย่างไรก็ได้ให้ฟังดูไม่จริงจัง แต่ความจริงเป็นเรื่องที่จริงจัง พวกเราสี่คนเลยคุยกันว่าถ้าทำเรื่องยากให้ฟังดูสบาย ลั้ลลาได้ เรื่องเล่าก็จะถูกส่งต่อออกไปได้ง่ายขึ้น 

เราคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เพลงเป็นเหมือนลูกกวาดที่มียาอยู่ด้านใน เพื่อให้คนหยิบเข้าปากกินเหมือนเป็นขนมหวาน เริ่มแรกที่ฟังอาจรู้สึกว่าเพลงสนุกดี แต่พอฟังไปเรื่อยๆ แล้ว จะเริ่มเกิดความรู้สึกเอะใจว่า ‘เอ๊ะ ด้านในนั้นมีอะไร’

        ณัฐ : ตอนแรกประเด็น Cyberbullying เป็นประเด็นที่คุยกันเองในวง เราเห็นว่าสังคมเป็นแบบนี้โดยไม่คาดคิดว่าจะต้องเป็นเพลงด้วยซ้ำ จนถึงจุดหนึ่งเราเริ่มมาคุยกันว่าเล่าเรื่องนี้ผ่านเพลงกันดีไหม เพราะหากไม่ได้ถ่ายทอดเรื่อง Cyberbullying ผ่านบทเพลง แต่ไปถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น เช่น โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เราว่ามันอาจจะกลายเป็นปัญหาบานปลาย และทะเลาะกันได้ ตอนร้องเพลงเลยต้องให้แพทร้องให้ร่าเริงที่สุด เหมือนเดินอยู่บนสายรุ้ง จะร้องจริงจังไม่ได้ แม้จะเหมือนเป็นคนบ้าที่ร่าเริงผิดปกติ (หัวเราะ) แต่พออยู่กับเพลงของเรา มันจะกลมกล่อม

        แพท : บางคนเข้ามาบอกว่าเขาดีใจที่เราทำเพลงนี้ออกมา กลายเป็นเพลงพ็อพกับเรื่องที่จริงจังไปเลย 

 

 

จากเพลงรักรสหวานและเพลงอกหักรสขม มุมมองความรักของวง KLEAR พัฒนามาเป็นซิงเกิล ‘รักให้ตาย’ ได้อย่างไร จนกลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงในวงกว้าง

        แพท : เราขยับมุมไปนิดเดียว เพราะโมเมนต์ตอนอกหักมีหลายช่วง แต่ครั้งนี้เราเลือกโมเมนต์ของคนที่โดนกระทำมาหนัก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนถึงจุดหนึ่งที่เขาโดนแบบนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ถึงจะไม่ได้อยู่ในจุดเข้มแข็ง แต่มันช้ำจนพอ จึงไม่ใช่เพลงที่คิดได้และจะเดินออกมาเลย เป็นเพลงที่ยังร้องไห้อยู่แต่เริ่มรู้ตัวว่าฉันเจ็บพอแล้ว

        ตอนเขียนเพลงเราไม่ได้คิดถึงการทำร้ายร่างกาย แต่คิดถึง  abusive relationship หรือความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกัน ซึ่งการทำร้ายกันในที่นี้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ตัวผู้กระทำเองก็สามารถทำได้เพราะอีกฝ่ายยอมให้กระทำ เราเลยอยากพูดถึงเรื่องนี้ ว่าการหยุดความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องของผู้ถูกกระทำด้วยเช่นกัน  ไม่ใช่เรื่องของผู้กระทำเพียงอย่างเดียว

        เราอยากเขียนเพลงนี้ให้ครอบคลุมถึงทุกความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุข แต่เมื่อตีความเป็นมิวสิกวิดีโอมันถูกพาออกไปในจุดที่ลึกและร้ายแรงกว่าเดิม เราได้เข้าไปในจุดที่อยากพูดทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเสี่ยง แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องพูด ซึ่งผลลัพธ์ก็ตรงกับสมมติฐานที่เราคิดจริง ว่าปัญหานี้เกิดขึ้นในที่ลับ ที่เหมือนเป็นประเด็นต้องห้ามของไทยรวมถึงประเทศแถบเอเชีย บางครอบครัวอาจบอกให้ทนต่อไป ต้องประคับประคองให้ครอบครัวรอดไม่ว่าในนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราเลยอยากพูดแทนคนเหล่านี้ผ่านบทเพลง

        คี : เรื่องในเอ็มวีเป็นแค่สมมติฐาน แต่ในวันที่เอ็มวีปล่อยออกไปแล้วมีข้อความตอบกลับมา คือวันที่สมมติฐานนั้นเป็นเรื่องจริง มีกรณีจริงที่ผู้ถูกทำร้ายร่างกายต้องใส่เสื้อแขนยาวเพื่อไม่ให้คนในที่ทำงานหรือเพื่อนๆ รู้ว่าเขาโดนกระทำ เพราะไม่อยากบอก หรือไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร ในทุกวันนี้เราอาจเห็นบางคนที่ดูร่าเริงทุกวัน แต่เมื่อกลับบ้านไป เขาอาจเป็นผู้ถูกกระทำก็เป็นได้ 

        นัฐ : น่าตกใจที่เห็นว่าคอมเมนต์เหล่านี้เยอะกว่าที่เราคิด ทั้งที่ประเด็นในเอ็มวีเป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าปกติคนไม่ค่อยพูดกัน

 

KLEAR

มีกรณีไหนที่พวกคุณพอที่จะเล่าให้ฟังได้บ้างไหม

        แพท : มีกรณีหนึ่งที่พยาบาลหญิงโดนทำร้ายร่างกายบ่อย จนกระทั่งรู้ว่าเมื่อไหร่รอยช้ำถึงจะกลายเป็นสีเขียว แดง และม่วง ซึ่งพยาบาลคนนี้ใส่หน้ากากอนามัยปิดตลอด แต่วันหนึ่งมีคนไข้เข้ามาบอกว่า ‘พยายามดูแลตัวเองด้วยนะครับ’ เพราะเห็นรอยช้ำที่ใต้ตา จึงเป็นเรื่องน่าหดหู่ที่ว่าพยาบาลรายนั้นเพิ่งอยู่ในวัยยี่สิบเอ็ดปี แต่ ณ ขณะนี้เขาสามารถออกมาจากเหตุการณ์นั้นได้แล้ว 

        คี : คนที่เจอความรุนแรงก็ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อผ่านวันเหล่านั้นต่อไปให้ได้ เขาต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอด แต่ในวันที่พวกเขาได้ระบายทุกอย่างออกมา เรารู้สึกดีใจที่พวกเขาเหล่านี้ยังมองเห็นเราเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างกันเสมอ เมื่อได้เห็นว่ามีผู้พบเจอเรื่องเหล่านี้เยอะประมาณหนึ่ง ในข้อความและคอมเมนต์จึงมีทั้งคนที่กล้าหาญและผ่านเรื่องนี้ได้เข้ามาตอบเช่นว่า วิธีการจบความสัมพันธ์นั้นมี แต่ต้องใช้ความพยายาม เมื่อนำมุมนั้นมาแบ่งปันก็ทำให้เกิดการตอบกลับ มันเลยกลายเป็นคอมมูนิตี้หนึ่งที่ดูแลจิตใจด้วยกันตรงนี้

        แพท : มันชัดเจนเลยว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกโดดเดี่ยวเสมอมา และทำให้เราเห็นว่าพลังการส่งต่อและเยียวยากันมันดีมากแค่ไหน

ทราบมาว่าวง KLEAR กำลังทำแคมเปญ You Hurt I Hug อยู่ ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่ามันคืออะไร

        แพท : You Hurt I Hug เป็นแคมเปญที่ต่อยอดมาจากเอ็มวีของพวกเรา เพื่อให้คนที่เผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์อยู่ส่งเรื่องราวมาถึงเรา และคัดเลือกมา 5 เรื่อง เพื่อให้ของขวัญที่เขายอมแชร์กับเรา ซึ่งของขวัญที่แท้จริงคือพวกเราจะเซอร์ไพรส์โดยการเข้าไปหาพวกเขา ดังนั้น พวกเราเลยมีโอกาสไปเจอพวกเขาจริงๆ ทั้งคนที่หลุดจากเรื่องนี้มาได้และยังต้องอยู่ต่อ บางคนจึงไม่เปิดเผยใบหน้าและเสียง ซึ่งมีบางคนที่ยังหลุดจากเรื่องนี้ไม่ได้แต่วางทางออกเอาไว้แล้วเช่นกัน โดยเลือกที่จะไม่ปะทะ และไม่ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิดอารมณ์โกรธ เขาวางแผนตัวเองไว้ว่าอีก 2-3 ปี เมื่อเรียนจบ สมัครงานแล้ว ก็จะออกจากจุดที่เผชิญอยู่ทันที เรารู้สึกยกย่องเขามาก เรามองว่าเป็นความฉลาดอีกทางหนึ่งของคนที่ยังต้องอยู่ในจุดแย่ๆ ซึ่งเราอยากแชร์เรื่องเหล่านี้ออกไปให้คนอื่นที่อาจอยู่ในจุดเดียวกันกับที่เขาเคยเจอก็ได้

         คี : ความจริงเราเตรียมคำถามไปเหมือนกันว่าทำไมไม่ออกมา มีลูกแล้วอยากให้ลูกเห็นอะไรแบบนี้หรือเปล่า แต่ยังไม่ทันได้ถามเขาก็เล่า exit plan ของตัวเองออกมาหมดแล้ว เราเลยได้รับรู้และเปลี่ยนมุมมองว่าเขาแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคิด 

 

KLEAR

เรื่องราวของความเจ็บปวดที่ได้รับฟังทำให้ทุกคนในวง KLEAR เองเติบโตขึ้นด้วยหรือเปล่า

        ณัฐ : พอพวกเราได้ฟังเรื่องที่จริงจังมากขึ้นจิตใจก็ดาวน์เหมือนกัน เราจึงต้องฝึกจิตใจของตัวเองเพื่อเผชิญหน้าต่อไป ถ้าตัวเราเองไม่พร้อม ไม่แข็งแกร่งพอ ก็คงไปช่วยอะไรเขาไม่ได้ 

         แพท : พวกเขาเข้ามาเพื่อให้เราได้เรียนรู้ตัวเอง ถ้าเรายังอยากช่วยเหลือคนเหล่านี้ต่อ เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเองขึ้นมา 

         นัฐ : สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของอัลบั้ม Grow in the Dark ด้วย ซึ่งเราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะกลายเป็นรูปธรรมขนาดนี้ แต่เราเติบโตจากความเจ็บปวดและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ

         แพท : พวกเราเคยไปหาน้องคนหนึ่งที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายในห้องประคับประคองอาการซึ่งหยุดการรักษาแล้ว เพื่อนของเขาจึงส่งข้อความมาถึงวงเรา คืนนั้นเราจึงโทรศัพท์นัดทุกคนเพื่อไปหาน้องในวันรุ่งขึ้น จนพวกเราได้ไปเล่นดนตรีให้เขาฟัง แล้วเย็นวันนั้นน้องก็จากไป เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องหนึ่งในใจที่ทำให้รู้ว่า KLEAR สามารถทำแบบนี้ให้คนอื่นได้  และทำให้วงเติบโตขึ้นในด้านการดูแลคนอื่น บทเพลง 10 เพลงในอัลบั้มนี้จึงทำขึ้นเพื่อดูแลและสื่อสารถึงคนทั้งหมด 10 ประเภท

         ณัฐ : ตอนนั้นรู้สึกเหมือนกันว่าดนตรีพาเราไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ

         คี : ทั้งหมดทำให้รู้ว่าดนตรีที่เราเล่นมาตลอด 15 ปี มีคุณค่าและมีความหมายมาก เราจึงมีความสุขทุกครั้งที่มีฟีดแบ็คของเพลงกลับมา

 ในอัลบั้ม ‘Grow in the Dark’ ทำไมถึงเลือกนำเสนอมุมมืดที่สุดในใจมาถ่ายทอด

        แพท : เรามักจะกลัวความมืด ไม่ชอบความทุกข์และความยากลำบาก แต่เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ยิ่งมืดยิ่งเห็นดวงดาวชัด’ บางทีแสงสว่างที่เป็นความหวังอาจเกิดขึ้น ณ จุดเล็กๆ ในมุมมืด และสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สว่างขึ้นมาได้ ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีความมืดเราก็คงจะไม่เห็นแสงเช่นกัน เราจึงคุยกันว่าความลำบาก ความทุกข์ ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิต คือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้น ถ้าเรามองมันเป็นของดี 

        Grow in The Dark จึงเป็นการเติบโตในความมืด แต่ไม่ใช่การเสพติดและอาศัยอยู่ในนั้น เราแค่อยากให้ทุกคนไม่ต้องกลัว แม้ในอัลบั้มนี้จะมีเพลงที่โทนมืดขึ้นบ้าง แต่จะเป็นความมืดที่อบอุ่น เหมือนมีแสงเทียนอยู่ในห้องมืด ไม่ใช่ความมืดมิด 

         ณัฐ : ความมืดนี้ไม่ใช่ความดาร์กไปทั้งหมด ไม่ได้กดดันหรือเครียด แต่เป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิต ว่าอุปสรรคที่พบเจอเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีคำพูดว่า ‘เศร้าทำไม อย่าร้อง ยิ้มเข้าไว้’ จนกลายเป็นความเก็บกดภายในที่คอยทำร้ายตัวเรา แต่เรามองว่าถ้าเจ็บก็ร้อง เหนื่อยก็พัก แล้วค่อยไปสู้ต่อ ไม่ต้องเครียดกับมันมาก ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ  

         แพท : เราอยากให้ทุกคนเมตตาและอ่อนโยนกับตัวเองให้มาก โอบกอดความทุกข์ของตัวเองไว้ไม่ใช่ไปรังเกียจมัน ไม่ต้องโกรธที่ตัวเองโกรธ ไม่ต้องทุกข์ว่าทำไมคิดไม่ได้สักที ไม่ต้องกดว่าตัวเองต้องเข้มแข็ง เพราะขนาดเราเองก็กำลังทำสิ่งนั้นกับตัวเองเช่นกัน 

 

KLEAR

เมื่อเรายอมรับความเจ็บปวดและด้านมืดของตัวเอง ทำให้เราเติบโตและสวยงามขึ้นได้อย่างไร มันคล้ายกับเรื่อง ‘คินสึงิ’ ศิลปะของญี่ปุ่นที่ประกอบถ้วยชามที่แตกออกมาเป็นผลงานศิลปะชิ้นใหม่แบบนั้นไหม

        แพท : การกดไว้ไม่ใช่การรักษาที่ยั่งยืน เปรียบเหมือนคนที่เป็นโรคร้ายข้างใน การปิดไว้เหมือนการฉีดมอร์ฟีน ให้ยาแก้ปวด แต่ไม่ได้รักษา คนเราเองมีวิธีเบี่ยงความรู้สึกของตัวเองได้หลายวิธี เครียดก็ดื่มเหล้า ออกไปเจอเพื่อน ดูหนัง ทำอะไรบางอย่างเพื่อกลบสิ่งที่เรากำลังเผชิญ แต่สิ่งร้ายภายในนั้นไม่เคยหายไปไหน เหมือนเด็กที่กรี๊ดอยู่ในตัวเรา ถ้าจับเข้าตู้ ปิดเอาไว้ไม่ให้ได้ยินเสียง เด็กคนนั้นก็ยังกรี๊ดอยู่ เขาไม่เคยหายไปไหน แต่เมื่อเราดึงเขาออกมาจากตู้แล้วบอกว่ากรี๊ดเลย กรี๊ดให้หมด สักพักสิ่งร้ายนั้นจะหาย หายจากสาเหตุจริงๆ ไม่ใช่การฝังและกลบเอาไว้แทน

วง KLEAR ที่ขึ้นชื่อว่าเล่นดนตรีที่ไหนก็มีคนร้องไห้ โดยสถิติในช่วงนี้ มีครั้งไหนที่เล่นสดแล้วไม่มีคนร้องไห้บ้างไหม

        แพท : ไม่มี (หัวเราะ) และยังเป็นวงที่ถนัดในการเดินออกนอกเวทีไปหาผู้ชมเหมือนเดิม เพราะตัวเองเป็นคนตื่นเวทีที่ไม่ชอบความรู้สึกข้างบนกับข้างล่าง เหมือนเป็นกำแพงกระจกกั้น การลงไปหาผู้ชมทำให้ได้ละลายพฤติกรรมของตนเอง พอเริ่มไปจับตัว ไปหาคนดู กลายเป็นว่าตัวเรากลายเป็นธรรมชาติของเรามากขึ้น เลยเป็นสิ่งเสพติดว่าทุกครั้งจะทำลายกำแพงนี้ (หัวเราะ) 

 

KLEAR

เส้นทาง 15 ปีในวงการเพลง กับจุดยืนของวง KLEAR ณ ตอนนี้ เปลี่ยนไปบ้างไหม

        แพท : เราไม่อยากเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ เพราะพวกเรามาจากจุดเริ่มต้นที่ว่าวงไม่ได้เป็นร็อกสตาร์ แค่รู้สึกว่าวงเราเป็นคนธรรมดา 4 คน ธรรมดามากๆ จนผู้คนสามารถมาคอนเน็กต์ได้ ไม่ใช่ให้ใครมา look up to แต่เราอยากให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคน คนจริงๆ แบบเดียวกับเขา ที่จะอยู่เคียงข้างพวกเขาด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน

        ในอัลบั้ม Grow in the Dark มีเพลงหนึ่งชื่อว่า ‘ที่ปลอดภัย’ ที่สื่อให้ผู้คนสามารถมีมุมที่อ่อนแอได้โดยไม่ต้องฝืน เพราะบทเพลงนี้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย อย่างน้อยก็ในชั่วขณะที่ได้รับฟัง แม้จะไม่มีใครอยู่เคียงข้างกันในยามทุกข์ แต่บทเพลงนี้ก็ได้ถ่ายทอดเอาไว้ว่าอย่างน้อยที่สุด เราไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณิชากร เมฆวรวุฒิ

adB Internship — แมวขี้เกียจที่อินกับโลกการแสดง ซีรีส์ เพลง และหนังมิวสิคัลยุค 50s รักการผจญภัยแม้แต่ในเพลงที่เสพ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN