Kyle Dixon & Michael Stein: สร้างดนตรีประกอบ Stranger Things กับความโด่งดังที่ไม่ได้คาดหมาย

The Guest
22 Nov 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

หากพูดถึงซีรีส์ Original Netflix เรื่อง Stranger Things น่าจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้ชม เพราะด้วยเส้นเรื่องที่น่าสนใจและตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ชมสนใจติดตามได้ไม่ยาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้กัน คือดนตรีประกอบซีรีส์ของนักดนตรีจากวง S U R V I V E อย่าง ไคล์ ดิกสัน และ ไมเคิล สไตน์ ที่สร้างสรรค์ซาวนด์อันดำดิ่งและท่วงทำนองติดหู จนโด่งดังและได้รับการพูดถึงไม่แพ้ซีรีส์แต่อย่างใด

 

Stranger Things

มีความเป็นมาอย่างไร พวกคุณถึงได้ทำดนตรีประกอบให้กับซีรีส์ Stranger Things 

        ไคล์: ทั้งหมดเริ่มจากพี่น้องดัฟเฟอร์ (แมตต์ และ รอส ดัฟเฟอร์) มีอยู่วันหนึ่ง มีอีเมลส่งมาจากทั้งคู่ว่าพวกเขากำลังสร้างซีรีส์ร่วมกับ Netflix และเขาสนใจให้พวกเราทำเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งยังเล่าต่อว่า เคยเอาเพลงของพวกเราวง S U R V I V E ไปลองใส่ในฟุตเทจของหนังเรื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับซีรีส์เพื่อดูมู้ดแอนด์โทน ก็พบว่าเพลงของเราลงตัวในโจทย์นี้พอดี พวกเขาเลยติดต่อมาว่าสนใจจะมาทำเพลงประกอบจริงๆ เลยไหม 

        ไมเคิล: ตอนแรก นี่เป็นเพียงผลงานชิ้นหนึ่งที่เราแค่อยากพิสูจน์ตัวเองกันเฉยๆ ไม่ได้คิดมาก่อนว่ามันจะโด่งดังมากมาย

เรื่องราวตอนไหนในซีรีส์ Stranger Things ที่ช่วยในการสร้างดนตรีประกอบครั้งนี้

        ไคล์: ในช่วงทำดนตรี ซีรีส์เรื่องนี้ยังไม่ได้ถ่ายทำกันเลย เราสร้างดนตรีจากบทซีรีส์ที่เขียนไปได้ 4 ตอนเท่านั้น และเราไม่ได้เจอกับเหล่านักแสดงในเรื่องด้วย แต่ทีมงานกลับนำเพลงของพวกเราไปใช้ในการคัดเลือกนักแสดงแทน เลยกลายเป็นว่าเพลงของพวกเราต่างหากที่มีส่วนในการสร้าง Stranger Things ขึ้นมา

เรียกว่าดนตรีประกอบมีส่วนช่วยให้ซีรีส์มีการเล่าเรื่องและอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นด้วยใช่ไหม

        ไมเคิล: ใช่ หลังจากพวกเราเริ่มสร้างดนตรีจากการอ่านบททั้ง 4 ตอนที่มีอยู่ ทีมงานบอกกับเราว่า ดนตรีสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเขียนบทได้ พวกเขาชอบบอกว่า เพลงนี้มันเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ ทำให้เขาเริ่มเขียนบทต่อจากการฟังดนตรีของพวกเรา แต่ถ้าพูดกันจริงๆ เราไม่ใช่คนเลือกว่าสุดท้ายบทจะออกมาเป็นแบบไหน เราแค่ปล่อยให้ดนตรีของพวกเราเป็นแรงบันดาลใจเฉยๆ

ความแตกต่างระหว่างการทำดนตรีประกอบซีรีส์กับการทำเพลงตามปกติของวง S U R V I V E อยู่ที่จุดไหน

        ไมเคิล: ตอนทำดนตรีสำหรับวง เราทำกัน 4 คน เราได้เรียนรู้ในเรื่องความร่วมมือ การสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิด แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าทุกคนต่างมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่พอมาทำงานกับผู้กำกับซีรีส์ เขาก็จะให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นมาเยอะมากในส่วนดนตรีของเรา เพราะนี่เป็นการทำเพลงให้เขา ไม่ใช่เพลงของพวกเราเอง 

        ไคล์: ผมคิดว่าขั้นตอนการบันทึกเสียงค่อนข้างไม่แตกต่างในเรื่องการใช้เครื่องดนตรี แต่การเขียนเพลงขึ้นมาจะมีข้อแตกต่างกัน เพราะว่าการทำงานดนตรีให้ Stranger Things เราต้องเขียนตามคำสั่งของผู้กำกับ หรือบางทีเราก็ต้องปรับตามอารมณ์ของฉากนั้นๆ ในทันที การทำเพลงประเภทนี้จะไม่ยึดติดกับเรื่องอารมณ์เพลง หากสถานการณ์ในซีรีส์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดนตรีก็ต้องเปลี่ยนจากคีย์หนึ่งเป็นอีกคีย์หนึ่งได้ฉับพลันเหมือนกัน

แล้วถ้าเทียบกับดนตรีประกอบที่เคยทำให้โปรเจ็กต์อื่นๆ แตกต่างบ้างไหม

        ไคล์: แตกต่างมาก ในทุกโปรเจ็กต์ที่พวกเราทำ เราทำงานกับผู้กำกับโดยตรง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและทำให้งานแตกต่าง อย่างตอนเราทำงานกับสารคดี National Geographic ก็มีรายละเอียดที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ที่บางตอนเราต้องบีบอารมณ์และทำอะไรกับมันสักอย่าง ซึ่งเราสามารถสร้างดนตรีที่เป็นสูตรเฉพาะของสารคดีเอาไว้ได้ แต่กับซีรีส์จะต้องละเอียดมากกว่า เพราะเรื่องของสถานการณ์ในแต่ละฉากเป็นตัวแปรสำคัญด้วย

        ไมเคิล: แต่ผมคิดว่ามีความคล้ายนะ เพราะทุกครั้งที่เราทำดนตรีให้กับที่ไหน เราก็จะได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งก็มักจะติดอยู่ในผลงานต่อมาเหมือนกัน

ทำไมดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ถึงเหมาะกับเรื่องราวแฟนตาซีของ Stranger Things 

        ไคล์: ผมว่าคำถามนี้ยาก ผมรู้แค่ว่าพวกเขาต้องการเครื่องดนตรีแนวนี้ (ซินธิไซเซอร์) ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทำกันอยู่แล้ว ผมว่านี่เป็นสิ่งที่ซีรีส์อยากได้มากกว่า เราคิดว่ามันเหมาะ เพราะถ้าเขาอยากได้แนวอื่นเขาก็คงไปจ้างคนอื่นมาทำแทน 

        อย่างในซีรีส์ซีซันแรกก็จะมีความลี้ลับ เพ้อฝัน แต่พอซีซันต่อมาก็จะเต็มไปด้วยความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามบทของซีรีส์ เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าทำไมผู้กำกับถึงคิดว่าต้องเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเรื่องนี้

        ไมเคิล: แต่สำหรับผมเอง ผมรู้สึกว่าเมโลดี้และเสียงของซินธิไซเซอร์ให้ความพิศวง แต่ยังคงรู้สึกอบอุ่นใจในเวลาเดียวกันได้อย่างประหลาด และเสน่ห์ของดนตรีแนวนี้ยังทำให้เราย้อนกลับไปอยู่ในยุค 70-80’s ซึ่งเป็นช่วงเวลาในซีรีส์ด้วย

ตอนทำดนตรีประกอบซีรีส์นี้ พวกคุณบอกว่าไม่ได้คิดมาก่อนว่ามันจะโด่งดังและได้เสียงตอบรับมากขนาดนี้

        ไคล์: ผมรู้แค่ว่าเราต้องทำดนตรีที่ไม่น่ารำคาญ เพราะเดี๋ยวคนดูคนฟังจะกดข้าม (หัวเราะ)

        ไมเคิล: เรื่องนี้สำคัญกับพวกเรามากนะ เราอยากทำอะไรที่คนจะจำได้หรืออย่างน้อยก็ให้พวกเขาชอบเพลงเหล่านั้น การผสมผสานสไตล์การทำเพลงของพวกเรากับเนื้อเรื่องและงานภาพต้องเข้ากันได้ดี พวกเราต้องทำให้มั่นใจว่า ตอนคนดูได้ยินเขาจะไม่กดข้ามเพลงของเรา แต่ต้องรู้สึกว่า โอ้… มันน่าสนใจนะ แต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมถึงเป็นที่นิยมขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคงเพราะตัวซีรีส์เองด้วย เพราะถ้าซีรีส์ไม่ดีพอ ผู้ชมคงจะไม่ฟังดนตรีประกอบอยู่ดี 

ชีวิตพวกคุณเองเคยเจอเรื่องลี้ลับแบบตัวละครในซีรีส์บ้างไหม

        ไมเคิล: นี่คุณจะพาผมดราม่าแล้วใช่ไหม (หัวเราะ) ผมคิดว่าสิ่งที่เชื่อมโยงตัวผมกับในหนังคือความคิดถึงช่วงชีวิตในช่วง 80s ที่ผมเติบโตมา แต่พูดกันตามตรง ผมคิดว่าเรื่องลี้ลับเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่หรือน่าสนใจ เพราะย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กทุกคนก็ต่างมีเรื่องเล่าทั้งตลก เศร้า สนุก และสยองขวัญปนอยู่ทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ปะปนและหล่อหลอมรวมกันมาเป็นชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับชีวิตของพวกเด็กๆ ในซีรีส์เลย

        ไคล์: เราสามารถคุยเรื่องเอเลี่ยนกันได้นะ ถ้าคุณอยากถลำลึกเรื่องนี้กันจริงๆ ผมมีเรื่องราวที่ลึกลับอยู่ แต่จะไม่เหมือนกับซีรีส์ ของผมไม่ได้มองเห็นปีศาจตัวเป็นๆ ขนาดนั้น จะเหมือนกับเรื่องราวในซีซันแรกมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความรู้สึก เรื่องเซนส์ของอะไรบางอย่างที่จับต้องไม่ได้

ในแง่ของวง S U R V I V E ทำไมพวกคุณถึงเลือกแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์

        ไคล์: คำตอบที่ดีที่สุดคือเพราะพวกเราถนัดดนตรีประเภทนี้ พวกเราลองทำดนตรีมาหลายแบบมาก แต่สุดท้ายแนวดนตรีส่วนใหญ่ที่เรามักจะได้โชว์กลับเป็นประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ผมเลยคิดว่านี่คงเป็นจุดแข็งในแนวดนตรีของพวกเรา ตัวผมเองโตมากับดนตรียุค 90s ทั้งเทคโนโลจิก อิเล็กทรอนิกส์ โตมากับวง The Chemical Brothers ที่อยู่ในวิทยุ ซึ่งต่างจากคนอื่นที่เขามักจะโตมากับร็อกแอนด์โรล แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวว่าชอบดนตรีประเภทนี้ ผมรู้แค่ว่าตัวเองชอบหาเสียงดนตรีใหม่ๆ มาทดลอง จนได้เป็นเสียงแปลกๆ มารวมเป็นเพลง แล้วต่อยอดกลายมาเป็นวง S U R V I V E ในที่สุด  

        ไมเคิล: ผมเติบโตมากับสิ่งเหล่านี้ จริงๆ ผมเริ่มมาจากดนตรีฮิปฮอปก่อนที่จะมาเจอกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แล้วจากนั้นก็พยายามหาอะไรแปลกใหม่ในดนตรีแขนงนี้ออกมาอยู่เรื่อยๆ ในตอนแรกผมแค่ทำเป็นงานอดิเรกประหลาดๆ ของตัวเองก่อน ไม่ได้คิดกันเลยว่าจะมาไกลถึงขั้นทำเป็นอาชีพแบบนี้ได้

เหมือนกับว่าทุกอย่างมาถูกเวลาพอดี

        ไคล์: ก็ใช่ แต่จริงๆ เหมือนกับว่าเรามีเวลาเยอะจนสามารถรอเวลาที่ใช่มาหาเราได้มากกว่า

        ไมเคิล: ผมมีเวลาเหลือจนผมสามารถเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเองเพื่อเรียนรู้การเป็นโปรดิวเซอร์เพลงเองได้ แต่จริงๆ พวกเราเองก็คาดการณ์ล่วงหน้ากันมาก่อนแล้วว่าดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เป็นแนวทางที่จะเอาจริงเหมือนกัน พวกเราเองก็มีการเตรียมตัวอยู่ตลอด ทั้งไปหาอะไรที่ท้าทายทำกันอยู่ตลอด ไปคลุกคลีกับนักดนตรีใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ได้ขลุกอยู่แต่ในห้องอัดและมัวเล่นแต่กับเครื่องดนตรีเดิมๆ ทุกวันนี้ผมก็ชอบมีการทดลองประหลาดด้วยการไปอัดเสียงสิ่งของแปลกๆ มาใช้กับงานของผม เมื่อวานผมได้เสียงมาจากเครื่องซักผ้า เจ๋งไหมครับ?

ในการแสดงสดของพวกคุณ จะมีการใช้แสงสีประกอบดนตรีด้วยใช่ไหม ไอเดียนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

         ไคล์: จริงๆ นี่ไม่ใช่ไอเดียที่เพิ่งเกิดขึ้น ย้อนกลับไป 2 ปีที่แล้ว พวกเรามีโชว์ที่เทศกาล Unsound 2017 ที่โปแลนด์ เราได้เจอกับดีไซเนอร์คนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องแสง ในตอนแรกเราปรึกษากับเขาว่าอยากได้แสงแบบไหนในโชว์ของเรา แต่ดีไซเนอร์ก็มีไอเดียของตัวเองที่ตรงกับความต้องการของเราทั้งคู่เหมือนกัน เลยลองใช้ไฟในแบบของเขาดู ซึ่งผลออกมาก็ยอดเยี่ยมมาก เราเลยใช้ไฟรูปแบบนี้ต่อมาเรื่อยๆ 

         ไมเคิล: เพราะนอกจากเพลง เรามีไอเดียอีกมากมายที่อยากถ่ายทอด ซึ่งเราก็ลองมาหลายทางว่าสื่อแบบไหนจะถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวของเราออกมาได้ จนสุดท้ายมาจบที่แสงสีและไฟ

        ไคล์: แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราโชคดีนะ โชว์บางโชว์ของคนอื่น เขาแค่เปิดฟุตเทจจากซีรีส์ประกอบการแสดง โชว์ก็ออกมาดูสมบูรณ์แล้ว แต่ของพวกเราไม่เป็นแบบนั้น อย่างน้อยพวกเราเองก็ไม่คิดว่าทำแบบนั้นจะสมบูรณ์ นั่นจึงเป็นเหตุให้พวกเราต้องลำบากกันมากขึ้นเพื่อหาความสมบูรณ์ในโชว์ของตัวเอง

เหมือนคุณอยากถ่ายทอดความคิดอื่นๆ ออกมา นอกเหนือจากการถ่ายทอดผ่านเสียงดนตรี

         ไคล์: ก็ไม่เชิง เพราะความตั้งใจแรกมีแค่เรื่องเพลง แต่พอเรามีทีมงานที่เก่งด้านอื่นๆ คอยช่วยเหลือ เลยเปิดโอกาสให้เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวในมุมอื่นดูบ้าง

 

        ทั้งไคล์และไมเคิลแห่งวง S U R V I V E พร้อมแล้วสำหรับการแสดงสดในวันที่ 23 พฤศจิกายน เขาย้ำว่า “พวกเราตื่นเต้นมาก ทุกวันนี้ก็ยังเตรียมตัวและหาอะไรเจ๋งๆ มาให้ผู้ชมได้ฟังกันอยู่ แต่ว่าเป็นอะไรยังบอกไม่ได้ครับ บอกได้แค่ว่าอยากให้พวกคุณมาดูและมีความสุขไปกับโชว์ของเรา พวกเราเตรียมรอพบพวกคุณอยู่”

 

Stranger Things

 

        KYLE DIXON & MICHAEL STEIN performing the Music of Stranger Things Presented by MY BEER จัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ซื้อบัตรได้ที่ http://ticketmelon.com/hyhbkk/strangerthing

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่